Day trip to Berchtesgaden

Day trip to Berchtesgaden
ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผมแอบตื่นขึ้นมาดูท้องฟ้าตลอดคืน ด้วยความหวังว่าฟ้าจะเปิดให้พวกเราได้สนุกกับ Berchtesgaden มากที่สุด แล้วฟ้าก็เป็นใจครับ เช้าวันรุ่งขึ้นฟ้าใสมาก แทบไม่เหลือวี่แววเมฆทะมึนฝนตกของเมืองวานเลย ผมก็เลยรีบออกไปสวนหลังบ้านเก็บภาพแสงอุ่น ๆ ยามเช้าให้อุ่นใจไว้ก่อน

ถ่ายภาพสนุกสนานบริเวณรอบ ๆ บ้านพัก

พอกลับเข้ามาในบ้านก็พบว่าอาหารเช้าถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ที่นี่จะกว้างขวางกว่าของ Lidy Haus ที่ Hallstatt พอสมควร เพราะห้องพักมีเยอะกว่า แต่ทั้งหมดก็ถูกจัดทำโดยแม่ครัวแค่คนเดียว โดยมีคุณพ่อบ้านช่วยอำนวยความสะดวกนิดหน่อย โดยคุณป้าเจ้าของบ้านเธอแต่งกายชุดท้องถิ่นดูแล้วน่ารักมากครับ และคอยมาดูแลตลอดว่าเราขาดเหลืออะไร

Read more »


The sound of music route ในวันที่ฟ้าไม่เป็นใจ

ความเดิมจากตอนที่แล้ว “The Romantic Road & Hallstatt … a day is not enough” … เรายังคงขับบนเส้นทางสาย Romantic ต่อไปยังจุดหมายของเราวันนี้เมือง Salzburg เมืองที่มีจุดขายคือเป็นฉากถ่ายทำภาพยนต์อันโด่งดัง “The sound of music” … ระหว่างทางเพียงไม่กี่กิโลจาก Hallstatt ถึง Salzburg มีเมืองเล็ก ๆ ริมทะเลสาบที่สวยงามหลายแห่ง และวันนี้เราเลือกที่จะแวะสองแห่ง ติดตามต่อได้เลยครับ

หลังจากขับรถจาก Hallstatt มาสักระยะ เราเลือกทำเลสวย ๆ บนยอดเขาแห่งหนึ่ง ที่รายล้อมไปด้วยทุ่งหญ้าอันสวยงาม ทานข้าวเที่ยงกันแบบง่าย ๆ ริมถนน ช่างมีความสุขจริง ๆ อิอิ

ระหว่างทางไปยัง St. Wolfgang เส้นทางยังคงสวยงามไม่มีเบื่อ เราจึงเลือกทำเลทานข้าวกันริมถนนนี่เอง

Read more »


The Romantic Road & Hallstatt … a day is not enough

ต่อจากตอนที่แล้ว … เราขับรถที่เช่าจากเวียนนา ผ่านถนนสายโรแมนติค มุ่งหน้าสู่ Hallstatt

ขอท้าวความด้วยภาพทิวทัศน์ระหว่างทางของถนนสายโรแมนติค จาก Vienna สู่ Hallstatt

สำหรับชื่อของตอนนี้ได้มากจากปกหนังสือรวมภาพของ Haus Lindy ซึ่งเป็นที่พักของเราที่ Hallstatt เมืองเล็ก ๆ กลางหุบเขา ริมทะเลสาบที่สุดแสนน่ารักและโรแมนติก เรื่องราวและภาพต่อไปนี้คงยืนยันคำพูดข้างต้นได้เป็นอย่างดี …

หลังจากที่ใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมงบนถนนที่วิวสองข้างทางสุดจะสวยงาม จนต้องแวะถ่ายภาพกันหลายครั้ง ช่วงท้ายก่อนถึงจุดหมายซึ่งก็คือเมือง Hallstatt ถนนเริ่มแคบลง แต่ไต่ระดับขึ้นไปบนเขาที่สูงชันพอสมควร แต่สำหรับผมแล้วยังขับได้สบาย ๆ เพราะดอยอ่างขาง หรือ ดอยแม่ตะมานบ้านเราโหดกว่าเยอะ หุหุ …

ก่อนถึง Hallstatt เล็กน้อย รถเราวิ่งผ่านเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อ obertraun ซึ่งบ้านเรือนมีลักษณะน่ารักคล้ายคลึงกับที่ Hallstatt และแต่ละหลังจะมีทุ่งหญ้าและสวนสวย ๆ ที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดในช่วงหน้าร้อน สำหรับเพื่อนๆ ที่เช่ารถขับ ผมว่าจะเลือกที่พักที่นี่ก็ไม่เลวนะครับ เพราะบรรยากาศเงียบสงบดี และจะขับรถไป Hallstatt ก็ประมาณ 10 นาทีเท่านั้น

หลังจากได้ตื่นตาตื่นใจกับ obertraun กันแล้ว ไม่ถึง 10 นาทีเราก็มาถึงเมือง Hallstatt ที่ซึ่งเต็มไปด้วยบ้านเรือนที่ตกแต่งตัวบ้านอย่างน่ารัก เข้ากับธรรมชาติโดยรอบ หลาย ๆ หลังมีไม้ยืนต้นปลูกติดอยู่กับตัวบ้านเป็นที่ถูกอกถูกใจกระเหรี่ยงจากไทยแบบผมและเพื่อน ๆ เป็นอันมาก …

