บทความที่เกี่ยวกับ tag : ปาย

อีกครั้งที่ขุนแม่ยะ

ต่อจากตอนที่แล้ว (ปางอุ๋ง … บรรยากาศในฝันของนักเดินทาง)

การเดินทางจากปางอุ๋งมาขุนแม่ยะนั้นระยะทางไม่ไกลมาก  ผมจึงแวะที่ปายซึ่งครั้งนี้นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน  ซึ่งก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในทุกครั้งที่มาถึง

ปายในวันนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนเช่นเดิม  มีร้านน่ารัก ๆ ผุดขึ้นมารองรับนักท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง  ร้านมิตรไทยยังคงเป็นจุดหมายหลักที่นักท่องเที่ยวมาเลือกซื้อเสื้อสวย และเขียน post card ถึงคนห่างไกล  ร้านกาแฟ coffee in love ขยายร้านเพิ่มเติมและยังคงเป็นจุดถ่ายภาพที่พลาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาแวะปาย

บรรยากาศเก๋ ๆ ในปาย
ปาย 

ปาย

ปาย

ปาย

หลังจากอาหารมื้อเที่ยงที่ร้านส้มตำหน้าอำเภอ (ร้านเขาชื่อนี้จริง ๆ ครับ และก็ตั้งอยู่ที่หน้าอำเภอด้วย)  ผมเดินทางต่อไปยังขุนแม่ยะซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก  โดยทางเข้าขุนแม่ยะก็ยังคงเหมือนเดิมคือเป็นทางลูกรังที่เป็นหลุมเป็นบ่อ  บางช่วงมีน้ำขัง  บางช่วงสูงชัน  ดังนั้นถ้าให้ปลอดภัยควรเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น  (ขากลับผมเห็นรถกะบะแต่เป็นแบบขับเคลื่อนสองล้อ  ต้องขับขึ้น ๆ ลง ๆ หลายรอบกว่าจะผ่านเนินสุดท้ายขาออกไปได้)

พวกเรามาถึงขุนแม่ยะก็เกือบจะค่ำแล้ว  และต้องจดรถไว้ที่ลานจอดเพราะทางสถานีไม่อนุญาตให้นำรถไปจอดบริเวณจุดชมซากุระ  เพราะบางคนจอดไม่เป็นระเบียบและไปทับเอาหญ้าที่ปลูกไว้เสียหาย   ซึ่งผมก็ว่าดีเหมือนกันบริเวณนั้นจะได้ปลอดจากเสียงรถและไม่มีอะไรมาบังทัศนยภาพ

พวกเราเลือกทำเลกางเต้นท์ภายใต้แนวสนโดยมีอาหารกล่องจากปายเป็นข้าวเย็น (ข้าวมันเย็นจริง ๆ ครับเพราะใส่กล่องมาหลายชั่วโมงและอากาศที่นี่ก็หนาวมาก อิอิ)    โดยคืนนี้เป็นคืนที่เรานอนกันลำบากเพราะต้องเบียดกัน 3 คนในเต้นท์ขนาด 2 ที่นอน แถมพวกเราก็ตัวเล็ก ๆ กันทั้งน้าาาน

เช้าที่ขุนแม่ยะวันนี้อากาศปิดมาก ๆ มีแต่หมอกเต็มไปหมด  ทำให้การถ่ายภาพซากุระของผมไม่สนุกเอาเสียเลย   เพราะสภาพแสงแบบนี้ทำให้ดอกไม้ดูไม่สดใสเท่าที่ควร   ทั้ง ๆ ที่ซากุระที่นี่กำลังออกดอกสวยงามไม่แพ้ที่ขุนช่างเคี่ยนและขุนวางเลยทีเดียว

ซากุระแห่งขุนแม่ยะ
ขุนแม่ยะ  

ขุนแม่ยะ

ขุนแม่ยะ

ขุนแม่ยะ

ขุนแม่ยะ

เรารอสภาพแสงกันจนเที่ยงก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น  จึงต้องจำใจอำลาทิ้งซากุระที่กำลังบานเต็มไปทั้งภูเขาไว้เบื้องหลัง  พร้อมกับสัญญากับตัวเองว่าจะต้องมาที่นี่อีกแน่นอนไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ถ่ายภาพส่งท้ายที่บ้านพักรับรอง (ผมกับเพื่อนไม่ได้พักที่นี่หรอก แต่ขอใช้เป็น background)
ขุนแม่ยะ

Link ไปยังบทความที่เกี่ยวข้องในทริปนี้
ขุนช่างเคี่ยน  ขุนวาง  แม่เมย  ปางอุ๋ง  ขุนแม่ยะ  สันป่าเกี๊ยะ-แม่ตะมาน

