บทความที่เกี่ยวกับ tag : เที่ยวเชียงใหม่

โลกใบนี้เป็นของเราที่…ขุนวาง

ต่อจากตอนที่แล้ว (การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งที่..ขุนช่างเคี่ยน)

ผมขับรถจากเมืองเชียงใหม่ราว 60 กม. เลี้ยวขวาตรงแยกก่อนถึงอำเภอจอมทองเล็กน้อย  เพื่อเข้าสู่เส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์   ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ  ผ่านทิวทัศน์อันงดงามของอุทยานแห่งชาติอินทนนท์  จนถึงกม. 31 จึงเลี้ยวขวาเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายของวันนี้  “ขุนวาง”

ระหว่างทางเราผ่านหมู่บ้านชาวเขา  และวิวอันงดงามของน้ำตกสิริภูมิ  โดยมีต้นซากุระริมทางชูดอกต้อนรับเราเป็นระยะ   คืนนี้เราพักกันที่โครงการหลวงขุนวาง  ซึ่งที่นี่แม้จะมีต้นซากุระไม่มากนัก  แต่ที่พักสะอาดและสะดวกสบายพอสมควร  ที่สำคัญมีน้ำอุ่นให้เราอาบท่ามกลางความเหน็บหนาวของดอยแห่งนี้ด้วย  

น้ำตกสิริภูมิหลังที่ทำการอุทยาน
ขุนวาง

แสงแรกของวันที่โครงการหลวง
ขุนวาง

ขุนวาง

เช้าวันรุ่งขึ้นเราอิ่มอร่อยกันด้วยสลัดผักสด ๆ กับข้าวต้มร้อน ๆ ของร้านสวัสดิการโครงการหลวง  หลังจากนั้นก็ขับรถต่อไปอีกราว 2 กม. จึงถึงจุดชมดอกซากุระที่สวยที่สุดนั่นของที่นี่ก็คือ  สถานีเกษตรขุนวาง   

ที่นี่ปลูกต้นซากุระไว้เยอะมาก  ในอนาคตหุบเขาทีนี่คงเต็มไปด้วยสีชมพูในช่วงปีใหม่ และคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังแน่ ๆ เพราะบรรยากาศสถานที่รวมถึงที่พักจัดไว้เหมือนสอร์ทดัง ๆ เลยทีเดียว

ซากุระกำลังออกดอกทั่วทั้งสถานีเกษตรขุนวาง
ขุนวาง

ซากุระที่นี่ปลูกไว้ริมถนนเป็นแนวยาว  ภาพที่ถ่ายออกมาเหมือนอยู่เมืองนอกเลยทีเดียว (ไม่เคยไปก็เลยคิดเข้าข้างตัวเองว่าเหมือนเมืองนอก อิอิ)   โดยเฉพาะวันนี้มีกลุ่มของผมเพียงกลุ่มเดียวก็เลยสนุกกับการถ่ายภาพเป็นพิเศษ เพราะไม่ต้องอายใคร  โลกใบนี้เป็นของพวกเราโดยแท้ หุหุ  

หลากหลายมุมมองซากุระเมืองไทย
ขุนวาง

ขุนวาง

ขุนวาง

ขุนวาง

ขุนวาง

ขุนวาง

โลกใบนี้เป็นของพวกเรา

ขุนวาง

ขุนวาง

หลังจากได้ภาพสารพัด action กันจนหนำใจแล้ว เราก็เดินทางกลับและโดยจอดรถถ่ายภาพเป็นระยะ  เพราะมีจุดถ่ายภาพสวย ๆ หลายแห่งอาทิ  ขุนห้วยแห้ง  ซึ่งมีต้นซากุระต้นใหญ่หลายต้นกำลังผลิดอกสีชมพูสะพรั่งสวยงามไม่แพ้ที่สถานีเกษตร ถ้ามาขุนวางก็อย่าลืมแวะถ่ายภาพที่นี่นะครับเพราะบรรยากาศงดงามมักๆ

แวะถ่ายภาพริมทาง
ขุนวาง

ขุนวาง

ขุนวาง

มื้อเที่ยงวันนี้เราแวะทานกันที่อำเภอจอมทอง  หลังจากนั้นจึงเดินทางต่อบนเส้นทางสาย จอมทอง-ฮอด-แม่สะเรียง  โดยจุดหมายของวันนี้อยู่ห่างออกไปเกือบ 300 กว่า กม.  “อุทยานแห่งชาติ แม่เมย” จังหวัดตาก

Link ไปยังบทความที่เกี่ยวข้องในทริปนี้
ขุนช่างเคี่ยน  ขุนวาง  แม่เมย  ปางอุ๋ง  ขุนแม่ยะ  สันป่าเกี๊ยะ-แม่ตะมาน

