นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่ง..
ได้เริ่มหยุดการสัมมนาของเขา..
โดยการหยิบแบงค์ 1,000 ขึ้น มา
ในห้องที่มีผู้เข้าฟัง..ร่วม 200 ท่าน
แล้วเขาก็พูดว่า..
“ใครอยากได้แบงค์ 1,000 นี้ บ้าง?”
มีมือ..ได้ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก
เขาก็พูดต่อว่า..
“ฉันจะให้เงินแบงค์1,000 นี้..
แก่หนึ่งในพวกท่าน..
แต่ครั้งแรกนี้..ฉันจะทำอย่าง นี้”
เขาเริ่มที่จะขยำๆ เงิน นั้น
แล้วเขาก็ถามอีกว่า ..
“ใครจะยังต้องการมันอีก?”
ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก
“ดี” ..เขาตอบ
“แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ”
และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้น..
เริ่มที่เหยียบย่ำมัน..ด้วยรองเท้าของ เขา
แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา
ขณะนี้..มันทั้งยับยู่ยี่และ สกปรก
“ตอนนี้.. ใครยังต้อง การมันอีก?”
ก็ยังคงมีคนยกมืออีก..
“เพื่อนๆ ..คุณได้เรียนรู้บทเรียน
ที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้ว ว่า..
ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน ..
คุณก็ยังต้องการมันอยู่
เพราะว่า..
มันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย
มันก็ยังคงมีค่า1,000 บาทอยู่นั่น เอง
เหมือนกับหลายๆครั้ง..ในชีวิตของ เรา
ที่ถูกทิ้ง.. ถูกเหยียบ ย่ำ ..
และถูกทำให้สกปรก..
โดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมัน
และสภาพแวดล้อมที่เราเจอ
ทำให้เรารู้สึกว่า..
คุณค่าของเรา–ลดน้อยลง
แต่ไม่ว่าอะไร..ที่ได้เกิดขึ้น
หรืออะไร..ที่จะเกิดขึ้น
คุณไม่เคยสูญเสีย–คุณค่าในตัว เอง
คุณเป็นคนพิเศษ..
อย่าลืมมันตลอดไป…
อย่านำความผิดหวัง..ของเมื่อวาน
มาบดบังความฝัน..ในวันพรุ่งนี้
- – - – - forward mail – - – - – -
นานมาแล้วชั้นเคยถูกจับให้ไปเล่นเกมๆ นึงแบบที่ชั้นไม่เต็มใจ
แต่พอเล่นไปแล้วก้อประทับใจมากเลยทีเดียว มันเป็นเกมเกี่ยวกับความรัก…
…มีคนตั้งขึ้นมาว่า จะมีสะพานไม้เล็กๆอยู่ ให้เดินไปจนถึงโดยที่หลับตา
ถ้าใครสามารถเดินไปถึงได้
โดยไม่ตกลงมา คุณและคู่รักของคุณจะเป็นเนื้อคู่กันตลอดไป…
ทุกคนจึงพยายามเดินแล้วหลายรอบ แต่ก้อตกลงมาทุกที
บางคนถึงกับคิดว่าชั้นคงไม่มีเนื้อคู่แล้วล่ะสิ
จนมีคนๆ นึงเดินไปถึง และไม่ตกลงมา
ทุกคนก้อถามว่าเดินยังไงหละถึงไม่ตก..พอคนๆ นั้นตอบทุกคน
ก้อเงียบไปเลย
เค้าบอกว่า
“ชั้นแอบลืมตาเดินไง”…
ลองคิดดูดิ
เพื่อความรัก ทุกคนยอมหลับตา..และยอมปฏิเสธสิ่งต่างๆ ที่ทุกคนผ่านมัน
โดยไม่มองอะไรเลย..เค้า สั่งให้หลับตาเดินก้อยอม
แล้วมันจะไปถึงได้อย่างไร..ในเมื่อตาเรามองไม่เห็นทาง..เวลามีความรัก
ลองเปิดตามองให้ไกล..อย่าปล่อยให้ความรักทำให้ตาบอด..