เราใช้เวลาหา Haus Lidy ซึ่งเป็นบ้านพักสำหรับคืนนี้กันไม่นานนัก ก็เจอกับจุดหมายของเราที่วันนี้มีทุ่งดอกไม้บานอยู่รอบบ้าน เสียดายที่เรามาถึงเย็นแล้วจึงไม่มีแสงให้เราถ่ายภาพแบบแจ่ม ๆ กันได้มากนัก จึงต้องนำกระเป๋าขึ้นห้องพักไปตามระเบียบ โดยมีคุณป้า Lidy เจ้าของบ้านมาต้อนรับอย่างอบอุ่น พวกเรามี 6 คนพักสองห้อง ซึ่งอยู่กันคนละด้านของบ้าน แต่ก็มีวิวที่สวยงามไปคนละแบบ ในห้องตกแต่งด้วยไม้ดูอบอุ่นสบาย มีหลังคา skylight สำหรับชมจันทร์ซะด้วย ที่สำคัญมีกาต้มน้ำร้อนสำหรับทำอาหารค่ำสุดหรูของเราวันนี้ด้วย หุหุ

ห้องพักและวิวรอบ ๆ บ้าน

ก่อนที่แสงช่วงค่ำจะหมดไป ผมชวนเพื่อน ๆ เดินไปชมวิวริมทะเลสาบอันโด่งดังของ Hallstatt ซึ่งจากบ้านพักใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที แต่ดูเหมือนพวกเราจะใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง เพราะมัวแต่หยุดถ่ายภาพบ้านแทบทุกหลังที่เดินผ่าน เนื่องจากสวยงามไปคนละแบบ

กว่าจะถึงทะเลสาบ ท้องฟ้าก็เป็นสีน้ำเงินเข้มแล้ว ซึ่งก็เป็นช่วงนึงที่เหมาะสำหรับถ่ายภาพ เพราะจะให้แสงที่ดูสวยงามโรแมนติกมาก ๆ … ผมใช้เวลาถ่ายภาพอยู่บริเวณท่าเรือสักพัก เพื่อน ๆ ก็ชวนกลับโดยยังไม่เดินเข้าไปในตัวเมือง เนื่องจากค่อนข้างดึกและเหนื่อยล้าจากการเดินทางมากแล้ว ค่อยมาเก็บบรรยากาศใหม่พรุ่งนี้ดีกว่า โดยเรานัดกันว่าจะออกมาถ่ายภาพกันตั้งแต่เช้าเลยทีเดียว

บรรยากาศทะเลสาบยามเย็น

ค่ำคืนอันแสนอบอุ่นบนที่นอนนุ่ม ๆ ของ Haus Lidy ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พวกเราตื่นแต่เช้ามาเจอตามที่นัดหมายกันไว้ แต่ยังไม่ทันที่จะเดินออกจากบ้าน ฝนก็โปรยลงมาและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ คุณป้า Lidy เห็นพวกเราติดฝนจึงเชิญเราทานอาหารเช้าก่อน (เดิมทีเรานัดเธอว่าจะมาทานหลังจากเดินถ่ายภาพเล่นสักพัก)

โต๊ะอาหารเข้าถูกจัดเตรียมอย่างน่ารักอบอุ่น เข้ากับบรรยากาศที่นี่มาก พวกเรานั่งทานอาหารอย่างมีความสุข โดยมีป้า Lidy ชวนคุยโน่นคุยนี่แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างถูกคอ ทำให้อาหารมื้อนี้เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดมื้อนึงเลยทีเดียว

โต๊ะอาหารที่ถูกจัดไว้อย่างน่ารัก, คุณป้า Lidy ผู้ใจดี และบ้านของเธอ

เสร็จจากมื้อเช้าแล้ว แม้ว่าฟ้าจะยังไม่เปิดแต่ฝนก็ซาลงแล้ว เราจึงเริ่มเดินทางเข้าเมือง โดยแวะถ่ายภาพบ้านเรือนและทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้เป็นระยะ บรรยากาศเช้านี้ดูคึกคักมาก ต่างจากเมื่อคืนที่แสนเงียบสงบ มารู้เอาภายหลังว่ามีการจัดกิจกรรมแข่งขันกีฬา (น่าจะเป็นวิ่งมารธอน) ทำให้เมืองเต็มไปด้วยผู้ที่มาเข้าแข่งขันและกองเชียร์

พวกเราค่อย ๆ เดินเข้าไปตามถนนเส้นเล็ก ๆ ที่สองข้างทางเป็นร้านขายของฝากและของที่ระลึก แต่ราคาก็เป็นราคาแบบยุโรปแพงเอาการทีเดียว ของฝากลักษณะเดียวกันที่เห็นตามบ้านเราหรือที่ผมเพิ่งจะไปเจอมาที่บาหลี ราคาห่างกันเป็น 10 เท่าเลยทีเดียว ดังนั้นเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้รับของฝากก็อย่าว่ากันนะ หุหุ เพราะมันแพงจริง ๆ

ผมเดินถ่ายภาพเล่น สลับกับแวะดูร้านต่าง ๆ เป็นระยะจนมาถึงจุดชมวิวมหาชน ที่สามารถมองเห็นโบสถ์ที่ตั้งสูงเด่นเป็นสง่าอยู่กลางเมือง สะท้อนภาพลงบนผิวน้ำที่ดูสงบนิ่งเยือกเย็น มี background เป็นเทือกเขาสูงที่วันนี้มีหมอกคลอเคลียอยู่บนยอดเขา แม้ว่าสภาพแสงจะไม่เหมาะกับการถ่ายภาพมากนัก และคงไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพที่ให้แสงอบอุ่นเหมือนใน post card ของ hallstatt แต่ภาพตรงหน้าที่เห็นก็สร้างความสุขเหนือคำบรรยายทีเดียว เสียดายที่เรามีเวลาที่นี่เพียงวันเดียวซึ่งบอกตรง ๆ ว่ามันไม่พอสำหรับเมืองที่แสนน่ารักอบอุ่นแบบนี้ เหมือนกับที่เกริ่นไว้ว่า a day is not enough

