สวัสดีครับ … วันนี้ผมมีเทคนิคการถ่ายภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากอีกแล้ว หลังจากที่เมื่อคืนที่ผ่านมาได้ไปร่วมงานของบ้านหลังที่สองของผม (มิใช่บ้านเล็กบ้านน้อย แต่อย่างใด มิต้องตกใจ อิอิ) งานที่ว่าคืองาน Staff Party 2010 ของ Andara Resort & Villas นั่นเอง … งานนี้จัดที่ Level Pub ในเมืองภูเก็ตครับ ซึ่งตลอดทั้งงานก็มีการแสดงสนุก ๆ บนเวทีมากมาย ผมก็ถือกล้องเก็บบรรยากาศในงานไปเรื่อย และรู้สึกเบื่อ ๆ ที่ถ่ายภาพการแสดงหรือนักร้องบนเวทีโดยใช้แฟลชแล้วภาพมันดูนิ่ง ๆ ไม่มีสีสัน ไม่มีชีวิตชีวา ลองดูภาพตัวอย่างข้างล่างก็ได้ครับ

เห็นไหมครับว่าแม้บรรยากาศมันน่าจะดูสนุกสนาน แต่ภาพมันดูแข็งและนิ่งเกินไป
ทีนี้ลองมาดูกันบ้างว่าเราจะทำยังไงให้มันมีชีวิตชีวา มีสีสันมากขึ้น … ก็ไม่ยากครับ ผมเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำหน่อย (อาจใช้โหมด Manual ก็ได้เพื่อความสะดวก) โดยความเร็วชัตเตอร์อาจจะประมาณ 1/4 -1/15 วินาที ในขณะที่ผมกดชัตเตอร์ผมก็จะหมุนซูมตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว วิธีการนี้นอกจากจะทำให้กล้องสามารถรับแสงสีสวย ๆ จากฉากหลังได้มากขึ้นแล้ว ยังทำให้ภาพดูมีความเคลื่อนไหว ดูสนุกสนานมากขึ้นด้วยดังตัวอย่างต่อไปนี้

เป็นไงครับ ดูสนุกขึ้นเยอะเลยใช่ไหม … แต่วิธีการนี้ก็ต้องระมัดระวังครับ เพราะจะเหมาะในกรณีที่ไม่มีแสงไฟ spot light ส่องมาที่ตัวแบบ เพราะถ้ามีแสงที่ตัวแบบมาก กล้องจะบันทึกแสงเหล่านั้นในปริมาณที่มากพอ ๆ กับแสง back ground ด้านหลังทำให้ตัวแบบเิกิดภาพซ้อนกันหรือดูเบลอไปเลยดังตัวอย่างต่อไปนี้

เทคนิคนี้อาจจะนำไปใช้ในการถ่ายภาพบรรดาแฟนเพลง ที่กำลัง dance มัน ๆ อยู่ล่างเวทีก็ได้นะครับ โดยพยายามเล็ง back ground ที่มีแสงสีสวย ๆ ครับ … ลองดูตัวอย่างภาพอื่น ๆ ได้เลยครับ



แถมให้นิดนึงเรื่องการปรับตั้งค่าของกล้องในการถ่ายภาพการแสดงบนเวที … ควรเลือกใช้ความไวแสง ISO 400 เพื่อให้เพียงพอกับการรับแสงสีอันสวยงามบรรยากาศในงาน เพราะถ้าตั้งความไวแสงต่ำกว่านี้ก็จะได้ภาพที่มืดๆ ไม่ได้บรรยากาศ ความจริงแล้วจะตั้งความไว้แสงสัก ISO 800 ก็ได้ครับถ้ากล้องของคุณเป็นกล้องรุ่น high end หรือ DSLR ที่ไม่มี Noise เมื่อเลือกค่าความไวแสงสูง ๆ
