บทความที่เกี่ยวกับ tag : ถ่ายภาพ

The Power of RAW

เพื่อน ๆ หลายคนคงเคยเห็นคุณสมบัติหนึ่งของกล้อง Digital นั่นก็คือสามารถถ่ายภาพโดยได้ไฟล์ที่มี format เป็น RAW ได้ (ปกติที่เห็นโดยทั่วไปจะเป็น JPG)   แถมบางคนอาจจะเคยลองถ่ายภาพที่ได้ format RAW แล้วด้วยซ้ำแต่ไม่รู้ว่ามันเอาไปใช้งานยังไง  และหลายคนคงแอบบ่นในใจว่าไม่เห็นภาพมันจะดีกว่าแบบ JPG ตรงไหน  ไฟล์ก็ใหญ่ แถมบางทีเปิดไฟล์ไม่ได้ด้วยซ้ำ

ไฟล์แบบ RAW คือการเก็บรายละเอียดของแสงในขณะนั้นแบบที่เป็นข้อมูลดิบโดยตัวกล้องจะยังไม่ทำการประมวลผล (ปรับภาพตามค่าที่เราตั้งอาทิ White Balance เป็นต้น)  แต่จะนำข้อมูลดิบนี้มาปรับด้วยโปรแกรมของกล้องภายหลัง   ซึ่งต่างกับ format แบบ JPG ที่ตัวกล้องจะทำการประมวลผลด้วยโปรแกรมในตัวกล้อง  (ซึ่งปกติมันก็เก่งเอาการอยู่  แต่ยังไงก็สู้นำมาทำภายหลังด้วยโปรแกรมเฉพาะทางไม่ได้)

การที่ต้องนำมาประมวลผลภายหลังนั้นเนื่องจากการปรับค่าบางอย่างจะใช้เวลาในการทำค่อนข้างนาน  หากใช้ตัวกล้องทำกว่าจะถ่ายภาพต่อไปได้อาจจะต้องรอเป็นนาทีก็คงไม่สะดวก ดังนั้น RAW จึงเป็นทางออกของช่างภาพมืออาชีพทั้งหลาย  อีกประการหนึ่ง format แบบ JPG นั้นจะมีการบีบอัดข้อมูลเพื่อให้ประหยัดเนื้อที่ในการเก็บข้อมูล  ซึ่งเพื่อน ๆ คงสังเกตุเห็นได้ว่ากล้องที่บอกว่าความละเอียด 10 Mega Pixel  ภาพที่ถ่ายออกมาอาจมีขนาดเพียง 3-4 Megabyte เท่านั้น  ก็สืบเนื่องมาจากการบีบอัดข้อมูลดังที่ผมกล่าวมานี่เอง

แต่เพื่อให้สะดวกในการใช้งาน  ส่วนใหญ่กล้องที่มีคุณสมบัติถ่ายภาพแบบ RAW ได้จะสามารถสั่งให้กล้องสร้างไฟล์ขึ้นมาทั้ง RAW & JPG ก็ได้  เพื่อให้สามารถนำไฟล์ JPG ไปดูผ่านโปรแกรมดูภาพมาตรฐานทั่วไปได้     เพราะไฟล์แบบ RAW นั้นต้องใช้โปรแกรมที่ออกแบบมาให้อ่านไฟล์ประเภทนี้ได้  โดย RAW ไฟล์ของแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อก็ไม่เหมือนกันเสียด้วย   ทั้งนี้คงต้องดูจากคู่มือของกล้องเป็นหลัก  เช่น กล้อง Nikon D80 ที่ผมใช้อยู่นั้น  โปรแกรมที่ใช้ในการประมวลผลไฟล์แบบ RAW ไปเป็นไฟล์สำหรับใช้งานก็คือ Nikon Capture NX นั่นเอง  ซึ่งโปรแกรมตัวนี้จะมีฟังก์ชันในการแก้ไขคุณภาพของภาพอย่างครบถ้วน   ซึ่งผมเองก็อยู่ระหว่างการศึกษาเพราะมันมีเยอะเหลือเกิน  แต่จากที่ได้ทดลองใช้กับงานถ่ายภาพของเพื่อนที่มาขอให้ผมเป็นช่างภาพ(จำเป็น) ถ่ายภาพเพื่อใช้ในงานแต่งงาน    ผมพบว่าหลังจากประมวลผลหรือที่หลายคนเรียกว่า process นั้น  ภาพที่ได้จะมีคุณภาพสูงกว่าไฟล์แบบ JPG ที่ได้จากตัวกล้องอยู่พอสมควร  โดยเฉพาะรายละเอียดในส่วนมืดและส่วนสว่างซึ่ง JPG ที่ได้จากกล้องนั้นบางครั้งจะสูญเสียไปเนื่องจากการบีบอัดของ processor ในตัวกล้อง

