บทความที่เกี่ยวกับ tag : สอนงาน

เล่านิทานสอนงานนาย – ตอนสั่งงานลูกน้อง

การครั้งหนึ่งไม่นานมานี้เอง มีการจัดการแข่งขัน “พ่อครัวสะท้านโลก” เพื่อเฟ้นหาพ่อครัวที่เป็นสุดยอดฝีมือในการทำอาหาร  โดยผู้จัดการแข่งขันได้จัดผู้ช่วยซึ่งไม่เป็นงานด้านครัวเลยมาให้พ่อครัวแต่ละคนใช้เป็นลูกมือ  การแข่งขันครั้งนี้มีตัวเก็งคนหนึ่งคือ Chef กะทะทองแดงนั่นเอง  เมื่อเริ่มการแข่งขัน Chef กะทะทองแดงก็รีบสั่งลูกมือให้จัดการทำข้าวผัดอันสุดแสนจะง่ายดาย ในขณะที่เขาลงมือทำซุปสูตรพิเศษที่ต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างยิ่ง  ระหว่างที่เขาสาละวนกับการหั่นเครื่องปรุง  ข้าวผัดที่เพิ่งจะทำเสร็จใหม่ๆ ก็วางลงข้าง ๆ Checf กะทะทองแดง  ทันที่ที่เขาเห็นก็หัวเสียทันที พร้อมกับหันไปบอกลูกมือว่า “จะบ้าเรอะ ทำไมมันถึงเปียกแบบนี้ แล้วจะเข้ากับน้ำซุปของฉันได้อย่างไร ไปทำมาใหม่”  ว่าแล้วเขาก็ก้มหน้าก้มตาทำสูตรเครื่องปรุงต่อไป   ยังไม่ทันถึง 5 นาที  ข้าวผัดที่ทำแสนง่ายดาย และแห้งดูน่ารับประทานก็มาว่างตรงหน้า Chef กะทะทองแดงอีกครั้ง … เขาเหลือบตาไปมองที่จานข้าวผัดแล้วก็ส่งสายตาที่ลูกตาเกือบจะถนนออกมามองไปยังลูกมือที่กำลังยืนตัวสั่น แล้วตะคอกว่า “โอ๊ย.. ทำไมเอาไข่ไปผัดรวมกับข้าว  ต้องทอดต่างหากแล้วนำไปประดับภายหลัง  ไปทำมาใหม่” … เจ้าลูกมือก็รีบหยิบข้าวผัดจานนั้นออกไปทันที  แล้วรีบนำจานใหม่ที่แก้ไขแล้วกลับมาขณะที่ Chef กำลังนำเครื่องปรุงลงไปเคี่ยวในหม้อ  และแล้วสิ่งที่ลูกมือกลัวก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อ chef กะทะทองแดง  ตะเพิดใส่เขาว่า “ทำไมจึงเอาข้าวผัดใส่ซะเต็มจาน   ต้องใช้ถ้วยเล็ก ๆ เป็นแม่พิมพ์แล้ววางลงกลางจานเพื่อให้เหลือพื้นที่ด้านข้างสำหรับตกแต่ง” … ยังไม่ทันที่ chef จะพูดอะไรต่อ  เจ้าลูกมืก็รีบยกจานไปดำเนินการโดยเร็ว  chef กะทะทองแดงรีบยกน้ำซุปใส่ถ้วยอย่างบรรจง และนำมาวางคู่กับข้าวผัดที่ตอนนี้ถูกจัดอยู่บนจานพร้อมของประดับอย่างสวยงามน่ารับประทาน… และแล้วเวลาประกาศผลการตัดสินก็มาถึง  ปรากฎว่า chef กะทะทองแดงได้คะแนนเป็นลำดับสอง  เพราะใช้เวลาในการทำเกินกำหนดไป 3 นาที ทำให้เขาหัวเสียมาก และสบถต่อหน้าผู้เข้ามาร่วมงานว่าเป็นเพราะลูกมือแท้ ๆ ที่ทำงานไม่เอาไหน  ทำให้เขาต้องพ่ายแพ้ในครั้งนี้