การเดินทาง
หากเดินทางจากเชียงใหม่ทางแยกเข้าขุนแม่ยะจะอยู่บริเวณด่านตรวจซึ่งเลยห้วยน้ำดังมาราว 2-3 กม.  ระยะทางจากด่านตรวจถึงสถานีเกษตรขุนแม่ยะราว 8 กม.  เส้นทางเป็นลูกรังที่ค่อนข้างจะวิบากพอสมควร รถท้องต่ำไม่สามารถผ่านไปได้ (ถ้าผ่านได้ท้องต้องลายแน่นอน อิอิ)   บางช่วงมีน้ำขังหรือเป็นเนินสูงชัน   ดังนั้นควรใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อหรือต้องมีความชำนาญในการขับบนเส้นทางแบบนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

ที่พัก
ที่นี่ยังไม่มีบ้านพัก  แต่มีจุดให้กางเต้นท์โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม   มีห้องอาบน้ำและห้องส้วมแบบชั่วคราวซึ่งอาจไม่เพียงพอและอาจใช้ไม่ได้ในช่วงเทศกาล  นอกจากนี้ควรเตรียมอาหารการกินมาให้พร้อมเพราะที่นี่ไม่มีร้านค้าสวัสดิการและไม่อนุญาตให้ก่อกองไฟ (ใช้เตาตั้งพื้นได้ครับ)  ที่ควรทราบอีกอย่างคือไม่มีไฟฟ้าให้ใช้นะครับ


เก็บตกเมืองปาย

 —————————————————————————————————————————————————- 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความ 9 ตอนของทริป เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย
1. อรุณสวัสดิ์เชียงใหม่ – ไหว้พระวัดพระสิงห์
2. จากแม่ริม ถึงห้วยน้ำดัง
3.
เส้นทางรับน้องที่ ขุนแม่ยะ กับซากุระที่หายไป
4.
เก็บตกเมืองปาย
5.
ป่าสนวัดจันทร์ คำปลอบใจจากธรรมชาติ
6.
แม่ตะมาน รางวัลสำหรับนักเดินทางที่ไม่ยอมถอยหลัง
7.
“แม่สลอง” เมืองบนดอย
8.
“ดอยตุง” หุบเขาแห่งดอกไม้
9. ดอกเสี้ยวบานที่ภูชี้ฟ้า กับ ทิวลิปที่ผาหม่น

หลังจากปีที่แล้วได้เยือนเมืองปายแต่ไม่มีเวลาเที่ยวมากนัก  ปีนี้พอมีเวลาเหลือก็เลยถือโอกาสกลับไปเก็บตกสถานที่ต่าง ๆ ที่ไปมาแล้วและยังไม่เคยไปอีกครั้ง  เพื่อที่จะได้มีเรื่องมาโม้เพื่อน ๆ ได้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น  ถ้าใครยังไม่เคยอ่านบทความเก่าก็สามารถคลิ๊กที่นี่เพื่ออ่านบทความเก่า “ปาย เมืองในกระแสที่รอคุณไปพิสูจน์” ได้ครับ  ส่วนปีนี้มีอะไรเพิ่มเติมไปดูกันเลยครับ

หลังจากผ่านเส้นทางอันแสนโหดร้ายของขุนแม่ยะแล้ว  ผมเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าสู่เมืองปาย  เมืองเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาน้อยใหญ่  วิถีชีวิตและอาคารบ้านเรือนถูกปรับแต่งให้ถูกใจคนเมืองจนหลายคนหลงใหลจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ระยะทางจากปากทางขุนแม่ยะถึงเมืองปายนั้นไม่ถึง 30 กม. แต่ก็ต้องใช้เวลาขับราว 30 นาทีเพราะเส้นทางที่ค่อนข้างลาดชันและเต็มไปด้วยโค้งหักศอกมากมายหลายโค้ง   สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่เราแวะถ่ายภาพกันก็คือสะพานประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกที่ตั้งอยู่เคียงข้างสะพานใหม่  ซึ่งหลายคนเคยบอกผมว่าน่าจะมีการบูรณใหม่ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์  แต่ผมกลับมองเห็นตรงข้ามว่าปล่อยไว้อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะจุดขายและเสน่ห์ของสะพานแห่งนี้คือไม้เก่า ๆ และเหล็กสีด้าน ๆ ที่หลุดลอกมากกว่าความสมบูรณ์เรียบร้อย  เพียงแต่น่าจะหากิจกรรมหรือสร้างเรื่องราวให้กับสะพานได้มากกว่านี้  เพื่อให้เป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยวนั่นเอง