การเดินทาง
จากเมืองเชียงใหม่  ใช้เส้นทางที่จะไปอำเภอจอมทอง  ราว 60 กม.ให้เลี้ยวขวาขึ้นไปตามถนนที่จะขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์  ผ่านทางเข้าน้ำตกแม่ยะ  ด่านเก็บเงินของอุทยาน และก่อนถึงที่ทำการอุทยานบริเวณกม. 31 ให้เลี้ยวขวาซึ่งบอกทางไปบ้านขุนวาง  จากจุดนี้จะขับผ่านหมู่บ้านชาวเขา สวนสน ไต่ระดับไปตามไหล่เขา ราว 15 กม. ก็จะถึงบ้านขุนวาง  ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการหลวงขุนวาง  หากขับเลยไปอีกราว 2 กม.ก็จะถึง สถานีเกษตรขุนวางของมช.  เส้นทางจากเชียงใหม่ถึงบริเวณ กม. 31 เป็นทางลาดยางอย่างดี  สามารถขับทำเวลาได้   ส่วนเส้นทางเข้าสู่บ้านขุนวางนั้นลาดชันและมีหลุมลึก/ไหล่ทางทรุดเป็นบางช่วง  แต่รถทุกประเภทน่าจะสามารถขับไปได้ไม่ยากนัก  ทางช่วงหลังนี้ใช้ระยะเวลาในการขับแบบเรื่อย ๆ ประมาณ  45 นาที

ที่พัก
ที่พักมีสองแห่งคือที่โครงการหลวงขุนวาง  ติดต่อคุณต้อม โทร 086-1148971,  053-939102
สถานีเกษตรขุนวาง 081-9602033


การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งที่… ขุนช่างเคี่ยน

เมื่อเทศกาลวันหยุดปีใหม่ 2552 ผ่านพ้นไป   บรรดานักท่องเที่ยวเริ่มทยอยกลับไปทำงาน  เรื่องราวการเดินทางประจำปีของผมกับเหล่าผองเพื่อนขาประจำจึงเริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  ….

หลังจากปีที่แล้วผมแทบไม่ได้ชมดอกซากุระเมืองไทยหรือนางพญาเสือโคร่งเพราะดอกร่วงเกือบหมดแล้ว (แห้วไปเลย ว่างั้นเหอะ)  ปีนี้ผมจึงวางแผนการรบเอ้ยแผนการเดินทางค่อนข้างกระชั้นชิดกับวันเดินทางเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่พลาดเหมือนปีที่แล้ว  เพราะเจ้าซากุระนี่จะบานเมื่อไหร่ เอาแน่เอานอนกะหล่อนไม่ได้ทั้งนี้แล้วแต่สภาพอากาศของแต่ละปี  และในที่สุดช่วงเวลาที่ผมเลือกคือสัปดาห์แรกหลังจากวันหยุดปีใหม่เนื่องจากไม่ต้องการแย่งอากาศหายใจกับบรรดานักท่องเที่ยวที่จะเยอะมากในช่วงดังกล่าว  และดอกซากุระก็น่าจะยังบานอยู่มากพอสมควร 

ผมเดินทางถึงเชียงใหม่ค่ำของวันที่ 5 มกราคม 2552 และพักที่บ้านเพื่อนใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่  นอนหลับบ้างตื่นบ้างเพราะไม่ชินกับสถานที่และตื่นเต้นกับภาพที่จะปรากฏเบื้องหน้าตลอดการเดินทางในครั้งนี้

หกโมงตรงเสียงนาฬิกาปลุกให้ลุกขึ้นอาบน้ำและเตรียมออกเดินทาง   อากาศยามเช้าที่เย็นกำลังสบายทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูกแม้ว่าจะยังนอนไม่เต็มอิ่มก็ตาม …. ล้อรถเริ่หมุนขณะนาฬิกาบอกเวลาหกโมงครึ่งพอดี   เรามุ่งหน้าไปทานอาหารเช้ากันก่อนที่ร้านโจ๊กสมเพชรริมคูเมืองเชียงใหม่  จากนั้นจึงมุ่งหน้าขึ้นดอยสุเทพ   ขับรถผ่านพระธาตุดอยสุเทพ  และเลยพระตำหนักภูพิงค์มาเล็กน้อย  จากจุดนี้เราเริ่มเห็นต้นซากุระชูช่อดอกบานสะพรั่งอยู่ริมทางช่วยให้อุ่นใจได้ว่าปีนี้ซากุระคงไม่ร่วงโรยจดหมดต้นเหมือนปีที่แล้วแน่ ๆ