ถึงแม้ลืมตาเดินแล้วยังตกลงมาอีกก้อคงไม่
เจ็บเท่าตกลงมาเพราะหลับตาเดิน..
เพราะเราจะรู้ว่าต้องตกท่าไหนจึงจะเจ็บน้อยที่สุด
เรื่องเล่าว่า…. มีคน 2 คนเป็นเพื่อนซี้กัน
ต่างร่วมเดินทางไปในทะเลทรายด้วยกัน…
ระหว่างทาง… เกิดโต้เถียงขัดแย้ง ไม่เข้าใจกัน
เพื่อนคนหนึ่ง…พลั้งลงมือ…ตบหน้าอีกฝ่าย
คนถูกทำร้าย…
เจ็บปวด… แต่ไม่เอ่ยวาจา… กลับเขียนลงบนผืนทรายว่า
“วันนี้…ฉันถูกเพื่อนรักตบหน้า”
พวกเขายังคงเดินทางต่อ…
กระทั่งถึงแหล่งน้ำ
พวกเขาตัดสินใจอาบน้ำ…ชำระกาย…
พลันคนที่ถูกตบหน้ากลับจมน้ำ…
เพื่อนอีกคนไม่รั้งรอ…เข้าช่วยชีวิต
คนรอดตาย…ยังคงไม่เอ่ยวาจา…กลับสลักลงไปบนหินใหญ่…
“วันนี้…เพื่อนรักช่วยชีวิตฉันไว้”
อีกคนไม่เข้าใจ…ถามว่า…
“เมื่อถูกฉันตบหน้า…เธอเขียนลงทราย…แล้วทำไมเมื่อครู่…ต้องสลักบนหิน”
อีกคนยิ้มพราย… กล่าวตอบ
“เมื่อถูกเพื่อนรักทำร้าย…เราควรเขียนมันไว้บนทราย
ซึ่งสายลมแห่งการให้อภัย…จะทำหน้าที่พัดผ่าน…ลบล้างไม่เหลือ
แต่เมื่อมีสิ่งที่ดีมากมาย… บังเกิด
เราควรสลักไว้บนก้อนหินแห่งความทรงจำในหัวใจ…
ซึ่งจะไม่มีสายลมแรงเพียงใด… ลบล้างทำลาย….”
ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเป็นคนที่ชอบกินหัวปลามากเป็นพิเศษ
จนเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เพื่อนฝูง ทุกครั้งที่บ้านของเขากินปลา
คนในบ้านของเขาก็มักที่จะคีบหัวปลาให้เขาก่อนเป็นอันดับแรก
และทุกๆครั้งที่เพื่อนๆนัดเลี้ยงสังสรรค์กัน ทุกๆคนก็มักจะเลือกเอาหัวปลาให้เขาก่อเสมอ
แต่ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใดในเวลาที่อยู่กับเพื่อนๆเขามักจะปฏิเสธความหวังดีนี้อยู่เสมอ
เมื่อไม่นานมานี้เอง ผมได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตแล้ว
ก่อนที่เขาจะสิ้นใจ มีเพื่อนสนิทหลายคนได้ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
บางคนถึงขนาดทำหัวปลาปรุงพิเศษไปให้ แต่ในขณะนั้น
เขาไม่สามารถที่จะกินอะไรได้อีกแล้ว
แต่ก็ยังพยายามที่จะเปิดเผยความลับที่เขาได้ปกปิดมานานนับสิบปี
ให้เพื่อนๆฟังด้วยความยากลำบากว่า…..
“เราขอขอบใจในน้ำใจของพวกเพื่อนๆที่อุตส่าห์ทำหัวปลามาให้และในเมื่อมาถึงขั้นนี้
เราก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังอะไรพวกเพื่อนอีกแล้ว
แม้ว่าหัวปลาจะอร่อยและเราก็ได้กินมันมาครึ่งค่อนชีวิตแล้วก็ตาม
แต่เราขอบอกตามตรงเลยว่าเราไม่เคยชอบกินมันเลย
หากแต่เป็นฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี
อีกทั้งคนในครอบครัวต่างก็ชอบกินเนื้อปลากันทั้งนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้
หากเราเลือกที่ยังจะกินเนื้อปลาพวกเขาก็จะได้กินกันน้อยลง
แต่ถ้าหากเราจะไม่กินปลาเลยพวกเขาก็คงจะรู้
และไม่สบายใจ ดังนั้น เราก็เลยต้องแกล้งทำเป็นชอบกินหัวปลา
ทั้งๆที่ความจริงแล้ว เราเองก็อยากที่จะกินเนื้อปลากับเขาด้วยเหมือนกัน!