ส่วนรูรับแสงให้เลือกกว้างที่สุดเท่าที่เลนส์หรือกล้องจะทำได้ครับ … ส่วนความเร็วชัตเตอร์นั้นเลือกใช้ตามความเหมาะสม กรณีที่มีไฟ spot light ส่องที่ตัวแบบ อาจะเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ประมาณ 1/60 เพื่อให้ตัวแบบไม่สั่นไหว หรือถ้าไม่มี spot light ส่องแต่ใช้ flash ช่วยก็สามารถลดความเร็วชัตเตอร์ลงได้อีกเพื่อเก็บบรรยากาศโดยรอบแล้วให้ตัวแบบรับแสงจากแฟลชซึ่งไม่ต้องห่วงว่าภาพจะสั่นไหว เพราะช่วงเวลาที่แฟลชทำงานนั้นสั้นมาก ๆ
วันนี้ขอจบแค่นี้นะครับ ขอให้สนุกกับการถ่ายภาพครับ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสสอนน้อง ๆ ในแผนกใช้งานกล้อง DSLR และหัวข้อนึงที่พูดถึงก็คือการตั้งค่ารูรับแสง (f/stop) ซึ่งผลของการตั้งค่ารูรับแสงที่ต่างกันนอกจากจะทำให้ปริมาณแสงที่เข้าสู่กล้องต่างกันแล้ว ยังมีผลกับช่วงความชัดในภาพนั้น ๆ ด้วย ซึ่งชาวกล้องจะเรียกช่วงความชัดนี้ว่า Dept of field .. โดยเมื่อเราตั้งค่ารูรับแสงแคบ (เปิดช่องให้แสงเข้าน้อย หรือเลข f/stop สูง ๆ นั่นเอง) ภาพที่ได้จะมีช่วงความชัดที่กว้างกว่าเมื่อเราตั้งรูรับแสงกว้าง (เปิดช่องให้แสงเข้ามาก หรือเลข f/stop น้อย ๆ) … ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยเห็นภาพประเภทที่เรียกว่าหลังละลาย ซึ่งภาพเหล่านี้เกิดจากการใช้ช่วงของความชัดลึกที่น้อย หรือเรียกว่าชัดตื้นนั่นเอง (ชัดเฉพาะตัววัตถุที่โฟกัน ส่วน background จะเบลอมากทำให้ภาพของวัตถุที่ถ่ายมีความโดดเด่น) แต่การที่จะได้ภาพชนิดหลังละลายหรือไม่นั้น นอกจากจะต้องเลือกค่ารูรับแสงที่เหมาะสมแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น ชนิดของเลนส์ที่ใช้ ถ้าเป็นเลนส์เทเล ก็จะทำให้หลังละลายมากกว่าเลนส์ไวด์, ระยะห่างระหว่างวัตถุกับฉากหลังยิ่งมากก็จะยิ่งช่วยให้หลังละลายมากขึ้น
