Select Page

FALL – in love – ตกหลุมรักใบไม้เปลี่ยนสีที่เทือกเขาแอลป์

แอลป์เป็นเทือกเขาใหญ่ที่สุดของยุโรป ครอบคลุมบริเวณกว้างขวางโดยมีชื่อเรียกต่างกันเมื่อพาดผ่านไปในแต่ละประเทศ … ในช่วงปลายเดือนกันยา-ต้นพฤศจิกา ต้นไม้ใบหญ้าในพื้นที่รายรอบเทือกเขาแห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองสวยงามไม่แพ้ฤดูอื่น … ทริปนี้ผมบรรจงคัดเลือกเส้นทางที่ลัดเลาะผ่านเทือกเขา Apls ใน 4 ประเทศคือเยอรมนี, ออสเตรีย, สโลวีเนียและอิตาลี ซึ่งมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมกับอีกหลายจุด unseen ที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก  เรียกได้ว่าเป็นเส้นทาง Signature ที่ “นายมด” ภูมิใจนำเสนอเลยล่ะ … ใครอยากจะตามรอย ลอกจากข้อมูลในรีวิวนี้ได้เลย แต่ถ้าไม่กล้าขับรถเอง ไม่มีเพื่อนเที่ยว หรืออยากได้คนช่วยถ่ายภาพสวยๆ ให้ระหว่างทริป สามารถเดินทางไปเที่ยวกับผมได้โดยลงทะเบียนรับข้อมูลทริปได้ที่นี่ http://bit.ly/2EnmDZT หากมีทริปใหม่ผมจะส่งข้อมูลให้ทราบเป็นระยะนะครับ

ก่อนจะอ่านรายละเอียดของทริปนี้ต้องบอกก่อนว่าแผนการเดินทางนี้เหมาะกับสาย landscape ที่ชอบขับรถเที่ยวชมธรรมชาติไม่เน้นเมืองใหญ่  เป็นเส้นทางที่ผ่านเมืองเล็กน่ารักของเยอรมนีไล่ลงมาออสเตรีย, สโลวีเนีย ต่อด้วยตอนบนของอิตาลีซึ่งเป็นเขตที่อุดมไปด้วยธรรมชาติสวยงามทั้งภูเขา, ทุ่งหญ้า, ทะเลสาบก่อนจะย้อนกลับเข้าออสเตรียและปิดท้ายที่มิวนิคประเทศเยอรมนี … ถ้าชอบเที่ยวแนวนี้ก็ขึ้นรถไปเที่ยวต่อด้วยกันเลย ส่วนใครชอบเที่ยวเมือง ลงป้ายหน้าเลยจ้า 555

รีวิวนี้เป็นข้อมูลโดยสรุปของทริปตั้งแต่แผนการเดินทาง, สถานที่ท่องเที่ยว, ที่พัก, รถเช่า, GPS, SIM & pocket WIFI, การเตรียมเครื่องแต่งกาย, ประกันภัยการเดินทาง รวมถึงทิปเกี่ยวกับการขอ ​Tax Refund ที่สนามบินมิวนิค … เนื้อหาอาจจะเยอะหน่อย ใครขี้เกียจอ่านสามารถข้ามไปตอนที่สนใจได้เลยครับ (หัวข้อใหญ่เป็นสีส้ม)

แผนการเดินทาง

  • Day 0 (10 ต.ค. 62)  : เช็คอินที่สนามบินสุวรรณภูมิ  ออกเดินทางไปประเทศเยอรมนี
  • Day 1 (11 ต.ค. 62)   : ถึงสนามบิน Munich ประเทศเยอรมนี  รับรถเช่าและเดินทางไปเมือง Berchtesgaden  ประเทศเยอรมนี
  • Day 2 (12 ต.ค. 62)   : เที่ยว Konigsee, Ramsau ในเมือง Berchtesgaden ประเทศเยอรมนี และ Salzburg ประเทศออสเตรีย
  • Day 3 (13 ต.ค. 62)  :  เที่ยว Hintersee ในเมือง Berchtesgaden ต่อจากนั้นเดินทางไปเมือง Gosau ประเทศออสเตรีย  เที่ยวทะเลสาบ Gosau
  • Day 4 (14 ต.ค. 62)  :  เที่ยว Hallstatt ประเทศออสเตรียช่วงเช้า แล้วเดินทางไปเมือง Kranjska Gora ประเทศสโลวีเนีย
  • Day 5 (15 ต.ค. 62)  : เที่ยวทะเลสาบ Bled และทะเลสาบ Bohinj ในประเทศสโลวีเนีย
  • Day 6 (16 ต.ค. 62)  : เดินทางไป Dolomites ประเทศอิตาลี
  • Day 7 (17 ต.ค. 62)  : เที่ยว ​Lake Braies เดินทางต่อไปเมือง Ortisei ในเขต ​Dolomites  
  • Day 8 (18 ต.ค. 62)  : นั่งกระเช้าขึ้นไปเที่ยว Alps di Siusi ช่วงเช้า บ่ายเที่ยว Val di Funes
  • Day 9 (19 ต.ค. 62)  : เดินทางไปยังเมือง Schwangau ประเทศเยอรมนี  แวะเที่ยว Mittenwald ระหว่างทาง
  • Day 10 (20 ต.ค. 62)   : เช้าเที่ยวปราสาทนอยชวานสไตน์ ช่วงบ่ายเดินทางเข้า Munich
  • Day 11 (21 ต.ค. 62)  : ออกเดินทางกลับจาก Munich
  • Day 12 (22 ต.ค. 62) : ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

ป.ล. แผนการเดินทางข้างต้นเป็นจุดหลักๆ แต่เราแวะเที่ยวกันรายทางเพียบเลย

สถานที่ท่องเที่ยว (เรียงตามลำดับแผนการเดินทาง)