pai-01.jpg

หลังจากถ่ายภาพกันที่สะพานแล้ว  ขับรถเลยไปอีกหน่อยก็ถึงร้านกาแฟริมทางชื่อดัง “Coffee in Love” ที่ตกแต่งสถานที่ได้อย่างโดดเด่นลงตัว  สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวแทบทุกกลุ่มให้แวะถ่ายภาพซึ่งแน่นอนว่าบางส่วนก็อุดหนุนกาแฟด้วยเช่นกัน  นับเป็นแผน marketing ที่ดีมากทีเดียว   จะว่าไปแล้วผมชอบรสชาติกาแฟ (เย็น)ของที่นี่มากกว่าอีกร้านในตัวเมืองด้วยซ้ำ  แต่ก็ไม่อยากเชียร์มากไปเพราะของแบบนี้แล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคล   แต่ที่สามารถการันตีได้ก็คือที่นี่มีมุมถ่ายภาพเก๋ ๆ หลายมุมทีเดียว  เป็นที่ถูกอกถูกใจเหล่านางแบบ (จำเป็น) และช่างกล้องอย่างผมมัก ๆ  ถ้าใครมาปายก็อย่าลืมแวะที่นี่นะครับ เดี๋ยวจะถูกหาว่ามาไม่ถึงเมืองปาย 

pai-03.jpg

pai-02.jpg

pai-04.jpg

ออกจากร้าน Coffee in love แล้วผมขับรถผ่านตัวเมืองปายไปเล็กน้อยเพื่อไปไหว้พระที่วัดน้ำฮู  ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่ออุ่นเมือง โดยมีลักษณะพิเศษคือจะมีน้ำไหลซึมออกมาจากพระเศียรตลอด  และทางวัดได้จัดเตรียมรับน้ำที่เชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้นำกลับไปดื่มเพื่อเป็นศิริมงคล  นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งเจดีย์ที่เล่ากันว่าเป็นที่บรรจุพระอัฐิของพระพี่นางสุพรรณกัลยาซึ่งสร้างโดยสมเด็จพระเนรศวรมหาราชอีกด้วย

pai-05.jpg

หลังจากอิ่มบุญกับการไหว้พระแล้ว  พวกเราก็มองหาที่อิ่มท้องกันทันที  ออกจากประตูวัดเห็นป้ายร้านอาหารจีนยูนานจึงไม่รอช้าที่จะขับรถตามป้ายเพื่อไปยังหมู่บ้านสันติชนซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านอาหารทันที   ที่หมู่บ้านสันติชนนี้นอกจากเป็นที่ตั้งของร้านอาหารแล้วยังมีร้านขายของที่สร้างด้วยดิน (เหมือนกับหมู่บ้านรักไทยใกล้ปางอุ๋ง)  ซึ่งแอบสืบทราบมาว่าทุกร้านเป็นของเจ้าของคนเดียวกัน  เพราะฉะนั้นเรื่องราคานั้นก็คงต้องใช้ความสามารถส่วนบุคคลในการต่อรองครับ  

pai-06.jpg

pai-07.jpg

pai-08.jpg

ระหว่างทานอาหารผมก็ถือโอกาสชาร์จแบตเตอร์รี่ไปพลาง ๆ เพราะเมื่อคืนที่ผ่านมาไม่มีไฟฟ้าใช้  สำหรับเมนูอาหารจีนที่นี่ก็จะเหมือนที่อื่น ๆ แถบนี้ครับ  มีเมนูเด่นคือขาหมู-หมั่นโถยูนาน และผัดยอดถั่วลันเตา  แต่ในเรื่องของรสชาตินั้นไม่ค่อยถูกปากผมมากนัก  เพื่อน ๆ ก็เห็นพ้องต้องกันว่าที่หมู่บ้านรักไทย (ใกล้ปางอุ๋ง)อร่อยกว่า … ใกล้ ๆ กับร้านอาหารจะมีรีสอร์ทที่ตัวบ้านทำจากดินเพื่อดูน่ารักสวยงามดี  นอกจากนี้ยังมาศาลากลางน้ำอีกด้วย  ผมกับเพื่อน ๆ ก็เลยไปถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนานเสมือนว่าเราเป็นแขกของที่นั่นเลยทีเดียว  สำหรับผู้ต้องการความโผนที่นี่มีชิงช้า (ที่ใช้คนหมุน) ให้คุณได้เล่นกันด้วย  ซึ่งสามารเรียกเสียงกรี๊ดจากผู้เสี่ยงเข้าไปเล่นได้อย่างต่อเนื่อง  แต่สำหรับผมขอบายครับ  กลัวใจเสาะเป็นลมกลางอากาศจะอายสาว ๆ หุหุ