ห่างจากพระตำหนักไม่มากนัก  เป็นทางแยกเข้าสู่บ้านช่างเคี่ยน  ซึ่งหนทางเริ่มแคบลงและลัดเลาะไปตามไหล่เขา  ผมขับรถผ่านแมกไม้อันร่มรื่นราว 10 นาทีก็ได้พบกับต้นซากุระที่กำลังออกดอกสีชมพูสะพรั่งตลอดแนวถนน  เสียงชัตเตอร์บันทึกภาพของผองเพื่อนที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขดังขึ้นเป็นระยะ   สลับกับการถ่ายภาพบรรยากาศโดยรอบที่วันนี้มีผู้คนไม่หนาแน่นนักเนื่องจากเลยเทศกาลวันหยุดไปแล้ว

สีชมพูเป็นทิวแถว
ขุนช่างเคี่ยน

ขุนช่างเคี่ยน

สีชมพูตัดกับสีเขียวของผืนป่า
ขุนช่างเคี่ยน

แหงนมองจากใต้ต้น
ขุนช่างเคี่ยน
 
บางต้นเริ่มมียอดอ่อนแล้ว
ขุนช่างเคี่ยน

ขุนช่างเคี่ยน

หลังจากถ่ายภาพกันพอสมควรแล้วผมก็ขับรถต่อไปยังร้านกาแฟชื่อดังประจำขุนช่างเคี่ยน   ณ ที่นี่เราได้ดื่มด่ำกับกาแฟหอมกรุ่นภายใต้บรรยากาศอันงดงามของดอยสีชมพูแห่งนี้   ช่วยเติมความสุขให้กับพวกเราหลังจากที่ล้ากับงานหนักตลอดปีได้โขทีเดียว  

ร้านกาแฟที่บรรยากาศสวยงามสุดบรรยาย
ขุนช่างเคี่ยน

ใต้ร่มซากุระกะคนรู้ใจ
ขุนช่างเคี่ยน

เลยจากร้านกาแฟไปหน่อยเป็นจุดกางเต้นท์และสวนผลไม้ที่เขียนบอกไว้ว่าต้นพลัมซึ่งกำลังออกดอกสีขาวสะพรั่งงดงามจนมีช่างภาพมาล้อมถ่ายภาพกันเต็มไปหมดไม่แพ้ต้นซากุระเลยทีเดียว  

ดอกพลัมสีขาวสดใส
ขุนช่างเคี่ยน

ขุนช่างเคี่ยน

หลังจากอิ่มกับบรรยากาศงาม ๆ แล้ว  ผมเดินทางต่อไปยังบ้างม้งดอยปุยเพื่อหาซื้อของฝากและทานอาหารเที่ยง    ซึ่งอาหารเด็ดของที่นี่ก็หนีไม่พ้นข้าวซอยดอยปุยครับ  รสชาติเข้มข้นอร่อยจริง ๆ    และสำหรับคนรักดอกไม้ที่นี่มีสวนสวย ๆ ให้ได้ถ่ายภาพกันพอหอมปากหอมคอ  โดยเสียค่าบริการแค่คนละ 10 บาทเท่านั้นเอง

ดอยปุย : แหล่งช็อปปิ้งที่ถูกใจสาว ๆเป็นที่สุด
ขุนช่างเคี่ยน

ขุนช่างเคี่ยน

แม่อุ้ย
ขุนช่างเคี่ยน

ดอกไม้สวย ๆ ในสวนม้ง
ขุนช่างเคี่ยน

ขุนช่างเคี่ยน

ขุนช่างเคี่ยน

ขุนช่างเคี่ยน

ลงจากดอยผมขับรถไปยังอำเภอจอมทองเพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไปของเรา  “ขุนวาง”

Link ไปยังบทความที่เกี่ยวข้องในทริปนี้
ขุนช่างเคี่ยน  ขุนวาง  แม่เมย  ปางอุ๋ง  ขุนแม่ยะ  สันป่าเกี๊ยะ-แม่ตะมาน

การเดินทาง
ขุนช่างเคี่ยนอยู่ห่างจากเมืองเชียงใหม่ราว 32 กม.  บนเส้นทางดอยสุเทพดอยปุย  โดยทางแยกเข้าบ้านช่างเคี่ยนจะอยู่เลยจากพระตำหนักภูพิงค์ไปเล็กน้อย  เส้นทางในช่วง 8 กม.สุดท้ายเป็นถนนลาดยางแต่ค่อนข้างแคบต้องระมัดระวังในการขับขี่  และถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงช่วงเทศกาลเพราะรถจะติดมาก    การเดินทางจากเมืองเชียงใหม่ถึงจุดชมซากุระ  ขับแบบเรื่อย ๆ และรถไม่ติดมากใช้เวลาประมาณ 1 ชม.

