เธอคงเหนื่อย

หญิงคนหนึ่งได้รับว่าจ้างให้ทาสีที่ขอบถนน highway วันแรกเธอทาได้ 10 กิโล วันที่สองทาได้แค่ 5 กิโล เจ้านายเธอเห็นเธอทาได้น้อยลง จึงตัดสินใจให้เธอพักผ่อนซักวัน คิดว่าเธอคงเหนื่อย

เมื่อเธอกลับมาทำานวันต่อไปปรากฏว่าทาได้แค่ครึ่งกิโลเท่านั้น หัวหน้ารู้สึกท้อใจมาก แล้วเข้ามาถามเธอว่า
“โทษทีเถอะ ทำไมคุณทาได้น้อยลงทุกวันๆ ทั้งๆที่ผมให้คุณพักผ่อนแล้ว”

“ง่ายๆ” เธอตอบ “ยิ่งทาชั้นก้อยิ่งห่างจากกระป๋องสีขึ้นเรื่อยๆ



PL (Polarizing Filter) ฟิลเตอร์คู่ใจชาวกล้อง

เย็นวันนี้เป็นอีกวันที่ผมพาน้อง ๆ ไปฝึกถ่ายภาพที่น้ำตกข้าง ๆ Jantra Spa Villa ของสุโขสปา  หลังจากที่ฝนตกติดต่อกันมาหลายวัน ไม่มีโอกาสได้ออกมาฝึกถ่ายภาพกันเลย … ผมเลือกช่วงเย็น ๆ เพราะแสงไม่แข็ง เหมาะกับการถ่ายภาพน้ำตก, ลำธารและต้นไม้ริมน้ำ  ซึ่งวันนี้ผมได้แนะนำให้น้อง ๆ รู้จักกับฟิลเตอร์ตัวเก่งคู่ใจช่างภาพหลาย ๆ คน  นั่นก็คือ PL หรือ Polarizing Filter นั่นเอง … ฟิลเตอร์ตัวนี้ทำหน้าที่ตัดแสงสะท้อนจากผิววัตถุที่เป็นอโลหะอาทิ แสงสะท้อนบนผิวน้ำ, ใบไม้, หรือแสงสะท้อนจากละอองน้ำบนท้องฟ้า   ซึ่งเมื่อทำการตัดแสงสะท้อนเหล่านั้นออกไปแล้วจะทำให้ภาพมีสีสันที่อิ่มตัว  ดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น … แม้ว่าทุกวันนี้ช่างภาพหลาย ๆ คนเลือกที่จะใช้โปรแกรมตกแต่งภาพเพื่อช่วยให้สีสันของภาพที่ได้สดใส  แต่ผมว่าการที่เราได้ภาพต้นฉบับที่ดีตั้งแต่ต้นน่าจะดีกว่า  เนื่องจากบางครั้งก็อาจจะใช้โปรแกรมช่วยได้ยาก  โดยเฉพาะกรณีแสงสะท้อนบนใบไม้และบนผิวน้ำเป็นต้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น  ผมถ่ายภาพเปรียบเทียบ 2 ภาพ  โดยภาพแรกไม่ได้ใช้ฟิลเตอร์ PL จะเห็นได้ว่าที่ใบไม้ด้านหลังและบริเวณโขดหินจะมีแสงสะท้อนจำนวนมากทำให้ภาพดูมีสีสันไม่อิ่มตัวเท่าที่ควร  (เหมือนมีสีขาว ๆ เคลือบอยู่บนใบไม้) แต่ภาพที่สองใช้ฟิลเตอร์ PL ช่วยตัดแสงสะท้อนดังกล่าวออกไปบางส่วนทำให้ภาพดูมีสีสันอิ่มตัวดีขึ้น 

pl01

pl02

การที่ฟิลเตอร์ PL จะตัดแสงสะท้อนได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่มุมของแสงที่ตกกระทบด้วย  ซึ่งสามารถมองเห็นความแตกต่างได้เมื่อเราค่อย ๆ หมุนฟิลเตอร์ PL  สำหรับวิธีการดูว่ามุมไหนสามารถให้ผลในการใช้ฟิลเตอร์ PL ได้ดีที่สุดลองอ่านจากที่นี่นะครับ

