วันอาทิตย์สุดสัปดาห์นี้ผมไปเดินเล่นที่ central อีกตามเคย สมแล้วที่เพื่อน ๆ มันชอบค่อนขอดว่า “มรึงมีหุ้นส่วนใน central เหรอวะ” … ทำไงได้ก็มันไม่รู้จะไปไหนนี่นา ชายหาดก็มีแต่ฝรั่งหัวแดง ถ้าเป็นสาว ๆ ญี่ปุ่นว่าไปอย่าง อิอิ … มาเข้าเรื่องดีกว่า หุหุ … กิจกรรมอย่างหนึ่งวันอาทิตย์ของผมก็ดูหนังนี่แหละ ซึ่งวันนี้ขอเลือกเรื่อง “หนีตามกาลิโลโอ” … เพราะคิดว่าหนังเรื่องนี้ภาพน่าจะสวย เนื้อหาน่าจะมีอะไรให้ค้นหา คงไม่ใช่หนังวัยรุ่นที่ดูสนุกอย่างเดียวเป็นแน่ อีกอย่างก็ชอบผลงาน season change ของนางเอกและการนำเสนอเรื่องราวของผู้กำกับท่านนี้ จึงคิดว่าคงไม่ผิดหวังเป็นแน่
เนื้อหาของหนังว่าด้วยเรื่องของสองวัยรุ่น (รุ่นใกล้ ๆ ผม …… แต่สมัย 10 กว่าปีที่แล้ว อิอิ) ที่คนนึงอกหัก คนนึงดรอปจากการเรียน เก็บกระเป๋าพร้อมปมในใจไปผจญภัยกันที่เมืองนอก และก็ได้ผจญภัยกันจริง ๆ เจอทั้งความลำบาก ความสนุก ความสุข ความเศร้า และเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากมายที่บางครั้งกระทบต่อมิตรภาพของสองสาว
แม้ว่าหนังจะค่อนข้างยาว แต่ก็เล่าเรื่องได้อย่างต่อเนื่องลงตัว ดูแล้ว in ไปกับสองตัวละคร โดยหนังค่อย ๆ บอกอะไรบางอย่างผ่านเนื้อเรื่องที่สองสาวต้องเผชิญ ปมเล็ก ๆ ของหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากให้ทุกคนได้ดูและนำไปคิด เพราะผมเห็นเพื่อนร่วมงานหลายคนและรวมถึงตัวผมด้วย มักจะคิดอะไรเหมือนตัวละครในเรื่องนี่แหละ ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วความคิดความอ่านน่าจะโตกว่าสองสาวในเรื่องเยอะ จะว่าไปมันก็เป็นิสัยอย่างหนึ่งของคนไทย (ส่วนใหญ่) นั่นคือการไม่เคารพกฎ เมื่อทำผิดแล้วก็พยายาเอาตัวรอด หรือถ้าถูกจับได้-ถูกลงโทษก็มักจะโทษโน่นโทษนี่ แถมพาลไปโกรธคนที่ควบคุมกฎหรือคนลงโทษซะด้วยในฐานะที่ไม่เห็นใจ ที่สำคัญคือมองเรื่องที่ตัวเองทำผิดเป็นเรื่องเล็กหรือบางทีก็มองว่าไม่ผิดด้วยซ้ำ และไม่ควรถูกลงโทษ จึงเป็นที่มาของความขัดแย้งในที่สุด … แต่ผมเชื่อเสมอว่า คนเราเปลี่ยนกันได้ แต่บ้างครั้งก็ต้องอาศัย “จุดเปลี่ยน” ในหนังของเรื่องนี้มีจุดเปลี่ยนเช่นกัน แต่จะสายเกินไปหรือไม่ผมไม่บอกดีกว่า ไปลุ้นกันเอาเองในหนัง “หนีตามกาลิโลโอ” … ส่วนในชีวิตจริง เพื่อน ๆ ลองย้อนคิดดูนะครับว่าเคยทำอะไรที่ไม่เข้าร่องเข้ารอย แล้วคิดแต่โทษคนอื่น โกรธคนอื่น แทนที่จะรู้สึกผิดแล้วปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นหรือไม่ … ถ้ายังนึกไม่ออกก็ลองไปดูหนังเรื่องนี้นะครับ เผื่อเพื่อน ๆ พบคำตอบว่า มีอะไรใน ”หนีตามกาลิเลโอ” …