คุณเห็นด้วยกับ Chef กะทะทองแดงไหมครับ

เชื่อว่าคนที่ทำงานเป็นลูกน้องหลาย ๆ คนคงเจอนายอย่าง Chef กะทะทองแดงมาแล้ว   แต่นายอย่าง Chef กะทะทองแดงจะรู้ตัวบ้างไหมหนอว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเขานั้นมีส่วนด้วยเช่นกัน … เมื่อคุณเป็นนายคนและต้องสั่งงานลูกน้อง  โดยเฉพาะลูกน้องที่ยังอยู่ในระดับปฏิบัติการ  ซึ่งอาจยังขาดทักษะ และความรู้ที่มากพอ  การสั่งงานที่ไม่บอกเป้าหมายของงาน ไม่บอกวิธีที่ถูกต้อง ก็จะทำให้คุณไม่สามารถได้รับงานที่มีคุณภาพถูกใจคุณ เว้นเสียแต่ว่าลูกน้องจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์จริง ๆ … นายหลายคนลืมตัวและคาดหวังว่าลูกน้องต้องรู้ว่าจะทำอย่างไร  ลองนึกดูสิครับ หากมีคนบอกคุณว่าให้ไปเจอกันที่ seven 11 แล้วคุณจะไปถูกไหมว่า ที่จะให้ไปน่ะสาขาไหน  ดีไม่ดีถ้าคนฟังมั่นใจในตัวเองมากไม่ถามต่อ อาจจะไปคนละสาขาก็เป็นได้

ดังนั้นการสั่งงานลูกน้องทุกครั้ง ควรสอบถามเสมอว่าเข้าใจคำสั่งหรือไม่  เมื่อลูกน้องทำงานไปได้สักระยะควรเข้าไปสอบถามว่ามีปัญหาอะไรไหม  ไม่เข้าใจตรงไหนบ้าง  ไม่ว่าคุณจะยุ่งแค่ไหน  แต่ก็ควรปลีกเวลาไปดูเพราะหากพนักงานขาดทักษะ คุณก็ต้องให้เขาแก้งานซึ่งเป็นการเสียเวลาอยู่ดี  สู้เสียเวลาเพื่อพัฒนาทักษะและความรู้เขาสักหน่อย เพื่อให้ได้งานที่ถูกต้องมีคุณภาพไม่ดีกว่าหรือ

นายหลายคนมักมองว่าที่เคี่ยวเข็น หรือดุด่าลูกน้องก็เพื่อให้งานออกมาดี  ตรงนี้ไม่มีใครเถียงครับ  แต่อยากให้ผู้ที่เป็นนายทุกคนลองทบทวนด้วยว่าเราโยนงานหรือมอบหมายงานลูกน้องกันแน่   เราได้ให้แนวทางกับเขาหรือยัง  เราได้พัฒนาทักษะเขาจนสามารถทำด้วยตัวเองหรือยัง …

สำหรับลูกน้อง  หากคุณไม่เข้าใจสิ่งที่นายสั่งก็ควรจะสอบถาม อย่ากลัว ไม่เช่นนั้นคุณก็ต้องโดนด่าอยู่ดี และจงจำไว้ว่าเมื่อเป็นนาย ต้องสั่งงานลูกน้องให้เป็น  วันนี้แค่นี้ ขอกลับไปรับคำสั่งนายก่อนคร้าบ :)


เล่านิทานสอนงานทีม : คนก่ออิฐ

มีช่างก่ออิฐอยู่ในทำงานใกล้ๆ กัน 3 คน คนหนึ่งทำด้วยความรู้สึกเหนื่อยอ่อน อิดโรยเฉื่อยชา อีกคนก็ดีขึ้นมาหน่อย มีความกระตือรือล้นมากขึ้น แต่ว่าทำไปก็มองนาฬิกาไป แต่ว่าคนที่ 3 ทำงานด้วยความกระฉับกระเฉง และก่ออิฐก้อนแล้วก้อนเล่า โดยที่ไม่ได้สนใจอย่างอื่น