ไหน ๆ ก็ไปถ่ายภาพน้ำตกแล้วก็เลยเอาภาพน้ำตกที่ถ่ายจากการสอนครั้งนี้มาฝากด้วยครับ

pl3

pl4



Dept of field

สัปดาห์ที่ผ่านมา  ได้มีโอกาสสอนน้อง ๆ ในแผนกใช้งานกล้อง DSLR และหัวข้อนึงที่พูดถึงก็คือการตั้งค่ารูรับแสง (f/stop) ซึ่งผลของการตั้งค่ารูรับแสงที่ต่างกันนอกจากจะทำให้ปริมาณแสงที่เข้าสู่กล้องต่างกันแล้ว  ยังมีผลกับช่วงความชัดในภาพนั้น ๆ ด้วย  ซึ่งชาวกล้องจะเรียกช่วงความชัดนี้ว่า Dept of field .. โดยเมื่อเราตั้งค่ารูรับแสงแคบ (เปิดช่องให้แสงเข้าน้อย หรือเลข f/stop สูง ๆ นั่นเอง)  ภาพที่ได้จะมีช่วงความชัดที่กว้างกว่าเมื่อเราตั้งรูรับแสงกว้าง (เปิดช่องให้แสงเข้ามาก หรือเลข f/stop น้อย ๆ) …  ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยเห็นภาพประเภทที่เรียกว่าหลังละลาย ซึ่งภาพเหล่านี้เกิดจากการใช้ช่วงของความชัดลึกที่น้อย หรือเรียกว่าชัดตื้นนั่นเอง (ชัดเฉพาะตัววัตถุที่โฟกัน  ส่วน background จะเบลอมากทำให้ภาพของวัตถุที่ถ่ายมีความโดดเด่น)   แต่การที่จะได้ภาพชนิดหลังละลายหรือไม่นั้น  นอกจากจะต้องเลือกค่ารูรับแสงที่เหมาะสมแล้ว  ยังมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น  ชนิดของเลนส์ที่ใช้  ถ้าเป็นเลนส์เทเล ก็จะทำให้หลังละลายมากกว่าเลนส์ไวด์,  ระยะห่างระหว่างวัตถุกับฉากหลังยิ่งมากก็จะยิ่งช่วยให้หลังละลายมากขึ้น

สองภาพที่นำมาเป็นตัวอย่างนี้  ภาพบนเลือกใช้รูรับแสงกว้างกว่าภาพล่าง  จะเห็นได้ว่าช่วงของความชัดลึกของภาพล่างจะมากกว่า  ทั้ง ๆ ที่เป็นภาพที่ถ่ายจากมุมใกล้เคียงกัน, สภาพแสดงเดียวกัน   ดังนั้นเพื่อน ๆ สามารถควบคุมลักษณะภาพที่ออกมาได้โดยการเปลี่ยนค่ารูรับแสง (ภาพล่างจะใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่าภาพบน เพื่อชดเชยแสงที่น้อยลงจากการลดขนาดรูรับแสงนั่นเอง)

dept01

dept02

สิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างมากในการถ่ายภาพที่ Dept of field น้อย หรือชัดตื้นก็คือ   ช่วงของความชัดต้องไม่น้อยจนเกินไปจนทำให้รู้สึกว่าภาพนั้นไม่ชัด  หรือบางครั้งการโฟกัสของภาพไม่แม่นพออาจจะไปโฟกัสบริเวณอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จุดที่ต้องการ อาทิถ่ายภาพดวงตาใกล้ๆ  และเลือกใช้รูรับแสงกว้าง ๆ แต่กล้องกับไปโฟกัสที่ขนตาแทนที่จะเป็นดวงตา ก็จะทำให้ภาพดูแล้วไม่คมชัดเท่าที่ควร