จนถึงทุกวันนี้ทุกครั้งที่ผมได้ยินว่ามีคนชอบกินหัวปลา
ผมเองก็อดที่จะมองเขาด้วยความพินิจพิเคราะห์ไม่ได้
ในใจก็ตั้งคำถามว่า เขา “รักที่จะกินหัวปลา”
หรือ “กินหัวปลาเพราะรัก” กันแน่?…
ข้อคิดในการสอนงาน
สิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาของเราไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นจริงเสมอไป
บางคนรักที่จะทำ จึงไม่เคยสนใจหรือใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น
แต่บางคนทำเพราะรัก จึงยอมสละทุกสิ่งโดยไม่เคยคิดถึงตัวเอง
แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ก็ตาม … คุณล่ะครับเป็นคนแบบไหน ?
ชายชราชาวจีนผู้หนึ่งซึ่งรับอาชีพเป็นคนหาบน้ำ ทุกวันเขาจะต้องหาบถังน้ำสองใบโดยแขวนอยู่บนไม้คานหนักไปตักน้ำยังลำธารเพื่อหาบกลับมาที่หมู่บ้าน แต่ทว่าปริมาณน้ำที่เขาหาบมาจากลำธารซึ่งน่าจะปริ่มเต็มทั้งสองถัง กลับเหลือเพียงครึ่งค่อนในถังที่แขวนอยู่บนไม้คานด้านซ้าย
นั่นเป็นเพราะว่าถังน้ำใบนั้นมีรอยแตก น้ำจึงมักจะรั่วไหลออกมาตลอดทาง ในขณะที่ถังน้ำอีกใบหนึ่งไม่มีแม้แต่รอยร้าวจึงสามารถรองรับน้ำได้ในปริมาณมาก
เป็นเช่นนี้อยู่ทุกวันจนกระทั่งสองปีให้หลัง เจ้าถังน้ำที่มีรอยรั่วไม่สามารถอดทนกับรอยแตกของตัวเองได้อีกต่อไปมันมักจะโทษตัวเองอยู่เสมอที่ทำให้ชายชราต้องประสบกับความยากลำบากแบกหาบตัวเองอยู่ทุกวันในขณะที่ตัวเองกลับรองรับน้ำได้เพียงครึ่งเมื่อถึงบ้าน มันจึงพูดกับชายชราด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า…
“ข้าละอายใจเต็มทนที่ทำให้ท่านต้องลำบากและผิดหวัง ท่านก็เห็นว่าทุกวันน้ำที่ท่านตักมาใส่ตัวข้าจะรั่วไหลออกไปจนเกือบหมด ข้าจึงให้น้ำกับท่านได้เพียงแค่ครึ่งค่อน ไม่เหมือนกับถังน้ำอีกใบที่มักจะคุยทับข้าเสมอถึงความสมบูรณ์แบบของตัวเอง ที่ช่วยให้ท่านได้น้ำเต็มปริมาณทุกวัน เมื่อเทียบกันแล้วข้าจึงดูไร้ประโยชน์ไปถนัดตา”
ชายชรายิ้มและพูดกับถังน้ำอย่างเอ็นดูว่า…
เจ้าถังน้ำเอ๋ย…อย่าได้น้อยเนื้อต่ำใจไปเลย หากเจ้าไม่มีประโยชน์จริงอย่างที่เจ้าพูด ข้าก็คงเลิกใช้เจ้าไปนานแล้ว แต่ตรงกันข้ามข้าก็ยังเลือกใช้เจ้าอยู่เหมือนเดิมทุกวัน ถ้าเจ้าลองสังเกตสักนิดเจ้าจะเห็นว่าตลอดทาง ที่ข้าหาบน้ำกลับเข้ามาในหมู่บ้าน ข้างทางจะมีดอกไม้สวยๆหลากหลายพันธุ์ขึ้นอยู่เต็มไปหมด
