บทความที่เกี่ยวกับ tag : ปัญหาในการทำงาน

เล่านิทานสอนงานนาย – ตอนสั่งงานลูกน้อง

การครั้งหนึ่งไม่นานมานี้เอง มีการจัดการแข่งขัน “พ่อครัวสะท้านโลก” เพื่อเฟ้นหาพ่อครัวที่เป็นสุดยอดฝีมือในการทำอาหาร  โดยผู้จัดการแข่งขันได้จัดผู้ช่วยซึ่งไม่เป็นงานด้านครัวเลยมาให้พ่อครัวแต่ละคนใช้เป็นลูกมือ  การแข่งขันครั้งนี้มีตัวเก็งคนหนึ่งคือ Chef กะทะทองแดงนั่นเอง  เมื่อเริ่มการแข่งขัน Chef กะทะทองแดงก็รีบสั่งลูกมือให้จัดการทำข้าวผัดอันสุดแสนจะง่ายดาย ในขณะที่เขาลงมือทำซุปสูตรพิเศษที่ต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างยิ่ง  ระหว่างที่เขาสาละวนกับการหั่นเครื่องปรุง  ข้าวผัดที่เพิ่งจะทำเสร็จใหม่ๆ ก็วางลงข้าง ๆ Checf กะทะทองแดง  ทันที่ที่เขาเห็นก็หัวเสียทันที พร้อมกับหันไปบอกลูกมือว่า “จะบ้าเรอะ ทำไมมันถึงเปียกแบบนี้ แล้วจะเข้ากับน้ำซุปของฉันได้อย่างไร ไปทำมาใหม่”  ว่าแล้วเขาก็ก้มหน้าก้มตาทำสูตรเครื่องปรุงต่อไป   ยังไม่ทันถึง 5 นาที  ข้าวผัดที่ทำแสนง่ายดาย และแห้งดูน่ารับประทานก็มาว่างตรงหน้า Chef กะทะทองแดงอีกครั้ง … เขาเหลือบตาไปมองที่จานข้าวผัดแล้วก็ส่งสายตาที่ลูกตาเกือบจะถนนออกมามองไปยังลูกมือที่กำลังยืนตัวสั่น แล้วตะคอกว่า “โอ๊ย.. ทำไมเอาไข่ไปผัดรวมกับข้าว  ต้องทอดต่างหากแล้วนำไปประดับภายหลัง  ไปทำมาใหม่” … เจ้าลูกมือก็รีบหยิบข้าวผัดจานนั้นออกไปทันที  แล้วรีบนำจานใหม่ที่แก้ไขแล้วกลับมาขณะที่ Chef กำลังนำเครื่องปรุงลงไปเคี่ยวในหม้อ  และแล้วสิ่งที่ลูกมือกลัวก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อ chef กะทะทองแดง  ตะเพิดใส่เขาว่า “ทำไมจึงเอาข้าวผัดใส่ซะเต็มจาน   ต้องใช้ถ้วยเล็ก ๆ เป็นแม่พิมพ์แล้ววางลงกลางจานเพื่อให้เหลือพื้นที่ด้านข้างสำหรับตกแต่ง” … ยังไม่ทันที่ chef จะพูดอะไรต่อ  เจ้าลูกมืก็รีบยกจานไปดำเนินการโดยเร็ว  chef กะทะทองแดงรีบยกน้ำซุปใส่ถ้วยอย่างบรรจง และนำมาวางคู่กับข้าวผัดที่ตอนนี้ถูกจัดอยู่บนจานพร้อมของประดับอย่างสวยงามน่ารับประทาน… และแล้วเวลาประกาศผลการตัดสินก็มาถึง  ปรากฎว่า chef กะทะทองแดงได้คะแนนเป็นลำดับสอง  เพราะใช้เวลาในการทำเกินกำหนดไป 3 นาที ทำให้เขาหัวเสียมาก และสบถต่อหน้าผู้เข้ามาร่วมงานว่าเป็นเพราะลูกมือแท้ ๆ ที่ทำงานไม่เอาไหน  ทำให้เขาต้องพ่ายแพ้ในครั้งนี้