ความสวยงามของเมือง Hallstatt ชมกันให้เต็มอิ่มเลยครับ

เมื่อแดดยังไม่มีทีท่าว่าจะโผล่มา เราจึงจำเป็นต้องเดินกลับที่พักเพราะได้เวลา check out แล้ว … หลังจากเก็บข้าวของและอำลาคุณป้า Lidy แล้วเราเตรียมเดินทางต่อไปยังอีกเมืองใกล้ ๆ กันนั่นคือ Gosau ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่รายล้อมด้วยหุบเขา แต่ทว่าการแข่งขันวิ่งที่ผมเกริ่นมาก่อนหน้านี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ปิดเส้นทางไปยังเมือง Gosau กว่าจะเปิดต้องรออีก 1 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้กำหนดการของเราล่าช้า ผมจึงตัดสินใจขับรถอ้อมกลับไปเส้นทางเดิม โดยผ่านเมือง obertraun และไม่ลืมที่จะแวะถ่ายภาพที่นี่อีกครั้ง

Obertraun อีกหนึ่งเมืองน่ารักที่อดจะแวะไม่ได้

จากนั้นจึงมุ่งหน้าผ่านเส้นทางสุด Romantic สู่จุดหมายต่อไปสำหรับวันนี้ St. Wolfgang


Sawasdee Vienna

ปฐมบท
ต้นเดือนกันยายนปี 53 ที่ผ่านมา ผมได้รับการชักชวนจากเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหา’ลัยไปเที่ยวยุโรป ผ่านทาง Facebook (ขอบคุณ Mr. Mark ที่ประทาน Facebook ให้เราเหล่าเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ได้เจอกัน หลังจากไม่ได้พบหน้าพบตากันหลายปีจนนับนิ้วมือรวมกับนิ้วเท้าแทบไม่พอ หุหุ) โดยตั้งเป้ากันว่าจะไป ออสเตรีย-เช็ก-สวิสฯ ในช่วงวันหยุดยาวปลายเดือนเม.ย. ต่อต้นเดือน พ.ค. ผมจึงรับอาสาหาข้อมูลเพื่อวางแผนการเดินทาง ภายใต้แผนร้ายที่จะแอบใส่รายการท่องเที่ยวไปเยอะ ๆ ชนิดที่มากกว่าทัวร์ทั่วไป 2 เท่า เพื่อให้คุ้มค่าตั๋ว อิอิ

ด้วยความที่แต่ละประเทศข้างต้นมีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามมากมาย และการเดินทางบางช่วงกินเวลามาก ทำให้เราต้องยุบเหลือเพียง 2 ประเทศคือ ออสเตรีย กับ สวิสฯ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดวันท่องเที่ยวที่เรามีเพียง 10 วันเท่านั้น ซึ่งเท่าที่หาข้อมูล ส่วนใหญ่คนไทยจะเลือกเที่ยว ออสเตรีย-เช็ก (อาจรวมฮังการี) และแยกเที่ยวสวิสฯ ต่างหาก … แต่ส่วนตัวผมอยากไปสวิสฯ มาก เลยใช้มารยาชายหลายพันเล่มเกวียนกล่อมจนเพื่อน ๆ ในกลุ่มตกลงปลงใจว่าจะไปกันสองประเทศนี้ หุหุ อย่างนี้ก็เสร็จโจรดิ 555

หลังจากได้ข้อสรุปเรื่องสถานที่แล้ว ก็ได้เวลารวบรวมพลพรรคจนครบ 6 คน มากพอที่จะเที่ยวแบบไม่เหงา แต่ก็ไม่มากเกินไปสำหรับการเช่ารถขับที่ออสเตรีย (ที่จริงก็เบียด ๆ กันไปเพราะพื้นที่เกือบครึ่งนึงถูกใช้ในการวางสัมภาระ โชคดีที่สาว ๆ แต่ละคนของเราตัวเล็กทั้งนั้นเลยไม่เป็นปัญหา อิอิ) … เมื่อจำนวนคนและจำนวนวันแต่ชัดแล้ว ผมก็เริ่มหาข้อมูลจาก internet รวมถึงเพื่อนฝูงที่เคยไป เพื่อให้ได้รายละเอียดมากที่สุด ทั้งนี้แผนของเราคือจะใช้เวลาที่ออสเตรีย 4 วันครึ่ง และสวิสฯ 5 วัน โดยเช่ารถขับในออสเตรีย และนั่งรถไฟเที่ยวในสวิสฯ

รายละเอียดการเตรียมตัวทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูล, ขอ VISA, การจองห้องพัก, รถเช่า, ตั๋วรถไฟ, Swiss pass รวมถึงการเตรียมเรื่องอาหารการกิน, เสื้อผ้า, อุปกรณ์ถ่ายภาพ ผมจะสรุปในบทสุดท้าย สำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังวางแผนที่จะท่องเที่ยวในอนาคต ส่วนพื้นที่ต่อไปนี้ ขอเป็นเรื่องราวการเดินทางอันแสนทรหด แต่สุดประทับใจของผม … พร้อมหรือยังครับ ถ้าพร้อมแล้วขึ้นเครื่องไปพร้อมกันเลย