และหลังจากทำการ Process แล้วเราสามารถบันทึกภาพแบบ TIFF ซึ่งจะเก็บคุณสมบัติไว้อย่างครบถ้วนคล้ายกับ RAW แต่สามารถเปิดได้ด้วยโปรแกรมดูภาพมาตรฐานทั่วไป  หรือจะเลือกบันทึกแบบ JPG ซึ่งสามารถกำหนดระดับของการบีบอัดข้อมูลได้ว่าจะให้ยังคงคุณภาพไว้เพียงไหน

หวังว่าเพื่อน ๆ ที่คิดจะจริงจังกับการถ่ายภาพน่าจะลองหันมาถ่ายภาพโดยใช้ format RAW  เพื่อให้เราได้คุณภาพของภาพดีที่สุด  โดยเฉพาะในสถานะการที่ภาพมี contrast สูง   หรือมีส่วนมืดและส่วนสว่างในภาพมากนั่นเอง

ท้ายสุดก็นำภาพที่ process แล้ว   แต่บันทึกเป็น JPG มาให้เพื่อน ๆ ชมเป็นตัวอย่างนะครับ  โดยภาพแรกมี contrast ค่อนข้างสูง  ส่วนาภาพที่สองนั้นบริเวณที่เป็นส่วนมืดนั้นมืดมาก ๆ จะแทบไม่เห็นรายละเอียดของภาพ  แต่โปรแกรม Capture NX กับคุณสมบัติของไฟล์ RAW ก็สามารถทำให้ภาพออกมาเป็นแบบนี้

raw01

raw02


มุมสงบที่ “สามช่อง”

หลังจากที่คันไม้คันมือมาตลอดหลายเดือน เพราะไม่มีเวลาได้ถ่ายภาพแบบจริง ๆ จัง ๆ เอาซะเลย  วันหยุดหลังจากพาคุณพ่อไปทานอาหารมื้อพิเศษเนื่องในวันพ่อแล้ว  ผมจึงถือโอกาสขับรถไปจังหวัดใกล้ ๆ กับเพื่อน ๆ อีก 3 คนเพื่อหามุมสงบ ๆ ถ่ายภาพให้หนำใจ

จะว่าไปแล้วสถานที่แห่งนี้ผมเคยเฉียด ๆ เข้าไป  แต่ว่าเป็นการไปทานอาหารทะเลสด ๆ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง  มิใช่เป็นการตั้งใจไปถ่ายภาพเหมือนครั้งนี้   … เหตุผลที่ได้หมายปองที่นี่ก็เพราะได้เห็นภาพจาก Multiply ของคุณแอ๊ว ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจอยากไปถ่ายภาพที่นี่บ้าง  เพราะดูแล้วสงบ เยือกเย็น ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยได้ถ่ายภาพสถานที่ท่องเที่ยวแนว ๆ นี้มากนัก  อีกอย่างบรรดาเพื่อน ๆ ของผมที่สดแสนจะหลงไหลกับ yoga คงจะสนุกสนานกับการ post ท่าต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูสงบแบบนี้แน่ ๆ .. นี่จึงเป็นที่มาของการเดินทางไปเยือน “สามช่อง” ของผมในครั้งนี้

วันอาทิตย์ที่ 6 ธ.ค. ผมขับรถฝ่าสายฝนที่ตกหนักมาก ๆ ไปตระเวนรับเพื่อนๆ เพื่อมุ่งหน้าไปยังอำเภอกะโสมซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนสนิทที่เมื่อก่อนเคยร่วม trip ท่องเที่ยวด้วยกันทุกปี  แต่บัดนี้เธอได้กลายเป็นคุณแม่ไปเสียแล้ว โอ้อนิจจา เลยอดเที่ยวแบบพวกเราเลย อิอิ .. แต่เธอก็ยังเป็นที่คิดถึงของพวกเราเพราะบ้านของเธอนั้นอยู่ใกล้กับสามช่องพอดี  แถมมีห้องหับระดับห้าดาวให้พวกเรานอนตีพุงกันอย่างสบายใจกันตลอดคืน

