
หลังจากที่พายุฝนถล่มภูเก็ตและจังหวัดอื่นเมื่อหลายวันที่ผ่านมา…วันนี้เป็นวันที่ฟ้าใสเหมาะกับการถ่ายภาพมาก เห็นท้องฟ้าช่วงกลางวันกับแสงสีทองตอนเย็นแล้วอยากจะหยิบกล้องออกไปถ่ายภาพเหลือเกิน แต่งานมันสุดแสนจะยุ่งแถมเจ้า notebook คู่ใจก็มาพังจนข้อมูลทั้งหมดหายไป เล่นเอาผมเครียดอยู่หลายวันจนไม่มีเวลามา update blog เลย (ในที่สุดก็หาคำแก้ตัวได้ อิอิ) … พอนึกถึงเรื่องถ่ายภาพก็เลยลองมาหาภาพเก่า ๆ ที่ยังพอเหลืออยู่จากการ backup ไว้ มาเจอภาพนี้เข้าก็รู้สึกว่าน่าจะเหมาะกับวันอากาศดี ๆ แบบนี้จึงเอามา post เล่น ๆ แม้ว่าจะผิด concept ไปหน่อยเพราะภาพนี้ถ่ายที่เขาหลักจังหวัดพังงา แต่ก็ถ่ายในวันที่อากาศดี้ดีเหมือนกัน จึงขออนุโลมว่าใช้ได้ หุหุ … สองสามวันที่แล้วเครียดเพราะเครื่องเจ๊ง ผมก็หวังว่าวันพรุ่งนี้คงเป็นวันดี๊ดีของผมเหมือนอากาศที่ภูเก็ตเน้อ สาธุ…
สำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังคิดว่าจะไปเที่ยวไหนดีในช่วงหนาวนี้ ผมขอส่งภูเก็ตเข้าประกวดนะครับ เพราะอยากจะบอกว่าช่วงที่ฟ้าสวยที่สุดของภูเก็ตเป็นหน้าหนาวนี่แหละ ไม่ใช่หน้าร้อนอย่างที่ใครหลาย ๆ คนเข้าใจ เพราะในช่วงหน้าร้อนจะมีเมฆหมอกเยอะทำให้อากาศค่อนข้างจะขมุกขมัว ไม่เหมือนช่วงนี้อากาศดีจริง ๆ แถมปีนี้ภูเก็ตได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บ้านเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมาก บรรดาโรงแรมทั้งหลายจึงพากันลดราคาขนานใหญ่ ผมเห็นโรงแรมติดหาดอย่างหรูราคาแค่ 2,000-3,000 บาทต่อคืน เทียบกับปกติที่ขายกันเกือบหมื่นแล้วก็ใจหาย … หลาย ๆ คนเคยพูดว่าภูเก็ตขายแพง ไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวไทย ผมเองฟังทีไรก็รู้สึกไม่ดีทุกครั้ง แต่ก็อยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นไปตามกลไกของตลาดด้วย เพราะเมื่อมีความต้องการมาก และหลาย ๆ โรงแรมก็ลงทุนตกแต่งอย่างดี ดังนั้นก็ต้องขายแพงเพื่อให้คุ้มกับการลงทุนและค่าใช้จ่ายครับ ซึ่งรายได้ที่ได้มานั้นก็ไม่ได้ไปไหนแต่ตกอยู่กับพนักงานหรือผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งมาจากทั้งภูเก็ตและคนต่างถิ่น แถมภาษีที่เก็บได้จากภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่ภูเก็ตก็ถูกนำไปใช้พัฒนาประเทศมากมาย ไม่รู้จะเหมือนแก้ตัวหรือเปล่าแต่ก็อยากให้มองในมุมนี้บ้างครับ ส่วนที่ผมยอมรับและหดหู่ใจเพราะไม่รู้จะแก้ตัวแทนยังไงก็คือ เรื่องพฤติกรรมของคนบางคนที่ทำให้ภูเก็ตเสียชื่อเช่น ตุ๊ก ๆ หรือ taxi บางคนที่เก็บค่าโดยสารแพงเกินจริง ก็หวังว่าในไม่ช้าทางภาครัฐคงหาวิธีการแก้ปัญหานี้ได้ เพื่อให้ภูเก็ตได้เป็นเมืองที่น่าไปเที่ยวทั้งของต่างชาติและของคนไทยด้วยกัน …
จะว่าไปแล้วภูเก็ตมีจุดชมวิวมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถชมวิวได้ 360 องศา และบางจุดแม้จะชมวิวได้โดยรอบแต่ว่าวิวนั้นคล้ายกันไปหมดทุกด้านไม่น่าสนใจ แต่จุดที่ผมกำลังจะพูดถึงต่อไปนี้แต่ละด้านล้วนมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกัน และแน่นอนว่าชมวิวได้ 360 องศาอย่างแท้จริง ที่นี่คือ “จุดชมวิวเขาขาด”
พูดถึงจุดชมวิวแห่งนี้ ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ไม่ว่าจะในหมู่นักท่องเที่ยวหรือแม้กระทั่งคนพื้นที่เอง เพราะเพิ่งจะเปิดได้ไม่นานและตำแหน่งก็อยู่ในโซนที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวอันโด่งดังของภูเก็ต แต่หลังจากที่ผมได้ไปเยือน (เป็นครั้งแรกเหมือนกัน อิอิ) ก็ต้องยอมรับว่าเป็นมุมมองใหม่ที่มีสเน่ห์ไม่แพ้จุดอื่น ๆของภูเก็ตเลยทีเดียว
จุดชมวิวแห่งนี้สามารถเดินทางมาได้จาก 3 ทาง (เป็นอย่างน้อย) คือจากเขาขาด, ท่าเรืออ่าวมะขาม และจากถนน (ดูแผนที่ click ที่นี่)
เมื่อมาถึงจุดชมวิวแล้ว จะมีลานจอดรถและห้องน้ำอยู่ด้านล่าง ถ้าต้องการจะชมวิวต้องออกแรงเดินเล็กน้อยขึ้นไปบนหอคอย ซึ่งมี 2 ชั้น สามารถชมวิวได้คล้าย ๆ กันแต่ชั้นบนจะเห็นชัดเจนกว่า
บรรยากาศอันงดงามยามเย็น