ที่พัก
ที่พักที่ขุนช่างเคี่ยนมีเป็นบ้านพักในความรับผิดชอบของมช. และสามารถขออนุญาตกางเต้นท์ได้  โดยติดต่อคุณบุญนาค (มช. 053-944052)


อรุณสวัสดิ์เชียงใหม่ – ไหว้พระวัดพระสิงห์

—————————————————————————————————————————————————- 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความ 9 ตอนของทริป เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย
1. อรุณสวัสดิ์เชียงใหม่ – ไหว้พระวัดพระสิงห์
2. จากแม่ริม ถึงห้วยน้ำดัง
3.
เส้นทางรับน้องที่ ขุนแม่ยะ กับซากุระที่หายไป
4.
เก็บตกเมืองปาย
5.
ป่าสนวัดจันทร์ คำปลอบใจจากธรรมชาติ
6.
แม่ตะมาน รางวัลสำหรับนักเดินทางที่ไม่ยอมถอยหลัง
7.
“แม่สลอง” เมืองบนดอย
8.
“ดอยตุง” หุบเขาแห่งดอกไม้
9. ดอกเสี้ยวบานที่ภูชี้ฟ้า กับ ทิวลิปที่ผาหม่น

ตีสี่เกือบตีห้าของเช้าวันที่ 19 มกราคม  เสียงเรียกจากมือถือดังขึ้นปลุกผมให้ตื่นขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เมื่อหลับ ๆ ตื่น ๆ มาตลอดคืน   เมื่ออาบน้ำและจัดสัมภาระเสร็จก็รีบ check out จากโรงแรมและขึ้นรถ Taxi ไปดอนเมืองเพื่อขึ้นเครื่อง Flight แรกของวันมุ่งสู่เมืองเชียงใหม่  จุดหมายแรกของการเดินทางใน Trip นี้

หนึ่งชั่วโมงผ่านไปเครื่องบินลดระดับลงเรื่อย ๆ   ทิวทัศน์ด้านล่างค่อย ๆ เปลี่ยนจากทุ่งนากว้างเป็นแนวขุนเขาสลับซับซ้อน  บ่งบอกว่าเรากำลังใกล้จุดหมายเข้าไปทุกที  สายหมอกบาง ๆ ยามเช้าต้องแสงแดดเป็นสีทองสวยงามจับใจ  เสียดายที่ผมไม่สะดวกที่จะหยิบกล้องมาถ่ายภาพ  ได้เพียงแต่จดจำภาพประทับใจนี้ไว้ไม่ลืมเลือน

แปดโมงตรงคณะของเราก็ถึงสนามบินเชียงใหม่  และพบกับพนักงานของบริษัท รถเช่า North Wheel เพื่อทำสัญญาและส่งมอบรถ  ซึ่งใน Trip นี้ผมเลือกใช้รถ Mitsubishi G Wagon 4WD เกียร์ Auto เนื่องจากเส้นทางที่กำลังจะต้องเผชิญใน Trip นี้ค่อนข้างโหดเอาการ  และสัมภาระของแต่ละคนค่อนข้างเยอะจึงเลือกรถแบบ 7 ที่นั่งแต่พับที่นั่งตอนหลังสุดเพื่อวางสัมภาระ   ส่วนที่นั่งกลางนั่งกันสบาย ๆ 2 คน (สงสัยสบายเกินไปทั้งสองก็เลยหลับสบายเกือบตลอดการเดินทาง อิอิ)

ออกจากสนามบินผมก็มุ่งหน้าไปเติมพลังมือเช้าที่ร้านโจ๊กสมเพชร  ร้านชื่อดังของเมืองเชียงใหม่ (คงจะดังจริงเพราะในร้านมีคนที่นั่งเครื่องลำเดียวกันมากินอยู่ 2-3 โต๊ะ)   หลังจากอิ่มหมีพีมันกันถ้วนหน้าแล้วก็แวะซื้อเสบียงที่ Seven Eleven กันอีกเล็กน้อยเพราะทุกคนใน Trip เห็นถือคติว่า  ที่พักลำบากไม่เป็นไร ขออิ่มไว้ก่อน  เมื่อซื้อของทานเล่นกันแล้วก็ใช้เวลาที่พอเหลือในโปรแกรมช่วงเช้าแวะเที่ยวเมืองเชียงใหม่

มาเชียงใหม่ก็หลายครั้งแล้วแต่ผมไม่เคยได้เที่ยวเมืองเชียงใหม่เสียที นอกเสียจากเดินตามสาว ๆ ช็อปปิ้งที่ Night Barzar คราวนี้ก็เลยถือโอกาสแวะไหว้พระที่วัดคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ซึ่งก็คือวัดพระสิงห์นั่นเอง 

