บรรยากาศสวย ๆ บางครั้งก็มาในยามที่ช่างภาพไม่พร้อมอยู่บ่อย ๆ โชคร้ายที่สุดเห็นจะเป็นการได้พบกับบรรยากาศนั้นโดยไม่มีกล้องติดมือไปด้วย ได้เพียงเก็บไว้ในความทรงจำ แต่บางครั้งมีกล้องอยู่ด้วยแท้ ๆ แต่เอาอุปกรณ์มาไม่ครบ อันนี้ยิ่งเจ็บใจเหลือหลาย ก็เลยต้องอาศัยพึ่งพิงสิ่งรอบตัวเป็นตัวช่วยอยู่บ่อย ๆ …
เคยเจอเหตุการณ์ที่ได้พบบรรยากาศยามค่ำคืนอันสวยงาม และบังเอิญมีกล้องติดตัวแต่กลับไม่ได้เอาขาตั้งกล้องมาด้วยไหมครับ (ขาตั้งกล้องช่วยให้สามารถถ่ายภาพโดยใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำเพื่อเก็บบรรยากาศในสภาพแสงน้อยได้โดยไม่สั่นไหว) … ผมน่ะเป็นอยู่บ่อย ๆ เพราะชอบหิ้วกระเป๋ากล้องไป-กลับ บ้าน-ที่ทำงาน (หวงเหมือนลูก อิอิ) ก็เลยต้องหาตัวช่วยและที่ใช้บ่อยที่สุดก็เห็นจะเป็นโต๊ะนี่แหละครับ เพราะมันเรียบและมั่นคงเป็นที่สุด แม้ว่าจะไม่สามารถตั้งกล้องให้ก้มหรือเงยได้สะดวกนักแต่ก็ดีกว่าไม่มีเอาเสียเลย … สำหรับมือใหม่อาจจะงงว่าทำไมไม่ใช้แฟลชล่ะ? ก็ต้องอธิบายหน่อยครับว่าการใช้แฟลชถ่ายภาพยามค่ำคืนนั้นจะได้แสงเฉพาะสิ่งที่อยู่ใกล้กับกล้อง แถมภาพที่ออกมาก็ดูแข็ง ๆ เพราะแสงของแฟลชไม่ใช่แสงโดยธรรมชาติ ที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นโต๊ะเสมอไปครับ จะเป็นเก้าอี้, เสา, กำแพง ฯลฯ ก็ได้ขอให้วางกล้องได้นิ่งก็เป็นพอ แนะนำเทคนิคเพิ่มนิดนึงคือควรใช้ระบบการตั้งเวลาถ่ายเพื่อให้เราสามารถใช้มือกดกล้องได้แน่นและนิ่งที่สุดตอนที่กล้องเปิดรับแสง เพราะหากใช้มือกดชัตเตอร์หากไม่นิ่งพอก็จะทำให้ภาพไหวได้เหมือนกัน ยิ่งถ้าได้สายลั่นชัตเตอร์ยิ่งดีครับ (ขนาดขาตั้งกล้องยังไม่เอามาเลย แล้วจะเอาสายลั่นมาเร้อ… หุหุ)
วันนี้เอาตัวอย่างภาพที่ไปงานเลี้ยงสังสรรค์มาให้ดูครับ ทีแรกไม่ได้คิดว่าจะถ่ายภาพแต่เห็นบรรยากาศในห้องสวยดีก็เลยอดไม่ได้ โชคดีที่มีโต๊ะตัวใหญ่วางอยู่กลางงานเลี้ยง ก็เลยถือโอกาสใช้แทนขาตั้งกล้องซะเลย
บางครั้งถ่ายให้เห็นขอบโต๊ะแบบมัว ๆ หน่อย (ใช้รูรับแสงกว้าง) ก็ช่วยเพิ่มมิติให้ภาพดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ภาพสุดท้ายเน้นให้เห็นโต๊ะแบบเต็ม ๆ ไปเลย เพราะแสงสะท้อนบนโต๊ะก็สวยงามไปอีกแบบ