Sawasdee Vienna
หลังจาก 13 ชั่วโมงบนเครื่องบินของสายการบิน Qatar กับการแวะพักที่ Doha อีกราว 2 ชั่วโมง .. เราก็ถูกนำข้ามทวีปมากยังเมืองหลวงของประเทศออสเตรียที่ชื่อว่า Vienna หรืออีกนามนึงที่คนพื้นที่เรียกว่า Wien … เราเดินทางถึง Vienna ราว 7 โมงเช้า โดยเครื่องค่อย ๆ ลดระดับผ่านทุ่งหญ้าและหมู่บ้านเล็ก ๆ ชานเมือง มองเห็นวิวแม่น้ำ และภูเขาที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสายหมอกสีทองยามเช้า สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น … และเสียงชัตเตอร์จากเจ้า Nikon D7000 ของผมก็เริ่มทำงานตั้งแต่นาทีนั้นนั่นเอง

บรรยากาศยามเช้าขณะเครื่องลงที่สนามบินเวียนนา

สนามบิน Vienna เป็นสนามบินที่ไม่ใหญ่นัก และระบบ immigration ก็ไม่ได้เข้มงวดมากมากเหมือนบางประเทศ ที่ผมอุตสาห์เตรียมตัว declare อาหารสำเร็จต่าง ๆ ก็เลยไม่ต้องทำ เพราะช่องทางออกที่สำหรับ declare ปิด เราทั้งกลุ่มก็เลยเดินออกจากสนามบินได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าอาหารไฮโซ ประเภทมาม่า, ข้าวกระป๋อง, ปลากระป๋องของเราจะถูกริบไป อิอิ

เดินออกไปง่าย ๆ ตรงทางออกสีเขียวนี่แหละครับ ส่วนสีแดงปิดสนิท หุหุ

วันแรกของโปรแกรมเราวางแผนจะเที่ยวในเมืองเวียนนา ดังนั้นเราจึงยังไม่ได้รับรถเช่าในวันนี้ แต่เดินทางด้วยรถไฟแทน ซึ่งที่นี่มี choice ให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตั๋ววัน, ตั๋วโซน หรือจะเป็น Vienna card ที่ใช้เป็นส่วนลดในการเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ ได้ด้วย … แต่พี่ไทยไม่เป็นรองใครเรื่องความคุ้มค่า ผมจึงเลือกตั๋วแบบ 8 ใบย่อย ที่แต่ละใบสามารถใช้ได้ 24 ชม. ต่อคน เรามีกัน 6 คน ก็เลยต้องซื้อ 2 ชุดสำหรับสองวัน ที่เหลือก็ถือว่าสนับสนุนชาวออสเตรียให้ทำระบบขนส่งดี ๆ ต่อไป .. แม้ราคาจะสูงกว่าที่ค้นคว้ามาเล็กน้อย (9.6 Euro ต่อคนสำหรับ 2 วัน) แต่ก็ยังถูกกว่าการซื้อตั๋ววันต่อคนอยู่ดี ก็เลยไม่คิดมาก … แต่กว่าจะทำความเข้าใจกับการ validate ตั๋วนี่ก็เล่นเอาแย่เหมือนกัน เนื่องจากตู้ขายตั๋วมีแต่ภาษาเยอรมัน และที่นี่ก็ไม่มี counter ขายตั๋วซะด้วย โชคดีที่มีคุณป้าชาวเวียนนามาช่วยเราก็เลยได้ขึ้นรถไฟกันซะที

รถไฟแล่นผ่านชานเมือง และค่อย ๆ เข้าสู่ใจกลางเมือง โดยเราต้องเปลี่ยนขบวนหนึ่งครั้งเพื่อไปยังจุดหมายของเรา Happy Hostel ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สถานี West Banhof (สถานีตะวันตก) … จากสถานีก็เดินลากกระเป๋าหาที่พักกันพอสังเขปก็เจอกับที่พักสำหรับคืนนี้ที่เวียนนา

วิวสองข้างทางระหว่างเดินทางจากสนามบินเข้าเมือง และระหว่างทางจากสถานีรถไฟไปยังโรงแรม

เนื่องจากยังไม่ได้เวลา check in เราจึงต้องฝากสัมภาระไว้ใน locker ของโรงแรม ซึ่งก็ใหญ่พอที่จะบรรจุของสำหรับ 6 คน + กระเป๋าเก็บอาหารอีก 2 ใบได้อย่างสบาย ๆ ทำให้เราหมดห่วงเรื่องการเที่ยวในเมืองเวียนนาของเราในวันนี้ แถมยังมีห้องน้ำให้เราได้พอล้างหน้าล้างตาหลังจากผ่านการบินอันแสนยาวนานอีกด้วย และที่ขาดไม่ได้คือมี internet ให้เหล่าสาวก facebook ได้ check in และ update สถานะให้เพื่อน ๆ ในเมืองไทยแอบอิจฉา อิอิ

Locker ของพวกเราและคุณป้าผู้ดูแล Happy Hostel ที่ต้อนรับเราอย่างดี กับบรรยากาศบริเวณที่พัก

ก่อนโปรแกรมเที่ยวพระราชวังเชิญบรุนน์ (Schonbrunn Palace) จะเริ่มขึ้น เราเริ่มมื้อเช้าแรกในเวียนนาของเราด้วยข้าวกระป๋อง + ปลากระป๋องและปลากรอบที่อุตสาห์ขนข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากเมืองไทย นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการประหยัดค่าอาหารครับ

ข้าวกระป๋อง และกับข้าวจากเมืองไทย จะว่าไปแล้วก็เพิ่งลองเป็นครั้งแรกเหมือนกัน หุหุ

จากสถานีสถานีรถรางใกล้ ๆ ที่พัก เรานั่งรถชมเมืองมาไม่นานก็ถึงพระราชวังเชิญบรุนน์ ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ที่นี่ดูหนาแน่น เพราะพื้นที่พระราชวังนั้นกว้างขวางมาก