โบสถ์และวิหารเก่าแก่ที่สร้างอย่างวิจิตรสวยงาม

wat-prasingh-05.jpg

wat-prasingh-03.jpg

wat-prasingh-04.jpg

วัดพระสิงห์เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธสิหิงห์อันเป็นพระที่ชาวเชียงใหม่ให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างมาก  ในวัดจะมีโบสถ์และวิหารที่สร้างด้วยศิลปะแบบล้านนา ภายในมีภาพเขียนที่วิจิตรงดงามเป็นอย่างมาก  นอกจากนี้วัดแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระธาตุประจำปีมะโรงอีกด้วย  หากใครเกิดปีมะโรงก็อย่าลืมแวะมาสักการะพระธาตุประจำปีเกิดนะครับ  

องค์พระธาตุ

wat-prasingh-02.jpg

ช่วงที่ผมไปวิหารด้านหน้ากำลังบูรณะอยู่ก็เลยมีภาพมาฝากกันเฉพาะวิหารด้านหลังและพระธาตุครับ  โชดดีที่วันนี้ฟ้าเปิดมาก  ทำให้สีขาวของพระธาตุและสีเหลืองของผ้าที่ล้อมพระธาตุตัดกับสีน้ำเงินของท้องฟ้าสวยงามอย่างยิ่งโดยไม่ต้องพึ่ง Filter PL แม้แต่น้อย  ทำให้การเข้าวัดครั้งนี้นอกจากอิ่มบุญแล้วยังอิ่มใจกับภาพสวย ๆ อีกด้วย

wat-prasingh-01.jpg


จากแม่ริม ถึงห้วยน้ำดัง

—————————————————————————————————————————————————- 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความ 9 ตอนของทริป เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย
1. อรุณสวัสดิ์เชียงใหม่ – ไหว้พระวัดพระสิงห์
2. จากแม่ริม ถึงห้วยน้ำดัง
3.
เส้นทางรับน้องที่ ขุนแม่ยะ กับซากุระที่หายไป
4.
เก็บตกเมืองปาย
5.
ป่าสนวัดจันทร์ คำปลอบใจจากธรรมชาติ
6.
แม่ตะมาน รางวัลสำหรับนักเดินทางที่ไม่ยอมถอยหลัง
7.
“แม่สลอง” เมืองบนดอย
8.
“ดอยตุง” หุบเขาแห่งดอกไม้
9. ดอกเสี้ยวบานที่ภูชี้ฟ้า กับ ทิวลิปที่ผาหม่น

หลังจากไหว้พระที่วัดพระสิงห์กันแล้ว  ผมก็ออกเดินทางจากเมืองเชียงใหม่มุ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) เพื่อมุ่งสู่จุดหมายของเราในวันนี้คือขุนแม่ยะซึ่งอยู่ห่างออกไปราวหนึ่งร้อยกิโลเมตรเศษ ๆ จากตัวเมืองเชียงใหม่   เมื่อลองคำนวณเวลาการเดินทางแล้วผมมั่นใจว่ายังมีเวลาเหลือพอที่จะแวะที่ท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้อีก  กอปรกับได้รับคำแนะนำจากเพื่อน ๆ ให้ลองไปทานอาหารเที่ยงที่ร้านโป่งแยงแอ่งดอยซึ่งบรรยากาศดีมาก ๆ  ผมจึงใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่แวะเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวบนถนนสายแม่ริม-สะเมิง  ซึ่งปากทางเข้าอยู่ที่อำเภอแม่ริมซึ่งห่างจากเมืองเชียงใหม่ราว 12 กม.เท่าเท่านั้น   บนเส้นทางสายแม่ริม-สะเมิงจะเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทมากมาย  ซึ่งล้วนแล้วแต่บรรยากาศดีเพราะอยู่ติดริมน้ำ และอยู่ใกล้ภูเขาได้บรรยากาศแบบเมืองเหนือมาก ๆ 
ก่อนที่จะทานข้าวเที่ยงผมแวะที่น้ำตกแม่สา  เพื่อฆ่าเวลาพร้อมเก็บภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพสะพานไม้มากกว่าภาพน้ำตก  เพราะน้ำตกแม่สานั้นไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ (ในความคิดของผมนะ)  อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้น้ำน้อยก็เป็นได้ครับ 

น้ำตกแม่สากับบรรยากาศในอุทยาน

mae-rim-02.jpg

mae-rim-01.jpg

เลยจากน้ำตกแม่สาไปก็จะเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทมากมายอย่างที่ผมเกริ่นไว้ครับ  นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของปางช้างแม่สาซึ่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว  ซึ่งผมไม่ได้แวะเพราะทุกคนเริ่มหิวกันแล้ว  ถ้าขืนเข้าไปดูช้างคงได้กินช้างเป็นอาหารเที่ยงแน่ ๆ  … ขับรถชมวิวเรื่อย ๆ มาราว 15 นาที (ประมาณ 8 กม.) ก็ถึง “โป่งแยง แอ่งดอย” ที่เราจะฝากท้องมื้อเที่ยงของวันนี้   ป้อมยามด้านหน้ารีสอร์ทถูกปกคลุมไปด้วยดอกพวงแสดสีสันสดใสตัดกับสีน้ำครามเข้มของท้องฟ้า  จนพวกเราอดใจไม่ไหวที่จะต้องเก็บภาพกันก่อนที่จะทานมื้อเที่ยง 

