9mot พาเที่ยวบาหลี ตอน 4 – โบกมือลาบาหลี

เช้าวันนี้เราตื่นกันแบบไม่รีบร้อนนักเพราะไม่มีโปรแกรมอะไรแล้วนอกจากเดินทางไปยังสนามบินเพื่อบินกลับภูเก็ต … หลังอาหารเช้าที่โรงแรมจัดไว้ให้บนระเบียงชั้นสองแล้ว เราก็เดินสำรวจร้านค้าต่าง ๆ ในช่วงกลางวันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อใกล้เวลานัดกับคนขับรถ จึงเดินกลับโรงแรมมารอคนขับรถที่ lobby โรงแรม
คนขับรถของเราวันนี้เปลี่ยนเป็น Wayan เนื่องจาก Leong ติดพิธีกรรมทางศาสนา ที่จริงถ้าได้คนขับรถคนนี้ตั้งแต่วันแรกก็ดีเพราะเขาดูจะคุยเก่งมาก แม้ภาษาอังกฤษจะไม่ถึงกับดีมากแต่ก็มีความพยายามที่จะสื่อสารให้เราได้เข้าใจ

ผมจัดการเตรียมเงิน IDR ที่ใข้สำหรับจ่ายค่า airport tax คนละ 150,000 IDR ส่วนเงินที่เหลือบางส่วนก็แลกกับคนไทยที่เขากำลังอยากได้เงิน IDR อยู่พอดี โดยกันไว้นิดหน่อยสำหรับทานอาหารมื้อเที่ยง แต่ในขณะที่ทานอาหารเที่ยงอยู่นั้น AirAsia ก็ประกาศว่าเครื่องจะ delay ราวชั่วโมงเศษ …แย่เลยเพราะผมนัดคุณพ่อมารับ แต่ท่านมักจะจอดรถรอรับโทรศัพท์หน้าสนามบินเพราะไม่อยากเสียค่าจอดในสนามบิน จะทำยังไงให้ท่านทราบว่าเครื่องจะ delay … พยายามหา internet service ก็มีอยู่ที่ร้านขายของฝากเพียงร้านเดียว แถมไม่รับเงินไทย ไม่รับบัตรเครดิต … ส่วนเงิน IDR ผมก็ใช้สำหรับมื้อเที่ยงหมดไปแล้ว เมื่อไม่มีหนทางจึงต้องใช้โทรศัพท์แบบรูดบัตรเครดิตโทรกลับบอกคุณพ่อเพื่อความสบายใจ โดยโทรไปไม่ถึงนาที เมื่อมาถึงเมืองไทยจึงทราบว่าโดนชาร์จเงินไป 1200 กว่าบาท นับเป็นประสบการณ์ที่แสนแพงสำหรับผม ถ้าเพื่อน ๆ จะใช้บริการโทรทางไกลต่างประเทศจากตู้สาธารณก็ต้องระวังหน่อยนะครับ

ที่น่าเจ็บใจคือเมื่อเข้าไปประตูสุดท้ายไปรอหน้า gate กลับมี station ให้บริการ internet free ถึงสองเครื่อง ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมตอนถามเจ้าหน้าที่ตรวจสัมภาระก่อนเข้าประตูสุดท้ายเขาจึงไม่บอกว่ามี internet ให้บริการภายใน ผมจะได้ส่ง e-mail หาน้องชายให้โทรบอกพ่อให้ .. นับเป็นประสบการณ์ที่ต้องจำไปอีกนานเลย

แต่โชคก็ยังมีอยู่บ้างเพราะวันนี้ผมได้นั่งริมหน้าต่าง และอากาศก็ดีมาก ผมจึงมีภาพสวย ๆ ระหว่างเครื่องกำลังขึ้นมาฝากครับ

ผมขอสรุปข้อมูลประกอบเผื่อเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่กำลังจะไปเที่ยวบาหลีนะครับ

ทริปนี้ของผมเดินทางด้วย AirAsia โดยบินตรงจากภูเก็ต ค่าตั๋วไปกลับต่อคนประมาณ 4000 บาท โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 4 วัน 3 คืน วันแรกถึงบาหลีราวเที่ยง และวัดสุดท้ายออกจากบาหลีราวเที่ยงเช่นกัน ทั้งนี้ผมเลือกพัก 2 คืนแรกที่ Ubud ซึ่งอยู่ ณ ศูนย์กลางของเกาะบาหลี ทำให้สะดวกต่อการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยังจุดต่าง ๆ และคืนสุดท้ายพักที่บริเวณหาด Kuta ซึ่งใกล้สนามบิน ทำให้สะดวกในการเดินทางกลับในวันสุดท้าย (ผมจะรีวิวที่พักโดยเฉพาะอีกครั้งครับ)

การเดินทางท่องเที่ยว ผมเลือกใช้บริการเช่ารถพร้อมคนขับ เป็นรถแบบ Mini MPV นั่งได้ 4-6 คน แต่ผมไปกันแค่ 2 คนก็เลยนั่งสบาย ๆ .. ทั้งนี้ติดต่อกับคนขับซึ่งเพื่อน ๆ ในพันทิพย์แนะนำชื่อ Teddy แต่ตัวเขาเองไม่ว่างจึงส่งเพื่อนมาบริการแทนในราคาเท่ากันชื่อว่า Leong ทั้งนี้ Leong จะเป็นคนพูดน้อย และไม่ค่อยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากนักเมื่อต้องเลือกใช้บริการร้านอาหารหรือบริการอื่น ๆแต่เขาก็สุภาพ, ตรงเวลาและใจเย็น ขับรถก็ปลอดภัย ดังนั้นถ้าเพื่อน ๆ เตรียมข้อมูลมาดีพอแล้วอาจใช้บริการเขาก็ได้ แต่ถ้าไม่มีข้อมูลเรื่องร้านอาหารการกิน, ที่แลกเงิน, แหล่ง shopping ผมว่าเลือกใช้บริการ Teddy จะชัวร์กว่า ส่วนคนที่ขับรถให้ผมในวันสุดท้ายชื่อ Wayan แต่เขาบอกให้เรียก Diana ก็คุยเก่งครับแต่ไม่ชัวร์ว่าจะดีเหมือน Teddy หรือเปล่า ผมจึงขอลงข้อมูลติดต่อของทั้งสามคนไว้ให้เพื่อน ๆ เลือกนะครับ

Teddy +62 81 856 1285 (e-mail ketutsudirta@hotmail.com)
Leong +62 87 860 130745
Wayan (Diana) +62 87 862 123 272 (e-mail: yan_de@rocketmail.com)

ค่าใช้จ่ายในการเช่ารถ
ค่ารถวันแรก (บ่าย 3 ถึง 4 ทุ่ม) 30000 IDR
วันที่ 2,3 เต็มวัน วันละ 400000 IDR
วันสุดท้ายจากหาด Kuta ไปสนามบิน 70000 IDR
ซึ่งอัตรานี้รวมคนขับ, ค่าน้ำมันและค่าธรรมเนียมการจอด ณ จุดต่าง ๆ ไม่รวมค่าธรรมเนียมในการเข้าชมสถานที่ และค่าผ่านทาง (ที่ Jati Luwih Rice Terrace) ทั้งนี้ผมทิปให้ Leong ไป 100,000 IDR