ไปถาม 3 คน นี้ว่าทำอะไรอยู่ คนแรกก็ตอบว่า ผมกำลังก่ออิฐครับ คนที่สองบอกกำลังก่อกำแพง แต่คนที่ 3 บอก กำลังสร้างโบสถ์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

ทั้งสามคนทำงานอย่างเดียวกัน แต่ว่าความกระตือรือล้น ความกระฉับกระเฉง ความตื่นตัวต่างกัน

คนแรกทำอย่างขอไปที คนที่สองทำไปก็ดูเวลาไป แต่คนที่สามทำอย่างมีความสุข ทำงานอย่างเดียวกันแต่มีความรู้สึกแตกต่างกัน เพราะอะไร

พอเขารู้ เขามองด้วยความรู้สึกว่าแต่ละคนทำงานต่างกัน แต่ละคนให้ค่าของงานไม่เหมือนกัน คนที่คิดว่าตัวเองก่ออิฐ ก็รู้สึกว่าตัวเองทำไปไม่ค่อยมีคุณค่า ก็ทำไปด้วยความเฉื่อยเนือย

อีกคนเห็นงานของตัวเองมันกว้างขึ้นมาหน่อย เพราะว่ากำลังก่อกำแพง ก็รู้สึกมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะดูเวลา เพราะเขารู้สึกว่าเขามาทำก็เพื่อมีเงินใช้ ก็รอว่าเมื่อไรเวลาจะหมดเสียที

แต่คนที่ 3 เขารู้สึกว่าเขากำลังได้สร้างโบสถ์ กำลังสร้างวัด และคนไทยเมื่อรู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วนสร้างวัด ก็รู้สึกปิติขึ้นมา มันไม่ใช่ผลตอบแทนที่เป็นเงิน แต่มันคือบุญกุศล เกิดความปิติ แรงจูงใจที่ทำให้เกิดเขาทำงานนั้น มันไม่ใช่เป็นเรื่องของรายได้หรือผลตอบแทนแต่ว่าเป็นศรัทธาที่โยงกับความรัก

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า การทำงานอย่างเดียวกัน ก่ออิฐเหมือนกัน แต่มีความรู้สึกต่างกันเพราะว่ามองงานนั้นต่างกัน เราจะเห็นได้ว่าเราเห็นคุณค่าของงานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

คนที่ทำงานโดยคิดเพียงแค่ที่ว่าสิ่งที่ฉันทำมันเป็นเพียงรายได้หรือแค่อาชีพอย่างหนึ่ง เขาอาจจะทำแล้วก็รอว่าเมื่อไรเงินเดือนจะออก เมื่อไรจะถึงวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันเสาร์อาทิตย์

เพราะว่าเขาไม่ได้ทำงานมุ่งหมายมากไปกว่าการมีผลตอบแทน หรือเงินเดือน แต่คนที่เขาทำงานและเห็นว่างานที่เขาทำมีคุณค่า มีส่วนในการสร้างสรรค์ประเทศ มีส่วนในการทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า หรืออย่างน้อยก็มีส่วนทำให้บริษัทองค์กรเจริญงอกงาม

คุณเป็นช่างก่ออิฐคนไหนครับ ?

Credit : บทความโดย…พระไพศาล วิสาโล  คัดลอกจาก  www.civil.rtaf.mi.th


ลิงกับลา

monkey-centerfold

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัวคือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิงแล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย

ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้นห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆสักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่างก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง 

ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง   ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำ อะไรได้เลย   

คุณหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย   ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำ ของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้  เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสพการณ์ส่วนตัว  เธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ  แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิงความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลยเพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน    

เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำ ที่”ปล่อยให้ลิงสร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์”   ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียงพูดจาตรงไปตรงมาแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม    ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง พูดมากพรีเซ็นต์เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัดแต่ไม่เคยทำงานจริง   นายที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้  

ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบาย  นั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม  รู้จักยอมเสียสละตนสละเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริงเพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้น องค์กรก็จะทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย


ใครเอาเนยแข็งของฉันไป

ที่มา: นายแพทย์สเปนเซอร์ จอห์นสัน ได้เขียนหนังสือชื่อ WHO MOVED MY CHEESE?