ดอกพวงแสดสีสวยสดใส 

mae-rim-04.jpg

mae-rim-03.jpg

mae-rim-05.jpg

สำหรับห้องอาหารนั้นตกแต่งแบบธรรมชาติและเรียบง่าย  มีที่นั่งทั้งแบบมีหลังคาและแบบระเบียงเปิด  ตั้งอยู่บนเนินสูงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของรีสอร์ทได้อย่างดี  นอกจากนี้ยังมีน้ำตกขนาดกลางในรีสอร์ทที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากห้องอาหาร  ช่วยเสริมบรรยากาศการทานไม่ว่าจะเป็นมื้อเที่ยงหรือมื้อเย็นได้เป็นอย่างดี  สำหรับรถชาติอาหารก็นับว่าอร่อยถูกปาก สนนราคาก็ไม่แพงกว่ามาตรฐานร้านอาหารในแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป  ถ้ามีโอกาสก็ลองแวะมานะครับคิดว่าคงไม่ผิดหวัง  หรือจะลองร้านอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่ตลอดทางก็ได้เช่นกัน

บรรยากาศส่วนหนึ่งของ โป่งแยงแอ่งดอย

 mae-rim-06.jpg

ความจริงแล้วที่นี่ไม่ใช่เป็นเพียงร้านอาหารแต่เป็นรีสอร์ทด้วย  ซึ่งบรรยากาศดีมาก  เหมาะสำหรับผู้ที่จะมาเที่ยวเชียงใหม่  เพราะได้บรรยากาศรีสอร์ทธรรมชาติมากกว่าในตัวเมืองและการเดินทางไปเมืองเชียงใหม่และแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ก็ไม่ไกลเกินไป
หลังจากอาหารเที่ยงและล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำเย็น ๆ ชื่นใจจากภูเขาแล้ว  ผมก็ขับรถย้อนกลับมายังอำเภอแม่ริมและขับรถต่อบนเส้นทางสาย 107  ราว 18 กม.ก็ถึงตลาดแม่มาลัย (ก่อนถึงอำเภอแม่แตงเล็กน้อย) จึงเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1095 (แม่มาลัย-ปาย)   หลังจากช่วงนี้ก็ขับบนเส้นทางที่แคบลง  ผ่านหมู่บ้านสลับกับเทือกเขาสูงชันเป็นระยะ  โดยเฉพาะช่วง 20 กม.สุดท้ายก่อนถึงห้วยน้ำดังจะมีโค้งหักศอกอยู่หลายโค้งต้องขับอย่างระมัดระวัง  ซึ่งผมใช้เวลาขับรถบนระยะทาง 67 กม.นี้ราว 1 ชม. 30 นาที
ปกติแล้วผมจะมาเยือนห้วยน้ำดังทุกครั้งที่มาเที่ยวแถบนี้  แต่ครั้งนี้แปลกกว่าครั้งอื่น ๆ ตรงที่มาเที่ยวในช่วงเย็นแทนที่จะมาดูทะเลหมอกยามเช้าเหมือนครั้งอื่น ๆ   ซึ่งในช่วงเย็นแบบนี้จะมีนักท่องเที่ยวไม่มากนักและสามารถมองเห็นขุนเขาเบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน  ไม่มีทะเลหมอกมาบดบัง  อีกทั้งแสงยามเย็นก็สวยงามและแต่งแต้มห้วยน้ำดังให้งดงามและมีเสน่ห์อีกแบบหนึ่งไม่แพ้ยามเช้าเลย
ผมเปลี่ยนเลนส์ถ่ายภาพเป็นแบบมุมกว้างเพื่อให้สามารถเก็บภาพท้องฟ้าสีครามเข้มกับทิวทัศน์ของห้วยน้ำดังที่ฉาบด้วยแสงสีทองอบอุ่นยามเย็น  สลับกับการถ่ายภาพดอกไม้สีสันสดใสซึ่งมีอยู่มากมายทีนี่   ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังจุดหมายของวันนี้ “ขุนแม่ยะ”