เมื่ออิ่มหนำสำราญตาม concept การท่องเที่ยวครั้งนี้แล้วเราก็อำลายหมู่บ้านสันติชนตรงเข้าไปยังถนนคนเดิน  เพื่อส่ง post card ไปถากถางเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้มาผจญความลำบากด้วยกันใน trip นี้  และซื้อของติดไม้ติดมือกันมาคนละนิดหน่อยจากร้านที่คุณก็รู้ว่าร้านอะไร (แล้วจะรู้ไม๊เนี่ย)   มาเมืองปายทั้งทีก็อดไม่ได้ที่จะเก็บภาพของร้านรวงที่ตกแต่งเอาใจนักท่องเที่ยวอย่างผมด้วยสีสันสะดุดตา  ใครชอบมุมไหนก็เลือกเอาได้ตามใจครับ มีคนหรือไม่มีคนก็สวยได้ทุ๊กมุมจริง ๆ

pai-09.jpg

pai-11.jpg

เมื่อได้เวลาบ่ายแก่ ๆ เราก็อำลาเมืองปาย  พร้อมกับเสบียงที่ตลาดสด+ของกินจุกจิกจาก seven eleven มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป “ป่าสนวัดจันทร์”


ป่าสนวัดจันทร์ คำปลอบใจจากธรรมชาติ

—————————————————————————————————————————————————- 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความ 9 ตอนของทริป เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย
1. อรุณสวัสดิ์เชียงใหม่ – ไหว้พระวัดพระสิงห์
2. จากแม่ริม ถึงห้วยน้ำดัง
3.
เส้นทางรับน้องที่ ขุนแม่ยะ กับซากุระที่หายไป
4.
เก็บตกเมืองปาย
5.
ป่าสนวัดจันทร์ คำปลอบใจจากธรรมชาติ
6.
แม่ตะมาน รางวัลสำหรับนักเดินทางที่ไม่ยอมถอยหลัง
7.
“แม่สลอง” เมืองบนดอย
8.
“ดอยตุง” หุบเขาแห่งดอกไม้
9. ดอกเสี้ยวบานที่ภูชี้ฟ้า กับ ทิวลิปที่ผาหม่น

จากตัวเมืองปาย ผมขับรถย้อนกลับมาทางห้วยน้ำดังราว 13 กม.  ก็ถึงทางแยกเข้าสู่บ้านวัดจันทร์  ทันที่รถเลี้ยวขวาเส้นทางก็เริ่มไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ บ่งบอกว่าจุดหมายของเราในวันนี้คงอยู่บนดอยสูงหรือไม่ก็อยู่ท่ามกลางทะเลภูเขาเหล่านี้   ในช่วงต้นทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ผลัดใบดูแห้งแล้งอย่างมากและในบางช่วงยังมีควันครุกรุ่นบ่งบอกว่าไฟป่าคงดับได้ไม่นานก่อนที่พวกเราจะเดินทางมาถึง  แต่เมื่อขับไปเรื่อย ๆ ราว 30 กม. สภาพป่าสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนไป   ความเขียวขจีของป่าเริ่มหนาแน่นขึ้น  ยิ่งเมื่อใกล้ถึง กม. 40 เราจะเห็นต้นสนมากขึ้นเรื่อย ๆ  บ่งบอกว่าเราใกล้โครงหลวงบ้านวัดจันทร์เข้าไปทุกขณะ

บรรยากาศริมทางและสภาพเส้นทางสู่ป่าสนวัดจันทร์

 wat-chan-01.jpg

หลังจากผ่านแนวสนมาได้สักระยะเราก็พบกับ “โครงการหลวงบ้านวัดจันทร์” โดดเด่นอยู่ทางขวามือ  สวนสวยบริเวณทางเข้าถูกจัดไว้อย่างงดงามเหมือนกับรีสอร์ทชั้นนำทั่วไป  และที่ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาทันทีก็คือต้นซากุระกลุ่มหนึ่งที่ยังคงมีดอกสีชมพูชูช่ออยู่ไม่ร่วงโรยเหมือนกับที่ขุนแม่ยะ  แม้จะไม่ยิ่งใหญ่อลังการเหมือนที่โน่นแต่ก็เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ  ช่วยทำให้ผมคลายความรู้สึกผิดต่อเพื่อน ๆ ได้ระดับหนึ่งและเสมือนหนึ่งเป็นคำปลอบใจจากธรรมชาติที่มอบให้กับนักท่องเที่ยวจากแดนไกลอย่างผมได้อย่างดี

ซากุระ (นางพญาเสือโคร่ง) ที่ยังคงหลงเหลือเป็นคำปลอบใจสำหรับนักเดินทาง

 wat-chan-02.jpg

wat-chan-03.jpg

หลังจากติดต่อที่พักเรียบร้อยแล้ว  เราก็รีบเดินลงมาถ่ายภาพกับต้นซากุระกับแสงสวยยามเย็นกันอย่างมีความสุข  ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มที่เป็นฉากหลังให้กับดอกซากุระสีชมพูนั้นสวยงามถูกใจช่างภาพอย่างผมมาก  ผมเปลี่ยนเลนส์ถ่ายภาพ 3 ตัวที่มีอยู่เพื่อให้ได้มุมมองที่ต่าง ๆ กัน  สลับกับการถ่ายภาพบุคคลภายใต้แสงสีส้มยามเย็น  สร้างบรรยากาศใหม่ ๆ ให้กับภาพถ่าย  จนตะวันลับไปหลังแนวเขาพวกเราจึงรีบไปอาบน้ำหลังจากที่ซักแห้งกันมาเกือบ 2 วัน   