เราไปถึงที่พักก็ค่ำมากแล้ว  โชคยังพอเข้าข้างอยู่บ้างที่จังหวัดพังงาฝนไม่ตกเหมือนกับภูเก็ต  แต่บนท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยเมฆหนาทึบ  ทำให้ผมจิตใจหดหู่เล็กน้อยเพราะคิดว่าคงหมดโอกาสได้ถ่ายภาพงาม ๆ แน่ในวันรุ่งขึ้น

ตีห้าตรงเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น และหลังจากที่ทำธุระส่วนตัวกันเรียบร้อยเราก็เดินทางออกจากที่พักมุ่งสู่ “สามช่อง”   ซึ่งจุดที่เราจะไปเรียกว่า “สามช่องใต้”  โดยที่นี่เป็นชุมชนชาวประมงที่มีสะพานปลายื่นลงไปในทะเล  โดยมีเรือหางยาวจอดสงบนิ่งอยู่หลายลำ

บรรยากาศเช้านี้ก็ไม่ต่างจากที่ผมจินตนาการไว้มากนัก  ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆ  แต่โชคดีที่ฝนไม่ตก และสีสันแบบนี้ก็ดูจะเหมาะกับ concept สงบ ๆ แบบที่ผมนึกเอาไว้   โดยไม่รีรอผมรีบนำกล้องออกมาประกอบขาตั้ง  กดชัตเตอร์ไปเรื่อยๆ  ในขณะที่สาว ๆ นางแบบโยคะนอนพักผ่อนรอให้สว่างมากกว่านี้… ผมเลือกใช้ชัตเตอร์สปีดประมาณ 5-10 วินาที  โดยที่รูรับแสงประมาณ f/8  เพื่อเก็บบรรยากาศของแสงยามเช้าอันงดงาม  … จุดเด่นอย่างหนึ่งของที่นี่สำหรับช่างภาพอย่างผมคือเรือที่จอดลอยลำ และไม้หลักปักขี้เลนที่ปักอยู่ประปรายทำให้องค์ประกอบของภาพดูสมบูรณ์และมีเรื่องราวมากยิ่งขึ้น  อีกทั้งมีคลื่นเล็ก ๆ ทำให้ภาพของน้ำที่เกิดจากการเปิดรับแสงนาน ๆ ดูนุ่มนวลชวนฝันมาก ๆ

มาชมภาพบรรยากาศกันเลยดีกว่าครับ

ส่วนภาพนี้ก็เป็นภาพการ post ท่าโยคะของบรรดาสาว ๆ ซึ่งมีเยอะมากแต่เอามาให้ชมพอเป็นน้ำจิ้มกันหนึ่งภาพครับ

แม้ว่าอากาศจะไม่ดีสมใจ เพราะเกือบเก้าโมงแล้วยังไม่เห็นพระอาทิตย์และแสงอุ่น ๆ ยามเช้าเลย โปรแกรมถ่ายภาพ candid ของวิถีชีวิตชาวบ้านแถวนั้นก็เลยเป็นอันต้องยกเลิกไป เอาไว้มีโอกาสจะกลับมาแก้ตัวอีกทีคร้าบ


อากาศดี้ดีที่…ภูเก็ต

หลังจากที่พายุฝนถล่มภูเก็ตและจังหวัดอื่นเมื่อหลายวันที่ผ่านมา…วันนี้เป็นวันที่ฟ้าใสเหมาะกับการถ่ายภาพมาก  เห็นท้องฟ้าช่วงกลางวันกับแสงสีทองตอนเย็นแล้วอยากจะหยิบกล้องออกไปถ่ายภาพเหลือเกิน  แต่งานมันสุดแสนจะยุ่งแถมเจ้า notebook คู่ใจก็มาพังจนข้อมูลทั้งหมดหายไป  เล่นเอาผมเครียดอยู่หลายวันจนไม่มีเวลามา update blog เลย (ในที่สุดก็หาคำแก้ตัวได้ อิอิ)  … พอนึกถึงเรื่องถ่ายภาพก็เลยลองมาหาภาพเก่า ๆ ที่ยังพอเหลืออยู่จากการ backup ไว้  มาเจอภาพนี้เข้าก็รู้สึกว่าน่าจะเหมาะกับวันอากาศดี ๆ แบบนี้จึงเอามา post เล่น ๆ  แม้ว่าจะผิด concept ไปหน่อยเพราะภาพนี้ถ่ายที่เขาหลักจังหวัดพังงา  แต่ก็ถ่ายในวันที่อากาศดี้ดีเหมือนกัน จึงขออนุโลมว่าใช้ได้ หุหุ … สองสามวันที่แล้วเครียดเพราะเครื่องเจ๊ง  ผมก็หวังว่าวันพรุ่งนี้คงเป็นวันดี๊ดีของผมเหมือนอากาศที่ภูเก็ตเน้อ สาธุ…

สำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังคิดว่าจะไปเที่ยวไหนดีในช่วงหนาวนี้ ผมขอส่งภูเก็ตเข้าประกวดนะครับ เพราะอยากจะบอกว่าช่วงที่ฟ้าสวยที่สุดของภูเก็ตเป็นหน้าหนาวนี่แหละ ไม่ใช่หน้าร้อนอย่างที่ใครหลาย ๆ คนเข้าใจ เพราะในช่วงหน้าร้อนจะมีเมฆหมอกเยอะทำให้อากาศค่อนข้างจะขมุกขมัว ไม่เหมือนช่วงนี้อากาศดีจริง ๆ แถมปีนี้ภูเก็ตได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บ้านเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมาก บรรดาโรงแรมทั้งหลายจึงพากันลดราคาขนานใหญ่ ผมเห็นโรงแรมติดหาดอย่างหรูราคาแค่ 2,000-3,000 บาทต่อคืน เทียบกับปกติที่ขายกันเกือบหมื่นแล้วก็ใจหาย  … หลาย ๆ คนเคยพูดว่าภูเก็ตขายแพง ไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวไทย ผมเองฟังทีไรก็รู้สึกไม่ดีทุกครั้ง แต่ก็อยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นไปตามกลไกของตลาดด้วย เพราะเมื่อมีความต้องการมาก และหลาย ๆ โรงแรมก็ลงทุนตกแต่งอย่างดี ดังนั้นก็ต้องขายแพงเพื่อให้คุ้มกับการลงทุนและค่าใช้จ่ายครับ ซึ่งรายได้ที่ได้มานั้นก็ไม่ได้ไปไหนแต่ตกอยู่กับพนักงานหรือผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งมาจากทั้งภูเก็ตและคนต่างถิ่น แถมภาษีที่เก็บได้จากภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่ภูเก็ตก็ถูกนำไปใช้พัฒนาประเทศมากมาย  ไม่รู้จะเหมือนแก้ตัวหรือเปล่าแต่ก็อยากให้มองในมุมนี้บ้างครับ  ส่วนที่ผมยอมรับและหดหู่ใจเพราะไม่รู้จะแก้ตัวแทนยังไงก็คือ เรื่องพฤติกรรมของคนบางคนที่ทำให้ภูเก็ตเสียชื่อเช่น ตุ๊ก ๆ หรือ taxi บางคนที่เก็บค่าโดยสารแพงเกินจริง  ก็หวังว่าในไม่ช้าทางภาครัฐคงหาวิธีการแก้ปัญหานี้ได้  เพื่อให้ภูเก็ตได้เป็นเมืองที่น่าไปเที่ยวทั้งของต่างชาติและของคนไทยด้วยกัน …


อารมณ์ศิลปิน

ลักษณะเฉพาะอย่างนึงของศิลปินก็คือต้องมองโลกให้มันสวยงามเข้าไว้  แม้ว่าของจริงมันจะขี้เหร่แค่ไหนก็ตาม  ถ้าอารมณ์ศิลปินเข้าสิงเมื่อไหร่เป็นต้องพยายามเสาะแสวงหามุมอันสวยงามให้ได้เมื่อนั้น … ช่างภาพที่ดีนั้นต้องมองเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็นหรือมองข้าม  และก็ไอ้นิสัยแบบนี้แหละจะทำให้เราได้ภาพที่แปลกตาสำหรับคนทั่วไป  แต่ก็ต้องแลกกับสายตาดูถูกดูแคลนที่คนอื่นดูเวลาเราก้ม ๆ เงย ๆ ถ่ายภาพอะไรสักอย่างที่ดูแล้วไม่น่าจะเข้าท่าเลย

