สุดสัปดาห์ที่เกาะราชา-เกาะเฮ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ภูเก็ตอากาศดีมากที่เดียว  ผมจึงมิรอช้าใช้โอกาสวันหยุดอาทิตย์ที่ผ่านมาจองทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับกับคุณโอ๋แห่ง yoursvacations บริษัททัวร์ภูเก็ตเจ้าประจำ  และเป้าหมายของผมในวันนี้อยู่ที่เกาะราชาหรือที่บางคนเรียกว่าเกาะรายานั่นเอง  โดยจะแวะเกาะเฮ (coral island) ด้วย

ที่เลือกเกาะราชาก็เพราะท่าเรืออยู่ใกล้บ้านผมนิดเดียว อิอิ … ก่อนขึ้นเรือผมก็แวะทานขนมจีบที่ร้านหยกเยื้อง ๆ โรงพักสภอ. ฉลอง  หลังจากที่ไม่ได้อุดหนุนมานาน  ซึ่งตอนนี้ย้ายร้านห่างจากร้านเดิมเล็กน้อย แต่สไตล์การตกแต่งยังคงสวยงามเหมือนเดิม  ส่วนขนมจีบก็มีให้เลือกมากมายหลาย  เป็นร้านนึงที่แนะนำหากเพื่อน ๆ ต้องมาขึ้นเรือที่ท่าเรืออ่าวฉลอง หรือเป็นทางผ่านไปขึ้นเรือที่ท่าเรือราไวย์

ผมมาถึงก่อนเวลาค่อนข้างเยอะ  จึงถือโอกาสสะพายกล้องไปกดชัตเตอร์บรรยากาศยามเช้า ๆ ที่อ่าวฉลองเพื่อฆ่าเวลา  ซึ่งจุดเด่นของอ่าวฉลองก็คือมีเรือจอดอยู่มากมายทั้งเรือหางยาว สปีดโบ๊ท รวมถึงเรือยอร์ชราคาแพง

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ราว ๆ 9 โมงครึ่งก็ได้เวลาขึ้นเรือ  ซึ่งนักท่องเที่ยวจะถูกแบ่งด้วยสีของสติกเกอร์เพื่อเฉลี่ยจำนวนนักท่องเที่ยวของแต่ละลำให้เท่า ๆ กัน ซึ่งเรือที่เราจะไปด้วยวันนี้เป็น speed boat ขนาด 3  เครื่องยนต์ซึ่งน่าจะบรรจุผู้โดยสารได้ราว ๆ 40 คน

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

หลังจากเรือเริ่มออกเดินทาง  ไกด์ก็แนะนำตัวและโปรแกรมท่องเที่ยววันนี้  ซึ่งจุดหมายแรกของเราวันนี้คือเกาะเฮ  ที่ใช้เวลาเพียง 15 นาทีจากท่าเรืออ่าวฉลองเท่านั้น 

เกาะเฮมีหาดหลัก ๆ อยู่สองหาด  คือหาดกล้วยซึ่งอยู่ทิศตะวันออกของเกาะ และหาดที่เรือของเราแวะซึ่งเป็นที่ตั้งของ coral island resort ทั้งนี้เรือจะจอดให้นักท่องเที่ยวเล่นน้ำ ดูปะการัง และทำกิจกรรมต่าง ๆ 1 ชั่วโมง

เนื่องจากมีเวลาไม่เยอะนักผมจึงตัดสินใจไม่ลงเล่นน้ำ  แต่ใช้เวลาเดินถ่ายภาพบนชายหาดแทนเพราะวันนี้อากาศดีมาก ๆ และน้ำที่นี่ก็ใสเหลือเกิน  ขนาดผมเป็นเด็กเกาะ เห็นทะเลอยู่บ่อย ๆ ยังอดร้องว๊าวเมื่อเห็นน้ำใส ๆ ไม่ได้เลย  จะใสแค่ไหนก็ลองดูกันเลยครับ มีทั้งภาพและวิดีโอมายืนยัน

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

Video ที่ผมลองถ่ายด้วย Nikon D90 ครับ  ยังใช้ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่  ลองดูกันนะครับว่าน้ำใสแค่ไหน

 

ส่งนางแบบลงไปเล่นน้ำ อิอิ

กิจกรรมยอดฮิตของนักท่องเที่ยวก็คือ Parasailing ครับ  ดูแล้วน่าสนุกมากแต่ไม่ได้ลองถามราคาดูว่าคนละเท่าไหร่ มาคราวหน้าสงสัยต้องลองสักที

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ลองบันทึกแบบ Video ด้วยเหมือนกัน

นอกจากทะเลจะสวยแล้วก็ยังมีสาว ๆ สวย ๆ มากมายเพราะเกาะแห่งนี้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีน และชาวญี่ปุ่นมาก (ภาพนี้ซุ่มถ่ายจากระยะไกล หุหุ)

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

เมื่อครบหนึ่งชั่วโมงตามที่นัดไว้ก็ได้เวลาขึ้นเรือไปกันต่อครับ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