จะอารมณ์เหงาหรือสนุกก็สวยได้ด้วยแสงยามเย็น

wat-chan-09.jpg

คืนนั้นหลังอาหารค่ำมื้ออร่อยที่ปรุงโดยแม่ครัวของโครงการหลวงบ้านวัดจันทร์  ผมนอนหลับอย่างสุขใจภายใต้ผ้าห่มผืนหนาในห้องพักที่ตกแต่งด้วยไม้สนของโครงการ  … เช้าวันรุ่งขึ้นผมกับเพื่อน ๆ ตื่นมาทานอาหารเช้าท่ามกลางสายหมอกที่ปกคลุมไปทั่ว  กาแฟร้อน ๆ กับข้าวต้มช่วยบรรเทาความหนาวได้เป็นอย่างดี   หลังจากอิ่มจากมื้อเช้าแล้วผมขับรถเลยโครงการเข้าไปเพื่อดูบรรยากาศยามเช้าที่หมู่บ้านวัดจันทร์   สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาสลับกับป่าสน เสียดายที่ช่วงนี้ข้าวถูกเก็บเกี่ยวไปหมดแล้วก็เลยดูแห้งแล้งไปหน่อย  ถ้าเป็นหน้าฝนที่นี่คงชุ่มชื่นสวยงามไปอีกแบบ  ที่หมู่บ้านและวัดจันทร์ไม่มีมุมให้ถ่ายภาพมากนัก  ผมจึงกลับมาถ่ายภาพบรรยากาศยามเช้ากันต่อที่บริเวณบ้านพัก   ต้นสนอายุนับร้อยปีถูกใช้เป็นทั้งฉากหน้าและฉากหลังให้กับภาพถ่ายของผม   อ่างเก็บน้ำด้านบนที่มีไอหมอกลอยอยู่เหนือน้ำทำให้นึกถึงอ่างเก็บน้ำที่ปางอุ๋งซึ่งผมไปเยือนเมื่อปีที่แล้ว 

บรรยากาศยามเช้าที่โครงการหลวงป่าสนวันจันทร์

 wat-chan-08.jpg

wat-chan-06.jpg

wat-chan-05.jpg

wat-chan-04.jpg

Action มันส์ๆ กับต้นสนอายุนับร้อยปี

wat-chan-07.jpg

ผมเดินลงมาเก็บภาพดอกซากุระยามเช้าอีกครั้งซึ่งให้ความรู้สึกสดชื่นไปอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างไปจากช่วงเย็น  ผมเก็บบรรยากาศยามเช้าที่นี่จนได้เวลาที่จะเดินทางไปจุดหมายต่อไปที่ห่างไกลออกไป  “แม่ตะมาน”


ข้อมูลการเดินทาง-ที่พัก : Trip-ภูเก็ต-ราชพฤกษ์-อ่างขาง-ห้วยน้ำดัง-ปาย-ปางอุ๋ง-แม่อูคอ

fin.jpg

ข้อมูลการเดินทาง

ไปกลับ ภูเก็ต-กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ : สายการบินไทย ราคาพิเศษสำหรับช่วงนี้ที่ผมเดินทาง 7,500 บาท (รวมภาษีทุกอย่าง)

เชียงใหม่-อ่างขาง : ใช้เส้นทางเชียงใหม่-ฝาง เลยอ.เชียงดาวมาเล็กน้อย จะมีป้ายบอกทางขึ้นดอยอ่างขาง ขับรถมาจนเจอด่านของทหาร อาจมีการสอบถามเล็กน้อยก่อนปล่อยใหัขับต่อไป เลยมาอีกเล็กน้อยจะเป็นหมู่บ้านอรุโนทัยซึ่งเป็นทางแยกขึ้นดอย (ระยะทางจากเชียงใหม่ประมาณ 110 กม. ใช้เวลาประมาณ 2 ช.ม. เนื่องจากเส้นทางบางช่วงอยู่ระหว่างการก่อสร้างทำให้ขับได้ไม่เร็วนัก) จากทางแยกขึ้นถึงยอดดอยระยะทางประมาณ 30 กิโลเศษ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง สภาพทางสูงชันเป็นระยะ โดยเฉพาะช่วงใกล้ถึงยอดดอย ควรเช็คสภาพรถให้ดีก่อนเดินทางครับ