วันนี้ผมเอาภาพมาฝากสองภาพที่ถ่ายเมื่อวานช่วงอารมณ์ศิลปินเข้าสิง เพราะทำงานช่วงกลางวันเหนื่อยมาก  ตกเย็นก็เลยเดินเตร็ดเตร่หาอะไรถ่ายภาพไปเรื่อยเปื่อย อารมณ์ประมาณคนเดินหาหัวแหวนเพชรที่ทำหล่นนั่นแหละ  เผอิญสายตอไม้เก่า ๆ ที่มีเห็ดขึ้นอยู่  ก็เลยเอาซูมช่วงเทเลออกมาถ่ายโดยเลือกรูรับแสงกว้างสุดเพื่อให้ภาพชัดเฉพาะจุดที่โฟกัส (ช่างภาพเขาเรียกหลังกระจาย  มักใช้กับการถ่ายภาพบุคคล แต่วันนี้หาคนไม่ได้ก็เลยได้ตอไม้แทน อิอิ)   พยายามหามุมที่ได้ฉากหลังเป็นสีเขียวเข้มตัดกับสีของเห็น หรือไม่ก็เลือกให้มี highlight บ้างเพื่อให้ภาพดูแล้วมีชีวิตชีวา  ผลก็ออกมาอย่างที่เห็นนี่แหละครับ  ไม่ได้สวยงามอะไรมากมาย แต่ก็ดูแล้วสบายหูสบายตาดี … เพื่อน ๆ ที่อยากเป็นช่างภาพที่ดี  เวลามีกล้องอยู่ในมือ ต้องพยายามมองให้เห็นสิ่งที่สวยงามที่อยู่รอบข้างตัวเรานะครับ  บางครั้งของเล็ก ๆ น้อย ๆที่เรามองข้ามนั้นอาจมีมุมที่สวยงามซ่อนหรือแฝงอยู่ก็ได้ อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นมันหรือไม่แค่นั้นเอง … จะว่าไปการมีนิสัยช่างภาพนั้นสามารถนำไปเป็นข้อคิดที่ดีในการทำงานได้อีกด้วย  คือให้เราพยายามมองหาด้านที่สวยงาม หรือด้านที่ดีของเพื่อนร่วมงาน  เราก็จะทำงานกับเขาได้อย่างมีความสุข เหมือนกับที่ผมมีความสุขกับการถ่ายภาพสองภาพนี้ครับ … ขอให้มีความสุขกันทุกคนครับ

เห็ดบนขà¸à¸™à¹„ม้


เล่นกับไฟ ภาค 2

หลังจากเคยเขียนเรื่อง “เล่นกับไฟ” มาแล้วครั้งหนึ่ง  ซึ่งในครั้งนั้นใช้เทคนิคง่าย ๆ คือเปิดชัตเตอร์นาน ๆ แล้วส่ายกล้องไปมา  ก็จะได้ไฟเป็นเส้นสายสวยงาม  ยิ่งไฟมีสีสันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดูสดใสสวยงามมากขึ้นเท่านั้น

วันนี้ผมนำภาพแนวคล้าย ๆ กันมาฝากอีกครั้ง  เพราะได้มีโอกาสไปเที่ยวงานวัดฉลอง (จะว่าไปเที่ยวก็ไม่เชิงเพราะตั้งใจไปถ่ายภาพแสงไฟโดยเฉพาะ)  ซึ่งอยู่ใกล้บ้านมากขี่มอเตอร์ไซด์ 2 นาทีก็ถึง  ปกติแล้วงานวัดจะมีช่วงเดือนมกราคมของทุกปีและจะมีคนมาเที่ยวงานวัดฉลองเยอะมากเพราะเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของภูเก็ต  แต่ปีนี้พิเศษหน่อยคือมีงาน 2 ครั้ง  ครั้งแรกจัดไปแล้วเมื่อตอนต้นปี  แต่ช่วงนี้จัดเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีมรณภาพของหลวงพ่อแช่มวัดฉลอง (วัดไชรธาราราม) ซึ่งเป็นหลวงพ่อที่ชาวภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียงนับถือกันเป็นอย่างมาก  ก็เลยมีงานมหรสพคล้าย ๆ กับเมื่อต้นปี  แต่ว่างานนี้มีการประดับไฟตกแต่งมากกว่าตั้งแต่ปากทางเข้างานไปจนถึงในวัด  ผมขับรถผ่านทุกวันก็เล็ง ๆ ไว้แล้วว่าจะต้องมาถ่ายภาพสักหน่อย  วันนี้ช่วงค่ำไม่มีอะไรทำก็เลยแชว๊ปไปถ่ายภาพเสียเลย