สำหรับอาหารการกิน มื้อเช้าทาน Buffe โรงแรม มื้อเที่ยงและมื้อค่ำเปลี่ยนไปตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งผมลงข้อมูลในรีวิวทั้งสามตอนก่อนหน้านี้ไว้แล้วครับ
การแลกเงิน ให้เตรียม USD มาแลก ณ ศูนย์ที่ไว้ใจได้ในเมือง Kuta หรือ Ubud ครับ เพราะ Rate จะดีกว่าที่สนามบินนิดหน่อย ถ้าเงินไม่พอให้กดจาก ATM โดยเสียค่าบริการประมาณ 100 บาทครับ

หวังว่ารีวิวคงเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่กำลังจะเดินทางไปบาหลีนะครับ และหวังว่าเพื่อนๆ ที่จะเดินทางไปคงได้เก็บเกี่ยวความงดงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมทรงเสน่ห์ของบาหลีเหมือนที่ผมได้รับมาครับ



9mot พาเที่ยวบาหลี ตอน 3 – Highlight บาหลี

ผมคิดว่าสไตล์การท่องเที่ยวของแต่ละท่านอาจจะต่างกันไป เพื่อนบางคนเล่าผมว่ามาบาหลีเพื่อShopping เป็นหลัก บางคนบอกไปดำน้ำ บางคนบอกว่าจะไปเล่น surf … แต่สำหรับผมแล้วมี 2 อย่างครับ นั่นคือชมสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมอันหยั่งลึกในสายเลือดของชาวบาหลี และธรรมชาติอันงดงาม และในวันที่สามนี้ผมได้เจอทั้งสองสิ่ง และใน highlight ของการมาท่องเที่ยวในครั้งนี้นั่นคือการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรม, วัฒนธรรม และธรรมชาติอันงดงาม มาติดตามกันได้เลยครับ

เช้าวันนี้อากาศดีมากครับ ฟ้าใสกว่าทุกวัน แต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากเพราะอากาศที่นี่จะสวยตอนเช้าแต่พอตกบ่ายจะเริ่มมีเมฆจนบางครั้งฝนตกหนักแบบที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน

วันนี้ผมจะต้องย้ายที่พักจาก Ubud ไปยัง Kuta จึงทำการ Check out ที่ Kamandalu Resort & Spa เพื่อให้ไม่ต้องย้อนกลับมาอีกครั้งในช่วงเย็น
จุดหมายแรกของผมวันนี้คือ Taman Ayun Royal Temple ซึ่งเป็นวัดที่เคยเป็นราชวังเก่ามาก่อน สถานที่ยังถูกดูแลรักษาไว้อย่างดี ด้านหน้าบริเวณทางเข้ามีหอสูงคล้ายหอระฆังบ้านเราให้ขึ้นไปชมวิวได้ด้วย สำหรับการเที่ยวชมจะต้องเสียค่าเข้าคนละ 3,000 IDR โดยสามารถเดินได้โดยรอบของส่วนที่เป็นเจดีย์แต่ไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ หลังคาขอวัดจะมีตั้งแต่ 2 ชั้นขึ้นไปจนถึงกว่า 10 ชั้น ตั้งเรียงกันอย่างสวยงาม นับเป็นวัดที่สวยวัดหนึ่งของบาหลีเลยทีเดียว

ความสวยงามของ Taman Ayun Royal Temple

เราออกเดินทางกันต่อผ่านเส้นทางอันสวยงามที่เต็มไปด้วยป่าและสวนผลไม้ โดยมีการนำผลไม้มาวางขายข้างทางยั่วน้ำลายอีกแล้ว แต่ไม่แวะซื้อเพราะคาดว่าราคาคงแพงเหมือนกับที่ถามเมื่อวาน มีบางช่วงที่ผ่านสวนกาแฟด้วยแต่เสียดายที่ผมไม่มีโอกาสเข้าไปชมกรรมวิธีการผลิตกาแฟที่เป็นการแฟพื้นเมืองของบาหลี รวมถึงกาแฟชะมด Luwak coffee ที่ได้ชื่อว่ารสชาติดีเยี่ยม … ถ้าเพื่อน ๆ ผ่านไปน่าจะลองแวะชิมดูนะครับ แล้วก็เอามาเล่ากันบ้างว่ารสชาติเป็นอย่างไร

เนื่องจากใกล้เที่ยงแล้วผมจึงบอกให้ Leong หยุดทานข้าวเที่ยงที่ Saranam Eco Resort ที่เพื่อน ๆ ใน pantip.com เคยแนะนำไว้ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังครับ อาหารรสชาติดี วิวสวยมาก ราคาก็ไม่ถูกไม่แพงครับ ค่าเสียหายทั้งสิ้น 206,000 IDR สำหรับอาหารสามอย่างทานกันสองคน ระหว่างรออาหารผมก็เลยถ่ายภาพมาฝากเพื่อน ๆ ด้วยครับ

หลังจากทานข้าวเที่ยงแล้วก็ออกเดินทางกันต่อครับ โดย Leong แวะที่ Fruit Market ให้เราได้ลงไปซื้อผลไม้ ซึ่งก็เป็นไปตามคาดครับ ราคาค่อนข้างแพง แต่ไหน ๆ ลงไปแล้วก็เลยซื้อน้อยหน่ากับเงาะบาหลีมาลองชิมดู กก.ละ 15,000 IDR (ตก กก.ละ 50 บาท)

 Fruit Market

ถัดจาก Fruit Market ไปไม่ไกลก็ถึงจุดหมายที่สองของเราวันนี้ นั่นก็คือ Beratan Temple วัดซึ่งตั้งอยู่ในทะเลสาบที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ในเอกสารประกอบการท่องเที่ยวบาหลี เพราะนอกจากหลังคาที่ซ้อนกันหลาย ๆ ชั้นอันงดงามแล้ว Beratan Temple ยังตั้งอยู่ในทะเลสาบที่มี background เป็นภูเขาสูงตระหง่านอยู่เบื้องหลังยิ่งทำให้ดูสวยมากขึ้นไปอีกครับ เราเสียค่าเข้าชมสำหรับที่นี่คนละ 10,00 IDR ครับ

ผมได้ยินไกด์นำเที่ยวกำลังอธิบายให้ลูกทัวร์ฟังว่าวันนี้น้ำขึ้นสูงกว่าปกติ ก็คงจะจริงครับเพราะถ้าเทียบกับในภาพที่ผมเคยดูแล้วระดับน้ำวันนี้ค่อนข้างสูงมากทีเดียว

วิวที่ Beratan Temple

Beratan Temple

Beratan Temple

Beratan Temple

Beratan Temple

Beratan Temple

Beratan Temple

Beratan Temple

Beratan Temple

นอกจากตัววัดแล้ว ใกล้ ๆ กันนี้ยังมีกิจกรรมทางน้ำมากมายให้นักท่องเที่ยวได้ใช้บริการ และดูเหมือนจะมีนักท่องเที่ยวมาพักผ่อนที่นี่เยอะเหมือนกันเมื่อเทียบกับจุดท่องเที่ยวอื่น ๆ

หลังจากเก็บภาพได้พอสมควร ผมก็เดินทางต่อไปยังนาขั้นบันไดอีกแห่งหนึ่งชื่อ Jati Luwih Rice Terrace โดยรถขับลงเขามาเรื่อย ๆ ผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ หลายหมู่บ้าน และโชคดีมากที่มีการเดินขบวนไปทำพิธีอะไรสักอย่างของหมู่บ้านหนึ่ง ผมจึงถือโอกาสบอกให้ Leong จอดรถเพื่อถ่ายภาพไว้ ผู้ร่วมงานทุกคนต่างสวมชุดสวยงามตามประเพณี ทำให้งานดูสวยงามและมีเสน่ห์มากทีเดียว