สิ่งมีชีวิต 4 ตัว วิ่งวนอยู่ในเขาวงกต ซึ่งสลับซับซ้อนแห่งหนึ่ง เพื่อเสาะหาเนยแข็งอันเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต ในนี้มีสองชีวิตเป็นหนู ตัวหนึ่งชื่อ ‘สนิฟฟ์’ กับ’สเคอร์รี่’ ส่วนมนุษย์แคระอีกสองคนชื่อ ‘เฮ็ม’กับ ‘ฮอว์’  ทั้งสี่ชีวิตใช้เวลาในแต่ละวันในการวิ่งหาเนยแข็งในเขาวงกตนั้น

เจ้าหนู สนิฟฟ์ และ สเคอร์รี่ ใช้วิธีลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ โดยใช้จมูกเป็นเครื่องนำทาง  พวกมันจะจำทางที่ไม่มีเนยแข็งไว้ แล้ววิ่งไปทางอื่นจนถูกทาง ส่วนคนแคระ เฮ็ม กับ ฮอว์ ก็ใช้ความรู้และประสบการณ์ในอดีตเข้าช่วย ในที่สุดทั้ง 4 ชีวิต ได้พบกับคลังเนยแข็งขนาดใหญ่ ที่ดูเหมือนมีเนยเพียงพอที่ให้กินไปได้ตลอดชีวิต
พวกเขาได้พบแหล่งอาหารอันวิเศษที่แสนสะดวกสบาย และไม่ต้องวิ่งตระเวนหาอีกต่อไป

เวลาผ่านไปจนมาถึงเช้าวันหนึ่ง ทั้ง 4 ชีวิต ได้พบว่าเนยแข็งกำลังจะหมดไป เจ้า สนิฟฟ์ เห็นเช่นนั้นก็ไม่เสียเวลาวิเคราะห์ มันออกวิ่งค้นหาเนยแข็งก้อนใหม่ทันที ส่วนเจ้า สเคอร์รี่ เห็นเช่นนั้นก็วิ่งตามโดยไม่รอช้า สนิฟฟ์ ไปถึงไหน สเคอร์รี่ ก็ไปที่นั่น

คนแคระ เฮ็ม กับ ฮอว์ ไม่คาดมาก่อนว่าเนยแข็งจะหมดไป เฮ็ม ถึงกับตีโพยตีพายกล่าวโทษเทวดาฟ้าดินว่า ไม่ยุติธรรมกับเขา แล้ววิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ว่าเนยแข็งควรจะกลับมาหาเขาอีก แต่ ฮอว์ ดูจะยอมรับความจริงได้มากกว่า เขาเริ่มคิดว่า เขาควรทำการเปลี่ยนแปลง เขาจึงชวน เฮ็ม
ให้ออกไปหาเนยแข็งใหม่แบบที่หนูสองตัวกำลังทำอยู่ ปรากฏว่า เฮ็ม ไม่ยอมรับฟัง ฮอว์ จึงไปสู่เขาวงกตตามลำพัง

และแล้วเจ้าหนูทั้งสองก็ได้พบคลังเนยแข็งแห่งใหม่ที่ดีและใหญ่กว่าเดิม

ฮอว์นั้นแม้จะออกมาช้ากว่าเจ้าหนูทั้งสอง แต่ในที่สุดเขาก็ได้พบคลังเนยแข็งใหม่ เช่นกัน เขาจึงกลับไปชวน เฮ็ม ให้ออกมาจากสถานการณ์ที่ไม่มีเนยแข็งเหลืออยู่ แต่ เฮ็ม กลับปฏิเสธ ทั้งยังไม่ยอมรับเนยแข็งที่ ฮอว์ อุตส่าห์เอาไปฝาก ฮอว์ จึงจำใจต้องปล่อยเพื่อนไว้เช่นนั้น