อ่างขาง-ปาย : ใช้เส้นทางเดิม แต่เลี้ยวขวาที่ตลาดแม่มาลัยเข้าสู่เส้นทางไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผ่านห้วยน้ำดัง (จากตลาดแม่มาลัยถึงห้วยน้ำดังระยะทางประมาณ 64 กม. ใช้เวลาประมาณ 1:30 ชั่วโมง) เส้นทางอยู่ในสภาพค่อนข้างดี มีโค้งหักศอกช่วงก่อนถึงห้วยน้ำดัง ผ่านจากห้วยน้ำดังแล้วอีกประมาณ 32 ก.ม. ก็จะถึงอำเภอปาย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที เส้นทางช่วงนี้มีโค้งหักศอกอยู่หลายโค้ง ลาดชันพอสมควร และสภาพถนนบางช่วงขรุขระมาก ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการขับ สำหรับคนที่เมารถช่วงนี้เป็นช่วงที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด

ปาย-ปางมะผ้า-ปางอุ๋ง : จากปายถึง อ.ปางมะผ้า ระยะทางประมาณ 40 กว่า ก.ม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที จากปางมะผ้าถึงทางแยกเข้าปางอุ๋ง (ปางตอง) ระยะทางประมาณ 50 ก.ม. (ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 15-16 ก.ม.) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง จากปากทางผ่านน้ำตกผาเสื่อ ถึงทางแยกเข้าปางอุ๋ง เส้นทางสูงชันพอสมควรและมีโค้งหักศอกหลายโค้ง ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่อย่างมาก ระยะทางประมาณ 22 ก.ม. ทางซ้ายมือจะมีตู้โทรศัพท์สาธารณเป็นจุดสังเกต (ถ้าเลยไปอีกราว 6 ก.ม. จะเป็นหมู่บ้านรักไทยซึ่งเป็นจุดที่จะไปชิมชา – ทานอาหารจีนยูนาน) ระยะทางจากปางทางถึงอ่างเก็บน้ำประมาณ 7 กม. เป็นเส้นทางแคบ ๆ ผ่านหมู่บ้านและป่าไม้ กรณีมีรถสวนจะค่อนข้างมีปัญหามาก เพื่อความปลอดภัยบริเวณทางโค้งควรให้เสียงสัญญาณทุกครั้ง

ปางอุ๋ง-แม่ฮ่องสอน-ขุนยวม-แม่อูคอ : จากปางอุ๋งเดินทางกลับเส้นเดิม เข้าสู่ตัวแม่ฮ่องสอน จากนั้นเดินทางต่อไปยัง อ.ขุนยวม ระยะทางประมาณ 63 ก.ม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เส้นทางมีโค้งบ้างแต่สภาพถนนส่วนใหญ่ดีมาก ทำให้ทำเวลาได้ค่อนข้างดี อาจมีการซ่อมถนนหรือดินถล่มอยู่ข้างทางบ้างแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคมากนักกับการเดินทาง จากแยก อ.ขุนยวมเลี้ยวซ้าย (เส้นทาง ขุนยวม-แม่แจ่ม) ระยะทาง 12 ก.ม จะถึงทางแยก เลี้ยวซ้ายขึ้นดอยแม่อูคออีก 14 ก.ม. ระยะทางช่วงหลังอาจมีสูงชันบ้าง ใช้เวลาเดินทางจาก อ.ขุนยวมถึงทุ่งบัวตองประมาณ 30 นาที