สองภาพที่นำมาเป็นตัวอย่างนี้ ภาพบนเลือกใช้รูรับแสงกว้างกว่าภาพล่าง จะเห็นได้ว่าช่วงของความชัดลึกของภาพล่างจะมากกว่า ทั้ง ๆ ที่เป็นภาพที่ถ่ายจากมุมใกล้เคียงกัน, สภาพแสดงเดียวกัน ดังนั้นเพื่อน ๆ สามารถควบคุมลักษณะภาพที่ออกมาได้โดยการเปลี่ยนค่ารูรับแสง (ภาพล่างจะใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่าภาพบน เพื่อชดเชยแสงที่น้อยลงจากการลดขนาดรูรับแสงนั่นเอง)


สิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างมากในการถ่ายภาพที่ Dept of field น้อย หรือชัดตื้นก็คือ ช่วงของความชัดต้องไม่น้อยจนเกินไปจนทำให้รู้สึกว่าภาพนั้นไม่ชัด หรือบางครั้งการโฟกัสของภาพไม่แม่นพออาจจะไปโฟกัสบริเวณอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จุดที่ต้องการ อาทิถ่ายภาพดวงตาใกล้ๆ และเลือกใช้รูรับแสงกว้าง ๆ แต่กล้องกับไปโฟกัสที่ขนตาแทนที่จะเป็นดวงตา ก็จะทำให้ภาพดูแล้วไม่คมชัดเท่าที่ควร
หรืออย่างการถ่ายภาพดอกไม้ ก็ต้องระวังว่ามีความชัดครอบคลุมกลีบดอกและเกสร มิเช่นนั้นอาจทำให้ดูเหมือนไม่ชัดได้เหมือนกัน (แต่บางครั้งถ้าเราต้องการให้ชัดเฉพาะจุดจริง ๆ อย่างเช่นภาพแนวมาโครก็ลืมปัจจัยนี้ไปได้ครับ)
ภาพตัวอย่างนี้เป็นภาพดอกบัวที่ผมเลือกควบคุมความชัดลึกให้ครอบคลุมกลีบดอกด้วย แต่ก็ไม่ชัดลึกถึงขนาด background ด้านหลัง ทำให้ดอกไม้ดูโดดเด่นจากฉากหลังแต่ก็ยังดูคมชัดอยู่

เพื่อน ๆ ได้ทราบเทคนิคแล้วลองนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับภาพของเพื่อน ๆ นะครับ
เพื่อน ๆ นักถ่ายภาพหลายคนคงเคยเห็นช่างภาพที่ใช้กล้อง SLR กับแฟลชและปรับยกหัวแฟลชขึ้นไปด้านบน แถมบางครั้งมีกระดาษหรือแผ่นพลาสติกขาว ๆ เหมือนกะบังแปะไว้ที่หัวแฟลชด้วย ยิ่งกว่านั้นบางทีเป็นผ้าใบสีขาว ๆ อันเบ้อเริ่มติดอยู่ที่หัวแฟลชก็คงเกิดความสงสัยกันบ้างว่ามันเอาไว้ทำอะไรหว่า หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมไม่ยิงแฟลชไปที่ตัวแบบตรง ๆ เลย จะไปยกแล้วสะท้อนกลับมาให้มันวุ่นวายทำไม วันนี้ก็เลยนำมาเปรียบเทียบการถ่ายภาพทั้งสองแบบมาให้ดูกันครับ