มองเห็นท่าเรืออ่าวฉลองอยู่ไกล ๆ

นักท่องเที่ยวกำลังถ่ายภาพเมืองภูเก็ต

วิวแต่ละด้านของจุดชมวิวแห่งนี้จะแตกต่างกันออกไป โดยทางทิศใต้จะมองเห็นเกาะโหลน และศูนย์ชีววิทยาทางทะเล ด้านทิศตะวันตกจะมองเห็นอ่าวฉลอง ซึ่งมีเรือจอดอยู่เต็มไปหมด นอกจากนี้ยังสามารถมองเห็นพระใหญ่ (พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี) ตั้งตะหง่านอยู่บนเทือกเขานาคเกิดอีกด้วย ส่วนด้านทิศเหนือจะสามารถมองเห็นตัวเมืองภูเก็ตอย่างชัดเจน และสุดท้ายด้านทิศตะวันออกสามารถมองเห็นท่าเรือน้ำลึกและเกาะต่าง ๆ ที่อยู่ด้านเหนือของภุเก็ต ไม่ว่าจะเห็นเกาะดอกไม้, เกาะไม้ท่อน รวมถึงเกาะพีพีด้วย (มองเห็นเฉพาะวันอากาศดี)
พระใหญ่ (พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี) ที่สามารถมองเห็นจากจุดชมวิวด้านทิศตะวันตก

บรรยากาศอันงดงามเมื่อพระอาทิตย์ตก (เขา)