เตรียมเดินทางไปชมพระราชวังเชิญบรุนน์และบรรยกาศด้านหน้า

เราเริ่มถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนานตั้งแต่ลานด้านหน้า จนเข้าไปถึงจุดขายตั๋ว แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อหนึ่งในคณะของเราถูกล้วงกระเป๋า จนต้องเสียเงินเกือบทั้งหมดที่เตรียมมาสำหรับทริปนี้ และเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้กระตือรือร้นที่จะช่วยเหลืออะไรมากไปกว่าชี้ทางไปสถานีตำรวจ ทำให้ผมผิดหวังกับเมืองเวียนนาพอสมควร ไม่ใช่เพราะที่นี่มีโจรผู้ร้ายเหมือนเมืองใหญ่ทั่ว ๆ ไป แต่ผิดหวังที่ไม่มีป้ายเตือนนักท่องเที่ยวเลย ทั้ง ๆ ที่มาทราบภายหลังว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเสมอ และเจ้าหน้าที่แต่ละคนก็ไม่ได้มี service mind ที่จะช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย … เราทำได้แต่เพียงทำใจและปล่อยให้เหตุการณ์นี้เป็นประสบการณ์อันแสนแพงที่ต้องจำไปอีกนาน สำหรับเพื่อน ๆที่กำลังจะเดินทางท่องเที่ยวไปยังเมืองใหญ่ ๆ ก็ต้องวางแผนเรื่องการแยกเก็บเงิน และระวังตัวให้มากนะครับ

เราใช้เวลาพักใหญ่ในการเดินทางไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความเป็นหลักฐาน (แค่นั้นจริง ๆ เพราะตำรวจก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการบันทึกเหตุการณ์ลงในกระดาษ) … ในความโชคไม่ดีนั้นทำให้เรารู้ว่ามีทางเข้าไปพระราชวังอีกทาง ซึ่งไม่ต้องซื้อตั๋ว แต่สามารถเข้าชมสวนสวย ๆ ด้านในได้ แม้ว่าเราจะไม่ได้เข้าชมห้องต่าง ๆ ด้านในพระราชวังตามที่วางแผนไว้ แต่การเข้ามาได้ชมสวนอันงดงามภายในพระราชวังก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราค่อย ๆ ทุเลาความหม่นหมองในใจลงทีละน้อย

บรรยากาศสวนสวย ๆ และความยิ่งใหญ่ของพระราชวังเชิญบรุนน์ กับเหล่านางแบบ

หลังจากเดินกันจนขาลากภายใต้บริเวณอันกว้างใหญ่ของพระราชวังแล้ว เราก็เดินทางไป check in และย้ายกระเป๋าไปยังห้องพัก ซึ่งอยู่คนละตึก และย้อนกลับเข้าสู่ใจกลางเมืองเวียนนาในส่วนที่เป็นย่านเมืองเก่า … เราใช้ตั๋วที่ซื้อไว้นั่งรถมาลงที่สถานีใกล้ Staphans-dom อันเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเวียนนาซึ่งแม้ว่าวันนี้จะอยู่ระหว่างการบูรณะแต่ภาพของโบสถ์ก็ยังคงเห็นเด่นชัดเพราะมีการพิมพ์ภาพขนาดใหญ่เท่าของจริงวางทาบไว้บนพื้นที่ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม แม้จะทดแทนกันไม่ได้แต่ก็ทำให้เราได้เห็นถึงความอลังการที่สะท้อนความศรัทธาของชาวออสเตรียได้เป็นอย่างดี

Stephandom

หลังจากถ่ายภาพด้านในโบสถ์สักพัก เราก็ออกตระเวนย่านเมืองเก่ารอบ ๆ แต่ก็ไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้มากนัก เพราะฝนตกปรอย ๆ และเริ่มจะมืดแล้ว ผมจึงชวนเพื่อน ๆ ไปชมวิวแม่น้ำดานูบยามค่ำ ตบท้ายด้วยอาหารง่าย ๆ + ไอศกรีมอร่อย ๆ ในย่าน shopping ของเมืองเวียนนา ก่อนที่จะกลับมาที่พักเพื่อพักผ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยมากับการเดินทางตลอดทั้งวัน

วิวระหว่างเดินเล่นในเขตเมืองเก่าใกล้ Stephandom, บรรยากาศริมแม่น้ำดานูบ และบรรยากาศห้องพักที่ Happy Hostel

ผมหลับแทบจะทันทีที่หัวถึงหมอนเพราะเพลียมาก และห้องพักอันโอโถงและสะดวกสบายของ Happy Hostel ก็ทำให้ผม Happy ได้จริง ๆ เพราะตื่นเช้าขึ้นมาก็รู้สึกได้ถึงพลังที่พร้อมจะลุยเมืองเวียนนาต่อทันที

อาหารเช้าถูกปรุงอย่างง่ายๆ ในครัวภายในห้องพัก มาม่าร้อน ๆ กับข้าวและแกงสำเร็จรูปจากเมืองไทย ช่วยคลายหนาวได้เป็นอย่างดี … เราออกเดินทางเข้าเมืองอีกครั้งเพื่อเก็บตกจุดต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้ไปเยือน เริ่มจาก stadtpark สวนสาธารณขนาดใหญ่ใกล้ย่านเมืองเก่า ที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และสวนดอกไม้ที่ถูกจัดอย่างสวยงาม แต่ที่ขาดไม่ได้คือการถ่ายภาพคู่กับรูปปั้น Johann Strauss ที่วันนี้ถูกนำมาวางบนแท่น ให้ถ่ายภาพกันได้อย่างใกล้ชิด (ทีแรกนึกว่าเป็น Mozart เหมือนที่เคยอ่านในบางเวป แต่มาค้นเจอภายหลังว่านี่คือ Johann Strauss นักประพันธ์ดนตรีชื่อดังอีกคนของ Austria)