ภาพขบวนพิธี

Beratan Temple

Beratan Temple

Beratan Temple

Beratan Temple

ก่อนเข้าเขตนาขั้นบันได มีด่านเก็บเงินค่าผ่านทาง ซึ่งเราต้องเสียค่าเข้า 20,000 IDR ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความสวยงามของเส้นทางต่อจากนั้น เพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยนาขั้นบันไดอันสวยงาม บางช่วงผ่านธารน้ำดูแล้วชุ่มชื่นใจมาก และดูเหมือนนาขั้นบันไดแถบนี้ยังไม่ถึงกับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังมาก เพราะไม่มีร้านค้ามากมายเหมือนแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ แต่ในด้านความบริสุทธิ์และสวยงามแล้ว ผมว่าที่นี่สวยกว่านาขั้นบันไดที่ Tegalalng rice terrace มาก

วิวที่นี่สวยจริง ๆ ครับ

Jatiluwih Rice Terrace

Jatiluwih Rice Terrace

Jatiluwih Rice Terrace

Jatiluwih Rice Terrace

Jatiluwih Rice Terrace

Jatiluwih Rice Terrace

Jatiluwih Rice Terrace

Jatiluwih Rice Terrace

Jatiluwih Rice Terrace

Jatiluwih Rice Terrace

ผมใช้เวลาเก็บภาพบรรยากาศอันงดงาม และสูดอากาศอันบริสุทธิ์ของที่นี่อยู่พักใหญ่ก่อนจะโบกมือลานาขั้นบันไดแห่งนี้เพื่อเดินทางต่อไปยัง Tanah Lot Temple วัดที่ตั้งอยู่บนโขดหินใหญ่ในทะเล

ระหว่างทางไป Tanah lot นั้นยังคงผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ ทุ่งนาที่เขียวชอุ่มเกือบตลอดทาง โดยบางช่วงมีฝนตกค่อนข้างหนัก จนผมต้องทำใจว่าวันนี้คงไม่ได้เห็นภาพพระอาทิตย์ตกที่ Tanah lot ตามที่หวังไว้ซะแล้ว

เมื่อถึง Tanah lot เราต้องเสียค่าเข้าคนละ 10,000 IDR .. ที่นี่นับเป็นจุดท่องเที่ยวที่พลุกพล่านที่สุดในบรรดาแหล่งท่องเที่ยวที่ผ่านมา (ไม่นับตัวเมือง Ubud) มีร้านค้าขายของที่ระลึกมากมายตลอดเส้นทางจากลานจอดรถไปยัง Tanah lot

ผมเลือกที่จะไม่เดินเข้าไปที่ Tanah lot แต่เลือกเดินไปยังจุดชมวิวซึ่งสามารถมองเห็น Tanah lot ตั้งตระหง่านอยู่บนโขดผาหินขนาดใหญ่ริมทะเล เพื่อบันทึกภาพในมุมสูงก่อนที่จะลงมาถ่ายภาพใกล้ ๆ อีกครั้ง … แต่แล้วระหว่างที่ถ่ายภาพอยู่ฝนก็เริ่มตกโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ผมพยายามหาถุงพลาสติกคลุมกล้องเพื่ออกไปเก็บภาพให้มากที่สุดภายใต้สภาพแสงที่เหมือนจะเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ .. ทั้งนี้ผมได้ถ่ายภาพวัดซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของจุดชมวิวซึ่งตั้งอยู่บนโขดหินเช่นกัน โดยมี background เป็นชายฝั่งที่เต็มไปด้วยผาหิน และคลื่นขนาดใหญ่ที่โถมพัดเข้าสู่ฝั่ง ดูแล้วคล้าย ๆ ชายฝั่งของ Australia เหมือนกัน
ผมนั่งรอฝนอยู่ราวชั่วโมงเศษจึงหยุดตก แต่สภาพแสงก็เหลือน้อยเต็มทีทำให้ไม่สามารถไปเก็บภาพ Tanah lot ใกล้ ๆ ได้อย่างที่วางแผนไว้ แต่แค่จากมุมที่อยู่นี้ก็เพียงพอแล้วที่ทำให้ผมหลงไหลความสวยงามของธรรมชาติ ผนวกกับสถาปัตยกรรมอันงดงามที่เกิดจากฝีมือมนุษย์

แม้ฝนจะตกหนัก และแสงเหลือน้อยแต่ Tanah lot ก็สวยประทับใจมาก

Tanah Lot Temple

Tanah Lot Temple

Tanah Lot Temple

Tanah Lot Temple

Tanah Lot Temple

Tanah Lot Temple

Tanah Lot Temple

Tanah Lot Temple

ระหว่างที่ผมเดินทางกลับ นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ยังคงรวมตัวกันไปยืนให้คลื่นโถมใส่บริเวณโขดหินหน้า Tanah lot โดยไม่เกรงกลัวว่าจะถูกซัดตกทะเลไป ..
ผมเดินกลับไปยังลานจอดรถเพื่อเดินทางไปยังที่พักของเราคืนนี้ นั่นคือ Tanaya Bed & Breakfast ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสาย Shopping ของหาด Kuta … หลังจาก Check in แล้วเราก็รีบออกเดินชมร้านค้าต่าง ๆ ทันที ซึ่งตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายสินค้าที่ระลึกและเสื้อผ้า Brand ที่เน้นไปยังกลุ่ม sport & adventure เนื่องจากบาหลีเป็น destination ที่มีนักท่องเที่ยวชาว Australia มาพักผ่อนเล่นกีฬาทางน้ำกันเยอะนั่นเอง

มื้อค่ำวันนี้เราฝากท้องที่ McDonald ที่หน้าหาด Kuta หลังจากที่ต้องเดินไกลแสนไกลเพราะนึกว่าจะมีเส้นทางวกกลับมาโรงแรมง่าย ๆ … ที่ไหนได้เส้นทางนั้นไกลมาก แถมบางช่วงยังมืดและเปลี่ยว ไม่มีร้านค้าอยู่เลย ทำเอาไม่สบายใจอยู่พักใหญ่ แต่หลังจากเจอ McDonald และทานอาหารค่ำแล้วก็เจอซอยเล็ก ๆ เพื่อเดินลัดเลาะกลับมายังถนนสายด้านในเพื่อกลับมายังโรงแรมได้ในที่สุด

คืนนี้ผมหลับอย่างรวดเร็วเพราะเพลียจากการเดินทางไกล… ขอลาตอนนี้ด้วยภาพ lobby ของที่พักคืนนี้ ติดตามใหม่ตอนต่อไปครับ

Tanaya Bed and Breakfast



9mot พาเที่ยวบาหลี ตอน 2 – ดินแดนแห่งวัดศักดิ์สิทธิ์ และธรรมชาติอันหลากหลาย

หลังจากค่ำคืนแรกที่บาหลีผ่านไป ผมตื่นแต่เช้าเพื่อเก็บภาพบรรยากาศรีสอร์ท ซึ่งจะรีวิวแยกจากโปรแกรมท่องเที่ยวให้เพื่อน ๆ ชมอีกครั้งหนึ่งนะครับ …  เช้าวันนี้ผมทานอาหารที่ Buffe ของโรงแรม และนัดพบกับ Leong มารับตอน 9:30 โดยจุดหมายแรกของเราวันนี้คือ Goa Gajah หรือถ้ำช้าง  ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่พักของเรามากนัก … เราเสียค่าเข้าชมคนละ 15,000 IDR พร้อมได้รับผ้าคาดเอวด้วย  ที่นี่มีถ้ำซึ่งปากทางเข้าเป็นหินที่ถูกสลักเป็นรูปยักษ์  เมื่อเดินเข้าไปด้านในจะเป็นรูปตัวที ด้านหนึ่งเป็นรูปปั้นของพระพิฆเนศ อีกด้านเป็นรูปปั้นศิวลึงค์ 3 แท่งด้วยกัน  ทั้งนี้สถานที่บริเวณนี้เคยถูกใช้เป็นสถานที่นั่งสมาธิและทำพิธีกรรมใสสมัยโบราณ