เรือใช้เวลาเดินทางราวครึ่งชั่วโมงเท่านั้นก็ถึงเกาะราชา จุดหมายหลักของเราในวันนี้ โดยเรืออ้อมไปทางหลังเกาะเพื่อให้พวกเราดำน้ำดูปะการังกันก่อน ซึ่ง ณ จุดนี้มีทั้งปะการังและ ปลาสวยงามมากมาย และน้ำที่นี่ก็ใสมากไม่แพ้ที่เกาะเฮเช่นกัน ผมจึงอดไม่ได้ที่จะต้องลงไปเล่นน้ำด้วยหลังจากที่ถ่ายภาพจากบนเรือได้ 5-6 ภาพ

บรรยากาศบริเวณที่เป็นจุดดำน้ำดูปะการัง (Snorkeling)

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

เรื่องชูชีพกับหน้ากากดำน้ำไม่ต้องห่วงครับเพราะทางทัวร์เตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ  พร้อมทั้งเครื่องดื่มเย็น ๆ และผลไม้สดหลังจากดำน้ำกันจนเ  หนื่อยแล้ว  ซึ่งที่จุดนี้ทางทัวร์จะให้เวลาเล่นน้ำประมาณครึ่งชั่วโมง

เมื่อได้เวลาเรือจึงนำเรากลับไปยังหาดบาตก  ซึ่งเป็นหาดที่ดังที่สุดของที่นี่และเป็นที่ตั้งของ The Racha Resort อันเป็นความฝันของหลาย ๆ คนว่าจะได้พักที่นี่สักครั้งครับ

เกาะราชามีจุดเด่นมากคือ น้ำใสและสีของน้ำจะเป็นสีฟ้าสวยงามมาก  เรียกได้ว่าสวยงามไม่แพ้มัลดีฟเลยทีเดียว  มาดู video ที่ผมถ่ายไว้ตอนเรือกำลังจะเทียบท่านะครับ

ถึงฝั่งปั๊ปไกด์ก็เดินนำไปยังร้านอาหารซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 10 นาที ส่วนผมใช้เวลาที่แสงกำลังสวยบันทึกภาพเหล่านี้มาฝากเพื่อน ๆ ครับ

 ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

หลังจากกดชัตเตอร์ชนิดไม่ยั้งได้สักพัก ก็ต้องรีบวิ่งตามลูกทัวร์คนอื่นไปเพราะเกรงว่าจะหลงทาง อิอิ … ซึ่งทางเดินจะเลียบไปกับรั้วของ The Racha ก็เลยถ่ายภาพมุมหนึ่งของรีสอร์ทแห่งนี้มาฝากครับ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

เดินท่ามกลางแดดร้อนจัดยามเที่ยงได้สักพักก็ถึงร้านอาหารผัดไท ซึ่งทัวร์ได้จัดเตรียมอาหารบุฟเฟ่ต์มาตรฐานทัวร์ภูเก็ตไว้ให้ ประกอบด้วย ข้าวผัด, ต้มยำทะล, สลัด, ผักชุบแป้งทอด, ผัดเปรี้ยวหวาน (ทัวร์อื่น ๆที่ผมไปมาก็คล้าย ๆ กัน) … สำหรับรสชาติอาหารก็อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ครับ ไม่ได้อร่อยมากแต่ก็ไม่ถือว่าแย่ เรื่องปริมาณไม่ต้องห่วงครับมีเติมให้ตลอด น่าจะถูกใจคนกินจุ อิอิ

หลังจากทานข้าวเสร็จผมเลือกที่จะเดินต่อไปอีกหน่อยเพื่อเยือนหาดอีกแห่งหนึ่งของเกาะราชา นั่นคืออ่าวสยาม ซึ่งที่นี่มีนักท่องเที่ยวน้อยกว่าอ่าวบาตกมาก รีสอร์ทที่นี่ดูสบาย ๆ เข้ากับธรรมชาติมากกว่าแต่ก็ไม่หรูหราเท่า The Racha

เสียดายมากที่ตอนที่ผมมาถึงกำลังอยู่ในช่วงน้ำลง บริเวณริมหาดจึงมีหินโผล่ขึ้นมาบ้างทำให้ภาพน้ำทะเลไม่สวยเท่าที่ควร ลองดูก็แล้วกันครับว่าขนาดไม่สวยยังได้ภาพแบบนี้เลย

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

และแน่นอนครับ นางแบบสนุกสนานกับ action กับท้องฟ้าสดใสตามเคย

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ผมถ่ายภาพไป ดูผลงานไป ชักสนุกอยากมีภาพตัวเองบ้าง เพราะปกติเป็นช่างภาพอย่างเดียว ก็เลยขอเป็นนายแบบบ้าง อิอิ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ถ่ายภาพได้พักใหญ่ก็หาทางเดินกลับไปยังอ่าวบาตก เพราะทัวร์มีเวลา free time ให้กับเราราว 3 ชั่วโมง ซึ่งผมใช้เส้นทางกลับคนละเส้นกับทางที่มา เป็นทางที่ต้องขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อข้ามไปยังหาดอีกฝั่งหนึ่ง ระยะทางก็ใกล้นิดเดียวครับ ก่อนจะลาจากหาดสยามก็แอบเก็บภาพในมุมสูงจากเนินเขาไว้หน่อย