Berchtesgaden | Germany

Berchtesgaden เป็นเมืองที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี ห่างจากมิวนิคลงมาทางใต้ราว 2 ชั่วโมงเศษ  …​ แม้จะเป็นเมืองที่ไม่ได้ใหญ่มากแต่ทุกตารางนิ้วอัดแน่นไปด้วยจุดท่องเที่ยวทางธรรมชาติ  เรียกได้ว่าขับรถไปทางไหนก็ดูสวยตื่นตาไปหมดโดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี …จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจได้แก่ Konigsee, Ramsau, Hintersee, Egle nest รวมถึง Rossfeld ซึ่งเป็นเส้นทางที่พาดผ่านเนินเขาชายแดนเยอรมนีกับออสเตรีย

Salzburg | Austria

เมืองสุดโรแมนติกของออสเตรียที่เป็นฉากในภาพยนตร์ ​The Sound of Music อันโด่งดัง  นอกจากตึกเก่าสวยๆ ในย่านเมืองเก่าแล้ว  สามารถขึ้นไปชมวิวของเมืองได้จากป้อมปราการซึ่งอยู่เหนือเมืองเก่า (นั่งรถราง)  หรือขึ้นลิฟต์ไปพิพิธภัณฑ์ก็จะได้อีกวิวหนึ่งของ Salzburg คู่กับป้อมปราการที่มี background เป็นเทือกเขา Alps … ถ้ามีเวลาควรมาเดินชมสวนสวยๆ ที่ Mirabell palace and gardens ด้วย หรือจะเดินเลียบแม่น้ำ Salzach ที่ทอดผ่านกลางเมืองก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

Gosau | Austria

เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้กับเมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง Hallstatt แต่ปริมาณนักท่องเที่ยวต่างกันมหาศาล  นอกจากวิวสวยๆ ของหมู่บ้านในทุ่งหญ้าที่โอบล้อมด้วยภูเขาแล้ว  Gosau see เป็นอีกหนึ่งจุดที่วิวสวยน่าไปเยือนไม่แพ้ Hallstatt เลยทีเดียว

Hallstatt | Austria

เมืองเล็กๆ ริมทะเลสาบที่ใครๆ ก็ต้องมาเยือนเมื่อมาเที่ยวออสเตรีย แม้พักหลัง Hallstatt จะทำให้หลายคนผิดหวังเพราะต้องไปเจอกับคลื่นมหาชนที่หลั่งไหลไปเที่ยวตามๆ กัน  แต่ Hallstatt ก็ยังคงเป็นเมืองที่น่ารักเหมือนเดิมโดยเฉพาะช่วงเช้าก่อนนักท่องเที่ยวมาหรือช่วงเย็นหลังจากนักท่องเที่ยวกลับหมดแล้ว  ที่สำคัญอย่ามุ่งแต่จะเดินไปยังจุดชมวิวมหาชน Hallstatt ยังมีมุมสวยๆ น่ารักมากมายถ้าเราไม่รีบร้อนจนเกินไป … หากมีโอกาสลองนั่งรถรางขึ้นไปยังจุดชมวิวด้านบนหรือเยี่ยมชมเหมืองเกลือจะได้บรรยากาศที่สวยไปอีกแบบ

Kranjska Gora | Slovenia

เมืองสกีรีสอร์ทชื่อดังของประเทศสโลวีเนียที่อยู่ติดชายแดนประเทศอิตาลีกับออสเตรีย  ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีนักท่องเที่ยวที่นี่จะน้อยแต่บอกเลยว่าวิวสวยงามมากไม่แพ้ฤดูร้อนหรือฤดูหนาวเลย  ข้อดีคือเราจะมีตัวเลือกที่พักทำเลดีได้ในราคาประหยัดเพียบ …  ทั้งนี้จุดท่องเที่ยวดังๆ ของเมืองนี้คือ Jasna lake ซึ่งเคยเป็นสระน้ำที่กษัตริย์แห่งสโลวีเนียเคยใช้เป็นสถานที่พักผ่อน  แต่หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงทำให้อาคารและสระเสียหาย จนปัจจุบันสระแห่งนี้ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติและกลายเป็นจุดที่เปิดให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมได้

​Bled | Slovenia

เมืองตากอากาศชื่อดังของสโลวีเนีย  เมืองที่บรรยากาศเหมือนในเทพนิยายเพราะมีครบทั้งทะเลสาบ ปราสาทบนยอดเขาและโบสถ์บนเกาะกลางน้ำ เสียดายที่การไปเที่ยว ​Bled รอบนี้สภาพอากาศไม่อำนวย เลยได้ภาพมาไม่สวยเท่าไหร่ … มาเที่ยว ​Bled อย่าลืมเผื่อเวลาเดินขึ้นจุดชมวิวด้วยนะ โดยเฉพาะที่ Ojstrica ซึ่งใช้เวลาเดินไม่นานนักและเส้นทางก็ไม่โหดเกินไป

ทะเลสาบ Bohinj | Slovenia

เป็นอีกทะเลสาบที่วิวสวยไม่แพ้ ​Bled บรรยากาศจะดูเป็นธรรมชาติมากกว่า  และในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีต้นไม้แถบนี้จะพร้อมใจเปลี่ยนเป็นสีเหลือง,ส้ม สวยงามมาก … นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่บริเวณโบสถ์ริมทะเลสาบ ถ้าอยากเจอบรรยากาศปลอดคนในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีให้ขับเลาะริมทะเลสาบเข้าไปด้านใน มีมุมถ่ายภาพสวยๆ กับป่าเปลี่ยนสีริมทะเลสาบเพียบเลย

Dolomites | Italy

กลุ่มเทือกเขาทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีที่ landscape สวยงามไม่แพ้ Switzerland แต่มีเอกลักษณ์ที่ต่างกันคือ Dolomites จะมียอดเขาหินปูนแหลมๆ ที่สูงตระหง่านซึ่งเราสามารถเข้าไปสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด เพราะจุดท่องเที่ยวสำคัญรถสามารถไปถึงได้ไม่ยากนัก … ทั้งนี้ Dolomites กินอาณาบริเวณกว้างขวางมาก  การจะเที่ยวให้ทั่วคงต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์แต่ถ้าเก็บเฉพาะจุดหลักๆ ใช้เวลา 3-4 วันกำลังดี  … ทริปนี้ผมไปเที่ยวจุดหลักๆ ได้แก่

Lake Bries

เป็นทะเลสาบที่ผมชอบที่สุดของ Dolomites มีเอกลักษณ์ตรงท่าเรือที่เค้าจะเอาเรือมาจอดต่อกันเป็นแถว  มีฉากหลังเป็นทะเลสาบกับภูเขาหินปูนอันยิ่งใหญ่ของ Dolomites สะท้อนลงในน้ำ (จะสวยงามมากถ้าน้ำนิ่งสนิทและสภาพอากาศเป็นใจ) … ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเป็นช่วงที่น้ำค่อนข้างน้อย แต่ได้ความสวยงามของต้นสนที่เปลี่ยนสีเข้ามาชดเชย และในยามเช้าจะมีสายหมอกบางๆ เหนือทะเลสาบสวยงามมาก

Misurina lake

ทะเลสาบชื่อดังอีกแห่งของ Dolomites ตั้งอยู่ใกล้เมือง Cortina d’ Ampezzo ศูนย์กลางของคนชอบเล่นสกี  ภาพจำของทะเลสาบแห่งนี้คืออาคารสีเหลืองริมทะเลสาบที่มีเทือกเขา ​Dolomites ตั้งตระหง่านเป็น background อยู่เบื้องหลัง

Alpe di Siusi / Seiser Alm

เป็นทุ่งหญ้าแบบอัลไพน์ที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป  ตั้งอยู่บนยอดเขาซึ่งมีกระเช้าพาขึ้นไปถึงไม่ต้องออกแรงมากมาย  แต่เมื่อไปถึงแล้วถ้าอยากได้บรรยากาศแนะนำให้เดินตามตามเส้นทาง trekking แบบง่ายๆ ซึ่งอาจใช้เวลา 1-3 ชั่วโมงแล้วแต่ความชอบ  หรือถ้าอยากดื่มด่ำบรรยากาศแบบไม่เสียเหงื่อก็นั่งชมวิวอยู่ตรงร้านอาหารติดสถานีกระเช้าก็ได้เช่นกัน

Val di Funes

คือหุบเขาที่ถูกเติมแต่งด้วยหมู่บ้านเล็กๆ ตามไหล่เขาเกิดเป็นภาพ landscape ที่ใครๆ ก็อยากไปเห็นด้วยตาสักครั้ง จุดชมวิวหลักๆ มีสองแห่งอยู่ใกล้กันนั่นคือตรงโบสถ์ Church of Saint John in Ranui  และโบสถ์ St. Magdalena .. เนื่องจากบริเวณนี้เป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก ถนนค่อนข้างแคบจึงมีการจำกัดให้รถสามารถวิ่งได้เฉพาะคนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น  ดังนั้นบางจุดต้องจอดรถแล้วเดินไป

Mittenwald  | Germany

เมือเล็กน่ารักอีกแห่งบริเวณชายแดนประเทศเยอรมนี ที่มีจุดเด่งตรงภาพเขียนบนผนังของตึกรามบ้านช่อง  ถนนคนเดินสายสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยร้านรวงขายของที่ระลึกและอาหารช่วยทำให้เปลี่ยนบรรยากาศจากการเที่ยวธรรมชาติในบริเวณรอบๆ ได้เป็นอย่างดี

Schwangau / Fussen  | Germany

เมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทนอยชวานสไตน์อันโด่งดัง บรรยากาศเมืองเป็นทุ่งหญ้าสลับบ้านเรือนดูเป็นระเบียบเรียบร้อย  มีปราสาท Neuschwanstein และ Hohenschwangau ตั้งโดดเด่นอยู่บนเชิงเขา … มาที่นี่แล้วต้องไม่พลาดแวะเที่ยวเมือง Fussen ซึ่งมีความเป็นเมืองมากกว่า เป็นแหล่งรวมร้านค้าและร้านอาหาร ตั้งห่างออกไปไม่กี่กม.จากตัวปราสาท