เส้นทางรับน้องที่ ขุนแม่ยะ กับซากุระที่หายไป

—————————————————————————————————————————————————- 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความ 9 ตอนของทริป เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย
1. อรุณสวัสดิ์เชียงใหม่ – ไหว้พระวัดพระสิงห์
2. จากแม่ริม ถึงห้วยน้ำดัง
3.
เส้นทางรับน้องที่ ขุนแม่ยะ กับซากุระที่หายไป
4.
เก็บตกเมืองปาย
5.
ป่าสนวัดจันทร์ คำปลอบใจจากธรรมชาติ
6.
แม่ตะมาน รางวัลสำหรับนักเดินทางที่ไม่ยอมถอยหลัง
7.
“แม่สลอง” เมืองบนดอย
8.
“ดอยตุง” หุบเขาแห่งดอกไม้
9. ดอกเสี้ยวบานที่ภูชี้ฟ้า กับ ทิวลิปที่ผาหม่น

เดิมทีเป้าหมายของทริปนี้ซึ่งวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 50 คือชมดอกซากุระเมืองไทย (นางพญาเสือโคร่ง) ตามดอยต่าง ๆ ซึ่งจุดหมายแรกก็คือ ซากุระแห่งขุนแม่ยะนี่เอง  แต่ด้วยสภาพอากาศของปีนี้ที่หนาวเร็วกว่าปกติ  ทำให้ดอกซากุระบานก่อนปีที่แล้วราว 2 สัปดาห์ทำให้ความหวังของผมและผองเพื่อนที่จะเห็นดอกซากุระนั้นเหลือน้อยเต็มทีเพราะเรามาถึง ขุนแม่ยะในวันที่ 19 มกราคม 51 หลังจากวันที่ซากุระเริ่มบานกว่า 3 สัปดาห์  แต่ด้วยความมุ่งมั่นบวกกับความหวังลึก ๆ ผมเลือกที่จะไม่เปลี่ยนเป้าหมายวันนี้เราจึงเดินทางกันมาที่นี่เป็นแห่งแรก “ขุนแม่ยะ”
เลยจากปากทางเข้าห้วยน้ำดังมาเล็กน้อย ผ่านแนวสนข้างทางลาดยางอย่างดีราว 5 นาทีเราก็ถึงด่านตรวจ  ซึ่งเป็นแยกทางเข้าขุนแม่ยะพอดี  พลันที่รถเลี้ยวซ้ายจากถนนหลักสภาพถนนก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า  ผมเปลี่ยนเกียร์รถจากขับเคลื่อน 2 ล้อเป็น 4 ล้อเพื่อเตรียมพร้อมการรับน้องเข้าสู่ขุนแม่ยะ
แม้ว่าระยะทางจากปากทางถึงขุนแม่ยะจะเพียง 8 กม.  แต่ผมต้องใช้เวลาขับบนเส้นทางอันทุรกันดารนี้ราวครึ่งชั่วโมง  เส้นทางมีทั้งขรุขระและลาดชัน  บางช่วงเป็นโค้งที่ลาดชันและมีถนนมีร่องลึก  ทำให้ต้องค่อยเคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ แต่ด้วยสภาพรถที่มีสมรรถนะค่อนข้างดี  ทำให้มือใหม่หัดขับ 4 WD อย่างผมสามารถผ่านการรับน้องบนเส้นทางสายนี้ไปได้ไม่ยากนัก  แม้ว่าบางช่วงจะทำให้ผมต้องแอบคิ้วขมวดไม่ให้ผู้โดยสารที่เป็นผู้หญิงทั้งหมดเห็นและพลอยวิตกกังวลไปด้วยก็ตาม … เมื่อใกล้ถึงหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะซึ่งเป็นที่พักของเราคืนนี้  เราก็เริ่มเห็นร่องรอยสีชมพูบนพื้นลูกรังเป็นระยะ  ยิ่งใกล้เข้าไปดูเหมือนผืนพรมสีชมพูนี้ก็จะหนาแน่นขึ้น  แต่ไม่ปรากฎดอกสีชมพูที่บานสพรั่งบนต้นให้เราเห็นแม้แต่น้อย     อาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าพร้อม ๆ กับความหวังของพวกเราที่ค่อย ๆ หมดไป   “พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่” ผมคิดในใจก่อนที่จะติดต่อกับเจ้าหน้าที่ซึ่งผมได้ขออนุญาตใช้บ้านพักสำหรับพวกเราคืนนี้  เนื่องจากเห็นว่าคงจะสะดวกกับผู้หญิงมากกว่าที่จะกางเต้นท์นอนกัน   เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยต้นน้ำขุนแม่ยะให้ความกรุณาพวกเราใช้บ้านพักของหัวหน้าหน่วยซึ่งมีภาระกิจในเมืองใช้เป็นที่พักผ่อนในคืนนี้  และให้ยืมครัวพร้อมแก็สเพื่อใช้หุงหาอาหารมื้อเย็นของเราในวันนี้   เทียนถูกจุดขึ้นมาเพื่อใช้แทนแสงไฟฟ้าซึ่งไม่มีให้ใช้  แต่ก็ทำให้เราได้ผ่อนคลายในบรรยากาศของธรรมชาติอย่างแท้จริงหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับงานอันรุมเร้ามาตลอดทั้งปี