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

เดินราว ๆ 5 นาที่ก็กลับมาถึงอ่าวบาตกครับ โชคดีที่ผมถ่ายภาพหาดแห่งนี้ไปแล้วตั้งแต่ช่วงเที่ยง เพราะพอเริ่มบ่ายทิศทางของแสงก็ไม่ค่อยเหมาะกับการถ่ายภาพเท่ากับช่วงเที่ยง (ช่วงสาย ๆ ราว 10-11 โมงน่าจะเหมาะสุด) แถมตอนนี้น้ำลงด้วย ผมจึงเดินหามุมนั่งพักผ่อนและเก็บภาพบรรยากาศทั่ว ๆ ไป

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

ภูเก็ต-เกาะราชา-เกาะเฮ

คณะนักท่องเที่ยวกำลังสนุกกับการดำน้ำดูปลา

 

กิจกรรมหนึ่งที่สนุกมากคือการเล่นกับคลื่นบนท่าเรือทุ่น โดยเฉพาะเมื่อมีคลื่นลูกใหญ่ อธิบายไม่ถูกลองดู Video กันดีกว่าครับ

กิจกรรมนี้จะสนุกมากถ้าวิ่งตามคลื่นไปด้วย เสียดายตอนคลื่นลูกใหญ่ ๆ มาผมไม่ได้บันทึกภาพไว้ครับ

เมื่อได้เวลานัดราวบ่ายสามโมง เรือก็มารับเราที่ท่า และใช้เวลาเดินทางกลับสู่ท่าเรืออ่าวฉลองโดยใช้เวลาราว 35 นาทีเท่านั้น (เมื่อหลายปีก่อนผมเดินทางด้วยเรือหางยาวใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง หุหุ)

สรุปแล้วทริปแบบไปเช้าเย็นกลับ เกาะเฮ เกาะราชา เป็นทริปที่สนุกมากครับ สถานที่ทั้งสองแห่งสวยงาม น้ำใส ยิ่งถ้าในวันที่อากาศดีรับประกันได้เลยครับว่าไม่ผิดหวัง และที่สำคัญคือไม่เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมากเพราะเรือใช้เวลาเดินทางไม่นาน แถมกลับถึงภูเก็ตก่อน 4 โมงเย็นซะอีก ทำให้มีเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นในช่วงเย็นต่อได้ เช่นชมพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรมเทพ หรือหาอาหาร seafood อร่อย ๆ ทานที่ร้านกันเอง หรือร้านต่าง ๆ แถวป่าหล่าย … เอาเป็นว่าเพื่อน ๆ ที่สนใจก็ลองติดต่อกันได้เลยครับที่คุณโอ๋ 089-726-1788, 087- 263-4488 … มีโอกาสเมื่อไหร่ 9MOT จะพาไปเที่ยวอีกนะคร้าบ



สื่อบันทึกภาพคู่ใจช่างภาพ…เลือกแบบไหนดี

เพื่อน ๆ ช่างภาพหลายคนที่ใช้กล้อง Digital คงมีความต้องการเหมือน ๆ กันนะครับ  คืออยากเก็บภาพสวยๆ ที่ตัวเองถ่ายติดตัวเอาไว้อวดเพื่อน ๆ (ให้พวกมันอิจฉาเล่น อิอิ)  หรือบางครั้งการไปท่องเที่ยวแต่ละครั้งเตรียม memory ไปไม่พอ  ก็อยากได้อุปกรณ์ที่ใช้เก็บภาพเพื่อจะได้นำ memory ไป format ใช้งานต่อ  เพราะทุกวันนี้ความละเอียดของกล้อง digital แต่ละตัวก็ปาเข้าไป 10-12 MB บางรุ่นก็มากกว่านี้ แถมเพื่อน ๆ หลายคนถ่ายแบบ RAW ยิ่งเปลือง memory เข้าไปใหญ่  สื่อบันทึกภาพแบบพกพา (Portable Photo Storage) จึงเป็นคำตอบของเรื่องเหล่านี้

ผมเองก็มีความต้องการแบบข้างต้นเหมือนกัน  แต่ปัญหาคือยังไม่มีอุปกรณ์ที่ตอบสนองความต้องการของผมได้ทั้งสองอย่าง  เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายโอนภาพจาก memory มาเก็บไว้มักจะมีขนาดและน้ำหนักที่ไม่สะดวกต่อการพกติดตัวประจำวัน  แต่ถ้าพกใส่กระเป๋ากล้องก็พอไหวอยู่   แต่อุปกรณ์ที่บางเบา สวยงามเหมาะกับการนำไปอวดชาวบ้านกลับไม่สามารถถ่ายโอนภาพจาก memory ได้โดยตรง  วันนี้ผมก็เลยเอาอุปกรณ์ทั้งสองแบบมาให้เพื่อน ๆ ลองดูข้อดีข้อเสียกันเผื่อว่าเพื่อน ๆ ที่กำลังตัดสินใจอยู่จะได้เลือกได้ ไม่ต้องซื้อทั้งสองอันอย่างผม อิอิ