สภาพอากาศและการเตรียมเครื่องแต่งกาย

เดือนตุลาคมในยุโรปเป็นช่วงของฤดูใบไม้เปลี่ยนสี  ซึ่งอากาศค่อยๆ เย็นลง  ในบางจุดที่อยู่สูงอาจเริ่มมีหิมะตก เป็นอีกช่วงหนึ่งของปีที่อาจเจอได้ทั้งแดด, ฝนและหิมะในวันเดียว  อย่างไรก็ตามทริปนี้เราโชคดีมากเพราะอากาศเป็นใจ ฟ้าใสเกือบทุกวัน เจอฟ้าหม่นฝนตกเพียง 2 วันจากทั้งหมด 11 วันของการเที่ยว  แต่ก่อนมาก็แอบกังวลเพราะพยากรณ์อากาศเปลี่ยนไป-มาจนเดาทางไม่ออก มีตั้งแต่หนาวจัดหิมะตก ฝนตก ไปจนแดดออก  เราจึงจำเป็นต้องเตรียมเสื้อผ้าที่ค่อนข้างยืดหยุ่นในการรับมือสภาพอากาศที่อาจแปรปรวน … ก่อนเดินทาง 3-4 วันเริ่มแน่ใจว่าสภาพอากาศคงไม่เปลี่ยนจากพยากรณ์มาก  เห็นว่าอุณหภูมิต่ำสุดเป็นเลขตัวเดียว (ตอนเช้าและกลางคืน)  กลางวันส่วนใหญ่จะ 10 กลางๆ และอาจมีบางวันที่ฝนตก จึงเน้นไปที่เสื้อ sweater แบบหนากับบางผสมกัน ลองจอนเอาติดตัวไปด้วยที่เป็นเสื้อและกางเกงอย่างละ 1 ชุดเผื่อเจอวันที่อากาศหนาวมากๆ  ส่วนเสื้อตัวนอกเป็น jacket แบบกันหนาวกันน้ำของ Esprit ซึ่งใช้ 3M Thinsulate เป็นวัสดุให้ความอบอุ่น (คุณสมบัติคล้ายขนเป็ด แต่ทำงานได้ดีว่าในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง)   ใครสนใจเสื้อกันหนาวของ Esprit ลองอ่านรีวิวดูได้ครับมีทั้งรุ่นที่เป็นของผู้หญิงและของผู้ชาย https://www.9mot.com/2019/12/esprit-sweater-coat-3m-thinsulate-reveiw/

สำหรับรองเท้าทริปนี้รองเท้าผมไม่อยากขนไปหลายคู่ เลยเอา keen คู่ใจไปเพียงคู่เดียวตลอดทริป  เป็นแบบหนังหุ้มข้อกันน้ำซึ่ง all-in-one เลยทั้งใส่ทั่วไป, เดินเขาแบบเบาๆ หรือจะลุยหิมะที่ไม่หนามากก็ยังไหว  แต่หลังจากจบทริปคงต้องหาคู่ใหม่แล้วเพราะยางด้านล่างเริ่มมีหลุดออกหลังจากใช้งานหลายปี หรืออาจเป็นเพราะการเก็บรักษาไม่ดีก็เป็นไปได้ (อันที่จริงหนังยังดีเลย ซ่อมที่ร้านทำรองเท้าก็ได้แหละ แต่อยากได้คู่ใหม่ อิอิ)

อุปกรณ์นำทาง (GPS)

ช่วงหลังผมจะพึ่งพาการนำทางจาก google map ผ่านมือถือมาตลอด เพราะค่อนข้างสะดวกในการวางแผนมาล่วงหน้า แต่ทริปนี้ทาง instasim ได้ให้ gps มาทดลองใช้ โดยผมส่ง google map ที่สร้างไว้ส่งให้ทาง  instasim ช่วยโหลดเข้าใน gps ให้ จึงมีสถานที่ซึ่งปักหมุดไว้อยู่ใน gps เรียบร้อย สามารถนำมาใช้งานได้เลย (เทคนิคอย่างนึงคือควรตั้งชื่อสถานที่เป็นหมวดอย่างเช่นที่พัก อาจขึ้นต้นด้วย hotel ตามด้วยชื่อที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นต้นด้วย att ตามด้วยชื่อเพื่อให้ตอนค้นหาจะได้อยู่ติดกันหาง่าย)

ข้อดีของ gps คือไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาณมือถือจึงไม่ต้องกังวลว่าในพื้นที่กันดารอับสัญญาณจะไม่มีระบบนำทาง (เส้นทางที่ผมใช้บ่อยครั้งเป็นจุดที่เป็นภูเขาหรือเป็นชนบทไม่ค่อยมีสัญญาณ internet) และรุ่นที่ได้มาจากทาง instasim จะมีระบบเตือนเมื่อขับรถเกินความเร็วที่กำหนดอีกด้วย ผมจึงเปิดใช้งานเกือบตลอดเพราะบางทีก็ขับเพลิน เสี่ยงต่อการโดนจับความเร็วซึ่งค่าปรับสูงมาก

สำหรับGPS ของ Instasim ค่าเช่าเริ่มต้นที่วันละ 70 บาทดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://www.instasim.com/th/gps.html

Internet (SIM & Pocket WIFI)

ทริปนี้ผมใช้ซิม Travel SIM World จาก TrueMoveH คู่กับ Pocket WIFI ของ Instasim โดยรวมตามเมืองใหญ่จะไม่มีปัญหาอะไร สามารถใช้งานได้ลื่นไหลดีทั้ง upload และ download แต่ในเขตหุบเขาอาทิ Berchtesgaden หรือ Bries Lake ทั้ง SIM และ Pocket WIFI จะมีสัญญาณอ่อนใช้งานพวก social media ไม่ค่อยลื่นเท่าไหร่ อันที่จริงก็ไม่ต่างจากบ้านเราที่สัญญาณ Internet อาจใช้งานได้ไม่ดีนักตามเขตนอกเมือง

ค่าใช้จ่าย Travel SIM World ของ TrueMoveH  ราคา 899 บาทใช้งาน data ได้ 6 GB ระยะเวลา 15 วันใน 50  ประเทศทั่วโลก  สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://truemoveh.truecorp.co.th/international_service/travelling_abroad

ส่วน Pocket WIFI ของ Instasim นั้นมีให้เลือกหลายแบบตามลักษณะการใช้งาน เช่น เหมาจำนวน data ต่อทริป หรือจะเป็นแบบเหมา data ต่อวันก็ได้  สามารถดูข้อมูล pocket wifi ของ Instasim ได้ที่ https://www.instasim.com/th/pocketwifi.html