แม่อูคอ-แม่แจ่ม-อินทนนท์-เชียงใหม่ : เนื่องจากผมต้องรีบเดินทางมาขึ้นเครื่องทีเชียงใหม่ จึงเลือกใช้เส้นทางกลับเชียงใหม่ที่ใกล้ที่สุด โดยเมื่อลงจากดอยแม่อูคอแล้วเลี้ยวซ้ายไปยังอ.แม่แจ่ม (ป้ายจะบอกว่าไป ปางอุ๋ง ชื่อเดียวกับที่เราเพิ่งจะเดินทางออกมา แต่เป็นคนละสถานที่กัน) จากทุ่งบัวตองถึงแม่แจ่มระยะทางประมาณ 80 กม. เป็นเส้นทางสูงชันเกือบตลอดทาง มีบ้างช่วงเป็นเส้นทางที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ใช้เวลาเดินทางในช่วงนี้ประมาณ 2 ชั่วโมง เลยอ.แม่แจ่มมาเล็กน้อยจะมีทางแยก ทางซ้ายไปดอยอินทนนท์ ทางขวาไป ฮอด ซึ่งทั้งสองทางสามารถไปยังเชียงใหม่ได้เช่นเดียวกัน แต่ผมเลือกทางดอยอินทนนท์ซึ่งใกล้กว่ามาก แต่ก็สูงชันกว่า (แต่ถ้าผ่านเส้นทางก่อนหน้านี้มาได้ เส้นนี้ก็ไม่มีปัญหา) สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากคือถนนในช่วงก่อนถึงด่านตรวจที่ 2 ของดอยอินทนนท์ค่อนข้างจะแคบมาก และมีโค้งหักศอกหลายโค้ง จะขับรถยากมากถ้ามีรถอยู่ด้านหน้าและต้องการแซง ระยะทางจากแม่แจ่มถึงด่านตรวจที่ 2 ประมาณ 25 ก.ม ใช้เวลาประมาณ 45 นาที จากนั้นเดินทางต่อสู่ อ.จอมทอง ใช้เวลาอีกราว 30 นาที ระยะทาง 35 ก.ม. เส้นทางสะดวกสบาย ไม่สูงชันมากนัก จากนั้นก็จะเข้าสู่ถนนเส้นหลักสู่เมืองเชียงใหม่ ซึ่งเหลือระยะทางประมาณ 60 ก.ม. ใช้เวลาเดินทางราว 45 นาที รวมเวลาเดินทางในช่วงนี้ประมาณ 4 ชั่วโมง

หมายเหตุ : ระยะทางที่ผมให้ข้อมูลได้มาจากการจดตัวเลขระยะกิโลของรถที่ผมเช่า อาจคลาดเคลื่อนจากระยะทางของทางหลวง ซึ่งไม่แน่ใจว่าอันไหนจะเชื่อถือได้มากกว่ากัน (ของทางหลวงคงน่าเชื่อถือกว่าอยู่แล้วล่ะ อิอิ) ส่วนเวลาผมขับรถไม่เร็วมากนัก เพราะไม่ชินเส้นทางและไม่ต้องการให้ผู้โดยสารเมารถ และเวลาอาจคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเพราะบางครั้งผมแวะถ่ายภาพ หรือเข้าห้องน้ำบ้าง สำหรับคนที่ชินเส้นทางน่าจะทำเวลาได้เร็วกว่านี้ครับ

รถเช่า : บริษัท เจอร์นี่ จำกัด Tel. 053-208787 , e-mail journey@journeycnx.com
Suzuki Vitara 2.0 Liters วันละ 1,400 บาทสำหรับใครที่จะเช่ารถคันนี้ผมให้ข้อมูลดังนี้ครับ : กท 666 สภาพรถปานกลาง กินน้ำมันตลอดการเดินทางเฉลี่ย 4.4 บาท/กม. (6 ก.ม./ลิตร) ระบบเกียร์ 4WD มีปัญหาสะดุดเป็นระยะทำให้ต้องใช้แบบธรรมดาแทน แต่ก็สามารถขึ้นทางชันได้ตลอดการเดินทาง (อ่างขาง-แม่ฮ่องสอน-ปางอุ๋ง-แม่อูคอ-แม่แจ่ม-อินทนนท์)

ที่พัก

เชียงใหม่ : Lotus ปางสวนแก้ว
ค่าที่พักคืนละ 1,000 เศษ ๆ/ห้อง (ราคาพิเศษของพนักงานการบินไทย)
สภาพห้องกว้างขวางดี สิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน

อ่างขาง : หน่วยจัดการต้นน้ำแม่เผอะ (053-450017)
ค่าที่พักคืนละ 100 บาท/คน (ผมพักบ้านจามจุรี นอนได้ประมาณ 6 คน) มีห้องน้ำในตัว มีที่ทำน้ำอุ่น (แต่ถ้าเปิดน้ำแรงจะเปลี่ยนเป็นเครื่องทำน้ำเย็นทันที อิอิ) ถ้าต้องการอาหารด้วยคิดหัวละ 180 บาท/คน รสชาติอาหารอร่อยดีครับ มื้อกลางคืนมีกับข้าวให้ 4 อย่าง มื้อเช้าเป็นข้าวต้มกับกาแฟ

ปาย : Rim Pai Cottage (053-699133 , e-mail rsvn@rimpaicottage.com) ค่าที่พักแบบ Garden View 1200 บาท/หลัง นอนได้ 2 คน (ห้องแบบอื่น ๆ ดูใน Web นะครับ) มีห้องน้ำในตัว มีเครื่องทำน้ำอุ่น ไม่มีแอร์ แต่เนื่องจากเป็นช่วงหน้าหนาวจึงไม่มีปัญหา ที่ตั้งอยู่สุดถนนคนเดินเส้นเดียวกับที่ตั้งของร้านค้าดัง ๆ ของปาย อีกด้านติดแม่น้ำปาย ภายในตกแต่งแบบเรียบง่าย ร่มรื่นมาก อีกทั้งพนักงานก็บริการดีมาก ๆ ถือว่าประทับใจที่นี่มากทีเดียว