ด้านหน้าของถ้ำจะมีสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีรูปปั้นหญิงสาวที่มีน้ำไหลออกมาจากรูปปั้น  เชื่อกันว่าถ้าใครได้ดื่มก็จะสมความปรารถนา  นอกจากนี้ยังมีกองหินเป็นกอง ๆ หลายกองวางเรียงอยู่บนลานใกล้ ๆ กัน แต่ผมถาม Leong ดูแล้วเขาก็บอกว่าไม่ได้มีความหมายอะไร :(

ระหว่างที่เดินชมสถานที่อยู่ก็มีคุณลุงคนนึงเดินเข้ามาถามว่ามีไกด์หรือยังจะพาเที่ยวชมสถานที่    แกพาเดินลัดเลาะไปเส้นทางด้านหลังที่ผมไม่เคยเห็นเพื่อน ๆ นำภาพมารีวิว  ผ่านนาข้าว และสวนผลไม้  แกพยายามชี้ให้ดูต้นกล้วย และผลไม้อื่น ๆ อีกมากมาย  ตอนนั้นอยากบอกลุงแกว่าบ้านผมมีเยอะแยะ แต่เกรงใจ หุหุ… นอกจากนี้ก็พาไปทำพิธีเพื่อเป็นศิริมงคงคล  และก็ต้องบริจาคและทิปตามระเบียบ  แต่ที่น่าสนใจคือทางเดินช่วงหนึ่งมีน้ำตกเล็ก ๆ กับสะพานปูนที่ตะไคร่ขึ้นดูแล้วสวยดีก็เลยเก็บภาพบรรยากาศมาฝากด้วยครับ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางสั้น ๆ เดินเป็นวงแค่ 10 นาทีก็จะมีทะลุอีกด้านหนึ่งของ Goa Gajah

มาชมวิวระหว่างเส้นทางเดินกันดีกว่า

ออกจาก Goa Gajah เราเดินทางต่อไปยัง Tirta Empul หรือวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งเสียค่าเข้าชมคนละ 15,000 IDR เช่นเดียวกับที่ Goa Gajah  … วันนี้มีชาวบาหลีไปทำพิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ไม่มากนัก  แต่พิธีกรรมที่เขาทำนั้นทำให้เห็นได้ชัดว่าชาวบาหลียังคงยึดมั่นในพิธีกรรมดั้งเดิมและความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ  ทั้งนี้ผมใช้เวลาเก็บภาพที่นี่นานพอควร แรก ๆ ก็เกรงใจเหมือนกันที่ต้องถ่ายภาพชาวบาหลีกำลังทำพิธีกรรม แต่หลัง ๆ ก็อดใจไม่ได้เรียกได้ว่ากดแบบไม่ยั้งเลย หุหุ

มาชมภาพต่อเนื่องกันไปเลยดีกว่านะครับ

ปากทางออกของ Tirta Empul จะผ่านแผงขายของที่ระลึก  ที่คนไทยเรียกว่าตลาดปราบเซียน  … ยังไม่ทันผ่านร้านแรกเราก็โดนเรียกโดยแม่ค้าที่ใช้ภาษาไทย  รับเงินไทย  ทำให้สะดวกใจที่จะซื้อของเพราะไม่ต้องคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนให้ยุ่งยาก … บอกตามตรงว่าจนถึงวันสุดท้ายก็ยังมึนกับการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนของอินโด หุหุ … ด้วยความใจอ่อนสไตล์คนไทยก็เลยมีของติดไม้ติดมือมาเยอะแยะ และก็ต้องมาเจ็บใจเมื่อยิ่งเดินเข้ามาลึกเท่าไหร่  ของที่เราว่าซื้อถูกแล้วยังต่อราคาได้อีกครึ่งหนึ่ง Oh my god ..ดังนั้นจำไว้เลยครับว่าที่นี่ต้องต่อแบบไม่เกรงใจจริง ๆ ไม่งั้นจะเจ็บใจภายหลัง  นี่ขนาดผมรู้มาล่วงหน้าแล้วยังไม่วายซื้อของแพง หุหุ … ผมว่าถ้าพอรู้ราคาของหรือต่อเก่ง ๆ เพื่อน ๆ สามารถซื้อของฝากที่นี่ได้เลยเพราะราคาถูกกว่าในเมือง Ubud หรือ Kuta แน่นอนครับ

Shopping กันจุใจแล้วก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยัง Kintamani ซึ่งเป็นจุดชมวิวภูเขาไฟและทะเลสาบของบาหลีครับ ซึ่งการเดินทางใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงผ่านเส้นทางเล็ก ๆ ที่มีป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์อยู่ตลอดสองข้างทาง  บางช่วงผ่านสวนผลไม้และมีผลไม้วางขายข้างทางน่าทานมากแต่ราคาผลไม้ที่นี่แพง  ไม่รู้ว่าเพราะเราเป็นนักท่องเที่ยวหรือเปล่าจึงขายราคากิโลละเกือบร้อยบาททั้งนั้น  ก็เลย say no หุหุ

อากาศวันนี้ที่ Kintamani ไม่ค่อยดีเท่าไหร่  ฟ้าไม่ใสเอามาก ๆ  แต่ผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรเพราะทำใจไว้แล้ว  อีกอย่างที่เคยดูภาพมาก็ใช่ว่าวิวที่นี่จะสวยบาดใจ อาจเป็นเพราะผมเคยชมวิวทะเลสาบที่สวยมาก ๆ มาแล้วก็ได้ …. เราแวะตรงจุดชมวิวที่ทางการเตรียมไว้ให้เพื่อถ่ายภาพกันพักหนึ่ง  ก็เดินทางต่อไปอีกหน่อยเพื่อทานอาหารเที่ยง  ซึ่งเป็นแบบ Buffe ราคาคนละ 73,000 IDR (รวมภาษีแล้ว) น่าจะเป็นราคาต่ำสุดสำหรับนักท่องเที่ยวแล้วกระมัง  เพราะบางกลุ่มจะถูกเสนอราคาสูงกว่านี้  เหมือนกับที่เพื่อน ๆ ใน pantip เคยลงข้อมูลไว้แล้ว  ทั้งนี้ราคานี้ Leong เป็นคนบอกให้เราทราบล่วงหน้าและมาคุยกับพนักงานด้วยตัวเอง  พอพนักงานทราบราคาก็เลยให้เรานั่งที่นั่งแถวใน เพราะที่นั่งวิวสวยด้านนอกกันไว้ให้นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นที่จ่ายแพงกว่าว่างั้นเถอะ L  เท่าที่สังเกตดูส่วนใหญ่จะเป็นชาวรัสเซียครับ ผมว่าคงโดนกันไปคนละเป็นแสนแน่เลย หุหุ … เรื่องรสชาติอาหารก็ตามที่เคยอ่านรีวิวครับ พอ-แหลก-ไล่ จะว่าไปก็ทานไม่คุ้มหรอกครับแต่ไม่มีตัวเลือกนี่นาทำไงได้