ป.ล. สำหรับการใช้งาน pocket wifi ต้องระวัง net ไหลโดยเฉพาะพวกโปรแกรมที่สำรองรูปขึ้น cloud เนื่องจากโปรแกรมเหล่านี้มักจะเลือกทำงานในโหมด ​WIFI ดังนั้นควรปิดบริการเหล่านี้ รวมถึงการปิดการ update โปรแกรมต่างๆ ระหว่างเดินทางเที่ยวต่างประเทศด้วย

รถเช่า

ทริปนี้เดินทางกัน 8 คนจึงเลือกเช่ารถแบบ Minivan 9 ที่นั่งของ  Avis (จองผ่าน rentalcars.com) ก่อนไปก็แอบลุ้นว่าจะได้รถรุ่นไหนเพราะบางยี่ห้อบางรุ่นจะมีที่เก็บสัมภาระด้านหลังน้อย โชคดีที่ได้เป็น ford tourneo ซึ่งถือว่าดีมากทั้งพื้นที่เก็บสัมภาระและ option ต่างๆ แถมมี GPS ติดรถมาด้วย สภาพรถค่อนข้างใหม่ มีกล้องหลังและ sensor รอบคันทำให้การขับรถสะดวกขึ้นเยอะเลย เสียดายที่แรงต้นจะอืดไปสักหน่อย เวลาขับในเมืองจะขัดใจนิดๆ แต่วิ่งทางไกลไม่มีปัญหาครับ

เดี๋ยวนี้บริษัทรถเช่าจะพยายามขาย option เติมน้ำมันเต็มถังให้ (ขับรถแบบน้ำมันเกลี้ยงถังมาคืนได้เลย)  แต่ในความเป็นจริงมันยากมากที่จะขับให้น้ำมันในถังใช้จนหมดหรือใกล้หมดมากๆ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ต้องเลือก option นี้  แต่อย่างในกรณีของผมพนักงานก็จับใส่ลงในไป contract จนได้ วิธีแก้คือเติมน้ำมันมาให้เต็มถังตอนคืน พนักงานรับรถจะ void ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ (แต่ให้ชัวร์ไม่เลือกตั้งแต่ต้นจะดีกว่า)

สำหรับประกันผมซื้อเพิ่มแบบ full coverage กับ rentalcars.com เพราะจะรวมความเสียหายที่เกิดกับกระจก, ยางและค่าเสียเวลาต่างๆ ที่บริษัทรถเช่าเรียกเก็บ  แต่ข้อเสียหากเกิดอุบัติเหตุคือเราต้องสำรองจ่ายไปก่อนแล้วนำใบเสร็จทั้งหมดมาเบิกคืนกับ rentalcovers.com หากซื้อตรงกับบริษัทรถเช่าก็ไม่ต้องสำรองจ่ายแต่ก็นั่นแหละปกติมันไม่รวมความเสียหายที่เกิดกับกระจกและยาง ถ้าอยากให้รวมก็ต้องจ่ายแพงขึ้นไปอีก  ถ้าไม่ติดเรื่องงบประมาณก็ซื้อตรงแบบเต็มที่กับบริษัทรถเช่าก็ได้ครับ

การเติมน้ำมันรถยนต์

น้ำมันรถยนต์ยุโรปส่วนใหญ่ใช้วิธีการบริการด้วยตัวเอง  (มีอยู่บ้างที่มีพนักงานบริการในบางแห่ง)  เมื่อเติมเสร็จแล้วก็เดินเข้าไปใน office แจ้งหมายเลขหัวปั๊มเค้าก็จะเก็บเงินเท่าที่เราเติม  ในกรณีที่อยู่นอกเวลาทำการหรือบางแห่งไม่มีพนักงาน สามารถจ่ายได้ด้วยเครดิตการ์ดหรือเงินสด (มักจะต้องชำระเงินก่อน)  ซึ่งถ้าจ่ายด้วยการ์ดจะมีการถาม pin code ด้วย (หากเป็นบัตรที่ไม่มี pin code หรือจำไม่ได้ให้ลองกด 0000 บางตู้จะสามารถใช้ได้)

Addblue

สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลในยุโรปจะมีข้อบังคับให้เติม addblue ด้วยเพื่อลดมลพิษ  หากระดับ addblue หมดรถอาจวิ่งไม่ได้หรือวิ่งได้ด้วยความเร็วที่จำกัด  ซึ่งเมื่อระดับ addblue ใกล้หมดมักจะมีข้อความเตือนที่หน้าปัด บางทีก็เห็นชัดเจนว่าเป็น addblue บางทีอาจเป็นสัญลักษณ์ที่เราอาจไม่คุ้นชิน ต้องดูคู่มือรถประกอบหรือหาเอาจากเน็ต … ผมเข้าใจว่าปกติแล้วบริษัทรถเช่ามีหน้าที่ดูแลให้ระดับ addblue เพียงพออยู่เสมอ  แต่บางครั้งการเช่ารถขับเป็นระยะเวลาหลายวันอาจทำให้ระดับ addblue ลงมาต่ำก็เป็นไปได้ ดังนั้นถ้ามีการเตือนให้เติมควรจัดการให้เรียบร้อยซึ่งปั๊มหลายแห่งมีหัวจ่าย addblue โดยเฉพาะ  และที่เติม addblue ก็มักจะอยู่ติดๆ กับที่เราเติมน้ำมันนั่นเอง ถ้าต้องเติมให้เก็บใบเสร็จไว้แล้วลองเอาไปเบิกกับบริษัทรถเช่าดู ผมว่าน่าจะเบิกได้  แต่ส่วนใหญ่จะไม่แพงเท่าไหร่ (น้อยกว่า 10 ยูโร)