ส่วนภาพนี้เป็นวิวทางด้านทิศตะวันออก

สำหรับนักท่องเที่ยวแล้วผมแนะนำให้ลองแวะมาที่นี่สักครั้ง จะมาในช่วงกลางวันหรือจะมาชมบรรยากาศยามเย็นก็สวยงามไม่แพ้ก้น เสียดายที่จุดชมวิวแห่งนี้ไม่สามารถชมพระอาทิตย์ตกน้ำได้ แต่ถ้าชมพระอาทิตย์ตกเขาล่ะก็ไม่ผิดหวังครับ
พูดถึงหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ชื่อนี้คงเป็นที่คุ้นหูของเพื่อน ๆ ดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติด้วย ว่ากันว่าชื่อหาดป่าตองโด่งดังกว่าชื่อภูเก็ตซะอีก (แต่เท่าที่ฟังดูเหมือนจะดังในแง่ ของแหล่งสารพันบันเทิงยามราตรีมากกว่าความงดงามของชายหาด เศร้าเจง ๆ เยย) วันนี้ผมขอพาเพื่อน ๆ ไปชมอีกมุมหนึ่งของหาดป่าตองที่ไม่ค่อยมีใครนำเสนอมากนัก นั่นก็คือ L Orchidee วิลล่าหรูซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาด้านทิศเหนือของหาดป่าตอง (ทางขึ้นอยู่ใกล้ ๆ กับ Novotel Patong) เส้นทางสู่วิลล่าแห่งนี้สูงชันเอาการ ถ้าเดินขึ้นไปก็คงพอ ๆ กับขึ้นซำแฮกของภูกระดึงนั่นแหละครับ อิอิ ใจกลางหมู่บ้าน (เรียกแบบไฮโซหน่อยก็วิลล่า) จะมี Clubhouse ส่วนกลาง ซึ่งมีสระว่างน้ำและศาลาชมวิวอันงดงาม จากจุดนี้จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของหาดป่าตองได้อย่างชัดเจน น้ำในสระสีน้ำเงินเข้มกับสีครามของน้ำทะเลและท้องฟ้าสวยงามมาก



โดยเฉพาะที่ศาลาชมวิวนั้น ถ้าตั้งโต๊ะรับประทานอาหารค่ำจะโรแมนติกมากทีเดียวเพราะจะสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกอย่างชัดเจน
วิลล่า L Orchidee นั้นเป็นวิลล่าที่ขายให้กับเศรษฐีกระเป๋าหนัก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นชาวต่างชาติที่ซื้อไว้เป็นที่พักตากอากาศ ในช่วงที่เขาไม่อยู่ก็จะให้ทางโครงการนำวิลล่าเหล่านั้นให้เช่าในสนนราคา 20,000-40,000 บาทต่อหลัง/คืน (ย้ำว่าต่อคืนนะครับ ไม่ใช่ต่อเดือน) แต่ก็ถือว่าไม่แพงมากนักถ้าเทียบกับสิ่งอำนวยความสะดวกเพราะมีหลายห้องนอน มีสระน้ำในตัว รวมถึงมีอุปกรณ์ครบครันเหมือนบ้านเลยทีเดียว ถ้ามาอยู่กันหลาย ๆ คนก็ดีกว่าไปพักในโรงแรมห้าดาวเสียอีก (แต่ผมคงไม่มีปัญญาหรอก อิอิ)

ถ้าใครสนใจก็ลอง search หาข้อมูลดูทาง internet หรือดู website ได้ที่ www.lorchidee-residences.com คร้าบ
ยังรู้สึกเหมือนผ่านปีใหม่มาไม่นาน แต่นี่ก็เริ่มเข้าเดือนมีนาคมแล้ว … ฤดู (โคตร) ร้อน ของภูเก็ตกำลังใกล้เข้ามาทุกที (ภูเก็ตมี 3 ฤดูคือ ฤดูฝน, ฤดูร้อนและฤดูโคตรร้อนครับ) ช่วงนี้อากาศที่ภูเก็ตก็แปรปรวนเสียเหลือเกิน บางวันร้อนจัด บางวันฝนตก แต่ที่แน่ ๆ ทุกวันจะมีเมฆหมอกเยอะมาก เหล่านักถ่ายภาพทุกคนคงรู้สึกเหมือนผมคือเซ็งกับอากาศแบบนี้ เพราะถ่ายภาพทะเลออกมาแล้วจะทึม ๆ ไม่สวยเท่าที่ควร … ผมโชคดีที่ขึ้นเดือนใหม่ปุ๊ปก็ได้แว๊ปออกจากเกาะอีกครั้ง คราวนี้เดินทางไปเกาะใกล้ๆ ห่างจากภูเก็ตเพียง 20 นาที (เดินทางด้วย speed boat นะครับ ถ้าเป็นเรือหางยาวก็น่าจะราว ๆ ชั่วโมงนึง) เกาะที่ว่านี้ไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวคนไทยนัก เพราะค่อนข้างจะเป็นเกาะปิดเนื่องจากให้บริการกับนักท่องเที่ยวที่จองห้องพักบนเกาะเท่านั้น เกาะนี้ชื่อเกาะไม้ท่อน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของภูเก็ต สามารถเดินทางได้จากท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต เป็นเกาะที่มีลักษณะยาวเหมือนท่อนไม้ (สมชื่อ) มีหาดยาว ๆ 1 หาดซึ่งเป็นที่ตั้งของ Maiton Resort ที่เหลือเป็นหาดเล็ก ๆ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ จุดเด่นที่สุดของเกาะนี้เห็นจะเป็นน้ำที่ใสปิ๊งราวกับกระจก (ถ้าใครเคยไปเกาะรายาก็จะคล้าย ๆ กันครับ) เลยออกจากตัวหาดไปไม่มากจะมีแนวปะการังที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่พอสมควร นอกจากนี้ยังเป็นจุดที่ศูนย์อนุรักษณ์พันธุ์สัตว์น้ำนำหอยมือเสือมาเพาะพันธุ์บริเวณหน้าเกาะอีกด้วย (เหมาะสำหรับผู้ชอบดำน้ำลึก) และที่โชคดีเป็นที่สุดก็คือวันนี้เป็นวันที่ฟ้าใสแจ๋วหลังจากที่วันก่อนหน้านี้ฝนตกเกือบตลอดวัน แถมมีเมฆเป็นปุย ๆ เหมาะกับการถ่ายภาพจริง ๆ
ร่ายมาซะยาวมาดูภาพกันดีกว่าครับ ภาพแรกถ่ายที่ท่าเรือบนเกาะครับสนิมเขรอะเลย บ่งบอกว่าใช้งานมานานหลายปี ที่เห็นด้านหลังลิบ ๆ ก็คือเกาะภูเก็ตนั่นเอง (ต้องเพ่งหน่อยนะจึงจะเห็น)

