ทำไมต้อง RAW ภาค 1

หลังจากห่างหายไปนานเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพ วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง RAW ไฟล์ ที่หลาย ๆ คนงงและไม่รู้ว่าจะมีไปทำไม เพราะไฟล์มันใหญ่เหลือเกินและ JPG ก็ดีพอแล้ว วันนี้จะนำตัวอย่างมาให้ดูกันสักหนึ่งตัวอย่างครับว่า RAW ไฟล์ได้เปรียบ JPG ตรงไหน …

เพื่อน ๆ คงเคยเจอปัญหาบ่อย ๆ เวลาถ่ายภาพในวันที่มีแดดจัด ทำให้มอง LCD ไม่ชัด ไม่รู้ว่าแสงที่ถ่ายมา over หรือ under หรือเปล่า อันที่จริงสามารถเปิด histogram ดูก็ได้แต่บางครั้งก็รีบ, ลืม หรือไม่ก็ขี้เกียจเลยไม่ได้ทำ … มาเห็นจะ ๆ อีกทีก็ตอนโหลดเข้า computer ไปแล้วจึงพบว่าแสงที่ถ่ายมานั้นผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะ่ส่วนมืดหรือส่วนสว่างของภาพอาจสูญเสียรายละเอียดไป ซึ่งถ้าถ่ายมาเป็นแบบ JPG อย่างเดียวอาจไม่สามารถกู้รายละเอียดเหล่านั้นกลับมาได้

ลองดูภาพตัวอย่างนะครับ ภาพนี้ตอนถ่ายที่สถานที่จริงก็ดูเหมือนจะ OK แต่พอนำมาโหลดเข้า computer จะได้เห็นได้ชัดเลยว่าสีขาวของก้อนเมฆนั้นเสียรายละเอียดไปเยอะมาก ภาพตัวอย่างแรกผมเปิดไฟล์ JPG และไฟล์ RAW ที่ยังไม่ปรับแต่งเพิ่มเติม จะเห็นว่าภาพที่ได้เหมือนกัน (ดูจาก Graph Histogram จะเห็นว่าก้อนกราฟฝั่งขวามืออยู่เลยแนวขวาสุดของ Histogram นั่นหมายความว่ามีบางส่วนของภาพที่เป็นสีขาวสนิทไม่มีรายละเอียด)

[อ่านเพิ่มเติม...]



ทริปสามฤดู : เฉินตู-หวงหลง-จิ่วจ้ายโกว

ก่อนอื่นขอเกริ่นที่มาของชื่อทริปก่อนนะครับ  ที่เรียกว่าทริปนี้เป็นทริปสามฤดูก็เพราะแต่ละวันของการท่องเที่ยวนั้นบรรยากาศแตกต่างกันไป  มีทั้งฝน, หิมะ และใบไม้เปลี่ยนสี ทริปนี้จึงเสมือนได้เที่ยวครบบรรยากาศของสามฤดูได้แก่  ฤดูฝน, ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว  ขาดก็แต่ฤดูร้อนล่ะครับเพราะอากาศมันหนาวเย็นซะเหลือเกิ้น .. สำหรับทริปจีนครั้งนี้นี้มีจุดหมายหลักคือ “จิ่วจ้ายโกว” ครับ   แต่ก็มีแหล่งท่องเที่ยวรองที่สวยงามไม่น้อยได้แก่ “หวงหลง”  และปิดท้ายโปรแกรมกันด้วยการชมความน่ารักของเจ้าแพนด้าน้อย ณ ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า เมืองเฉินตู