บรรยากาศอาหารรับน้องมื้อแรกภายใต้บรรยากาศส่วนตั๊วส่วนตัว (เพราะไม่มีใครเขามาเที่ยวกันในช่วงนี้ หุหุ)

khun-mae-ya-01.jpg

บรรยากาศที่พักยามค่ำคืน  ภายใต้แสงพระจันทร์ที่เกือบจะเต็มดวงและดวงดาวนับร้อยที่หาดูไม่ได้ในเมืองใหญ่

khun-mae-ya-02.jpg
คืนนี้มีเพียงกลุ่มของเรากับกลุ่มของนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มเท่านั้น  คืนนี้จึงเป็นคืนที่เงียบสงบและทำให้ผมหลับอย่างรวดเร็วหลังจากที่เหนื่อยจากการขับรถมาทั้งวัน
ผมตื่นเช้าขึ้นมาสูดหายใจลึก ๆ รับอากาศบริสุทธิ์เร็วกว่าวันทำงานปกติ  แต่ไม่รู้สึกเพลียแม้แต่น้อยเพราะได้หลับพักผ่อนเต็มที่อย่างอบอุ่นภายใต้ผ้าห่มผืนหนาแม้ว่าอากาศภายนอกจะค่อนข้างหนาวก็ตาม  … หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อยผมก็เคลื่อนรถลงจากบ้านพักแล้วขึ้นไปยังลานกางเต้นท์ซึ่งเป็นจุดชมวิวดอกซากุระที่สวยที่สุด  และก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้  วันนี้ต้นซากุระแทงช่อใบสีเขียวสดใส  แต่ไม่เหลือดอกซากุระบนต้นอีกต่อไป  มีเพียงกลีบดอกสีชมพูร่วงโรยเต็มผืนดิน  ทำให้อดจินตนาการไม่ได้ว่าในช่วงที่ดอกซากุระเต็มต้น  ขุนเขาแห่งนี้จะสวยงามปานใด

ซากุระที่ร่วงโรยกับร่องรอยที่เหลืออยู่

khun-mae-ya-04.jpg

khun-mae-ya-05.jpg

ต้นซากุระที่วันนี้ใบเขียวขจีแทบไม่มีดอกสีชมพูให้เห็นแล้ว

khun-mae-ya-03.jpg

พวกเราทานอาหารเช้ากันง่าย ๆ ด้วยขนมปังทาแยมท่ามกลางต้นซากุระเขียวขจี  และใช้เวลาถ่ายภาพกับแสงสวย ๆ ยามเช้ากันพักหนึ่งบริเวณลานกางเต้นท์  หลังจากนั้นจึงขับรถต่อขึ้นไปยังเรือนรับรองเพื่อชมวิวในมุมที่สูงขึ้น  ที่เรือนรับรองแห่งนี้มีซากุระ 2 ต้นที่ยังคงพอมีดอกเหลือให้ถ่ายภาพได้   แม้ว่าจะมีดอกไม่มากนักแต่ผมก็ถ่ายไปหลายรูปเพื่อชดเชยความผิดหวังในใจ  
แม้จะไม่ได้วิวสวย ๆ ของดอกซากุระแต่ที่หน้าเรือนรับรองมีมุมถ่ายภาพสวย ๆ หลายมุมทีเดียว  อีกทั้งหุบเขาเบื้องล่างยังเป็นฉากหลังที่เยี่ยมยอดสำหรับการถ่ายภาพอีกด้วย   ผมจึงสนุกกับการถ่ายภาพเพื่อนๆ ในกลุ่มจนลืมความผิดหวังไปได้ชั่วขณะ …

บรรยากาศด้านหน้าเรือนพักรับรองแขก VIP ที่ยังคงมีซากุระหลงเหลืออยู่เล็กน้อย

 khun-mae-ya-06.jpg

khun-mae-ya-07.jpg

หลังจากใช้เวลาถ่ายภาพกันพักใหญ่ผมขับรถย้อนกลับมาที่บ้านพักเจ้าหน้าที่เพื่อขอบคุณที่อนุญาตให้เราใช้บ้านพักและมอบของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ จากแดนใต้  พร้อมขออนุญาตไว้ล่วงหน้าว่าเราคงต้องรบกวนอีกเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้เห็นดอยสีชมพูตามที่เคยฝันไว้


WordPress Themes