อุปกรณ์ตัวแรกหลาย ๆ คนรู้จักดีครับ เพราะมันคือ iPod Touch ที่หลาย ๆ คนเอาไว้ฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกมส์  นั่นเอง  แต่ผมเอาไว้เก็บภาพ หุหุ  เนื่องด้วยความจุที่มากถึง 32 GB ทำให้สามารถเก็บภาพ (ที่คัดแล้ว) ได้อย่างสบาย  ความจริงมีรุ่นที่ความจุสูงกว่านี้แต่แต้มบัตรเครดิตที่ผมมีมันแลกได้แค่นี้ หุหุ …  พูดถึงเรื่องความบางเบาแล้วหายห่วงครับ แถมหน้าตายังดูดีมีสกุลสไตล์ Apple เรียกได้ว่าเอาไปโชว์ได้ไม่อายใคร  ทั้งนี้ผมสรุปข้อดีข้อเสียของการใช้เจ้า iPod Touch ดังนี้ (หรือใครจะใช้ iPhone ก็ได้ครับ  เครื่องเดียวคุ้มเลย)

ข้อดี

  • น้ำหนักเบาและรูปร่างบางมาก สะดวกต่อการพกพา
  • หน้าตาดูดีมีสกุลสมราคายี่ห้อ Apple
  • แบตเตอร์รี่ใช้งานได้นานพอสมควร
  • จอระบบสัมผัสสะดวกกับการใช้งานมาก
  • การนำเสนอภาพดูสวยงามน่าสนใจ
  • จอขนาดใหญ่พอสมควร  ทำให้ดูภาพได้ชัดเจนกว่าจอง LCD หลังกล้อง
  • ไฟล์ที่เก็บในตัว iPod จะถูกย่อขนาดโดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่เปลืองพื้นที่เก็บข้อมูล
  • มีฟังก์ชันอื่น ๆ ที่ช่วยให้การใช้งานสนุกขึ้น เช่น มี WIFI ที่สามารถนำภาพที่มี share บน internet ได้ทันที
  • สามารถติดตั้งโปรแกรมอื่น ๆ เพื่อใช้งานได้มากมาย 

ข้อเสีย

  • ราคาสูงเมื่อเทียบกับความจุ 32 GB ที่ได้  ถ้าซื้อเอามาเพื่อเก้บภาพอย่างเดียวคงเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่
  • การนำไฟล์เข้าสู่ iPod Touch  ต้องทำผ่านโปรแกรม iTune ซึ่งต้องใช้ computer ในการเชื่อมต่อ และแปลงไฟล์ 
  • การจัดการภาพใช้ระบบ syncronize ดังนั้นในเครื่องของเราจะต้องเก็บภาพต้นฉบับไว้ด้วย  มิเช่นนั้นเมื่อ sync ครั้งต่อไป  iTune จะลบภาพใน iPod ทันที
  • ไฟล์ใน iPod เป็นไฟล์ที่เหมาะกับการแสดงผลใน iPod เท่านั้นไม่ใช่ไฟล์ความละเอียดสูง  จึงไม่สามารถนำไปใช้งานอื่น ๆ ได้ดีนัก
  • ไม่สะดวกในการ charge battery เพราะอุปกรณ์มาตรฐานจะชาร์จไฟผ่านสาย USB ซึ่งต้องต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์

อุปกรณ์ตัวต่อมาเป็นอุปกรณ์สำหรับ back up ข้อมูลจาก memory card ได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น CF, SD, MMC, MS  ซึ่งเมื่อเสียบ memory ลงไป อุปกรณ์ตัวนี้จะถามทันทีว่าจะ back up ทั้งหมดหรือไม่  ทั้งนี้ตัวที่ผมซื้อมาเป็นของยี่ห้อ Vosonic สามารถเลือก HD ใส่เองได้ไม่มีการ lock เหมือนบางยี่ห้อ  ซึ่งผมซื้อของ Seagate 500 GB ใส่ภาพได้เยอะสะใจเลย   ซึ่งนอกจากจะบันทึกภาพได้แล้วยังสามารถบันทึกไฟล์ VDO หรือต่อสายจาก TV เพื่อบันทึกรายการต่าง ๆ ก็ยังได้   ในด้านของงานเสียงสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องอันเสียง ฟังวิทยุ  และที่สำคัญยังสามารถใช้งานเก็บข้อมูลเหมือน external hd ทั่ว ๆ ไปได้อีกด้วย  โดยมีสาย USB เพื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์   ทีนี้มาดูข้อดีข้อเสียกันดีกว่า

ข้อดี

  • เหมาะสำหรับการใช้เก็บสำรองไฟล์ Digital ทุกประเภท  โดยเฉพาะภาพ  เพราะสามารถใช้งานโดยต่อกับ memory ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์  ซึ่งสะดวกมากกับการใช้งานภาพสนาม
  • หน้าจอแสดงผมมีขนาดใหญ่ (ใหญ่กว่า ipod เล็กน้อย)
  • สามารถอ่านไฟล์ RAW โดยสามารถ download firmware มา update เพื่อให้อ่านไฟล์ RAW ของกล้องรุ่นใหม่ ๆ ได้ตลอด  ตัวที่ผมใช้งานอยู่สามารถอ่านไฟล์ RAWของเจ้า D90 ได้อย่างดีไม่มีปัญหา
  • มีประโยชน์ในด้านการบันทึกรายการทีวีได้ด้วย
  • ใช้เป็นวิทยุสำหรับฟังแก้เซ็งได้ด้วย