หวังว่าเพื่อน ๆ คงนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ยามจำเป็นได้นะครับ เพราะบรรยากาศอันงดงามนั้นบางครั้งเกิดให้เราเห็นเพียงครั้งเดียวในชีวิต (ฟังดูเวอร์ไปหน่อย แต่บางครั้งมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับโดยเฉพาะภาพช่วงพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก) ดังนั้นอะไรอยู่ใกล้ตัวก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์เหมือนกรณี “โต๊ะจำเป็น” ที่ผมยกตัวอย่างนี่แหละครับ
หลังจากเคยเขียนเรื่อง “เล่นกับไฟ” มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งในครั้งนั้นใช้เทคนิคง่าย ๆ คือเปิดชัตเตอร์นาน ๆ แล้วส่ายกล้องไปมา ก็จะได้ไฟเป็นเส้นสายสวยงาม ยิ่งไฟมีสีสันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดูสดใสสวยงามมากขึ้นเท่านั้น
วันนี้ผมนำภาพแนวคล้าย ๆ กันมาฝากอีกครั้ง เพราะได้มีโอกาสไปเที่ยวงานวัดฉลอง (จะว่าไปเที่ยวก็ไม่เชิงเพราะตั้งใจไปถ่ายภาพแสงไฟโดยเฉพาะ) ซึ่งอยู่ใกล้บ้านมากขี่มอเตอร์ไซด์ 2 นาทีก็ถึง ปกติแล้วงานวัดจะมีช่วงเดือนมกราคมของทุกปีและจะมีคนมาเที่ยวงานวัดฉลองเยอะมากเพราะเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของภูเก็ต แต่ปีนี้พิเศษหน่อยคือมีงาน 2 ครั้ง ครั้งแรกจัดไปแล้วเมื่อตอนต้นปี แต่ช่วงนี้จัดเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีมรณภาพของหลวงพ่อแช่มวัดฉลอง (วัดไชรธาราราม) ซึ่งเป็นหลวงพ่อที่ชาวภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียงนับถือกันเป็นอย่างมาก ก็เลยมีงานมหรสพคล้าย ๆ กับเมื่อต้นปี แต่ว่างานนี้มีการประดับไฟตกแต่งมากกว่าตั้งแต่ปากทางเข้างานไปจนถึงในวัด ผมขับรถผ่านทุกวันก็เล็ง ๆ ไว้แล้วว่าจะต้องมาถ่ายภาพสักหน่อย วันนี้ช่วงค่ำไม่มีอะไรทำก็เลยแชว๊ปไปถ่ายภาพเสียเลย
ลักษณะของการประดับไฟก็เหมือนภาพข้างล่างนี่แหละครับ ดู ๆไปก็สวยดี เพราะหลอดไฟที่เป็นสี ๆ มันหมุนได้ด้วย (เหมือนชิงช้าสวรรค์ขนาดย่อม)

แต่การถ่ายภาพแบบภาพนี้ก็ดูจะธรรมดาไปหน่อย ไม่สมกับการแบกขาตั้งกล้องและกระเป๋ากล้องขึ้นมอเตอร์ไซด์มา ภาพต่อมาผมก็เลยเล็งไปที่ชุดหลอดไฟที่กำลังหมุน ตั้งกล้องบนขาตั้งกล้องแล้วเลือกความเร็วชัตเตอร์ต่ำหน่อย (ราว ๆ 1.5 วินาที) ภาพที่ได้ก็เป็นอย่างนี้ครับ

ทีนี้ก็เลยชักสนุกครับ เนื่องจากเลนส์ที่ใช้เป็นซูมก็เลยใช้ประโยชน์ซะให้เต็มที่ โดยลดความเร็วชัตเตอร์ต่ำลงไปอีกเป็น 4 วินาที แล้วขณะที่กล้องกำลังเปิดรับแสงก็ซูมภาพใกล้เข้าไปทีละนิด ภาพที่ได้ก็อย่างที่เห็นครับ เห็นเงาคนที่เดินผ่านไปมาเป็นสีดำ ๆ ด้วย ได้อารมณ์แฟนตาซีไปอีกแบบ

หลังจากทดลองถ่ายมุมนี้หลาย ๆ ภาพเพื่อกันเหนียวแล้ว ก็เดินไปยังบริเวณป้ายหน้าวัด ซึ่งเพิ่งจะสร้างเสร็จใหม่ ๆ และมีไฟประดับด้วย (แต่ที่นี่ไม่หมุนครับ) ก็เลยมาใช้เทคนิคการซูมทอีกครั้ง ได้ผลดังภาพต่อไปนี้

หลังจากนั้นก็เดินเข้าไปชมงานด้านใน แต่ก็ยังมองหาไฟประดับเพื่อถ่ายภาพเพิ่มเติม ก็ได้มาหลากหลายรูปแบบ ลองดูก็แล้วกันครับว่าชอบอันไหน





เป็นไงบ้างครับ เอามาฝากหลากหลายรูปแบบหวังว่าคงถูกใจเพื่อน ๆ นะครับ … หลังจากถ่ายภาพเสร็จบังเอิญไปเจอซุ้มของโรงพยาบาลซึ่งมาให้บริการตรวจสุขภาพฟรี ก็เลยเข้าไปวัดความดันดู ปรากฎว่าความดันสูงครับ … เอ้า..เวรกรรม… ( มิน่าล่ะช่วงนี้ปวดหัวบ่อย ๆ :O )… หมอก็เลยแนะนำว่าอย่านอนดึก งั้นคืนนี้คงต้องขอตัวไปนอนแล้วล่ะครับ ไม่งั้นต้องล้มหมอนนอนเสื่อล่ะก็แย่เลย บ๊าย บาย คับ