ภาพแรกเป็นการใช้แฟลชยิงไปที่ตัวแบบตรง ๆ จะเห็นได้ว่าแสงที่ตกกระทบตัวแบบซึ่งเป็นแสงตรง ๆ จะทำให้ภาพดูแข็ง หรือจะเรียกว่าดูลอย ๆ ก็ได้
ส่วนภาพที่สองปรับให้หัวแฟลชยกขึ้นประมาณ 60 องศา และใช้แผ่นสะท้อนแสงแฟลช (ผมใช้แฟลชรุ่น SB800 ซึ่งมีแผ่นดังกล่าวติดมากับตัวแฟลชด้วย)

จะเห็นได้ว่าภาพที่ได้จะดูเป็นธรรมชาติมากกว่า และดูไม่ลอยเหมือนกับภาพแรก … ทีนี้ก็คงพอนึกออกกันแล้วนะครับว่าทำไมช่างภาพเขาจึงต้องปรับหัวแฟลชให้มันเงยขึ้นด้วย …
ในกรณีที่มีถ่ายในร่มซึ่งมีเพดานสีขาว และเพดานไม่สูงมากนัก อาจไม่จำเป็นต้องใช้กะบังก็ได้เพราะสามารถให้แสงสะท้อนจากเพดานได้เลย แต่ถ้าเพดานอยู่สูงเกินไปหรือระยะห่างกับตัวแบบมากไปและกำลังแฟลชไม่มากพอก็อาจจะทำให้ตัวแบบได้รับแสงไม่พอก็เป็นไปได้ เนื่องจากวิธีการดังกล่าวนี้จะสูญเสียแสงแฟลชไปกว่าการยิงตรง ๆ มากพอสมควร
ในกรณีที่เห็นเป็นกล่องที่ทำด้วยผ้าใบสีขาวนั้น เสมือน softbox ขนาดเล็กที่ช่วยทำให้แสงที่ได้นุ่มนวลมากยิ่งขึ้นครับ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีแบบสำเร็จรูปขายตามท้องตลาดมากมาย ถ้าเป็นยี่ห้อเดียวกับตัวกล้องก็ค่าตัวแพงหน่อย แต่ถ้าเป็นยี่ห้ออื่นที่ทำมาให้ใช้กันได้ก็ประหยัดได้พอสมควรครับ
ภาพทั้งสองที่ผมนำมาแสดงเป็นกรณีที่ใช้แฟลชเพื่อการลบเงา เนื่องจากตัวแบบมีแสงน้อยกว่าฉากหลัง หากไม่ใช้แฟลชตัวแบบก็จะมืด หรือถ้าชดเชยแสงให้ตัวแบบแสงพอดี ด้านหลังก็จะสว่างจ้าจนไม่เห็นรายละเอียด ถ้าเป็นกรณีที่ตัวแบบอยู่ใกล้กับผนัง การที่เราใช้แผ่นสะท้อนแสงแฟลชก็จะช่วยให้เกิดเงาที่ผนังด้านหลังแบบน้อยลง หรือเกิดเงาที่ดูนุ่มนวลไม่แข็งเหมือนกับเงาที่ได้จากการยิงแฟลชตรง ๆ
เมื่อทราบวิธีการแล้วก็ลองนำไปใช้กันดูนะครับ เพื่อน ๆ จะได้ภาพจากการใช้แฟลชที่สวยสมจริงมากยิ่งขึ้นครับ