ระหว่างที่ ฮอว์ ออกมาเผชิญโชคครั้งใหม่ ความคิดของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ทีละน้อย เขาสรุปสัจธรรมแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยเขียนไว้บนกำแพงเป็นระยะๆ ‘ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลง คุณอาจจะสูญพันธุ์’

ฮอว์ สุขสบายอยู่ในคลังเนยแข็งใหม่ แต่ก็ยังคิดและหวังว่า เฮ็มเพื่อนรักจะตามมาตามลายแทง และข้อคิดที่เขาบอกทางไว้ให้ แล้ววันหนึ่ง ฮอว์ ก็ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากทางเดินข้างนอก นั่นอาจจะเป็น เฮ็ม ก็ได้ใครจะรู้

———————————————————————————————————————————————

4 ชีวิตเป็นตัวแทนแห่งสัญชาตญาณและความคิดในการตอบโต้ต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

สนิฟฟ์ เป็นผู้ดมกลิ่นการเปลี่ยนแปลงได้ก่อนใคร จึงนำออกไปก่อน

สเคอร์รี่ ไม่คิดอะไรเลย วิ่งตามกระแสอย่างเดียว

เฮ็ม เป็นผู้ปฏิเสธและต่อต้านการเปลี่ยนแปลง โดยคิดว่าการเปลี่ยนแปลงจะปรากฏโฉมในทางเลวร้ายกว่าเดิม

ฮอว์ เป็นคนเรียนรู้และปรับตัวตามยุคสมัย เมื่อเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ในโลกแห่งธุรกิจ และโลกแห่งการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย  นิทานเรื่องนี้อาจให้แง่คิดที่เตือนให้ผู้คนมองเห็น การเปลี่ยนแปลง  และเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างชาญฉลาด


คุณค่า

นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่ง..
ได้เริ่มหยุดการสัมมนาของเขา..
โดยการหยิบแบงค์ 1,000 ขึ้น มา
ในห้องที่มีผู้เข้าฟัง..ร่วม 200 ท่าน

แล้วเขาก็พูดว่า..
“ใครอยากได้แบงค์ 1,000 นี้ บ้าง?”
มีมือ..ได้ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก

เขาก็พูดต่อว่า..
“ฉันจะให้เงินแบงค์1,000 นี้..
แก่หนึ่งในพวกท่าน..
แต่ครั้งแรกนี้..ฉันจะทำอย่าง นี้”

เขาเริ่มที่จะขยำๆ เงิน นั้น
แล้วเขาก็ถามอีกว่า ..
“ใครจะยังต้องการมันอีก?”

ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก
“ดี” ..เขาตอบ

“แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ”
และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้น..
เริ่มที่เหยียบย่ำมัน..ด้วยรองเท้าของ เขา
แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา
ขณะนี้..มันทั้งยับยู่ยี่และ สกปรก

“ตอนนี้.. ใครยังต้อง การมันอีก?”
ก็ยังคงมีคนยกมืออีก..

“เพื่อนๆ ..คุณได้เรียนรู้บทเรียน
ที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้ว ว่า..
ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน ..
คุณก็ยังต้องการมันอยู่
เพราะว่า..
มันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย
มันก็ยังคงมีค่า1,000 บาทอยู่นั่น เอง

เหมือนกับหลายๆครั้ง..ในชีวิตของ เรา
ที่ถูกทิ้ง.. ถูกเหยียบ ย่ำ ..
และถูกทำให้สกปรก..
โดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมัน
และสภาพแวดล้อมที่เราเจอ
ทำให้เรารู้สึกว่า..
คุณค่าของเรา–ลดน้อยลง

แต่ไม่ว่าอะไร..ที่ได้เกิดขึ้น
หรืออะไร..ที่จะเกิดขึ้น
คุณไม่เคยสูญเสีย–คุณค่าในตัว เอง

คุณเป็นคนพิเศษ..
อย่าลืมมันตลอดไป…

อย่านำความผิดหวัง..ของเมื่อวาน
มาบดบังความฝัน..ในวันพรุ่งนี้


WordPress Themes