ถ้าพูดถึง “จิ่วจ้ายโกว” เชื่อว่าหลายๆ คนรู้จักกันดี  และชื่อนี้ก็อยู่ใน wish list อันดับต้น ๆ ที่ผมอยากไปมานานแล้ว  พยายามหาข้อมูล  ซื้อหนังสือมาอ่าน รวมถึงศึกษาจากทาง Internet เพื่อวางแผนเดินทางไปยังดินแดนที่หลายคนเรียกว่าอุทยานสวรรค์แห่งนี้ให้ได้สักครั้ง  … เดิมทีผมอยากจะเดินทางไปด้วยตัวเอง  แต่เนื่องจากภาระงานประจำเยอะจนไม่มีเวลาเตรียมมากนัก  และเมื่อศึกษาแล้วหากมีเวลาจำกัดและพูดภาษาจีนไม่ได้จะควบคุมเรื่องเวลาการท่องเที่ยวยากมาก  จึงตัดสินใจซื้อทัวร์เป็นครั้งแรกหลังจากที่ผ่านมาจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศด้วยตัวเองมาตลอด  งานนี้จึงไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องการกำหนดแผนการเดินทาง จองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรมและอื่น ๆ อีกมากมายเหมือนเคย  แต่โยนภาระนี้ไปให้บริษัททัวร์ อิอิ … ดังนั้นรีวิวรอบนี้จึงแปลกหน่อยตรงที่จะไม่ลงรายละเอียดเรื่องราวการเตรียมตัวการเดินทาง,อาหารและที่พักมากนักเพราะไม่ได้เลือกเอง แต่ถูกบังคับเอ้ย ถูกคัดสรรค์แล้วจากบริษัท ฯ ทัวร์  (ซึ่งส่วนใหญ่โปรแกรมก็คล้าย ๆ กับทัวร์จีนทั่วไป) ก็แน่นอนว่ามีทั้งถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง  ทั้งนี้ผมจะรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับทัวร์ เพื่อเป็นข้อมูลให้เพื่อน ๆ ไว้ตอนหลังสุดก็แล้วกันนะครับ  เอาเป็นว่าเนื้อหลักว่าด้วยเรื่องแหล่งท่องเที่ยวล้วน ๆ

อย่างไรก็ตามขอเกริ่นเล็กน้อยว่าทัวร์ที่ผมเลือกใช้บริการนั้นต่างกับทัวร์จีนจิ่วจ้ายโกวทั่วไปตรงที่ราคาสูงกว่า เอ้า! ไหงงั้นล่ะ จะโม้ว่ามีตังค์เยอะว่างั้นเถอะ???  ม่ายช่ายครับ  ระดับ 9MOT แล้วไปเที่ยวไหนต้องคุ้มจริง ๆ ถ้าไม่มีเหตุผลก็คงไม่ยอมจ่ายแพงกว่าแน่นอน อิอิ… แต่ที่เลือกทัวร์ของ Travel Pro ก็เพราะเป็นทัวร์ที่เข้า “จิ่วจ้ายโกว” ซึ่งเป็น highlight ของทริป 2 รอบ  ไม่ใช่รอบเช้ากะรอบบ่ายนะ  แต่เข้า 2 วันเพื่อให้สามารถเก็บรายละเอียดได้มากที่สุด  จะเขียนว่าเก็บหมดก็ไม่ใช่นะครับเพราะพื้นที่อุทยานมันกว้างใหญ่มหาศาล  ถ้าจะเก็บรายละเอียดคงต้องใช้เวลาสักอาทิตย์เป็นอย่างน้อย   นอกจากนี้หัวหน้าทัวร์ยังเป็นช่างภาพมืออาชีพ  ซึ่งแน่นอนว่ารู้ใจช่างภาพอย่างผมดีและสามารถบอกได้ว่ามุมไหนสวย มุมไหนไม่ควรพลาดและควรไปถึงเวลาไหน  ซึ่งเป็นจุดที่ผมให้ความสำคัญมัก ๆ  กับทุกทริป … อีกประการหนึ่งคือทัวร์นี้ไม่แวะร้านช็อปปิ้งที่เป็นข้อบังคับของรัฐบาลจีน  ซึ่งคงต้องชดเชยด้วยการจ่ายเงินเพิ่มจำนวนหนึ่งให้กับทางรัฐบาลจีน (อันนี้ผมเดาเอานะ) … เกริ่นมายาวแล้ว  ไว้ผมค่อยสรุปเรื่องทัวร์ให้ในตอนท้ายดีกว่า ตอนนี้ได้เวลาเที่ยวแล้วครับ  ไปกันเลย

หวงหลง

อย่างที่เกริ่นไปแล้วครับว่า  รีวิวรอบนี้ไม่เน้นรายละเอียดและวิธีการเดินทางทางนะครับ เจาะไปที่แหล่งท่องเที่ยวกันเลย  จะได้ไม่เสียเวลาทั้งคนเขียนและคนอ่าน อิอิ …

หวงหลงเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่อยู่ไม่ไกลจาก “จิ่วจ้ายโกว”  ที่ว่าไม่ไกลก็เพราะเทียบกับระยะทางทั้งหมดจากเมืองเฉินตูซึ่งเป็นจุดที่เรานั่งเครื่องมาลงนั่นเอง  แต่ถ้านับระยะทางก็เป็นร้อยกิโลเหมือนกัน

เส้นทางช่วงสุดท้ายสู่หวงหลงนั้นต้องผ่านพื้นที่ซึ่งมีความสูงมากกว่า 3000 ม.จากระดับน้ำทะเล  ช่วงที่ผมไป (ปลายเดือน ต.ค) มีหิมะปกคลุมยอดเขาด้วย ทำให้วิวสองข้างทางนั้นสวยงามจนอดไม่ได้ที่จะต้องหยิบกล้องออกมาถ่ายภาพ  ถ้าใครเคยขับรถเส้นทาง Arthur pass ที่ New Zealand ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงจะเห็นได้เลยว่าบรรยากาศคล้ายกันมาก … และแน่นอนคนขับรถแวะที่จุดแวะพักริมทางเป็นช่วงสั้น ๆ เพื่อให้เราได้เก็บภาพกัน  ซึ่งจุดที่เราแวะเป็นหนึ่งในสองจุดใหญ่ ๆ ที่นักท่องเที่ยวมักจะแวะกัน

เรามาถึง “หวงหลง” ในช่วงเวลาที่แดดกำลังดีมาก ๆ ฟ้าก็ใส  ผมไม่รอช้าค่อย ๆ เดินผ่านสะพานไม้ที่ทางอุทยานทำเป็นเส้นทางเดินไว้ให้  ซึ่งค่อย ๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยมีศาลาแวะพักและห้องน้ำเป็นระยะ ๆ

ความสวยงามของหวงหลงนั้นเกิดจากแอ่งน้ำหินปูนสีสะอาดตา  วางเรียงลดหลั่นลงมาตามไหลเขา  ในแอ่งจะมีน้ำใสทั้งสีฟ้า สีเขียว  สวยงามมาก  ยิ่งประกอบกับต้นไม้รายรอบที่กำลังเปลี่ยนสีเป็นเหลืองและส้มแล้ว  ยิ่งทำให้ “หวงหลง” สวยงามยิ่งขึ้นไปอีก

เสียดายที่คณะของเรามาถึงหวงหลงช่วงเที่ยงแล้ว ทำให้ไม่สามารถขึ้นไปเก็บภาพ ณ จุดสูงสุดซึ่งเป็น highlight ได้ทัน  แต่ก็เพียงพอสำหรับเก็บภาพสวย ๆ มากมายจากอุทยานแห่งนี้

[อ่านเพิ่มเติม...]



เส้นทางสีทองสู่ Matterhorn

ความเดิมจากตอนที่แล้ว เราอิ่มเอมกันมากจากบรรยากาศริมทางระหว่างหมู่บ้าน Murren สู่ Gimmelwald รวมถึงชุ่มชื่นกันความหนาวและความสดใสบนยอด Jungfrau

เช้าวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่เราต้องย้ายที่พักมีจุดหมายอยู่ที่เมือง Zermatt เมืองอันเป็นที่ตั้งของยอดเขา Matterhorn ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสวิส ฯ โดยเราจะใช้เส้นทางสาย Golden Pass ช่วงที่สอง ซึ่งจะสิ้นสุดที่เมือง Montreux จากนั้นจึงนั่งรถไฟต่อไปยัง VISP และ Zermatt ตามลำดับ

ออกจากโรงแรมก็ถ่ายภาพ Interlaken กับสวนดอกไม้สวย ๆ เป็นที่ระลึกก่อนอำลา

เราได้ผ่าน Golden Pass Line ช่วงแรกมาแล้วในวันที่เดินทางจาก Luzern สู่ Interlaken แต่ Highlight ของ Golden pass นั้นอยู่ในช่วงที่สองจาก Zweisimmen ถึง Montreux

ช่วงแรกรถไฟแล่นผ่านทะเลสาบ Thun จากนั้นจึงค่อย ๆ เข้าสู่หมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขาที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสีทอง

[อ่านเพิ่มเติม...]