“มุมมองของแมลง” … ผมได้คำนี้มาจากเพื่อนใหม่ที่เข้าไปเยี่ยมบ้านของผมอีกหลังหนึ่งที่ http://9mot.multiply.com เธอ comment ภาพนึงที่ผมถ่ายว่า “มุมมองของแมลง” … ทีแรกก็งง ๆ เหมือนกันว่ามันเป็น code ลับอะไร (คิดไกลไปโน่น..555) ที่ไหนได้มานั่งดูภาพที่ตัวเองถ่ายก็เลยถึงบางอ้อว่ามันเป็นเพราะผมเลือกถ่ายภาพดอกไม้เป็นมุมเงย ภาพที่ได้มาจึงไม่เหมือนกับที่พบเห็นภาพดอกไม้โดยทั่วไปนั่นเอง จึงอยากนำคำนี้มาให้เพื่อน ๆ ที่กำลังหัดถ่ายภาพได้ทดลองนำไปใช้บ้าง จะเป็นภาพถ่ายดอกไม้ หรือ ต้นไม้ หรืออะไรก็ตามเราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายรูปแบบ คนที่ถ่ายภาพใหม่ ๆ มักติดกับการถ่ายภาพโดยยืนถ่ายหรือนั่งถ่ายซึ่งภาพที่ออกมาก็อาจจะดูไม่แปลกตา ถ่ายภาพครั้งต่อไปลองเปลี่ยนมุมถ่ายภาพดูนะครับ บางครั้งอาจต้องนอนราบกับพื้น หรือเอาหัวมุมไปในสุมทุมพุ่มไม้ แต่ผลที่ได้ก็คือเราจะได้ภาพที่แปลกตาแบบที่ชาวบ้านไม่ค่อยเห็นนั่นเอง
เหตุผลที่ผมเลือกถ่ายภาพดอกไม้ในมุมมองนี้ก็เพราะ เมื่อถ่ายภาพจากด้านล่าง จะเป็นมุมย้อนแสงหน่อยๆ ทำให้ได้ภาพของกลีบดอกไม้ที่มีแสงผ่านออกมาดูบอบบาง สวยงาม และสีชมพูของดอกไม้ยังตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้าอีกด้วย ถ้าเคยศึกษาทฤษฎีสีแล้วจะพบว่า ชมพู-ฟ้า จะมีความกลมกลืนมากว่า ชมพู-เขียว ทำให้ภาพที่ถ่ายดอกไม้สีชมพูที่ถ่ายกับท้องฟ้า ดูสวยงามกว่าดอกไม้สีชมพูที่ถ่ายกับใบของต้นไม้นั่นเอง อย่างที่เพื่อนๆ ทุกคนคงเคยเห็นภาพถ่ายของดอกซากุระเมืองไทย (นางพญาเสือโคร่ง) สีชมพูสดใสตัดกับท้องฟ้าสีครามเข้มนั่นเอง
หากได้มีโอกาสถ่ายภาพครั้งต่อไป อย่าลืมเปลี่ยนจากมุมมองมนุษย์เป็น “มุมมองของแมลง” เผื่อจะได้ภาพสวย ๆ แปลก ๆ มาอวดกันแบบภาพนี้ครับ

à¹à¸à¸´à¸à¸¡à¸²à¹à¸à¹à¸à¸à¹à¸²à¸à¸ าà¸à¹à¸¥à¹à¸§à¸à¸µà¹à¹à¸¡à¹à¸§à¹à¸²à¹à¸à¸à¸²à¸ªà¹à¸«à¸ à¸à¸²à¸à¸à¸°à¹à¸£à¸à¹à¸à¸à¹à¸¡à¹à¹à¸à¹à¸à¸µà¹à¸à¸°à¸à¹à¸²à¸¢à¸ าภà¹à¸¥à¸°à¹à¸ªà¸§à¸à¸«à¸²à¸à¸§à¸²à¸¡à¹à¸à¸¥à¸à¹à¸«à¸¡à¹à¹à¸à¸à¸²à¸£à¸à¹à¸²à¸¢à¸ าà¸à¹à¸ªà¸¡à¸ … à¸à¹à¸à¸¢à¸à¸£à¸±à¹à¸à¸à¸µà¹à¹à¸«à¹à¸à¸ าà¸à¸à¸µà¹à¸§à¸²à¸à¸à¸²à¸¢à¹à¸à¹à¸à¸ าà¸à¹à¸à¸£à¸à¹à¸à¸¢à¸à¸¸à¹à¸à¸à¸µà¸§à¸£à¸ªà¸µà¸ªà¹à¸¡à¸ªà¸à¹à¸ªà¸à¸³à¸¥à¸±à¸à¹à¸ªà¸à¸à¸à¸´à¸£à¸´à¸¢à¸²à¸à¸à¸à¸µà¹à¹à¸à¹à¸à¸à¸£à¸£à¸¡à¸à¸²à¸à¸´à¸à¹à¸²à¸¡à¸à¸¥à¸²à¸ background