ข้อเสีย

  • แม้ขนาดไม่ได้ใหญ่โตมากนัก  สามารถนำไปใช้ภาคสนามโดยเก็บไว้ในกระเป๋ากล้องได้  แต่คงไม่สะดวกที่จะนำติดตัวไปใช้ในชีวิตประจำวัน
  • แบตเตอร์รี่ใช้งานได้น้อยกว่า ipod touch
  • การ back up ภาพจาก memory แบบ SD 1 GB (รุ่นธรรมดา)  ใช้เวลาถึง 5 นาที   แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้แบบ SDHC class 6 ขนาด 4 GB  กลับใช้เวลาใกล้เคียงกันคือ 6 นาทีเศษ ๆ  แสดงว่าความเร็วขึ้นอยู่กับ memory ที่ใช้งานด้วย
  • หน้าจอไม่ได้เป็นแบบสัมผัส ต้องใช้งานผ่านปุ่มซึ่งก็ตอบสนองไม่เร็วทันใจเท่าที่ควร
  • มีปัญหาเรื่องการอ่านข้อมูลภาษาไทย (ชื่อไฟล์)

ทีนี้เรามาดูภาพเปรียบเทียบของเจ้าสองตัวนี้ดีกว่านะครับ

 เริ่มจาก ipod touch 3rd gen 32 GB  ภาพคมชัดสวยงามดีครับ

cp1

ต่อมาเป็นเจ้า Vosonic + HD 500 GB  ที่จริงก็ไม่ได้ตัวใหญ่มากหรอกครับ แต่พอเทียบกับเจ้า ipod touch แล้วยังกะเรือรบกับเรือหางยาว

cp1

เทียบกันจะ ๆ ไปเลย จะเห็นได้ว่าจอของ vosonic ใหญ่กว่าเล็กน้อย

cp1

เทียบกับฝ่ามือจะได้เห็นว่าเจ้า ipod touch เล็กแค่ไหน

cp1

สำหรับ vosonic ก็ขนาดประมาณฝ่ามือผมพอดี แต่ความหนานี่สิเทียบกับเจ้า ipod touch ไม่ได้เลย

cp1

เพื่อน ๆ หลายคนอาจไม่เห็นด้วยที่ผมนำอุปกรณ์สองประเภทมาเปรียบเทียบกัน  แต่ความตั้งใจคืออยากรู้ว่ามีตัวใดตัวหนึ่งที่พอจะทน ๆ ใช้แทนอีกตัวได้หรือไม่  แต่ก็พบว่ามันไม่สามารถใช้งานแทนกันได้จริง ๆ เพราะแต่ละตัวถูกออกแบบมาใช้งานคนละประเภท ใครมีอุปกรณ์ประเภทนี้ที่ตอบโจทย์ทั้งสองอย่างก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

สรุปแล้วเพื่อน ๆ ที่ต้องการอุปกรณ์ back up ภาพภาพสนามและต้องการดูผลงานของตัวเองทันที  ก็คงต้องใช้เจ้า vosonic แต่ถ้าใครต้องการ gadget งาม ๆ พร้อมภาพถ่ายฝีมือตัวเองไว้อวดเพื่อน ๆ ล่ะก็ ipod touch คือคำตอบครับ :)



Snorkeling Day @ หมู่เกาะสุรินทร์

หลังจากที่ย้ายที่ทำงานใหม่ผมก็แทบจะไม่ว่าง update blog แห่งนี้เลย  เพราะพอถึงบ้านปั๊ปก็อยากจะล้มตัวนอนทันที  ไม่ได้นั่งทำงานต่อตอนกลางคืนเหมือนเมื่อก่อนเนื่องจากเพลียจากการเดินทางในแต่ละวัน  ต้องขออำภัยญาติมิตรที่แวะเข้ามาแล้วม่ายเจออารายใหม่ ๆ เป็นเดือน (หาข้อแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ อิอิ) … หลังจากที่ต้องยกเลิกโปรแกรมท่องเที่ยวแบบไกล ๆ ทุกชนิดด้วยเรื่องหน้าที่การงาน ก็เลยมองหาโปรแกรมท่องเที่ยวแบบใกล้ ๆ แทนตามประสาคนชอบท่องเที่ยว ถ่ายภาพ และแล้วสวรรค์ก็มีตา  เมื่อ  Tour Phuket เจ้าประจำโทรมาบอกว่ามี trip เด็ด ๆ ไปดำดูปะการังน้ำตื้นแบบ one day trip ที่หมู่เกาะสุรินทร์   คนใจง่ายอย่างผมก็เลยตกลงไปในอาทิตย์ถัดมาทันทีพร้อมชวนเพื่อนฝูงรวม 5 ชีวิตร่วมทริปนี้ด้วยกัน