Swiss ในฝันของผม

จากความเดิมตอนที่แล้ว เราใช้เวลาวันแรกใน Swiss อย่างสุดแสนคุ้มค่า (ไม่นับวันเดินทางมาถึง) และวันนี้ถือเป็นวันที่ผมลุ้นและรอคอยมาตลอดการวางแผนทริปนี้ วันที่ผมจะได้ไปเยือน Jungfrau และเดินชมวิวที่ Murren ถึง Gimmelwald

สวิส ฯ ในฝันหรือในจินตนาการของเพื่อน ๆ เป็นอย่างไรครับ สำหรับผมแล้วสวิส ฯ คือประเทศที่มีหมู่บ้านน่ารัก ๆ บนเขาสูง ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีอันแซมด้วยดอกเล็ก ๆ สีสันสดใส โอบล้อมด้วยภูเขาที่ยอดถูกปกคลุมด้วยหิมะ .. และวันนี้แหละครับ คือวันที่ผมจะได้เจอกับสิ่งที่ผมฝันไว้ซะที

ตลอดเวลาการวางแผนเที่ยวสวิสครั้งนี้ ผมค่อนข้างเตรียมใจเรื่องอากาศ เพราะไม่แน่ว่าในวันที่เราจะได้ขึ้นไปชมยอด Jungfrau อากาศจะดีหรือไม่ และแผนที่ผมวางไว้ก็สลับวันไม่ได้เลย หากอากาศไม่ดีก็ต้องงด Jungfrau และเปลี่ยนไปจุดหมายอื่นแทน รวมถึงเส้นทางชมธรรมชาติอันงดงามจาก Murren ถึง Gimmelwald ที่ได้รับการแนะนำโดยเพื่อน ๆ ใน pantip.com และ plan4swiss.com ซึ่งเป็นเส้นทางในฝันของผมที่ต้องไปเยือนให้ได้สักครั้ง วันนี้เป็นวันที่ผมรอคอยอย่างแท้จริงว่าฝันของผมจะสมบูรณ์หรือไม่

ท้นทีที่ตื่นผมรีบเปิดหน้าต่างห้องพัก และอดไม่ได้ที่จะยิ้มกับตัวเอง เพราะอากาศวันนี้สดใสมาก มากกว่าทุกวันที่ผ่านมา ผมกับคณะทานอาหารเช้าของ Backpackers Villa Sonnenhof ที่เป็นแบบ buffet อย่างสบายใจ ก่อนที่จะเดินไปเริ่มต้นโปรแกรมของเราวันนี้ที่สถานี Interlaken OST

ตื่นเช้าก็ดูออกไปทางหน้าต่างห้องพักเลย แถมด้วยดูพยากรณ์อากาศในทีวี ทำให้ค่อนข้างชัวร์ว่าวันนี้อากาศดี หุหุ ระหว่างทางไปสถานีรถไฟก็ถ่ายภาพไปเรื่อย ๆ ครับ

จากสถานี Interlaken OST ผมตั้งใจว่าจะไปต่อ Cable car (รถไต่ราง) ที่สถานี Lauterbrunnen ขึ้นไป Murren แล้วเดินลงมา Gimmelwald จากนั้นจึงนั่งกระเช้าไฟฟ้า และต่อรถบัสกลับมายังสถานี Lauterbrunnen เพื่อต่อไปยัง Jungfrau ตามที่ศึกษาอย่างดีจากคำแนะนำใน internet

Lauterbrunnen เป็นอีกหนึ่งเมืองเล็ก ๆ ที่น่าเดินเที่ยวอย่างมากหากมีเวลาเพียงพอ

แต่รถไต่รางเจ้ากรรมที่ Lauterbrunnen กลับปิดเพื่อซ่อมพอดีในช่วงที่ผมมาถึง ทำให้ต้องปรับโปรแกรมใหม่เป็นใช้บริการรสบัส+กระเช้าไฟฟ้าแทนทั้งในขาไปและกลับ ยังโชคดีที่เราไม่ตกรถบัสเพราะท่ารถบัสก็อยู่ตรงหน้าสถานีรถรางนั่นเอง อิอิ

[อ่านเพิ่มเติม...]