classic à¹à¸à¹à¸ วัà¸à¹à¸à¹à¸² à¹, สะà¸à¸²à¸à¹à¸¡à¹ ฯลฯ … à¹à¸«à¹à¸à¸à¸µà¹à¸£à¸à¹à¸à¸à¸à¸à¸¸à¸à¸à¸µÂ à¹à¸à¹à¹à¸¡à¹à¸¡à¸µà¹à¸à¸à¸²à¸ªà¹à¸à¸´à¸ à¹à¸à¹à¸¢ à¸à¸´à¸¡à¸à¸à¹à¹à¸à¸£à¸à¹à¸²à¸à¸¡à¸²à¹à¸à¹à¸à¹à¸à¸à¸ªà¸±à¸à¸à¸µ (à¸à¸¡à¹à¸à¹à¸²à¹à¸à¹à¸à¸²à¸§à¹à¸²à¸«à¸¥à¸²à¸¢à¹ ภาà¸à¸à¸à¹à¸¡à¹à¹à¸à¹à¸ าà¸à¸à¸µà¹à¹à¸à¸´à¸à¸à¸¶à¹à¸à¹à¸à¸¢à¸à¸£à¸£à¸¡à¸à¸²à¸à¸´Â à¹à¸à¹à¹à¸à¹à¸à¸à¸²à¸£à¸à¸±à¸à¸à¸²à¸à¸à¹à¸²à¸¢à¸¡à¸²à¸à¸à¸§à¹à¸²) … à¸à¸à¸à¸µà¸§à¹à¸²à¸§à¸±à¸à¸«à¸¢à¸¸à¸à¸à¸µà¹à¸à¹à¸²à¸à¸¡à¸²Â สà¸à¸²à¸à¸µà¹à¸à¸¡à¸à¸³à¸à¸²à¸à¸à¸¢à¸¹à¹à¸à¸´à¸¡à¸à¸à¹à¸à¸£à¸°à¸¡à¸²à¸à¸³à¸à¸´à¸à¸µà¸à¸±à¸à¸à¸²à¸à¸£à¸à¸³à¸à¸¸à¸Â à¹à¸à¸¢à¸à¸£à¸°à¸à¹à¸²à¸à¸à¸±à¹à¸à¸ªà¸§à¸à¸¡à¸à¸à¹à¸à¸±à¸à¸£à¸´à¸¡à¸à¸³à¹à¸à¸à¸à¸¶à¹à¸à¸¡à¸µà¸ าà¸à¹à¸à¸µà¸¢à¸à¸à¸²à¸à¸à¸±à¸à¸à¹à¸§à¸¢Â à¸à¸¡à¸à¹à¹à¸¥à¸¢à¹à¸à¹à¹à¸à¸à¸²à¸ªà¸à¹à¸²à¸¢à¸ าà¸à¹à¸ªà¸µà¸¢à¸«à¸¥à¸²à¸¢à¸à¹à¸à¸ … à¸à¹à¸²à¹à¸ªà¸µà¸¢à¸à¸²à¸¢à¸à¸µà¹à¹à¸¡à¹à¸ªà¸²à¸¡à¸²à¸£à¸à¸à¸à¸à¸à¸£à¸°à¸à¹à¸²à¸à¹à¸«à¹ acting à¸à¸²à¸¡à¸à¸µà¹à¸à¹à¸à¸à¸à¸²à¸£à¹à¸à¹ (à¹à¸¡à¹à¹à¸«à¸¡à¸·à¸à¸à¸à¸²à¸à¹à¸à¸à¸à¸²à¸à¸£à¸°à¸à¸³ หุหุ) à¸à¹à¹à¸¥à¸¢à¹à¸¡à¹à¹à¸à¹à¸ าà¸à¹à¸à¸à¸à¸µà¹à¸à¹à¸à¸à¸à¸²à¸£à¸à¸±à¸Â à¹à¸à¹à¸¢à¸±à¸à¹à¸à¸à¹à¹à¸¡à¹à¸¥à¸·à¸¡à¸à¸µà¹à¸à¸°à¸à¸³à¸ าà¸à¸¡à¸²à¹à¸à¹à¸à¸à¹à¸§à¸¢Â photoshop à¹à¸à¸à¸à¸µà¹à¹à¸à¸¢à¹à¸«à¹à¸Â à¸à¸¥à¸à¸²à¸à¸à¹à¸à¸à¸à¸¡à¸²à¹à¸à¸à¸à¸µà¹à¹à¸«à¸¥à¸° à¸à¸à¸à¹à¸¡à¹à¸à¸à¸à¸à¹à¸à¸´à¸à¸¡à¸à¸±à¸à¹à¸à¹à¸à¸£à¸±à¸

à¹à¸à¸·à¹à¸à¸ à¹à¸à¸µà¹à¹à¸à¸à¹à¸²à¸¢à¸ าà¸à¸à¸à¸à¸à¸³à¸à¸´à¸à¸µà¸ªà¸à¸à¹à¹à¸à¸£à¸à¹à¸à¹à¸à¸§à¸²à¸¡à¸£à¸°à¸¡à¸±à¸à¸£à¸°à¸§à¸±à¸à¸à¸µà¹à¸ªà¸¸à¸à¸à¹à¸§à¸à¸à¸µà¹à¸à¸£à¸°à¸à¹à¸²à¸à¸£à¸à¸à¹à¸³à¸¡à¸à¸à¹à¸à¸°à¸à¸£à¸±à¸Â à¹à¸à¸£à¸²à¸°à¸à¹à¸³à¸¡à¸à¸à¹à¸£à¸à¸«à¸±à¸§à¸à¸µà¹à¸à¸·à¸à¸§à¹à¸²à¹à¸£à¸²à¸à¸°à¹à¸à¸à¸à¸µÂ à¹à¸à¹à¸à¹à¸²à¸à¹à¸³à¸¡à¸±à¸à¸à¹à¸£à¸à¸à¸¥à¹à¸à¸à¸à¸µà¹à¹à¸£à¸µà¸¢à¸à¸§à¹à¸² “à¸à¸§à¸¢” à¸à¸£à¸±à¸à¸à¸µà¹à¸à¹à¸à¸ …