ปางอุ๋ง : ลุงปาละ Home Stay (053-692144)
ผมได้ข้อมูลการจองใน Internet และโทรติดต่อจองที่พักแบบเหมา 350 บาท/คน รวมอาหาร 2 มื้อ ห้องพักมีห้องน้ำในตัว เป็นกระท่อมแบบห้องรวมนอนได้ 4-6 คน (กลุ่มของผมมี 4 คน) บรรยากาศเรียบง่ายเหมือนบ้านในชนบททั่วไป มีหลอดไฟหน้าบ้าน 1 หลอดใช้แบตเตอรี่ ในห้องนอนและห้องน้ำใช้เทียนไข ที่ตั้งอยู่ใกล้จุดชมวิวอ่างเก็บน้ำห่างกันประมาณ 500 เมตร จะเดินไปก็ได้แต่ถ้าให้สะดวกคงต้องเอารถไป เพราะจุดที่เหมาะสำหรับถ่ายภาพอีกจุดหนึ่งจะอยู่ไกลออกไปอีกพอสมควร อาหารมื้อเย็นมีกับข้าว 5 อย่างรสชาติอร่อยดี มื้อเช้าเป็น กาแฟ-ขนมปัง-ข้าวต้ม ผมลองสอบถามค่าห้องกับค่าอาหารแบบแยก (ไม่เหมาจ่าย) พบว่าถูกกว่าที่ผมจองไว้พอสมควร แต่เนื่องจากเห็นว่าราคาโดยรวมก็ไม่ได้สูงมากนักจึงไม่ได้ว่าอะไร ถ้าเพื่อน ๆ จะไปพักน่าจะลองสอบถามรายละเอียดดูก่อนก็จะดีครับ

ข้อมูลการถ่ายภาพNikon D70S + Lens 18-70 Nikkor & 70-210 mm Nikkor


“ปาย” เมืองในกระแสที่รอคุณไปพิสูจน์

pai1.jpg
อ.ปาย” เมืองที่กำลังถูกพูดถึงกันอย่างมากในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย จะ “สวย” หรือ “ไม่สวย” จะ “น่าสนใจ” หรือ “ไม่มีอะไร” ตามไปดูกันครับ หลังจากถึงอ.ปาย ผมก็มุ่งตรงไปยังที่พัก “Rim Pai Cottage”

pai2.jpg

pai2-1.jpg
ซึ่งขออนุญาตชื่นชมไว้ตรงนี้ เพราะนอกจากสถานที่จะสวยงาม ราคาสมเหตุสมผล ทำเลดีเยี่ยมแล้ว พนักงานที่นี่ยังมีหัวใจบริการที่ดีเยี่ยมอีกด้วย หากจะไปพักที่ปาย ที่นี่น่าจะเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามครับ โชคดีมากครับ ที่วันที่ผมเดินทางไปเป็นวันเสาร์ซึ่งมีถนนคนเดิน และโรงแรมที่ผมพักก็อยู่ที่สุดถนนคนเดินพอดี จึงมีภาพบรรยากาศในวันที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนมาฝากกัน

pai3.jpg
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการขายของ (เสื้อผ้าและของประดับเป็นส่วนใหญ่) นอกจากนี้ก็จะเป็นอาหารทั้งแบบทั่วไปและอาหารพื้นเมือง

pai4.jpg
กิจกรรมยอดฮิตของที่นี่ก็คงเป็นการส่ง Postcard สวย ๆ มีเอกลักษณ์ในแบบของปายไปให้เพื่อน ๆ หรือไม่ก็นั่งดื่มกาแฟในร้านที่ตกแต่งแบบ Art Art ที่ให้คุณเสพบรรยากาศไปพร้อม ๆ กับรสชาติกาแฟที่กลมกล่อม

pai5.jpg
สำหรับการท่องเที่ยวในคราวนี้ผมมีเวลาที่ปายไม่มากนัก จึงไม่มีภาพของสถานที่ท่องเที่ยวในเขตอ.ปายมาให้ได้ชมกัน มีเพียงบรรยากาศนอกเมืองซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดขายของเมืองอันมีสไตล์แห่งนี้

pai6.jpg
โดยสรุปแล้วเมืองปาย เป็นเมืองที่มีสเนห์เฉพาะตัว มีภาพของความเรียบง่ายบริเวณนอกเมือง มีความเก๋ไก๋ในตัวเมือง มีบรรยากาศที่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของผู้คนที่นี่ แต่จะถูกใจคุณหรือไม่คงต้องเดินทางมาพิสูจน์เองครับ….

อีกบันทึกการเดินทางของเมืองปาย “เก็บตกเมืองปาย


WordPress Themes