ส่วนภาพที่ 2 ก็เรือส่วนตัว เอ้ยเรือที่โดยสารมาในวันนี้ครับ เห็นเกาะเล็ก ๆ ด้านหลังอีกแล้ว เกาะนี้เรียกว่าเกาะดอกไม้ครับ เป็นแหล่งดูปะการังน้ำลึก (SCUBA) ที่สวยมาก ๆ แห่งหนึ่ง มีปะการังหลากหลายสีเหมือนสวนดอกไม้ในน้ำเลยทีเดียว

ภาพนี้มองจากท่าเรือไปยังไม้ท่อนรีสอร์ท เห็นน้ำใส ๆ และหาดขาว ๆ รออยู่ไม่ไกล

น้ำใสเหมือนกระจกจริง ๆ



มองจาก lobby โรงแรมออกไปก็จะเห็นสะพานทอดยาวไปท่ามกลางทะเลสีเขียวมรกต

ที่พักทรงไทยประยุกต์บนเกาะ

สระว่ายน้ำที่วันนี้ว่างเปล่าปราศจากนักท่องเที่ยว

ปัจจุบันเกาะแห่งนี้เปลี่ยนมือจากเจ้าของชาวต่างชาติมาเป็นของคนไทยแล้ว และอยู่ระหว่างการปรับปรุงเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวในอนาคตอันใกล้นี้ คิดว่าอีกไม่นานเพื่อน ๆ คงมีสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ เพิ่มขึ้นอีกแห่งเมื่อมาถึงภูเก็ตครับ
หลังจากเกริ่นเรื่องเกาะละวะใหญ่ไว้ในบทความ “หนีงานไปเกาะละวะ“ก่อนหน้านี้ วันนี้ขอเล่าเรื่องการเดินทางของผมด้วยภาพถ่ายที่เพิ่งจะโหลดลงเครื่องแบบสด ๆ ร้อน ๆ ครับ
ก่อนถึงท่าเรือคลองหินซึ่งเป็นท่าเรือสำหรับเดินทางไปเกาะละวะใหญ่ เราแวะกันที่ท่าเรือคลองเคียนซึ่งเป็นท่าเรือสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเที่ยวชมอ่าวพังงา เป็นท่าเรือที่มีทิวทัศน์สวย ยิ่งถ้าช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นหรือตกน่าจะโรแมนติกมากทีเดียว

การเดินทางในครั้งนี้ใช้รถสองแถวแบบดั้งเดิมของภูเก็ต ต่อด้วยเรือหางยาวที่บรรทุกพวกเราเกือบ 20 ชีวิต (ที่แอบลุ้นแทบแย่ว่าจะพาไปถึงเกาะหรือเปล่าเพราะดูแล้วเรือน่าจะบรรทุกได้ไม่เกิน 15 คน)

เมื่อถึงเกาะก็จะพบกับภาพสวยงามแบบนี้ครับ “น้ำใส ทรายขาว สายลม แสงแดด” WOW!!