ทางด่วน

ทริปนี้เดินทางใน 4 ประเทศซึ่งมีความแตกต่างกันไปในเรื่องของการใช้ทางด่วน

  1. เยอรมนี  ใช้ทางด่วนฟรี
  2. ออสเตรีย ซื้อ Sticker ทางด่วน ( vignette) ติดกระจกรถด้านซ้ายบนก่อนเข้าออสเตรีย (ถ้าเดินทางมาจากเยอรมนี  บนเส้นทางด่วนจะหาซื้อได้ตามปั๊มบนทางด่วน   ราคาสำหรับรถยนต์อยู่ที่ 9.2 Euro สำหรับ 10 วัน  ดูราคา update ได้ที่นี่ https://www.asfinag.at/toll/vignette/  อย่างไรก็ตามทางด่วนบางจุดจะมีจุดที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมได้แก่
  • A 9: Bosruck tunnel, Gleinalm tunnel
  • A 10: Tauern tunnel, Katschberg tunnel
  • A 11: Karawanken tunnel
  • S 16: Arlberg road tunnel
  • A 13: Brenner motorway

นอกจากนี้ก็ยังมีเส้นทางบนภูเขา (pass) หลายแห่งที่ต้องชำระค่าผ่านทางเพิ่มเติมเช่นกัน  สามารถดูข้อมูลได้จาก https://www.tolls.eu/austria

  • สโลวีเนียใช้วิธีการซื้อ Vignette เช่นกัน ราคาสำหรับรถยนต์หรือตู้ขนาดเล็กอยู่ที่ 15 Euro ต่อ 1 สัปดาห์  สามารถเช็คราคาสำหรับรถประเภทอื่นหรือระยะเวลาที่นานขึ้นได้จาก https://www.tolls.eu/slovenia
  • อิตาลี จ่ายค่าทางด่วนตามระยะทางเหมือนประเทศไทย โดยรับบัตรตรงทางเข้าและจ่ายตรงขาออก

อาหาร

ทริปนี้เราทำอาหารทานกันเองเพื่อประหยัดงบและแก้เลี่ยนกันเป็นบางมื้อ โดยซื้อของสดจากร้านสะดวกซื้อตามเมืองต่างๆ เตรียมมาเพียงหม้อหุงข้าวและเครื่องปรุงสำเร็จบางส่วนจากเมืองไทย แม้แต่ข้าวสารก็หาซื้อได้ง่ายและราคาไม่ได้แพงกว่าบ้านเราสักเท่าไหร่ครับ เพียงแต่ต้องระวังให้ดีเรื่องเวลาเปิดปิดของร้านเหล่านี้ที่มักปิดเร็วหรือปิดในวันหยุด

นอกจากนี้เราก็ทานอาหารกันตามร้านในเมืองต่างๆ ซึ่งผมขอเลือกเอาร้านที่คิดว่ารสชาติดี ราคาเหมาะสมในบางเมืองมารีวิวให้แบบสั้นๆ ตรงนี้นะครับ

Nordsee | Salzburg

อันที่จริงก็ fast food พวกเบอร์เกอร์ แซนวิซ ซุปนี่แหละครับแต่ผมว่าอาหารเค้าใช้ได้อยู่ ราคาปานกลาง มีห้องน้ำให้บริการและพื้นที่กว้างดี ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับบ้าน Mozart ครับ  

Bar Restaurant & Pizzeria Cascade | Dolomites

เป็นร้านค่อนข้างใหญ่ในเมือง Ortisei หาไม่ยาก พิซซ่ามีหลายแบบดี ถาดใหญ่ 8 ชิ้นทานกัน 2-3 คนได้เลย (แต่คนแถวนั้นเค้าทานกันคนละถาดนะ)  ส่วนราคาก็กลางๆ ครับไม่ถูกไม่แพงแล้วแต่หน้าว่าเป็นอะไร

Bled Camp restaurant | Bled

ร้านที่จะแนะนำนี้ตั้งอยู่ในทำเลค่อนข้างดี ด้านหน้าเป็นลานหญ้าที่นักท่องเที่ยวอาบแดดกันช่วงฤดูร้อน และมีท่าเรือไปโบสถ์บนเกาะกลางน้ำ  นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้ทางขึ้นจุดชมวิว Ojstrica อีกด้วย  สำหรับอาหารก็เป็นอาหารฝรั่งทั่วไปจำพวกซุป สเต็ก พาสต้า ราคาอาจสูงนิดนึงแต่จานใหญ่คุ้มราคาอยู่

KYŌDAI | Fussen

ร้านนี้ถือเป็นร้านเด็ดของเมืองเลย  จะไปทานที่นี่ต้องจองด้วยนะไม่งั้นอาจต้องมานั่งตากลมหนาวหน้าร้านเหมือนผม อาหารเป็นเมนูเวียตนามพวกเฝอ หรือสลัดสไตล์เวียตนาม รวมถึงซูชิ  ราคาเมื่อเทียบกับปริมาณและคุณภาพอาหารถือว่าไม่แพงเลยครับ

ที่พัก

ต้องบอกว่าที่พักทุกแห่งของทริปนี้ผ่านหมด เพราะก่อนจองก็นั่งคัดนั่งเลือกอยู่นานทั้งทำเล ความสะดวก และที่สำคัญคือรีวิวต้องดี … เลยขอสรุปความคิดเห็นสั้นๆ ของแต่ละแห่งให้เพื่อนๆ ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจครับ

ที่พักทั้หมดจองผ่าน booking.com เลยขอนำภาพจากเวปนี้มาใช้ประกอบนะครับเพราะตอนเดินทางไปจริงบางแห่งก็ไม่ได้เก็บภาพไว้