บรรยากาศสวย ๆ ใน Stadtpark และรอบ ๆ สวน

จาก Stadtpark เราเดินทางด้วยรถ tram สาย 2 ที่วิ่งรอบย่านเมืองเก่า เพื่อชมเมืองเวียนนา และแวะลงถ่ายภาพที่พระราชวัง Hofburg ซึ่งใกล้กันมีที่มีรูปปั้น Mozart อยู่ด้วย … แม้ว่าสิ่งปลูกสร้างไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง, Museum บริเวณนี้ จะยิ่งใหญ่สวยงามอลังการมาก แต่เราก็ต้องจำใจโบกมือลาเพราะได้เวลาที่เราจะต้องกลับไป check out และรับรถที่ติดต่อเช่าไว้แล้ว

ความสวยงามยิ่งใหญ่บริเวณพระราชวัง Hofburg

หลังจาก check out แล้วเราเดินทางไปอีกหลายสถานีเพื่อไปยังจุดนัดรับรถของบริษัท Mega Drive บริษัทรถเช่าท้องถิ่นของออสเตรียที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งผมจองรถ Opel Zafira แบบ 7 ที่นั่งไว้พร้อมกับ GPS เพื่อนำทาง แต่พอเอาเข้าจริงต้องพับเบาะ 2 ที่นั่งหลังเพื่อวางกระเป๋าสัมภาระ และนั่งแถวกลาง 4 คนแทน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับสาว ๆ ของเรา หุหุ

ผมใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับพวงมาลัยซ้ายอยู่สักพักจึงค่อยปล่อยให้เจ้า GPS ช่วยนำทางไปยังจุดหมายต่อไปของเรา นั่นคือ Hallstatt เมืองเล็ก ๆ ริมทะเลสาบที่ห่างออกไปราว 300 กม.

รถค่อย ๆ ออกจากเขตเมือง ทำให้ผมคลายความวิตกในการขับรถได้พอควร เนื่องจากนี่เป็นการขับรถเลนขวาเป็นครั้งแรก และวิวสองข้างทางที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้า, ป่าสน และพื้นที่เขียว ๆ ทางการเกษตรช่วยให้กับขับรถของผมสุนทรีขึ้นอีกเยอะทีเดียว และหลังจากขับไปได้ไม่นานนักทุ่งดอกมัสตาร์ดสีเหลืองสดก็ทำให้ผมต้องฝืนคำสั่งของเจ้า GPS เบนหัวรถเข้าไปยังเมืองเล็ก ๆ ข้างทางเพื่อถ่ายภาพของดอกไม้สีเหลืองที่ถูกปลูกบนแปลงผืนใหญ่ ..

ถ่ายภาพกับทุ่งมัสตาร์ด

น่าเสียดายที่ยังไม่ทันหนำใจฝนก็โปรยปรายลงมาและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดในเวลาอันสั้น อีกทั้งสาว ๆ ของเราก็เรียกร้องจะเข้าห้องน้ำ ผมก็เลยขับแบบสุ่ม ๆ เข้าไปในหมู่บ้านและแวะที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเพื่อเข้าห้องน้ำ แต่ก็เหมือนโชคชะตาจะจงใจพาเรามาพบกับร้านอาหารแห่งนี้ เพราะนอกจากความอบอุ่นในร้าน และบรรยากาศที่ถูกจัดแบบดูดีสไตล์ตะวันตกแล้ว เรายังเหลือบเห็นว่าร้านนี้มีคนเข้ามาใช้บริการเยอะมาก ทั้ง ๆ ที่อยู่ในที่ห่างใกล้เมืองใหญ่ แถมมีป้ายประกาศรางวัลต่าง ๆ ติดไว้ในร้านด้วย ทุกคนจึงลงความเห็นว่าเราจะทานอาหารเที่ยงกันที่นี่ และก็ไม่ผิดหวังครับ เพราะอาหารแต่ละจาน น่าทานและรสชาติดีทีเดียว กาแฟก็รสนุ่มลิ้นคลายหนาวได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญราคาไม่แพงจนเกินไป ทำให้มื้อเที่ยงของเราวันนี้ทำเอาเจริญอาหารกันถ้วนหน้า  (เวปไซต์ของร้าน http://www.leinfellner.at/)

บรรยากาศในร้านอาหาร Lein’s Dorfwirtshaus

หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ ฝนก็หยุดตกพอดี เมฆสีดำหายไปเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าใสและปุยเมฆขาว ผมจึงถือโอกาสหยิบกล้องมาถ่ายภาพสวนสวย ๆ ด้านหน้าและบนทุ่งหญ้าหลังร้านพักใหญ่

แต่ยังครับ ยังไม่ถึงที่พักของวันนี้ง่าย ๆ เพราะวิวข้างทางนั้นสวยจนเราต้องแวะจอดถ่ายภาพชุดใหญ่กันอีกสองรอบ

บรรยากาศอันสวยงามระหว่างทางไป Hallstatt บางภาพถ่ายตอนเกือบหนึ่งทุ่มแต่แดดยังแรงมาก นับเป็นกำไรของการเที่ยวยุโรปในช่วง summer หุหุ

เพื่อให้ครบสูตรความสุขก็แวะทานแกแฟกันอีกรอบก่อนที่จะเดินทางอย่างมีความสุขต่อไปยังอีกหนึ่งจุดหมายข้างหน้าที่ใกล้เข้ามาทุกที … Hallstatt หนึ่งในเมืองสุดโรแมนติกอีกเมืองหนึ่งของ Austria