และที่สำคัญดอกไม้เหล่านั้นเติบโตงอกงามอยู่เพียงฝั่งเดียว คือฝั่งที่ข้าหาบเจ้าไว้เท่านั้น นั่นเพราะอะไรล่ะ? ไม่ใช่เพราะ น้ำที่รั่วออกมาจากเจ้ารึ? ที่ช่วยทำให้ดอกไม้เหล่านั้นเจริญงอกงาม เจ้าอยู่กับข้ามานานข้ารู้ดีถึงจุดบกพร่องของเจ้า ข้าจึงเลือกใช้ให้เกิดประโยชน์ ข้ารู้ว่าข้ามักจะหาบเจ้าไว้บนไหล่ด้านซ้ายเสมอ ข้าจึงโปรยเมล็ดดอกไม้ลงบนทางเดินด้านซ้ายมือของข้าเท่านั้น
“ดังนั้นทุกวันที่ข้าเดินทางกลับบ้าน ข้าจะใช้น้ำที่รั่วจากตัวเจ้า โปรยรดเมล็ดดอกไม้อยู่ทุกวัน จนมันเติบโตกลายเป็นดอกไม้ ที่ผลิดอกสวยสดใส ถ้าหากไม่มีเจ้าและรอยรั่วในตัวของเจ้า ข้าคงไม่มีวันได้เชยชมดอกไม้งามพวกนี้เป็นแน่ จริงไหม?”
ข้อคิดในการสอนงาน
โดยธรรมชาติของมนุษย์ ทุกคนย่อมมีจุดบกพร่องในตนเอง พวกเราทุกคนจึงไม่ต่างจากถังน้ำที่มีรอยแตกรั่ว ไม่มีใครที่เกิดมาเป็นเช่นดังถังน้ำที่สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ แต่อย่างไรก็ตามความบกพร่องหรือรอยรั่วจะไม่เป็นปัญหา เมื่อทุกคนรู้ถึงจุดบกพร่องของตัวเองแล้วปรับให้เข้ากับชีวิตใช้จุดบกพร่องเสริมสร้างพลังผลักดันพัฒนาตัวเองให้มากยิ่งๆขึ้นไป…..
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชีวิตการทำงาน อย่าได้คิด น้อยเนื้อต่ำใจในตำแหน่งหน้าที่ของตนที่อาจไม่เทียบเท่า กับใครอีกหลายๆคน แต่จงคิดเสียว่าองค์กรทุกองค์กรย่อมประกอบด้วยคนอยู่มากมายหลายตำแหน่งหน้าที่ ทุกคนต่าง มีหน้าที่รับผิดชอบของตัวเองและต่างก็เป็นส่วนประกอบที่ สำคัญที่ทำให้องค์กรอยู่รอด จะขาดคนใดคนหนึ่งไปเสียไม่ได้….
นอกจากนี้ในระดับของผู้บริหาร เรื่องนี้ยังได้แง่คิดที่ดีในการปกครองคน ในฐานะของผู้บริหาร ท่านควรจะเข้าใจจุดด้อยหรือจุดบกพร่องของผู้ที่อยู่ ใต้บังคับบัญชาของตัวเอง หรือที่เรียกว่า “ใช้คนให้เป็น” กระจายงานตาม ความถนัดของแต่ละคน เปิดใจให้กว้างมองหาจุดดีในจุดด้อย ไม่ปล่อยให้ จุดบกพร่องหรือรอยแตกรั่วทวีรอยแตกร้าว จนไม่สามารถใช้ประโยชน์ใด ๆ ได้อีกต่อไป เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้คนทุกคนที่ต่างก็มีรอยแตกร้าวสามารถอยู่ ร่วมกันได้ ในที่สุดรอยรั่วก็จะเป็นเพียงแค่รอยจุดเล็กๆที่ไม่สามารถกระเทือนกระทบถังสังคมใบใหญ่ได้อีกต่อไป…..