คุณเห็นด้วยกับ Chef กะทะทองแดงไหมครับ

เชื่อว่าคนที่ทำงานเป็นลูกน้องหลาย ๆ คนคงเจอนายอย่าง Chef กะทะทองแดงมาแล้ว   แต่นายอย่าง Chef กะทะทองแดงจะรู้ตัวบ้างไหมหนอว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเขานั้นมีส่วนด้วยเช่นกัน … เมื่อคุณเป็นนายคนและต้องสั่งงานลูกน้อง  โดยเฉพาะลูกน้องที่ยังอยู่ในระดับปฏิบัติการ  ซึ่งอาจยังขาดทักษะ และความรู้ที่มากพอ  การสั่งงานที่ไม่บอกเป้าหมายของงาน ไม่บอกวิธีที่ถูกต้อง ก็จะทำให้คุณไม่สามารถได้รับงานที่มีคุณภาพถูกใจคุณ เว้นเสียแต่ว่าลูกน้องจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์จริง ๆ … นายหลายคนลืมตัวและคาดหวังว่าลูกน้องต้องรู้ว่าจะทำอย่างไร  ลองนึกดูสิครับ หากมีคนบอกคุณว่าให้ไปเจอกันที่ seven 11 แล้วคุณจะไปถูกไหมว่า ที่จะให้ไปน่ะสาขาไหน  ดีไม่ดีถ้าคนฟังมั่นใจในตัวเองมากไม่ถามต่อ อาจจะไปคนละสาขาก็เป็นได้

ดังนั้นการสั่งงานลูกน้องทุกครั้ง ควรสอบถามเสมอว่าเข้าใจคำสั่งหรือไม่  เมื่อลูกน้องทำงานไปได้สักระยะควรเข้าไปสอบถามว่ามีปัญหาอะไรไหม  ไม่เข้าใจตรงไหนบ้าง  ไม่ว่าคุณจะยุ่งแค่ไหน  แต่ก็ควรปลีกเวลาไปดูเพราะหากพนักงานขาดทักษะ คุณก็ต้องให้เขาแก้งานซึ่งเป็นการเสียเวลาอยู่ดี  สู้เสียเวลาเพื่อพัฒนาทักษะและความรู้เขาสักหน่อย เพื่อให้ได้งานที่ถูกต้องมีคุณภาพไม่ดีกว่าหรือ

นายหลายคนมักมองว่าที่เคี่ยวเข็น หรือดุด่าลูกน้องก็เพื่อให้งานออกมาดี  ตรงนี้ไม่มีใครเถียงครับ  แต่อยากให้ผู้ที่เป็นนายทุกคนลองทบทวนด้วยว่าเราโยนงานหรือมอบหมายงานลูกน้องกันแน่   เราได้ให้แนวทางกับเขาหรือยัง  เราได้พัฒนาทักษะเขาจนสามารถทำด้วยตัวเองหรือยัง …

สำหรับลูกน้อง  หากคุณไม่เข้าใจสิ่งที่นายสั่งก็ควรจะสอบถาม อย่ากลัว ไม่เช่นนั้นคุณก็ต้องโดนด่าอยู่ดี และจงจำไว้ว่าเมื่อเป็นนาย ต้องสั่งงานลูกน้องให้เป็น  วันนี้แค่นี้ ขอกลับไปรับคำสั่งนายก่อนคร้าบ :)


เล่านิทานสอนงานทีม: ตอนมุมมองของปัญหาและอุปสรรค

ครอบครัวหนึ่งมีลูกสาววัยกำลังซน 3 คน   ชื่อ นุ่ม,นิ่ม และนวล  คราวหนึ่งแม่กำลังทำครัวอยู่ จึงให้นุ่มไปซื้อน้ำปลามา ๑ ขวด นุ่มรีบวิ่งไปซื้อทันที ขากลับเดินสะดุดหลุมหกล้ม ขวดน้ำปลาหลุดมือ นุ่มหยิบขวดน้ำปลาเดินกลับบ้าน สีหน้าเศร้าสร้อย บอกแม่ว่า “แย่จัง หนูทำน้ำปลาหกไปตั้งครึ่งขวด”