วิวที่คินตามณี (kintamani)

จาก Kintamani เราเดินทางต่อไปยังนาขั้นบันไดที่ Tegalalng ซึ่งถือเป็น highlight หนึ่งของโปรแกรมเที่ยวบาหลี   ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านที่ทำหัตถกรรมประเภทไม้แกะสลักรวมถึงงานฝีมืออื่น ๆ  นอกจากนี้จะได้เห็นวิวนาขั้นบันไดสวย ๆ ก่อนที่จะถึงจุดชมวิวหลักตลอดสองข้างทาง  เสียดายที่ผมเกรงใจ Leong ไม่กล้าบอกให้จอดบ่อย ๆ เพราะถนนค่อนข้างแคบ บางช่วงแทบจะเป็นเลนเดียวด้วยซ้ำ  ก็เลยกลัวเขาจะไม่สะดวกใจ  ทำให้พลาด shot เด็ด ๆ ไปเยอะทีเดียว  เพราะสภาพแสงน้อยถ่ายจากในรถก็ได้ภาพที่ไม่ดีพอ … มาถึงจุดชมวิวก็ผิดหวังนิดหน่อยเพราะนอกจากสภาพแสงที่ไม่ค่อยดีแล้ว  ช่วงนี้อยู่ระหว่างการลงข้าวใหม่ ทำให้นาไม่เขียวขจีอย่างที่หวังไว้  แต่ไม่เป็นไรครับเพราะฟอร์มของนาขั้นบันไดก็ยังมีสเน่ห์ไม่น้อย  ก็เลยมีภาพมาฝากกันนิดหน่อย

ใกล้ ๆ จุดชมวิวจะเป็นแหล่งขายสินค้าหัตถกรรมและของฝากมากมาย ถ้ามีเวลาก็ลองแวะต่อรองราคากันได้นะครับ  มีงานที่เหมาะเอาไว้แต่งบ้านสวย ๆ ราคาถูกเยอะแยะไปหมดครับ

โปรแกรมสุดท้ายของวันนี้ผมเดินทางเข้า Ubud Center เพื่อเที่ยวชมและหาซื้อของฝาก (อีกแล้ว)  ซึ่งเมือง Ubud นอกจากจะเป็นศูนย์กลางของสินค้าพื้นเมืองบาหลีแล้ว ยังมีวัดสวย ๆ มากมาย  เรียกได้ว่าเดิน 2 ชั่วโมงยังไม่ทั่วเลยครับ  แต่เราก็ถูกจำกัดด้วยเวลาที่ใกล้ค่ำแล้วต้องหาอะไรรองท้องก่อนเดินทางกลับโรงแรม จึงต้องโบกมือลาแบบไม่ค่อยเต็มใจ  ทั้งนี้ผมได้กดเงินที่เมือง Ubud จาก ATM ด้วยเพราะเงินที่เตรียมมาดูท่าจะไม่พอ เนื่องจากเดิมทีตั้งใจว่าจะใช้บัตรเครดิตแต่กลับพบว่าหลาย ๆ ร้านค้าจะขอชาร์จค่าบริการเพิ่มผมก็เลยต้องใช้เงินสดไป   ผมเบิก ATM ไปสองล้าน IDR เลยทีเดียว อิอิ ทีแรกก็แอบกังวลเหมือนกันกลัวจะโดนค่าธรรมเนียมเยอะ  พยายามหาข้อมูลจาก internet คืนก่อนหน้านี้ก็ไม่พบตัวเลขที่ชัดเจน  แต่พอกลับเมืองไทยจึงรู้ว่าโดนชาร์จค่าธรรมเนียม 100 บาทซึ่งอยู่ในอัตราที่รับได้ครับ  ก็บอกเป็นข้อมูลไว้สำหรับเพื่อน ๆ ที่เงินหมดระหว่างการเดินทาง  ผมว่าดีกว่าเอาเงินไทยไปแลกเพราะได้ rate ต่ำมาก  แต่ถ้ามี USD ก็แลกด้วย USD ดีกว่าครับ

ความหลากลายใน Ubud Center

มื้อค่ำวันนี้ผมทานที่ร้าน Dirty Duck ตามคำแนะนำของเพื่อน ๆ ใน pantip.com ครับ  มาถึงร้านก็ surprise พอสมควรเพราะไม่คิดว่าจะเป็นร้านใหญ่ขนาดนี้  .. เมนูที่สั่งก็เป็นเมนูแนะนำของร้าน  รสชาติอร่อยดีครับไม่ผิดหวัง  แต่เสียดายที่เค้กที่ทานตบท้ายรสชาติไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่  ค่าเสียหายมื้อนี้ก็ 275,000 สำหรับสองคนครับ  ดีกว่า seafood ที่ Jimbaran เยอะ หุหุ

ผมเร่งทานมื้อเย็นเพื่อที่จะรีบกลับโรงแรมมาบันทึกแสงสุดท้ายของวันที่นี่  ก็เลยขอจบตอน 2 นี้ด้วยบรรยากาศสวย ๆ ยามค่ำที่ Kamandalu Resort & Spa แล้วพบกันใหม่ตอนต่อไปครับ



9mot พาเที่ยวบาหลี ตอน 1 “เปิดประตูสู่บาหลี”

ไปบาหลีครั้งนี้จะเรียกเป็นอุบัติทริปก็ได้  เพราะเป็นทริปที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิดล่วงหน้า หุหุ … เรื่องของเรื่องคือคืนหนึ่งขณะนั่งทำงานเครียด ๆ ก็ได้ e-mail ของ Air Asia เปิดไปดูเจอตั๋วบินตรงจากภูเก็ตไปบาหลีในราคาไม่ถึงสี่พันก็เลยตัดสินใจจองเดี๋ยวนั้นเลย  โดยยังไม่ได้ดูข้อมูลอื่นประกอบและยังไม่ได้ลางานด้วยซ้ำ  โชคดีที่นายใจลอยยอมเซ็นต์ใบลาให้แต่โดยดี อิอิ  ส่วนเรื่องที่พักและแผนการเดินทางมาจัดการเอาภายหลัง  โดย search เอาจากข้อมูลที่เพื่อน ๆ เคย review ไว้ใน pantip.com เป็นหลัก

ทริปนี้ใช้เวลา 4 วัน 3 คืนด้วยกัน (ที่จริงอยากไป 5 วัน 4 คืนแต่ flight ไม่มี)  โดยแผนการเดินทางของผมค่อนข้างเหมือนกับ standard ทริปบาหลีโดยทั่วไปของคนไทย  ไม่กล้าแหวกแนววางแผนเองเหมือนทริปอื่น ๆ เพราะคราวนี้มีเวลาเตรียมข้อมูลไม่มากนัก   ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการเที่ยวชมวัดและโบราณสถานสำคัญบนเกาะบาหลี  รวมถึงนาขั้นบันได ทะเลสาบ และภูเขาไฟ  โดยพักสองคืนแรกที่เมือง Ubud ซึ่งอยู่ ณ ศูนย์กลางของเกาะบาหลี  และคืนสุดท้ายพักที่หาด Kuta เนื่องจากอยู่ใกล้สนามบินเพื่อให้สะดวกในการเดินทางกลับในวันสุดท้าย  โดยตลอดทริปใช้บริการรถเช่าพร้อมคนขับ  ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดรวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดการเดินทางผมจะสรุปไว้ตอนท้ายเพื่อเป็นข้อมูลให้กับเพื่อน ๆ ที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวนะครับ  เอาล่ะเกริ่นมายาวแล้ว  ได้เวลาเดินทางแล้วคร้าบ …