ที่พักเมือง Berchtesgaden, Germany | Alpenhotel Beslhof

เป็นโรงแรมขนาดเล็กตั้งอยู่ในทำเลเงียบสงบของเมือง bearchtesgaden ใกล้กับ Hintersee และ ramsau ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวที่หมายตาไว้ … ห้องพักของที่นี่อาจไม่ได้ใหม่นักเพราะโรงแรมเป็นสไตล์ดั้งเดิม ห้องกว้างขวางพอสมควรและสะอาดตามแบบฉบับของโรงแรมในยุโรปทั่วไป ที่สำคัญวิวตรงระเบียงที่พักมองเห็นทุ่งหญ้าและภูเขาและได้ยินเสียงจากลำธารตลอดทำให้ได้บรรยากาศธรรมชาติมากๆ … อาหารเช้าของที่นี่ก็ใช้ได้ ไม่ถึงกับหลากหลายมากนักแต่ก็ไม่น้อยจนเกินไป ข้อเสียที่ไม่ชอบเลยคือ net ช้าถึงช้ามาก

จองโรงแรมนี้ http://bit.ly/2rJFSdz

ที่พักเมือง Gosau, Austria | COOEE alpin Hotel Dachstein

เมือง Gosau เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ห่างจาก Hallstatt ราว 20 กม. เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากไปแย่งที่พักกับคนอื่นใน Hallstatt .. โรงแรมแห่งนี้เป็นโรงแรมค่อนข้างใหม่ ออกแบบสวยงามกึ่ง modern ตั้งอยู่ริมถนนของหมู่บ้านหาง่ายมาก ราคาที่พักขึ้นกับฤดูกาลแต่โดยรวมก็ถือว่ากลางๆ ไม่ได้สูงเกินไป … รอบๆ โรงแรมเป็นทุ่งหญ้าปศุสัตว์และบ้านเรือนที่ตั้งห่างกันแบบหลวมๆ ทำให้ไม่บดบังทัศน์ยภาพอันสวยงามของเมืองที่ถูกล้อมด้วยภูเขายอดหินปูน นอกจากนี้ Gosausee ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งก็ห่างออกไปราว 15 นาทีเท่านั้น … สำหรับห้องพักไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่มีระเบียงชมวิวให้ ในห้องจัดฟังก์ชันไว้ค่อนข้างดีทันสมัย net เร็วปรี๊ดเลย นอกจากนี้อาหารเช้าทำได้ดี หลากหลาย จัดไว้สวยงามน่าทาน

จองโรงแรมนี้ http://bit.ly/2ooJaB6

ที่พักเมือง kransjgora, Slovenia | Jasna Chalet Resort

ผมเล็งที่พักแห่งนี้ไว้ตั้งแต่มาเที่ยว Jasna lake คราวก่อน เพราะตั้งอยู่ริมทะเลสาบ jasna เลย ตื่นขึ้นมาก็เห็นวิวสวย ๆ อยู่ตรงหน้า … ลักษณะที่พักเป็น apartment ใหม่เอี่ยม ดีไซน์สวยงามทันสมัยและกว้างขวาง มีห้องนั่งเล่นพร้อมโต๊ะทานข้าวที่มองเห็นวิวทะเลสาบ ครัวก็มีอุปกรณ์ให้ค่อนข้างครบครัน แต่มีข้อเสียคือมีห้องน้ำแค่ห้องเดียวสำหรับ 2-3 ห้องนอนจึงอาจไม่สะดวกนักกับคนไทยที่คุ้นชินกับการอาบน้ำวันละสองครั้ง… อาหารเช้าสามารถซื้อเพิ่มได้ โดยจะทำมาเป็นจานๆ ให้แต่ละคนไม่ได้เป็น buffet เหมือนโรงแรมและสามารถสั่งกาแฟหรือชาดื่มได้ด้วย

จองโรงแรมนี้ http://bit.ly/2qZTpNA

ที่พักใกล้ Braies lake, Dolomites, Italy | Gasthof Huber | Gasthof Huber

เป็นโรงแรมดั้งเดิมตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ระหว่างทางเข้า lake Braies ซึ่งวิวสวยงามมากๆ ตัวห้องพักขนาดไม่ใหญ่แต่ไม่อึดอัด มีระเบียงชมวิวสวยให้ด้วย … อาหารเช้าเป็น buffet แต่ไม่ค่อยหลากหลายเท่าไหร่ และที่นี่ไม่มีลิฟต์หากกระเป๋าหนักอาจลำบากสักหน่อย (แม้ไม่มีพนักงานดูแลยกของให้ แต่ถ้าเค้าเห็นเป็นผู้หญิงเค้าก็อาจเข้ามาช่วยเหลือครับ)

จองโรงแรมนี้ http://bit.ly/2EnA6B1

ที่พักเมือง Santa Christina, Oretisei, Dolomites, Italy |Apartments Etruska

นี่เป็นอีกหนึ่งที่พักซึ่งประทับใจมาก เพราะวิวสวยสุด ๆตั้งอยู่บนเนินที่มองเห็นยอดเขาหินปูนของ Dolomites ตระหง่านอยู่ตรงหน้า. ลักษณะที่พักเป็นแบบอพาร์ทเม้นต์มีหลายแบบ. เด็ดสุดคือห้องใหม่ชั้นล่างซึ่งใหม่เอี่อม ดูโมเดิร์นมีครัวพร้อม. ส่วนห้องอื่นๆ แม้จะไม่ได้ใหม่มาก แต่รูปแบบที่ตกแต่งด้วยไม้แบบดั้งเดิมกับห้องที่ขนาดกว้างขวางก็ทำให้ประทับใจมากๆ. ที่สำคัญ Alex เจ้าของอาพร์ทเม้นต์ช่วยเหลือดีมาก ให้ข้อมูลอย่างดีเยี่ยมจริงๆ (ที่นี่ไม่มีบริการอาหารเช้า)