อาทิตย์ต่อมาแม่ให้นิ่มไปซื้อน้ำมันมา ๑ ขวด นิ่มซื้อเสร็จ ขากลับเดินสะดุดหิน น้ำมันหกไปครึ่งขวด แต่เธอกลับไปเล่าให้แม่ฟังอย่างยิ้มแย้มว่า “เมื่อกี้หนูหกล้ม แต่ยังดีที่คว้าเอาไว้ได้ทัน มีน้ำมันเหลือตั้งครึ่งขวดแน่ะ”
 
๒-๓ อาทิตย์ต่อมา ถึงเวรของนวลบ้าง เธอไปซื้อน้ำส้มสายชูกลับมาก็บอกแม่ว่า “เมื่อกี้หนูหกล้ม แต่ยังดีที่คว้าเอาไว้ได้ทัน มีน้ำส้มเหลือตั้งครึ่งขวด แต่หนูรับปากว่าต่อไปจะไม่เผลออีก” ว่าแล้วเธอก็กลับไปขุดเอาหินที่โผล่ตามทางเดินออกจนหมด รวมทั้งกลบหลุมที่อาจทำให้ใครต่อใครเดินสะดุดด้วย 

แนวคิดในการสอนงาน
ปัญหาที่ทั้ง 3 คน เจอนั้นเหมือน ๆ กัน  แต่มุมมองต่อปัญหานั้นต่างกันอย่างมาก  ส่งผลให้อารมณ์และความรู้สึกนั้นต่างกันด้วย  อีกทั้งเมื่อเราพบกับปัญหาแล้วเรียนรู้และแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ  ก็จะช่วยให้เราสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาได้ในครั้งต่อๆ ไป


เล่านิทานสอนงานทีม ตอน : อุปสรรค

……….ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว

วันหนึ่งชาวนาได้พาเจ้าลาแก่ออกไปข้างนอก ด้วยความโง่เขลาของมันดันเดินซุ่มซ่าม
ไปตกบ่อแห่งหนึ่ง มันร้องครวญครางเป็นเวลาหลายเพลา
ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมา

ในที่สุดชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้วอีกอย่างบ่อนี้ก็ต้องกลบ
ไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้านเพื่อมาช่วยกลบบ่อ ทุกคนใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่อ

ครั้งแรกเมื่อดินไปถูกหลังลามันตกใจและรู้ชะตากรรมของตนทันที
มันร้องโหยหวนทันที สักพักหนึ่งทุกคนก็แปลกใจที่เจ้าลาเงียบไป

หลังจากที่ชาวนาตักดินใส่ไปในบ่อได้สัก สองสามพลั่วก็เหลือบมองลงไปในบ่อ
ก็พบกับความประหลาดใจที่ว่า ทุกครั้งที่ทุกคนสาดดินไปถูกหลังลามันจะสะบัดดินออกจากหลัง
แล้วก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินเหล่านั้น

ยิ่งทุกคนพยายามเร่งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไรมันก็ก้าวขึ้นมาได้ เร็วมากยิ่งขึ้น
ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจที่เจ้าลาในที่สุดก็สามารถหลุดพ้นจากปากบ่อดังกล่าวได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ชีวิตนี้อุปสรรคต่างๆที่ถาถมเข้ามาหาเราก็เปรียบเสมือนดินที่ สาดเข้ามาหาเรา 
จงอย่าท้อถอยและยอมแพ้  จงแก้เพื่อที่เราจะได้เหยียบมันเพื่อที่จะก้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ
เปรียบเสมือนลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้ฉันใดฉันนั้น”

“อุปสรรคมีไว้ให้ก้าวข้ามไป”
จงมองว่าทุกปัญหามีทางออก …แต่ ..อย่ามองว่าทุกทางออกเป็นปัญหา….


WordPress Themes