บางส่วนก็พักที่บ้านพักที่เหลือก็กางเต้นท์นอนกันริมหาดเลย ได้บรรยากาศไปคนและแบบ

ช่วงปลายปีถึงต้นปี ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีพอดี ช่วยแต่งแต้มให้เกาะแห่งนี้มีสีสันสวยมากยิ่งขึ้น

ผืนทรายที่มีชีวิต

สำหรับผู้รักการถ่ายภาพบุคคล ไม่ว่าภาพเดี่ยว ภาพหมู่ ที่นี่มีมุมสวย ๆ ให้ถ่ายจนหนำใจ




ยามเย็นหรือยามค่ำก็สวยงาม Romantic ไม่แพ้กัน


(** ภาพข้างต้น จัดทำขึ้นเพื่อการถ่ายภาพโดยเฉพาะ นายแบบกะนางแบบมิได้เป็นแฟนกันจริงนะ หุหุ)
ข้อมูลเพิ่มเติม
การเดินทางมาเที่ยวเกาะละวะ สามารถเดินทางจากภูเก็ตหรือพังงามาเที่ยวได้ทั้งแบบ One day trip หรือจะนอนค้างคืนก็ได้ หากเดินทางจากภูเก็ตจะเข้าทางท่าเรือคลองเคียนซึ่งปากทางเข้าอยู่ระหว่างโรงเรียนท่านุ่นและวัดท่านุ่นซึ่งห่างจากสะพานสารสินเพียงไม่ถึง 5 กิโลเมตร และจากปากทางถึงท่าเรือคลองหินระยะทางประมาณ 30 กม. ซึ่งต้องขึ้นเรือหางยาวเพื่อข้ามฝั่งค่าเรือประมาณ 300-500 บาทต่อเที่ยวแล้วแต่จำนวนคน โดยการเดินทางจากท่าเรือคลองหินไปยังเกาะละวะใช้เวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น
บนเกาะมีสิ่งอำนวยความสะดวกพอสมควร มีบ้านพัก 6 หลัง, มีพื้นที่กางเต้นท์ริมหาดมากมาย, มีบาร์, ห้องอาหาร ที่ไม่สะดวกสักหน่อยก็คือห้องน้ำเนื่องจากน้ำมีจำนวนจำกัดจึงเปิดให้ใช้บริการได้เพียงไม่กี่ห้อง ใกล้ ๆ กับที่กางเต้นท์จะมีบ่อน้ำบาดาลให้ผู้ที่พักเต้นท์สามารถใช้อาบได้ ซึ่งน้ำก็จืดสนิทไม่กร่อยเหมือนกับบางเกาะ แต่สำหรับผู้ที่พักในบ้านพักจะมีน้ำให้บริการเป็นช่วง ๆ (เช้า-กลางวัน-เย็น) ไฟฟ้าจะเริ่มเปิดตอนหัวค่ำจนถึง 5 ทุ่ม (ถ้าอยากให้เปิดนานกว่านี้ให้ซื้อน้ำมันไปให้เพื่อใช้เติมเครื่องปั่นไฟ)
ชายหาดที่เหมาะกับการเล่นน้ำมากที่สุดก็คือด้านหน้าเกาะ ตรงส่วนที่เป็นดอนทรายยื่นไปในทะเล โดยเฉพาะช่วงน้ำขึ้นจะเหมาะกับการเล่นน้ำมาก แต่ถ้าน้ำลงทะเลบางส่วนอาจะเป็นดินเลนและมีหินปะปนอยู่ด้วย ซึ่งชายหาดจะเงียบสงบมากในช่วงเช้า แต่จะมีนักท่องเที่ยวมานอนอาบแดดเยอะในช่วงบ่าย 2 โมงถึง 4 โมงครึ่ง เพราะเรือจะนำนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวอ่าวพังงามาแวะอาบแดดที่เกาะแห่งนี้ นอกจากการพักผ่อนในบรรยากาศอันสดใสสวยงามบนเกาะแล้ว ทางอุทยานมีเรือแคนูให้เช่าพายเล่นรอบเกาะด้วยสำหรับผู้ที่ต้องการออกกำลังและไม่อยากว่ายน้ำ
สำหรับค่าขึ้นเกาะ (ค่าบำรุงสถานที่), ค่าที่พักและค่าอาหารควรตกลงเรื่องรายละเอียดให้เรียบร้อยก่อนขึ้นเกาะ เพื่อให้ทราบค่าใช้จ่ายที่แน่นอนก่อนออกเดินทางครับ