รีวิวที่พักบาหลี 2 แบบ 2 สไตล์ Kamandalu Resort & Spa – Tanaya Bed & Breakfast

จากทริปทั้งสามตอนก่อนหน้านี้ว่าด้วยเรื่องโปรแกรมการท่องเที่ยวบาหลี รีวิวนี้ขอกล่าวถึงเฉพาะส่วนของที่พักตลอด 3 คืนบนเกาะบาหลี ทั้งแบบที่เป็น Private Villa และแบบที่เป็น Bed & Breakfast เรียกได้ว่าคนละ Concept เลย อันแรกค่อนข้างหรู ราคาก็สูงไม่น้อย แต่ที่พักก็กว้างขวางสะดวกสบายและสวยงาม ส่วนอีกแห่งก็เป็นที่พักราคาปานกลาง ออกแนว Modern ได้บรรยากาศไปคนละแบบ ลองมาดูกันครับว่าแต่ละแห่งต่างกันอย่างไร

สองคืนแรกผมเลือกพักเมือง Ubud เพราะอยู่ในจุดศูนย์กลางของเกาะบาหลี ทำให้สะดวกต่อการเดินทางท่องเที่ยว และรีสอร์ทที่ Ubud ส่วนใหญ่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งนี้ผมเลือกทีจะพัก Kamandalu Resort & Spa เพราะอยู่ในทำเลที่สงบท่ามกลางธรรมชาติ ในรีสอร์ทมีนาข้าวปลูกดูแล้วได้บรรยากาศบาหลีมาก ๆ แถมรีวิวที่อ่านในทริป Advisor ยังดีมากด้วย … ราคาห้องพักแบบ Garden Villa อยู่ที่คืนละประมาณ 200 USD รวมอาหารเช้า ซึ่งใกล้เคียงกับ Boutique Resort บ้านเรา

Resort แห่งนี้อยู่ห่างจากเมือง Ubud ประมาณ 10 นาทีโดยการขับรถ ตัวรีสอร์ทมีความเงียบสงบเหมาะกับการพักผ่อนเป็นอย่างมาก ..ทันทีที่เดินเข้ารีสอร์ทก็จะได้รับกลิ่นอายของบาหลีและ ubud ทันทีเพราะการออกแบบสถานที่ถูกตกแต่งสไตล์บาหลีประยุค มีการปลูกต้นข้าวในกระถางโชว์ไว้ที่ lobby ทำให้ได้กลิ่นอายของ Ubud

ถัดจาก Lobby จะเป็นห้องอาหารที่สามารถมองเห็นวิวนาข้าวที่ทาง Resort ปลูกไว้ เรียกได้ว่าไม่ต้องเดินออกไปข้างนอกให้เสียเวลา เพราะสามารถเล่นน้ำไป ชมวิวนาข้าวได้เลย ส่วนที่พักจะแบ่งเป็นโซน ไล่ระดับ แต่ละระดับมีบันไดที่ปูด้วยหินอย่างสวยงาม การออกแบบภายนอกก็เป็นสไตล์บาหลีเต็มตัว หลังคามุงด้วยหญ้า ส่วนด้านในวิลล่าก็จะเป็นแนวบาหลีร่วมสมัย พื้นที่ค่อนข้างกว้างและโล่งสบายในสไตล์หลังคาทรงสูง รอบ ๆ ห้องจะมีพื้นที่สีเขียวให้รู้สึกผ่อนคลาย หลังห้องมีศาลาและ day bed ให้นอนเล่น แถมด้วยพื้นที่สำหรับสูดอากาศ หรือจะเล่นโยคะก็เหมาะเหมือนกัน

ห้องน้ำมีทั้ง Bath Tub และ Outdoor Shower แต่ผมเลือกใช้บริการของ Out door shower ที่ได้ feel บาหลีมัก ๆ แถมน้ำยังแรงและฝักบัว rain shower ก็ใหญ่ได้ใจจริง ๆ

Amenities ไม่ต้องเตรียมมาเลยก็ได้ เพราะในห้องมีให้ครบครันครับ ไม่ว่าจะเป็น shower gel หอม ๆ, shampoo, ยาสีฟัน, แปรงสีฟัน, หวี ฯลฯ
ในห้องพักมีจะ WIFI Internet ให้บริการทำให้ผู้ที่ติด Facebook งอมแงมไม่ลงแดงระหว่างการพักที่นี่ หรือถ้ามือถือไม่สามารถใช้สัญญาณ WIFI ได้และไม่ได้นำ Notebook ติดตัวไปด้วย ก็สามารถใช้บริการ Internet ซึ่งมีบริการฟรีบริเวณ Lobby ครับ

สระว่ายน้ำส่วนกลางของโรงแรมใหญ่และสวยดีครับ ผมชอบมากที่เก้าอี้ริมสระจะวางอยู่ในส่วนที่เป็นน้ำล้น สามารถนั่งอ่านหนังสือเอาเท้าแช่น้ำได้เลย … นอกจากนี้ยังมี Pool Bar และห้องอาหารริมสระด้วย ทำให้การทานอาหารอร่อยขึ้นอีกมากทีเดียว

สำหรับคู่รักหรือผู้ที่ต้องการ Dinner แบบ Romantic ทางรีสอร์ทจัดพื้นที่สำหรับ Dinner ภายใต้กระโจมและแสงเทียน แต่ต้องจองล่วงหน้านะครับ เสียดายที่ผมไม่มีโอกาสได้ลอง หุหุ