ตุ๊ดๆๆๆ ไม่ได้แซวใครนะครับ  แต่เป็นเสียงนาฬิกาปลุกผมเอง … มันดังขึ้นตอนตีสามครึ่งของเช้าตรู่วันศุกร์  ใช่แล้วครับตีสามครึ่งไม่ใช่บ่ายสาม … :(  ทำไงได้ก็ flight ผมมันออกตอน 6:30 นี่นา  ก็เลยต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางไปสนามบินให้ทันเวลา …  ผมมาถึงสนามบินราวตี 4 ครึ่ง  ใช้เวลา check in และผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองไม่นานก็ได้มานอนรอเวลาที่หน้า gate แล้ว  (รู้งี้นอนต่ออีกสักครึ่งชั่วโมง หุหุ)   … ได้เวลาขึ้นเครื่องก็ฟ้าเริ่มสว่างพอดี  ภาพกลางเป็นภาพแรกของทริปนี้ขณะเดินไปขึ้นเครื่อง ภาพไหวๆ หน่อยเพราะนอนยังไม่เต็มอิ่ม อิอิ  ส่วนอีกภาพด้านซ้ายก็ตอนถึงบาหลีครับ เครื่องบินที่เห็นในภาพเป็นอีกลำน่าจะมาจากกรุงเทพ ฯ … จะเห็นได้ว่าสนามบินอยู่ใกล้ทะเลเหมือนที่ภูเก็ตเลยครับ .. ส่วนภาพขวาสุด ประตูสไตล์บาหลีที่สนามบินเป็นสิ่งที่บอกว่าเราได้เปิดประตูเ้ข้าสู่บาหลีแล้วครับ

การเดินทางจากภูเก็ตไปบาหลี  ใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมง 40 นาที  ถึงบาหลีราว 11 โมงเศษ (เวลาที่โน่นเร็วกว่าบ้านเรา 1 ชั่วโมง)  ใช้เวลาตรวจคนเข้าเมืองสักพัก  กว่าจะออกมาเจอคนขับรถก็ราวเที่ยงพอดี  โดยรถที่มารับเป็นรถของ Kamandalu Resort & Spa ซึ่งเป็นที่พักสองคืนแรกของผม … ระหว่างทางคนขับรถก็ชวนคุยตลอด แถมด้วยข่าวดีที่ว่าบาหลีช่วงนี้ฝนตกทุกวัน ..ขนาดทำใจมาแล้วยังรับไม่ค่อยได้เลยเพราะอยากถ่ายภาพสวย ๆ หากฝนตกทุกวันอย่างนี้แย่เลย  :(

ระหว่างเดินทาง ผมสังเกตุเห็นรถยนต์ที่บาหลีส่วนมากเป็นแบบ mini MPV อย่าง Toyota Inova หรือ Suzuki  และขับเลนขวาเหมือนบ้านเรา  ทำให้สามารถเช่าขับได้โดยไม่ต้องพะวงเรื่องพวงมาลัย แต่เอาเวลาไปเครียดเรื่องเส้นทางแทน อิอิ แล้วจะเล่าให้ฟังภายหลังนะครับว่าทำไม

เส้นทางที่ไป Ubud ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Kamandalu Resort & Spa จะต้องผ่านส่วนที่เป็นตัวเมืองซึ่งมีรถพลุกพล่าน จากนั้นถนนจะค่อย ๆ แคบลงเมื่อเข้าใกล้เมือง Ubud ซึ่งตลอดทางผมสัมผัสถึงความเป็นบาหลีตลอดเส้นทาง  ทั้งสิ่งปลูกสร้างและผู้คนล้วนเต็มไปด้วยอารมณ์บาหลีทั้งสิ้น  ยืนยันได้ว่าผมได้เปิดประตูเข้ามาสู่บาหลีแล้วจริง ๆ  ทั้งนี้เราใช้เวลาเดินทางจากสนามบินมาที่นี่ราว 1 ชั่วโมง 15 นาที .. หลังจาก check in แล้วผมก็ทานข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารริมสระว่ายน้ำของโรงแรม  เพื่อรอเวลารถที่เช่าที่นัดรับตอนบ่าย 3 โมง … ทั้งนี้ผมขอทำรีวิวของที่พักแยกจากโปรแกรมท่องเที่ยวนะครับเพื่อให้ได้รายละเอียดที่มากขึ้น

ความจริงสถานที่ท่องเที่ยวที่วางแผนไว้สำหรับวันนี้อยู่ใกล้ ๆ สนามบิน  แต่ที่ผมต้องยอมนั่งรถย้อนไปอีกครั้งก็เพราะผมตั้งใจว่าผมจะไปชมพระอาทิตย์ตกที่ Uluwatu ต่อด้วยอาหารมื้อค่ำที่หาด Jimbaran ซึ่งถ้าไม่เข้าที่พักก่อนก็จะทำให้เวลาไม่ลงตัวนั่นเอง …

สำหรับการเช่ารถ เดิมทีผมได้คำแนะนำจาก web board ใน pantip ว่าควรเลือกใช้บริการจาก Teddy แต่เนื่องจากเขารับงานอื่นไว้แล้ว เขาจึงติดต่อเพื่อนให้โดยเขาเป็นผู้ประสานงานทั้งหมด เพื่อนของเขาคนนี้ชื่อ Leong ครับ … ได้เวลานัด Leong ก็มารอรับเราอยู่แล้ว  เขาเป็นคนที่สุภาพแต่ไม่ค่อยพูดครับ  ถ้าไม่ถามส่วนใหญ่เขาก็จะตั้งอกตั้งใจขับรถไปเรื่อย ๆ  ถ้าเพื่อน ๆ เตรียมข้อมูลมาดีใช้บริการของ Leong ก็ดีครับ  แต่ถ้าต้องการข้อมูลเยอะ ๆ และไม่ค่อยแม่นเรื่องข้อมูลผมว่าใช้บริการของ Teddy ดีกว่า เพราะตลอดการเดินทาง Leong ไม่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับผมมากนัก โดยเฉพาะเรื่องการเลือกใช้บริการร้านค้าต่าง ๆ

ระหว่างทางผมแวะแลกเงินที่ศูนย์ใกล้หาด Kuta ได้ Rate 8870 IDR ต่อ 1 USD (ที่สนามบิน 8800 ต่อ 1 USD)  จากนั้นก็เดินทางไปยังจุดแรกของการท่องเที่ยวบาหลีของผมก็คือ CWK Cultural Park ซึ่งเสียค่าเข้าชมคนละ 50,000 IDR  (ไม่แน่ใจว่าตั๋วมีหลายแบบหรือไม่  เพราะเคยอ่านว่าเสียค่าเข้าน้อยกว่านี้)  ทั้งนี้ภายในจะมีรูปปั้นครึ่งตัวของพระศิวะและครุฑขนาดใหญ่ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพกัน  นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ใช้บริการ อาทิ ไต่หน้าผา, โหนสลิง  ซึ่งผมว่าไม่ค่อยเข้ากับ theme เท่าไหร่  แต่คงต้องมีไว้เพราะลำพังรูปปั้นทั้งสองอาจจะทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ .. ประเมินดูแล้วผมคิดว่าที่นี่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์  และคงเป็นเพียงจุดที่ใช้เรียกเงินจากกระเป๋านักท่องเที่ยวเท่านั้น ไม่ค่อยมีความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมมากมายนัก แต่อีกประโยชน์คงเป็นสถานที่สำหรับจัดกิจกรรมและการแสดงด้านวัฒนธรรมด้วย   ถ้าเดาไม่ผิดไกด์ที่พานักท่องเที่ยวมาอาจจะได้ส่วนค่าน้ำร้อนน้ำชาแบ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เลยมีเหล่านักท่องเที่ยวประเภททัวร์มาที่นี่เต็มไปหมด (ไม่ยืนยันนะครับ แค่คิดเอาเอง)