ลักษณะของการประดับไฟก็เหมือนภาพข้างล่างนี่แหละครับ  ดู ๆไปก็สวยดี  เพราะหลอดไฟที่เป็นสี ๆ มันหมุนได้ด้วย (เหมือนชิงช้าสวรรค์ขนาดย่อม) 

เทคนิคการถ่ายภาพไฟกลางคืน

แต่การถ่ายภาพแบบภาพนี้ก็ดูจะธรรมดาไปหน่อย ไม่สมกับการแบกขาตั้งกล้องและกระเป๋ากล้องขึ้นมอเตอร์ไซด์มา  ภาพต่อมาผมก็เลยเล็งไปที่ชุดหลอดไฟที่กำลังหมุน  ตั้งกล้องบนขาตั้งกล้องแล้วเลือกความเร็วชัตเตอร์ต่ำหน่อย (ราว ๆ 1.5 วินาที) ภาพที่ได้ก็เป็นอย่างนี้ครับ

เทคนิคการถ่ายภาพไฟกลางคืน

 ทีนี้ก็เลยชักสนุกครับ  เนื่องจากเลนส์ที่ใช้เป็นซูมก็เลยใช้ประโยชน์ซะให้เต็มที่   โดยลดความเร็วชัตเตอร์ต่ำลงไปอีกเป็น 4 วินาที แล้วขณะที่กล้องกำลังเปิดรับแสงก็ซูมภาพใกล้เข้าไปทีละนิด  ภาพที่ได้ก็อย่างที่เห็นครับ  เห็นเงาคนที่เดินผ่านไปมาเป็นสีดำ ๆ ด้วย  ได้อารมณ์แฟนตาซีไปอีกแบบ

เทคนิคการถ่ายภาพไฟกลางคืน

หลังจากทดลองถ่ายมุมนี้หลาย ๆ ภาพเพื่อกันเหนียวแล้ว ก็เดินไปยังบริเวณป้ายหน้าวัด ซึ่งเพิ่งจะสร้างเสร็จใหม่ ๆ และมีไฟประดับด้วย (แต่ที่นี่ไม่หมุนครับ) ก็เลยมาใช้เทคนิคการซูมทอีกครั้ง ได้ผลดังภาพต่อไปนี้

เทคนิคการถ่ายภาพไฟกลางคืน

หลังจากนั้นก็เดินเข้าไปชมงานด้านใน แต่ก็ยังมองหาไฟประดับเพื่อถ่ายภาพเพิ่มเติม ก็ได้มาหลากหลายรูปแบบ ลองดูก็แล้วกันครับว่าชอบอันไหน

เทคนิคการถ่ายภาพไฟกลางคืน

เทคนิคการถ่ายภาพไฟกลาง<br /> คืน

เทคนิคการถ่ายภาพไฟกลางคืน 

เทคนิคการถ่ายภาพไฟกลางคืน

เทคนิคการถ่ายภาพไฟกลางคืน

เทคนิคการถ่ายภาพไฟกลางคืน

เป็นไงบ้างครับ เอามาฝากหลากหลายรูปแบบหวังว่าคงถูกใจเพื่อน ๆ นะครับ … หลังจากถ่ายภาพเสร็จบังเอิญไปเจอซุ้มของโรงพยาบาลซึ่งมาให้บริการตรวจสุขภาพฟรี ก็เลยเข้าไปวัดความดันดู ปรากฎว่าความดันสูงครับ … เอ้า..เวรกรรม… ( มิน่าล่ะช่วงนี้ปวดหัวบ่อย ๆ :O )… หมอก็เลยแนะนำว่าอย่านอนดึก งั้นคืนนี้คงต้องขอตัวไปนอนแล้วล่ะครับ ไม่งั้นต้องล้มหมอนนอนเสื่อล่ะก็แย่เลย บ๊าย บาย คับ


WordPress Themes