เช้าวันอาทิตย์ผมออกเดินทางจากภูเก็ตตั้งแต่ 6:45 เพราะเวลานัดขึ้นเรือคือ 8:30 ครึ่งที่ท่าเรือทับละมุจังหวัดพังงา ซึ่งอยู่ห่างอีกไกลโขทีเดียว  (ปกติจะต้องไปขึ้นที่ท่าเรือน้ำเค็มซึ่งไกลกว่านี้ แต่วันนี้ที่ท่าเรือดังกล่าวมีการประท้วงจึงใช้ที่นี่แทน)   ทีแรกว่าจะแวะทานขนมจีนเจ้าอร่อยกันที่โคกกลอยซึ่งเป็นทางผ่าน  แต่ปรากฎว่าร้านปิด  จึงเปลี่ยนจุดหมายไปเป็นขนมจีน (อีกเช่นกัน) ที่ท้ายเหมือน  แต่ก็ปิดอีก  (สงสัยจะเป็นวันขนมจีนแห่งชาติ)  ในเมื่อร้านปิดหมดก็เลยต้องไปฝากท้องกันที่ 7 eleven สาขาท่าเรือทับละมุซึ่งอยู่ติด ๆ กับบริษัททัวร์ที่เราจะเดินทางกันในวันนี้พอดี

ก่อนออกเดินทางเจ้าหน้าที่ของทางบริษัทก็เรียกประชุม เอ้ย! เรียกรวมกลุ่มเพื่ออธิบายแผนการเดินทาง รวมถึงความปลอดภัยในการเดินทาง  และที่ผมชอบมากก็คืออธิบายเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม และรณรงค์ไม่ให้อาหารปลาหรือจับปลา (นีโม) เพราะเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ในท้องทะเล

เมื่อ brief เสร็จแล้วก็ได้เวลาเดินทางกันซะที  ทีแรกผมก็นึกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่เดินนำหน้าผมกำลังจะไปสิมิลัน  ที่ไหนได้ทั้งหมด (น่าจะราวเกือบ 40 คน)  ล้วนเป็นเพื่อนร่วมทางของผมในวันนี้เดินทางสู่หมู่เกาะสุรินทร์กับเจ้า speed boat ลำเบ้อเริ่ม 3 เครื่องยนต์  ซึ่งน่าจะวิ่งเร็วมากทีเดียว

 หมู่เกาะรินทร์

หลังจากที่ทุกคนขึ้นเรือเรียบร้อยก็มีการแจกเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นให้กับทุกคน  และสามารถหยิบเองเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา  จากนั้นก็มีการอธิบายเรื่องความปลอดภัยขณะอยู่บนเรือ  ซึ่งก็ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้างเพราะเสียงเรือค่อนข้างดัง  แต่ก็ไม่เป็นห่วงมากนักเพราะได้มีการอธิบายรอบหนึ่งแล้วก่อนขึ้นเรือ  ทั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่ทั้งคนไทยและฝรั่งคอยเข้ามาพูดคุยด้วยเป็นระยะ  ดังนั้นถ้าใคร พูด-ทาย-ม่าย-ค่อย-ทาหนัด ก็ไม่ต้องห่วงครับเพราะมีเจ้าหน้าที่เป็นฝรั่งตัวเป็น ๆ ด้วย …

การเดินทางบนเรือ speed boat แม้ว่าจะเป็นลำใหญ่และความเร็วสูง แต่เนื่องจากระยะทางไกลมาก  จึงต้องใช้เวลาเดินทางราว 1:45 ชม. (วันที่อากาศไม่ดี ลมแรงอาจใช้เวลามากกว่านี้อีก โอ๊วแม่เจ้า) ดังนั้นขอแนะนำว่าเพื่อน ๆ ที่จะมาทริปนี้น่าจะหากิจกรรมฆ่าเวลาติดตัวมาด้วย  อย่างผมเองก็นั่งฟัง ipod เพลินไปเลย  ในขณะที่หลาย ๆ คนเลือกที่จะงีบเอาแรงหลังจากต้องตื่นแต่เช้า

หลังจากแล่นท่ามกลางทะเลที่ค่อนข้างราบเรียบมาได้พักใหญ่  เราก็มาถึงเกาะสุรินทร์ใต้ (หนึ่งในสองเกาะใหญ่ของหมู่เกาะสุรินทร์)   ซึ่งจุดนี้เป็นจุดแรกที่เรือจะลอยลำให้พวกเราได้ลงไป snorkeling กัน   โดยอ่าวแห่งนี้ชื่อ “อ่าวผักกาด”   อันเนื่องมาจากปะการังบริเวณนี้มีลักษณะที่คล้ายผักกาดนั่นเอง .. ผมรอให้เหล่านักท่องเที่ยวทยอยกันลงน้ำเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับถ่ายภาพในมุมต่าง ๆ ได้สะดวก แต่ก็ดูเหมือนแสงจะไม่ค่อยอำนวยเพราะท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆ  ทำให้ถ่ายภาพได้ไม่สดใสเท่าที่ควร  ทั้ง ๆ ที่ความจริงสีน้ำทะเลของเกาะสุรินทร์ก็สวยงามไม่แพ้เกาะอื่น ๆ ในทะเลอันดามัน  ในที่สุดผมก็ต้องลงน้ำเพราะหามุมถ่ายภาพที่ถูกใจไม่ได้ และกลัวว่าอยู่บนเรือจะเมาเรือเสียเปล่า ๆ เพราะใกล้ ๆ ฝั่งคลื่นค่อนข้างแรงทำให้เรือโคลงไปมาพอสมควร