บรรยากาศที่ CWK Park ครับ

ผมใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่นานนักก็เดินทางต่อไปยัง Uluwatu วัดที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงริมมหาสมุทร  ซึ่งวันนี้มีชาวบาหลีจำนวนมากเดินทางมาทำบุญที่วัดแห่งนี้  ทำให้ต้องจอดรถค่อนข้างไกล  แต่ก็โชคดีที่ได้เห็นภาพคนท้องถิ่นแต่งกายอย่างสวยงามตามประเพณี ไม่ว่าจะเป็นคนสูงอายุ, หนุ่มสาวรวมถึงเด็ก ๆ  แสดงให้เห็นถึงการรักษาประเพณีอันเหนียวแน่นของชาวบาหลี

ชาวบาหลีที่สวมชุดพื้นเมืองมาทำพิธีที่วัด Uluwatu และเครื่องไหว้ที่เห็นได้ทั่วไปในบาหลี

ที่จุดชมวิวของ Uluwatu จะเต็มไปด้วยฝูงลิงที่คอยป่วนนักท่องเที่ยว  ผมเองก็โดนขโมยแว่นตาโดยไม่ทันตั้งตัว  กว่าจะได้คืนมาก็ต้องให้คนท้องถิ่นเอาอาหารไปแลก  ถ้าใครไปที่นี่ต้องระวังมาก ๆ ครับ  ถ้าเกิดมันโยนลงหน้าผาไปละแย่เลย … นี่ขนาดมาช่วงเย็น คิดว่ามันคงจะเหนื่อยแล้วนะ ที่ไหนได้ ยังมีฤทธิ์เดชมากเหลือเกิน…

บรรยากาศ Uluwatu

โชคดีที่วันนี้มีการแสดง Kecak Dance ด้วยก็เลยซื้อตั๋วเข้าไปชมเลยในราคาคนละ  70,000 IDR ซึ่งการแสดงก็จะมีส่วนคล้ายคลึงกับ Barong Dance อันโด่งดัง เพียงแต่ Kecak Dance ไม่ใช้เครื่องดนตรี  แต่ใช้ชายหนุ่มกลุ่มใหญ่ให้เสียงประกอบการแสดง  ได้อารมณ์ชนเผ่าบนเกาะดีเหมือนกัน  เนื้อหาของการแสดงก็เป็นการต่อสู้ระหว่างธรรมะและอธรรม ตัวเอกก็เหมือนจะเป็นหนุมานแต่เป็น version ของบาหลี  ส่วนนางเอกก็จะร่ายรำคล้ายของไทย แต่หน้าตาจะขึงขัง และการรำไม่อ่อนช้อยเหมือนของไทย

การแสดง Kecak Dance

การแสดงจบตอนแสงกำลังจะหมดพอดี  ผมจึงต้องรีบมาถ่ายภาพวัด Uluwatu อีกครั้งเพื่อเก็บแสงสุดท้ายของวันก่อนจะที่จะเดินทางต่อไปยังหาด Jimbaran เพื่อทานอาหารค่ำ

ผมไม่ได้ศึกษามาก่อนว่าควรทานร้านไหนดี จึงปล่อยให้ Leong นำไป  โดยเขาเลือกพาไปที่ร้าน Dewata .. พอเห็นราคาในเมนูก็รู้แล้วล่ะครับว่าบวกเผื่อไว้มากมาย  แต่ทำไงได้ มาแล้วก็ต้องทานแล้วล่ะเพราะหิวเหลือเกิน  โดยผมเลือกปู 2 ตัว  ตัวละ 1 กิโลและกุ้งอีกครึ่งกิโล  รสชาติอาหารก็ไม่ได้โดดเด่นมากมาย  แถมปูยังมีเนื้อน้อยมาก :(   ร้านแถบนี้จะอยู่ริมหาด  มีการจัดโต๊ะและบรรยากาศไว้ดีพอสมควร เหมาะสำหรับคู่รักมานั่งทานกันท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติก  ระหว่างทานก็จะมีการแสดงการรำสไตล์บาหลี  แต่ที่ผมชอบมากคือมีกลุ่มนักร้องมาเล่นกีต้าร์ ตีกลองร้องเพลงรายล้อมโต๊ะที่เรานั่งอยู่  ทำให้ลืมเรื่องราคาอาหารไปชั่วคราว กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนเช็คบิลโน่นแหละว่ามื้อนี้เสียเงินไปเกือบ 7 แสน (IDR)  สำหรับคนขับรถไม่ต้องห่วงเขาครับเพราะทางร้านจัดอาหารไว้ให้อยู่แล้วเพราะพาลูกค้ามาให้เชือด เอ้ย! มาใช้บริการนั่นเอง

บรรยากาศร้านอาหารริมหาด Jimbaran และ Dinner คืนแรกที่ Bali

ทานอาหารเสร็จ จ่ายเงินจนตัวเบาแล้วก็เดินทางกลับรีสอร์ทครับ  โดยแวะซื้อของขบเคี้ยวและเครื่องดื่มเล็กน้อยที่ Circle K – minimart ของชาวบาหลี เพราะที่นี่ไม่มี 7 eleven หุหุ

คืนแรกนี้ผมนอนหลับเป็นตายเลยครับ  เพราะตื่นเช้ามากและเพลียจากการเดินทาง … โปรแกรมวันรุ่งขึ้นเป็นอย่างไร ติดตามตอนต่อไปนะครับ  .. คืนนี้ส่งท้ายด้วยภาพของ Lobby ของ Kamandalu ยามค่ำคืนนะครับ



ลองเส้นทางใหม่ ภูเก็ต-เกาะยาว-เกาะห้อง

แม้ว่าจะอยู่ภูเก็ต  แต่นาน ๆ ทีผมจึงมีโอกาสได้ไปเที่ยวเกาะยาว และเกาะห้อง (จังหวัดกระบี่)  เนื่องจากบริษัททัวร์ที่นี่เน้นไปที่เกาะพีพี, เกาะราชา, เกาะไข่ ซะเป็นส่วนใหญ่  ดังนั้นเมื่อน้องที่บริษัททัวร์โทรมาชวนไปทดลองเส้นทางเปิดใหม่  เกาะยาว-เกาะห้อง ผมก็ไม่รีรอที่จะตกลงแม้ว่าจะรู้ล่วงหน้าแค่เพียงวันเดียว   ผมขออนุญาตวงเล็บ (จังหวัดกระบี่) ไว้หลังเกาะห้องก็เพราะ  มีเกาะห้องที่อ่าวพังงาด้วย  กลัวว่าจะสร้างความสับสนให้กับเพื่อน ๆ