ห้องพักที่ผมจองจะรวมอาหารเช้าด้วย ซึ่งใช้บริการที่ห้องอาหารที่อยู่ใกล้ Lobby สามารถมองเห็นวิวของนาข้าวในรีสอร์ทและสระว่ายน้ำด้วย อาหารก็มีหลากหลายดีครับ รสชาติก็อร่อยดี

ส่วนที่สำคัญมากเลยคือพนักงานของที่นี่บริการยิ้มแย้มดีครับ เดินไปไหนมาไหนก็จะมีพนักงานทักทายและยิ้มให้ตลอด ที่นี่ก็ใช้การไหว้เหมือนคนไทย แต่อาจจะดูไม่อ่อนช้อยเหมือนของไทยเพราะเขาจะไม่ก้มศีรษะระหว่างที่ไหว้ จึงอยากให้ภูมิใจครับว่าการไหว้ของไทยนี่แหละสวยงามที่สุดแล้ว

จุดที่เป็นข้อสังเกตสำหรับที่นี่ก็คงเป็นเรื่องของราคาห้องพักที่ค่อนข้างสูงตามระดับของคุณภาพและบริการ แต่ถ้าเทียบกับเมืองไทยผมคิดว่าก็อยู่ในระดับใกล้ ๆ กันครับ และที่นี่เหมาะมาก ๆ สำหรับคู่รักหรือมา Honeymoon เพราะบรรยากาศที่สวยงามเงียบสงบนั่นเอง

อีกอย่างคือที่นี่ไม่น่าจะเหมาะกับผู้สูงอายุที่มีอุปสรรคด้านการเดิน เพราะการเดินไปห้องพักค่อนข้างที่จะต้องผ่านขั้นบันไดเยอะ และบางหลังก็อยู่ห่างจาก lobby พอประมาณ ซึ่งถ้ายังสุขภาพแข็งแรงดีรับรองได้ว่าไม่เบื่อเพราะเส้นทางเดินไปห้องพักนั้นผ่านสวนที่จัดไว้อย่างสวยงามครับ

สุดท้ายคงเป็นเรื่อง location ที่เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะอยู่ห่างจาก ubud center ราว 10 นาที ทำให้บริเวณนี้เงียบสงบไม่มีเสียงรบกวนใด ๆ แต่การจะไป ubud center ต้องใช้บริการรถ shuttle ของโรงแรม ซึ่งมีบริการจนถึง 3 ทุ่ม แต่อาจจะต้องรอเวลาตามตารางที่กำหนดไว้ครับ หรือไม่ก็ต้องเรียกใช้บริการ taxi ซึ่งที่นี่ค่าบริการไม่แพงครับ

ถ้าสนใจก็ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ web ของ resort www.kamandaluresort.com แถมด้วย social network ของรีสอร์ททั้ง Facebook และ Twitter ครับ

ทีนี้มาชมภาพต่อเนื่องไปเลยนะครับ

สำรับที่พักอีกแห่งคือ tanaya bed & breakfast ตั้งอยู่ที่บริเวณหาด Kuta บนถนนสาย Shopping เป็นถนนสายในที่ขนานกับเส้นหน้าหาด ซึ่งสะดวกมากสำหรับผู้ที่ชอบ Shopping และอยากมาสัมผัสกับ night life ของบาหลี เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางซ้ายหรือขวาก็จะมีร้านค้ามากมายให้เลือกได้ตามใจชอบ และถ้าต้องการเดินทางไปสนามบินก็สะดวกเพราะห่างแค่ประมาณ 15-20 นาทีเท่านั้น

ราคาห้องพักที่ผมจองแบบ Deluxe (double) คืนละ 50 USD รวมอาหารเช้า ซึ่งก็ถือว่าเป็นที่พักราคาปานกลางสำหรับบาหลี การตกแต่งก็เป็นแนว Modern สีขาวครีมดูสะอาดตา อาจจะต้องช่วยเหลือตัวเองบ้างเพราะพนักงานมีไม่เยอะ

ห้องพักที่ผมพักอยู่ชั้นล่าง ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าขึ้นชั้นบนจะมีลิฟท์ให้หรือเปล่า ระหว่างทางเดินไปห้องพักมีกลิ่นอับนิดหน่อย แต่พอเข้าห้องก็สะอาดสะอ้านและไม่มีกลิ่นดังกล่าว

ห้องพักมีขนาดปานกลาง ไม่ใหญ่ แต่ก็ไม่ได้เล็กจนดูอึดอัด การตกแต่งภายในก็จะแนวเดียวกับ lobby ที่ออกแนว modern .. เรื่องวิวจากห้องพักแน่นอนว่าไม่มีเพราะพอเปิดหน้าต่างก็จะมองเห็นกำแพงตึกข้าง ๆ

สิ่งอำนวยความสะดวกมีให้ตามสมควร ไม่มีพวกแปรงสีฟัน, ยาสีฟัน, cotton bud แต่ซื้อได้ที่ front ในราคาไม่แพง ส่วนห้องอาบน้ำเป็นแบบ shower และดูสะอาด น้ำไหลแรงดีครับ

สำหรับ Breakfast จะเสิร์ฟเป็น set โดยให้เลือกได้เฉพาะเครื่องดื่ม แต่อาหารจะเปลี่ยนไปตามวันครับ ทั้งนี้บริเวณทานอาหารเช้าจะเป็นระเบียงชั้นสอง จัดไว้ได้น่ารักดีครับ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมดูได้จาก website ของโรงแรม www.tanaya.com

ภาพของ Tanaya Bed & Breakfast

จากที่รีวิวทั้งสองแห่งหวังว่าคงเป็นตัวเลือกให้กับเพื่อน ๆ ที่กำลังจะเดินทางไปบาหลีได้นะครับ


WordPress Themes