ผมดื่มด่ำกับความงามของปะการังน้ำตื้นของอ่าวผักกาดอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง  เสียดายจริง ๆ ที่ไม่สามารถเก็บภาพมาฝากเพื่อน ๆ ได้เพราะกล้องของผมไม่มี housing  .. ครั้นจะเอาใส่ถุงพลาสติกใสมัดหนังยางพลาสติกลงไปก็กะไรอยู่เพราะคงได้แค่ 2-3 ภาพหลังจากนั้นก็ต้อง bye bye เจ้า d90 ตัวนี้ไปตลอดกาล … ตอนดูปะการังเห็นคนใช้กล้อง compact ใส่ housing แล้วแสนจะอิจฉาอยากได้บ้าง หุหุ เพราะบรรยากาศใต้น้ำที่นี่สวยงามสมกับเป็นจุดดูปะการังน้ำตื้นที่สวยที่สุดจุดหนึ่งของเมืองไทยเลยทีเดียว

ได้เวเลาขึ้นเรือก็เกือบจะเที่ยงแล้ว เรือจึงนำเราเข้าสู่เกาะสุรินทร์เหนือซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ และแน่นอนมีร้านอาหารซึ่งกำลังรอเหล่านักท่องเที่ยวที่กำลังหิวโซอย่างพวกเราอยู่เช่นกัน อิอิ … ก่อนเรือจะถึงหาด  ผมได้มีโอกาสถ่ายภาพน้ำทะเลใส ๆ ของหมู่เกาะสุรินทร์  หลังจากที่ท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปิดมากขึ้นเรื่อย ๆ นับว่าโชคดีมากทีเดียวที่ได้มีโอกาสแบบนี้แม้ว่าจะยังมีเมฆอยู่บ้างก็ตาม

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์  

หลังจากเรือจอดให้พวกเราขึ้นฝั่งแล้ว  ผมไม่รอช้ารีบเก็บภาพในขณะที่แสงแดดยังคงมีอยู่  ซึ่งหาดด้านตะวันออกที่เรือจอดนี้ก็มีมุมให้ถ่ายภาพหลายมุมทีเดียว …

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ถ่ายภาพได้สักพักก็ได้เวลาเติมพลังกับอาหารเที่ยงที่ห้องอาหารของอุทยาน  ซึ่งกว้างขวางเพียงพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวได้มากมาย  อาหารที่บริษัททัวร์จัดให้ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว  มีอาหารอยู่ 4 อย่างและผลไม้สดรสชาติอร่อยทุกอย่างครับ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ผมทานอาหารเสร็จก่อนใคร ๆ เพราะตั้งใจจะหามุมถ่ายภาพสวย ๆ ให้เต็มที่   … ผมเลือกเดินขึ้นมุมสูงซึ่งเป็นบ้านพักของอุทยานเพราะกะว่าภาพท้องทะเลจากมุมสูงจะให้สีของน้ำที่สวยกว่าเพราะแสงสะท้อนในน้ำจะน้อย  แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะต้นไม้ที่ร่มรื่นของเกาะแห่งนี้บดบังทัศนียภาพจนทำให้ไม่เหมาะกับการถ่ายภาพ  จึงต้องเดินลงไปทางอ่าวฝั่งด้านหลังอุทยาน  และก็ไม่ผิดหวังครับ  เพราะที่นี่มุมของแสงกำลังสวยพอดี  ผมจึงเก็บภาพมาฝากหลายภาพเลยครับ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ชายหาดด้านหลังนี้มีเต้นท์กางอยู่ริมทะเลหลายเต้นท์ทีเดียว เรียกได้ว่าบรรยากาศสุดยอดจริง ๆ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

และที่ขาดไม่ได้ก็คือถ่ายภาพบุคคลกันอย่างสนุกสนานกับน้ำทะเลใส ๆ และฟ้าสีครามเข้ม

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ก่อนขึ้นเรือผมกลับมาถ่ายภาพใกล้ ๆ ที่เรือจอดอีกครั้ง เห็นกลุ่มเด็ก ๆ ชาวมอร์แกนกำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานจึงบันทึกภาพไว้ เห็นแล้วไม่แปลกใจเลยที่เขาเหล่านี้ว่ายน้ำดำน้ำเก่งทุกคนเพราะอยู่กับทะเลมาตั้งแต่เด็กแบบนี้นี่เอง

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ขึ้นเรือเดินทางกันต่อ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

หลังจากนั้นก็ได้เวลาที่เราเดินทางกันต่อ ซึ่งช่วงบ่ายนี้เรือแล่นออกมาได้ไม่ถึง 5 นาทีก็แวะให้เราดำน้ำกันตรงอ่าวที่ชื่ออ่าวช่องขาดหน้าอุทยานนั่นเอง ซึ่งผมก็ไม่พลาดที่จะลงไปชมความสวยงามเช่นเดิม หลังจากนั้นจึงเดินทางต่อไปอีกหน่อยเพื่อชมจุดดำน้ำที่สุดที่สุด นั่นก็คืออ่าวแม่ยาย ซึ่งอ่าวแห่งนี้มีดอกไม้น้ำและนีโมตัวโต ๆ ให้เห็นมากกว่าสองจุดแรก และมีปะการังสวย ๆ ที่ยังสมบูรณ์มากมาย นอกจากนี้ยังมีฝูงปลาน้อยใหญ่มากมายสวยงามสมกับที่นั่งเรือมาเป็นชั่วโมง ๆ