ทริปนี้ของผมก็คล้าย ๆ กับทัวร์อื่น ๆ ที่เดินทางไปอ่าวพังงา  คือเริ่มต้นที่ท่าเรืออ่าวปอ โดยเรือออกประมาณ 9 โมงเช้า  เป็นเรือสองชั้นด่านล่างเป็นห้องครัวและเก็บเรือ kayak ส่วนด้านบนเป็นที่นั่งสำหรับลูกค้า  เหมือนกับเรือที่ใช้ในทริปแคนูอ่าวพังงาทั่ว ๆ ไป … เรือค่อย ๆ แล่นออกจากท่าช้า ๆ มุ่งสู่เกาะยาว  ระหว่างนั้นไกด์ก็บรรยายโปรแกรมประจำวันนี้ให้ฟัง  รวมถึงให้ข้อแนะนำในการท่องเที่ยว  เมื่อบรรยายจบก็ให้ลูกทัวร์ได้นั่งกินลมชมวิว  โดยมีของว่างเตรียมไว้ให้ได้ทานกันตลอดโปรแกรม … เรือใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงก็ถึงท่าเรือเกาะยาวใหญ่  ซึ่งมีรถสามล้อดัดแปลง  มารอรับพวกเราอยู่แล้ว  โดยมีชาวบ้านเป็นผู้ขับเพื่อนำชมธรรมชาติบนเกาะยาวใหญ่และวิถีชีวิตชาวบ้าน  เริ่มตั้นด้วยการวิ่งผ่านหมู่บ้านบนเกาะ  ชมการสาธิตนำใบไม้ในท้องถิ่นมาสานเป็นภาชนะ  ตามด้วยโปรแกรมที่เรียกเสียงปรบมือให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ  ก็คือดูลิงขึ้นมะพร้าว  ซึ่งก็ต้องลุ้นพอสมควรว่ามันจะยอมทำหน้าที่หรือเปล่าเพราะวันนี้้มะพร้าวแก่เกือบจะหมดต้นแล้ว และเจ้าลิงก็ไม่ยอมเก็บลูกที่ยังไม่แก่ซะด้วย  แต่สุดท้ายก็หาเป้าหมายเจอจนได้ไ่ม่งั้นคงไม่ได้ลงจากต้นแน่ หุหุ … จากนั้นก็มีการสาธิตการกรีดยางซึ่งเป็นอาชีพที่สำคัญอย่างหนึ่งของคนบนเกาะ  งานนี้ฝรั่งตาน้ำข้าวขออาสาลองกรีดดูด้วย  ดูน่ารักไปอีกแบบ

ชมกิจกรรมพื้นบ้านสักพัก ก็นั่งรถสามล้อต่อไปยังปลายแหลมเพื่อกลับขึ้นเรือ  ซึ่งต้องผ่านธรรมชาติที่ยังคงบริสุทธิ์อยู่มาก  แม้บริเวณปลายแหลมจะยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ภูมิประเทศบริเวณนั้นก็ทำให้ผมประทับใจจนถ่ายภาพไปเยอะทีเดียว … จากจุดนี้เราึขึ้นเรือหางยาว  โบกมือลาคนขับรถของเราเพื่อกลับขึ้นเรือและมุ่งหน้าไปยังเกาะห้อง  เรามาถึงเกาะห้องเกือบเีที่ยง  ซึ่งเป็นช่วงที่แดดกำลังสวยพอดี  ทั้งนี้เืรือจะจอดลอยลำอยู่ด้านนอกแล้วให้เราพายเรือ kayak เข้าไปสู่ฝั่ง   เกาะห้องเป็นอีกเกาะที่ผมชอบมากเพราะน้ำใส สีเขียวมรกตสวยงามมาก  และมีเวิ้งอ่าวที่มีฟอร์มสวยเหมาะกับการถ่ายภาพ  ผมใช้เวลาถ่ายภาพอยู่พักใหญ่  ทางทัวร์ก็ชวนพาย kayak ไปที่ lagoon กลางเกาะ  ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่ได้ชมหน้าผาและพันธุ์ไม้ท้องถิ่นประเภทกล้วยไม้ รวมถึงนกท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิดได้บรรยากาศไปอีกแบบ  และเมื่อเข้าสู่เวิ้งอ่าวที่เป็น lagoon ก็ได้ชมอีกบรรยากาศที่แตกต่างออกไป  เพราะด้านในจะเป็นน้ำตื้น  มีต้นโกงกางอยู่โดยรอบ  ถ้าวันไหนน้ำใสจะสามารถมองเห็นปลาดาวอยู่ด้านล่างด้วย  ผมใช้เวลาถ่ายภาพอยู่พักใหญ่ก็พายเรือออกมาขึ้นเรือที่ลอยลำรอรับเราอยู่แล้ว … หลังจากที่ออกแรงกันมาพอสมควรก็ได้เวลาทานอาหารเที่ยงพอดี  บรรยากาศดี ๆ บวกกับความเหนื่อยยิ่งทำให้อาหารอร่อยขึ้นอีกเป็นกอง  และทางทัวร์ก็เอาใจเต็มที่โดยนำไปลอยลำอยู่ที่เกาะใกล้ ๆ ที่ไม่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน  ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ทานข้าวท่ามกลางบรรยากาศหาดส่วนตัว หุหุ

หลังจากอิ่มแล้ว  บางคนก็พักผ่อนบนเรือ อ่านหนังสือ บางส่วนลงไปเล่นน้ำตามอัธยาศัย  ส่วนผมก็ว่ายน้ำเล่นขึ้นไปชมบรรยากาศบนฝั่งของเกาะซึ่งทำสัมปทานรังนก ซึ่งพบได้ทั่วไปในเขตจังหวัดกระบี่   ทัวร์ปล่อยให้เราได้พักผ่อนกันพักใหญ่ก็ค่อย ๆ แล่นผ่านหมู่เกาะน้อยใหญ่ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของกระบี่  และยังแวะให้เราได้พาย kayak เล่นอีกรอบ  เื่ื่พื่อเข้าไปชมเกาะแก่งบริเวณนั้น  โดยไกด์แจ้งว่าโปรแกรมส่วนนี้ไม่ได้ fix ตายตัว  แต่จะดูว่าเกาะไหนมีคนน้อย  ก็จะแวะให้ลูกทัวร์ได้แวะเพื่อให้ไม่ต้องไปแย่งพื้นที่กลับกลุ่มอื่น ๆ เจ๋ง จริง ๆ

ประมาณ 3 โมงเศษเรือก็มุ่งหน้ากลับภูเก็ต  ผ่านเส้นทางเดิม  โดยช่วงนี้ลูกทัวร์แต่ละคนก็ได้พักผ่อนก็ตามสบาย แต่ส่วนใหญ่ก็จะงีบหลับด้วยความเพลียจากกิจกรรมตลอดวัน  เพราะลมเย็น ๆ บนชั้นสองของเรือนี่มันช่างทำให้หลับสบายดีจริง ๆ … ผมมารู้สึกตัวอีกทีก็เกือบจะถึงท่าเรือแล้ว ซึ่งนาฬิกาบอกเวลา 5 โมงเศษ ๆ  นับเป็น one day trip ที่เยี่ยมยอดอีก trip หนึ่ง  เพื่อน ๆ ที่มาภูเก็ตและไม่อยากจำเจกับโปรแกรมเดิม ๆ ผมขอแนะนำโปรแกรมนี้ครับ  เพราะมีความหลากหลาย ได้ชมวิถีชาวบ้านและชมธรรมชาติหลากหลายแบบ ทั้งน้ำทะเลใส ๆ, หน้าผา, snorkeling และทะเลแบบป่าโกงกันอันทรงเสน่ห์  … สนใจก็ลองติดต่อได้ที่ Phuket Tour Holiday นะครับ 089 726 17 88, 087 263 44 88, 076-212 488

อ่านมาเยอะแล้ว มาชมภาพสวย ๆ ของทริปนี้กันดีกว่า ..



WordPress Themes