24 ชม. แรกแห่งการรับน้องใน Swiss

ความเดิมจากตอนที่ผ่านมา เราเปลี่ยนจากการเช่ารถขับเอง มาเป็นการเดินทางด้วยรถไฟ โดยรถขบวนแรกเป็นรถไฟระหว่างประเทศจาก Salzburg ประเทศ Austria มุ่งสู่ Zurich ประเทศ Swiss ซึ่งใช้เวลาราว 5 ชั่วโมงเศษ โดยเราถึง Zurich ในช่วงเย็นและต้องเดินทางต่อไป Luzern ทันที เพราะเป็นต้นทาง Golden Pass Line รถไฟสายสีทองอันโด่งดังของ Swiss จุดเริ่มต้นของการรับน้องใน Swiss เริ่มขึ้นที่นี่เอง

ทันทีที่แต่ละคนหอบกระเป๋าลงจากรถไฟสายระหว่างประเทศ ผมก็มุ่งตรงไปยังเครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติเพื่อซื้อตั๋วจาก Zurich ไปยัง Luzern เพราะ Swiss Pass ที่เราซื้อมานั้นเป็นแบบ 4 วัน ในขณะที่เราอยู่ใน Swiss 6 วัน จึงต้องซื้อตั๋วในวันหัวท้ายนั่นเอง แต่ไม่ต้องห่วงครับ ผมคำนวณมาแล้วอย่างดีว่าแบบนี้แหละประหยัดที่สุดแล้ว หุหุ (รายละเอียดคอยติดตามในบทสรุปการเดินทางนะครับ)

เป็นที่รู้กันว่ารถไฟใน Swiss นั้นตรงเวลามาก ทันทีที่ซื้อตั๋วเสร็จพวกเราทุกคนก็ต้องรีบลากกระเป๋าพะรุงพะรังไปยังชานชลาของรถสาย Luzern ที่กำลังจะออกในสองสามนาทีข้างหน้า แถมพอขึ้นรถก็ไม่มีที่นั่งแม้จะเป็นรถไฟแบบสองชั้น เพราะเป็นช่วงเวลาเลิกงานรถจึงเต็มไปด้วยผู้คนที่กลับบ้านนั่นเอง การยืนถือกระเป๋าตลอดเส้นทางประมาณ 1 ชั่วโมงจึงเป็นการเรียกน้ำย่อยในการรับน้องเขาเรา หุหุ

เราถึง Luzern ราว 6 โมง ผมรีบเดินหาสถานที่แจกแผนที่เมือง Luzern ทันที เพื่อประกอบกับแผนที่อย่างย่อที่เตรียมมา ช่วยในการหาตำแหน่งโรงแรม แต่ดูเหมือนทั้ง Austria และ Swiss จะไม่มีการแจกแผนที่พร่ำเพรื่อเหมือนบ้านเรา ที่เดียวที่จะเอาแผนที่ได้ต้องเป็น information center เท่านั้น ผมไม่รีรอรีบเดินตามป้ายไป แต่ทว่าขณะนี้เลยเวลาเปิดทำการแล้ว แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ภายใน แต่ผมก็ไม่ได้รับความเห็นใจให้เข้าไปหยิบแผนที่แม้แต่น้อย … คนที่นี่ช่างตรงเวลาเสียนี่กะไร เห้อ .. กว่าผมจะได้ข้อมูลที่พักโรงแรมก็ต้องใช้ความพยายามพอสมควร และได้รับการแจ้งว่าที่พักอยู่ในระยะที่เดินไปได้ ผมจึงนำเพื่อน ๆ ลากกระเป๋าไปตามเส้นทางที่ได้รับการแนะนำ แต่ดูเหมือนระยะทางนี้หนักหนาเอาการทีเดียวสำหรับการหอบหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ในขณะที่อากาศหนาวขนาดนี้ ผมนึกตำหนิตัวเองที่ไม่ได้ตรวจสอบเรื่องระยะทางให้แน่ชัด มัวแต่ไว้ใจแผนที่ที่ถือมาซึ่งดูเหมือนระยะทางจะไม่ไกลจากสถานีมากนัก กว่าจะถึงโรงแรมก็เล่นเอาเพลียพอสมควร

[อ่านเพิ่มเติม...]



WordPress Themes