ผมยังคงไม่สามารถถ่ายภาพใต้น้ำได้เหมือนเดิมจึงนำภาพของน้ำสวย ๆ จากมุมมองบนเรือมาฝากแทน

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

หลังจากผ่านการดำน้ำดูปะการัง 3 จุดแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับซึ่งทุกคนแทบจะสลบไสลเพราะเพลียจากแดดและการดำน้ำ แต่ทุกคนก็ต้องตื่นก่อนจะถึงฝั่งเพราะเรือแล่นผ่านกลุ่มฝนทำให้เปียกกันคนละเล็กละน้อยพอชื่นใจ ตอนที่เรือแล่นผ่านกลุ่มฝนก็น่ากลัวเหมือนกันเพราะมันดำทะมึนไปหมด พอเรือผ่านฝนมาได้ก็ค่อยโล่งใจ หันกลับไปดูอีกที่เห็นเรือประมงกำลังมุ่งเข้าสู่กลุ่มฝนจึงบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

เรามาถึงท่าเรือกันราว 5 โมงครึ่งซึ่งบรรยากาศกำลังสวยพอดีผมจึงบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

พวกเรามาถึงฝั่งกันโดยปลอดภัย .. หลังจากนำหน้ากากดำน้ำและ fin ที่ทางทัวร์ให้บริการฟรีไปคืนแล้ว ผมก็พาเพื่อน ๆ ไปแวะทานอาหารเย็นที่ร้านบินหลาหาดท้ายเหมือง ซึ่งเป็นร้านประจำที่อาหารรสชาติถูกปากและราคาถูกมากเมื่อเทียบกับที่ภูเก็ต นับเป็นการปิดทริปดูปะการังน้ำตื้นแบบ one day trip ที่สนุกและประทับใจมากอีกทริปหนึ่ง จึงขอลาเพื่อน ๆ ด้วยภาพแสงสุดท้ายของหาดท้ายเหมืองที่อาจจะเบลอ ๆ หน่อยเพราะไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไปด้วย หุหุ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจเดินทางไปทัวร์สนุก ๆ แบบนี้ก็ติดต่อได้ที่คุณโอ๋ yoursvacation โทร 089 726 17 88 ครับผม



ความสุข ความทรงจำ และการเดินทาง

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ผมไม่อยากให้มันผ่านพ้นไปเลย…  เหมือนตัวเองกำลังเดินทางไปท่องเที่ยวอย่างมีความสุข และวันนี้เสมือนวันสุดท้ายของการท่องเที่ยว  เป็นวันที่การเดินทางบนเส้นทางนี้ของเรากำลังจะสิ้นสุดลง  ความสุขตลอดการเดินทางกำลังจะกลายไปเป็นความทรงจำ … แต่อย่างไรก็ตามความทรงจำนี้เป็นความทรงจำที่แสนงดงามที่ผมจะไม่ลืมตลอดไป     

บางครั้งมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องเลือกทางเดินและเส้นทางที่เราเลือกเป็นเส้นทางใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยเราก็รู้สึกได้ว่ามีคนคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ … ขอบคุณความทรงจำดี ๆ ที่มีให้กันเสมอมา

memory



กระทบไหล่ Miss Poland 2009

เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสกระทบไหล่เหล่าบรรดาสาวงามผู้เข้าประกวด Miss Poland (Miss Polonia) ประจำปี 2009  ซึ่งมาเก็บตัวและทำกิจกรรมที่จังหวัดภูเก็ต และได้เลือก Sukko Cultural Spa & Wellness Resort เป็นหนึ่งในสถานที่ทำกิจกรรม  โดยทางกองประกวดเปิดโอกาสให้ชาวสุโขเก็บภาพได้เต็มที่ระหว่างการทำกิจกรรม  ซึ่งผมก็ไม่ยอมพลาดโอกาสแบบนี้อยู่แล้ว หุหุ  … ทั้งนี้หลังจากอิ่มหนำกับอาหารมื้อเที่ยง (ที่กว่าจะได้ทานกันก็บ่ายสองกว่า ๆ)  เหล่านางงามก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของสุโขสปา ได้แก่ การเรียนนวดไทยเบื้องต้น, นวดอโรมา, แกะสลักผลไม้, โยคะ, ถ่ายภาพสตูดิโอกับชุดไทยสวย ๆ  โดยตลอดการทำกิจกรรมเหล่านางงามล้วนสนุกสนานกันอย่างมากแทบ และก็ให้ความเป็นกันเองกับชาวสุโขสปาทุกคน รวมถึงช่างกล้องอย่างผมด้วย อิอิ   แม้ว่าฝนจะตกหนักตลอดช่วงที่ทำกิจกรรมแต่ทุกคนก็บ่ยั่น ทำกิจกรรมด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้มกันทุกวัน  วันนี้ก็เลยนำภาพอันน่ารักของนางงามมาฝากนะคร้าบ



WordPress Themes