จองโรงแรมนี้ http://bit.ly/38RPRhJ

ที่พักเมือง Schwangau | Landhotel Guglhupf

ที่พักแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนสายหลักของ schwangau เดินไปนิดเดียวก็มองเห็นปราสาทนอยฯ เลย…​ขนาดห้องพักกว้าง ตกแต่งสวยงามสไตล์วินเทจ .. อาหารเช้าแม้ไม่ได้หลากหลายมากแต่การจัดสถานที่น่ารักมาก และมีมุมสำหรับคนชอบชาให้เลือกได้อย่างจุใจ

จองโรงแรมนี้ http://bit.ly/2ErM6kR

ที่พัก Munich |  Hotel-Gasthof Maisberger

เลือกที่พักแห่งนี้เพราะอยู่ติดสถานีรถไฟ ทำให้ผมสามารถไปคืนรถเช่าที่สนามบินซึ่งอยู่ห่างออกไปแค่ 2 สถานีแล้วสามารถกลับมายังที่พักหรือเข้าเมืองมิวนิคได้อย่างสะดวก. … ห้องพักกว้างขวางพอสมควร ถ้าโชคดีอาจได้ upgrade ไปห้องสวีทที่กว้างมากๆ .. สำหรับอาหารเช้าถือว่าใช้ได้ครับ. โดยรวมแล้วเหมาะมากสำหรับการใช้เป็นจุดพักก่อนวันเดินทางกลับ หรืออาจเป็นจุดพักสำหรับคนที่มาถึงมิวนิคค่ำก็ได้เช่นกัน

จองโรงแรมนี้ http://bit.ly/2rYZLxh

ประกันเดินทาง

เนื่องจากผมมีประกันเดินทางแบบรายปีจาก MSIG อยู่แล้ว ทริปนี้จึงไม่ต้องทำประกันใหม่    ทุกครั้งที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ แนะนำอย่างยิ่งว่าควรทำประกันการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งปกติการขอวีซ่าเชงเก็นนั้นบังคับให้ต้องทำอยู่แล้ว แต่บางคนที่มีวีซ่าเหลืออยู่อาจลืมทำ ขอบอกว่าให้ทำเถอะเพราะหากเกิดอะไรขึ้นค่าใช้จ่ายในต่างประเทศนั้นสูงมาก การทำประกันเดินทางด้วยเงินเพียงเล็กน้อยสามารถช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายได้อย่างมากมาย

ผมเองเดินทางไปต่างประเทศบ่อยจึงเลือกทำประกันเดินทางแบบรายปีกับ MSIG ซึ่งราคาเริ่มต้นเพียง 3 พันกว่าบาทเท่านั้น  ส่วนการเดินทางเป็นครั้งๆ ราคายิ่งถูกแค่หลักร้อยเรียกว่าคุ้มแสนคุ้มกับความคุ้มครองที่เราได้มา

สำหรับประกันเดินทางของ MSIG นั้นสามารถซื้อได้ง่ายๆ ผ่านระบบออนไลน์ที่ http://bit.ly/2Unm5cT

Tips

การขอคืนภาษีที่สนามบินมิวนิค (tax refund)

การขอคืนภาษีหรือ tax refund ที่สนามบินมิวนิคก็ไม่แตกต่างจากอีกหลายแห่ง นั่นคือส่วนใหญ่ทำผ่าน global blue ซึ่งเราอาจได้คืนไม่เต็ม 19% เท่ากับจำนวนภาษีที่ถูกเก็บจากค่าสินค้า. แต่ที่นี่มีส่วนที่แตกต่างกันคือเราต้องเอาสินค้าที่ซื้อพร้อมใบเสร็จไปให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจเช็คและ stamp ก่อนจึงจะนำไปขอคืนภาษีกับ global blue ได้. ดังนั้นต้องเผื่อเวลาไว้ให้ดี (บางทีคิวที่ global blue ก็ยาวแถมอาจเจอเหตุการณ์ระบบล่มทำให้ไม่สามารถคืนภาษีได้)

สำหรับบางร้านอาจมีอีกทางเลือกนึงซึ่งดีกว่ามากคือรับเงินคืนจากทางร้านเลย วิธีการไม่แตกต่างกันคือต้องเอาสินค้าไปแสดงกับ custom และ stamp ก่อน. จากนั้นก็เอาเอกสารมาให้ทางร้านแล้วรับเงินคืนเลยซึ่งได้เต็ม 19% เต็มจำนวนแถมรวดเร็วกว่าด้วย (สามารถทำได้บางร้านเท่านั้น ลองถามเค้าดู)

หวังว่ารีวิวนี้จะมีประโยชน์กับคนที่กำลังวางแผนเดินทางไปเที่ยวยุโรปช่วงเดือนตุลาคมนะครับ ส่วนตัวแล้วผมชอบบรรยากาศช่วงนี้มากเพราะนอกจากทั่วพื้นที่จะเต็มไปด้วยสีทองของใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว สถานที่ทองเที่ยวส่วนใหญ่จะไม่พลุกพล่านมากนักเพราะไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวของชาวยุโรป บรรดาที่พักดีๆ ก็จะราคาถูกกว่าช่วง high ค่อนข้างมาก ทำให้เราประหยัดค่าทริปได้เยอะเลย … ถึงใบไม้เปลี่ยนสีในยุโรปจะไม่ค่อยมีสีแดงจัดจ้านเหมือนญี่ปุ่น แต่เมื่อประกอบกับธรรมชาติที่สวยงามอลังการของเทือกเขาแอลป์ ผมเชื่อว่าใครมาเห็นก็จะต้องตกหลุมรักฤดูกาลนี้ของยุโรปทุกคน … ​FALL in love 🙂