Tags: review หนีตามกาลิเลโอ, การลงโทษแรงเกินไป, รีวิวหนัง, หนีตามกาลิเลโอ, เคารพกฎ, แหกกฎ
forward mail, ข้อคิด-กำลังใจ-เรื่องดีๆ, พัฒนาคน สร้างทีม, ภาพยนต์, สัพเพเหระ | thitipong |
July 26, 2009 8:42 am |
Comments (1)
วันนี้ผมออกจากบ้านเช้ากว่าปกติเพื่อพาแฟนไปสอบ มสธ. ซึ่งสถานที่สอบก็คือโรงเรียนสมัยมัธยมของผมนั่นเอง แม้ว่าผมจะมาถึงสถานที่สอบก่อนเวลากว่าครึ่งชั่วโมงแต่ถนนหน้าโรงเรียนเต็มไปด้วยนักศึกษาที่เดินทางมาสอบซึ่งมีทั้งใช้รถมอเตอร์ไซด์และรถยนต์ เนื่องจากมีฝนโปรยปรายลงมาพอสมควรผมจึงขับรถเข้าไปส่งแฟนด้านในเพราะเกรงว่าเธอจะเปียกฝน เมื่อเข้าโรงเรียนผมก็เลี้ยวซ้าย เพราะทราบดีอยู่แล้วว่าถนนภายในโรงเรียนเป็นแบบเดินรถทางเดียวโดยต้องขับวนซ้าย แต่ผมก็มองเห็นรถอีกกลุ่มหนึ่งขับตรงไปอาจเป็นเพราะเห็นคันหน้าขับนำไปและมีรถบางส่วนที่จอดริมทางโดยหันหัวรถไปด้านหน้านั่นเอง
หลังจากส่งแฟนแล้วผมก็ขับรถวนรอบสนามฟุตบอลของโรงเรียน เพื่อจะกลับออกมาทางประตูหน้าแต่ก่อนจะถึงด้านสุดท้ายของสนามฟุตบอลรถผมก็ต้องมาติดหลังรถคันหนึ่ง ซึ่งจอดรอให้รถคันอื่น ๆ (ที่ขับสวนวันเวย์) หลบไปก่อน ด้วยสภาพถนนภายในโรงเรียนที่ไม่กว้างมากนัก ประกอบกับมีรถจอดริมถนนทั้งสองด้านทำให้รถผ่านได้เพียงทีละคันเท่านั้น และแต่ละคันก็พยายามจะหาที่จอดรถเพื่อรีบเข้าห้องสอบ ทำให้ผมต้องรอ… 5 นาทีผ่านไปยังไม่มีการขยับ 10 นาทีผ่านไป ก็ยังมีแต่รถที่มาจากฝั่งที่ขับสวนวันเวย์ผ่านไป ไม่มีทีท่าว่ารถคันข้างหน้าและคันของผมจะเดินหน้าไปแม้แต่น้อย ราว 15 นาทีผ่านไปรถคันหน้าก็ได้จังหวะช่วงที่ไม่มีรถสวน ขับนำผมไปอย่างรวดเร็ว ผมรีบขับตามไปติด ๆ แต่ยังไม่ทันจะถึงประตูโรงเรียน รถของผมและคันขางหน้าก็ต้องมาเจอขบวนรถอีกหลายคันขวางทางอยู่ เรียกได้ว่าประจันหน้ากันเลย ฝั่งของผมซึ่งผมเป็นคันสุดท้ายก็ถอยไม่ได้ (เพราะมันไกลมาก) ส่วนฝั่งตรงข้ามก็ติดกันอยู่หลายคัน ต่างคนต่างจอดรอดูท่าทีกันพักใหญ่ ในใจผมก็คิดอยู่ตลอดว่า “ทำไมเขาถึงขับสวนวันเวย์_ะ” “ทำไมโรงเรียนไม่หาคนมาบอกให้ขับวนซ้ายตามกฎ_ะ” “ทำไมรถข้างหน้ามันไม่ยอมถอยเลย_ะ” และอีกสารพัดคำถามในใจ … ราว 10 นาทีต่อมาผู้เข้าสอบคนหนึ่งที่เดินผ่านมาเห็นแล้วทนไม่ได้จึงช่วยดูทางให้รถคันหน้าของผมเบี่ยงข้างเล็กน้อย ผมเองก็ขับหลบซ้ายเพื่อให้รถที่ติดอยู่ฝั่งตรงข้ามผ่านไปได้ อีกสักพักก็มีตำรวจจราจรมาช่วยอำนวยความสะดวกให้จนผมสามารถผ่านออกมาได้ รวมเวลาที่ต้องติดอยู่ในโรงเรียนราว 30 นาที ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ได้มากมายนักถ้าเทียบกับรถติดที่กรุงเทพฯ แต่สำหรับที่ภูเก็ตแล้วก็ถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการทีเดียว แถมเป็นการติดที่เราไม่ได้เป็นฝ่ายผิดเสียด้วย (ในใจผมคิดแบบนั้นจริง ๆ) โชคยังดีที่วันนี้ผมไม่มีธุระเร่งรีบ ไม่งั้นคงหงุดหงิดมากกว่านี้ หลังจากออกจากโรงเรียนได้ผมถูกตำรวจบังคับให้ขับเลี้ยวซ้าย (ทั้ง ๆ ที่ต้องการเลี้ยวขวา) ทั้งนี้เพื่อให้การจราจรไม่ติดขัด ผมขับรถไปตามเส้นทางที่ขนานกับโรงเรียนแล้วขับอ้อมผ่านเส้นทางด้านหลังโรงเรียน ขณะผ่านประตูหลังโรงเรียนก็พบว่าประตูหลังเปิดอยู่ ทำให้เกิดคำถามใหม่ขึ้นในใจ “ทำไมตอนที่รถติดอยู่ ผมไม่ยอมถอยรถสักนิดนะ” เพราะถ้าถอยรถมาอีกนิดผมจะมองเห็นว่าประตูหลังเปิดอยู่ และสามารถออกได้เลย รถคันหน้าผมก็คงจะถอยตามมาและออกได้เหมือนกัน รถคันอื่นที่ติดอยู่ก็คงไม่ติดกันยาวขนาดนั้น โชคดีของผมที่ผมไม่มีธุระเร่งรีบ แต่ไม่รู้ว่าคนที่รถติดอยู่ (เพราะผมเองไม่ยอมถอย) “เขามีธุระอะไรเร่งรีบหรือไม่” “เขาจะร้อนใจแค่ไหนถ้ายังหาที่จอดรถไม่ได้เพราะได้เวลาเข้าสอบแล้ว” และอีกหลายๆ คำถามผุดขึ้นมาในใจ … ทำให้ผมมานั่งทบทวนและพบว่า “กฎเกณฑ์” กับ “ความถูกต้อง” นั้นเป็นคนละเรื่องกัน ในบางสถานการณ์เราไม่สามารถยึดกฎเกณฑ์ได้ เพราะจะทำให้เราหลงคิดว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้องและทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ทั้ง ๆ ที่บางครั้งทางออกของปัญหานั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม เพียงแต่กฎเกณฑ์และความยึดมั่นว่าตัวเองทำตามกฎมันบังตาเราอยู่ …
ที่เขียนมาทั้งหมดก็ไม่ได้สนับสนุนให้เพื่อน ๆ ทำอะไรนอกกฎเกณฑ์หรอกนะครับ เพียงแต่คิดว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงาน หากบางครั้งเรายอมถอยออกมาจากกรอบและกฎเกณฑ์สักนิด เราจะพบกับทางออกที่ดีกับทุกฝ่ายครับ