หรืออย่างการถ่ายภาพดอกไม้ ก็ต้องระวังว่ามีความชัดครอบคลุมกลีบดอกและเกสร มิเช่นนั้นอาจทำให้ดูเหมือนไม่ชัดได้เหมือนกัน (แต่บางครั้งถ้าเราต้องการให้ชัดเฉพาะจุดจริง ๆ อย่างเช่นภาพแนวมาโครก็ลืมปัจจัยนี้ไปได้ครับ)

ภาพตัวอย่างนี้เป็นภาพดอกบัวที่ผมเลือกควบคุมความชัดลึกให้ครอบคลุมกลีบดอกด้วย  แต่ก็ไม่ชัดลึกถึงขนาด background ด้านหลัง ทำให้ดอกไม้ดูโดดเด่นจากฉากหลังแต่ก็ยังดูคมชัดอยู่

 dept03

เพื่อน ๆ ได้ทราบเทคนิคแล้วลองนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับภาพของเพื่อน ๆ นะครับ



เล่านิทานสอนงานทีม : คนก่ออิฐ

มีช่างก่ออิฐอยู่ในทำงานใกล้ๆ กัน 3 คน คนหนึ่งทำด้วยความรู้สึกเหนื่อยอ่อน อิดโรยเฉื่อยชา อีกคนก็ดีขึ้นมาหน่อย มีความกระตือรือล้นมากขึ้น แต่ว่าทำไปก็มองนาฬิกาไป แต่ว่าคนที่ 3 ทำงานด้วยความกระฉับกระเฉง และก่ออิฐก้อนแล้วก้อนเล่า โดยที่ไม่ได้สนใจอย่างอื่น

ไปถาม 3 คน นี้ว่าทำอะไรอยู่ คนแรกก็ตอบว่า ผมกำลังก่ออิฐครับ คนที่สองบอกกำลังก่อกำแพง แต่คนที่ 3 บอก กำลังสร้างโบสถ์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

ทั้งสามคนทำงานอย่างเดียวกัน แต่ว่าความกระตือรือล้น ความกระฉับกระเฉง ความตื่นตัวต่างกัน

คนแรกทำอย่างขอไปที คนที่สองทำไปก็ดูเวลาไป แต่คนที่สามทำอย่างมีความสุข ทำงานอย่างเดียวกันแต่มีความรู้สึกแตกต่างกัน เพราะอะไร

พอเขารู้ เขามองด้วยความรู้สึกว่าแต่ละคนทำงานต่างกัน แต่ละคนให้ค่าของงานไม่เหมือนกัน คนที่คิดว่าตัวเองก่ออิฐ ก็รู้สึกว่าตัวเองทำไปไม่ค่อยมีคุณค่า ก็ทำไปด้วยความเฉื่อยเนือย

อีกคนเห็นงานของตัวเองมันกว้างขึ้นมาหน่อย เพราะว่ากำลังก่อกำแพง ก็รู้สึกมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะดูเวลา เพราะเขารู้สึกว่าเขามาทำก็เพื่อมีเงินใช้ ก็รอว่าเมื่อไรเวลาจะหมดเสียที

แต่คนที่ 3 เขารู้สึกว่าเขากำลังได้สร้างโบสถ์ กำลังสร้างวัด และคนไทยเมื่อรู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วนสร้างวัด ก็รู้สึกปิติขึ้นมา มันไม่ใช่ผลตอบแทนที่เป็นเงิน แต่มันคือบุญกุศล เกิดความปิติ แรงจูงใจที่ทำให้เกิดเขาทำงานนั้น มันไม่ใช่เป็นเรื่องของรายได้หรือผลตอบแทนแต่ว่าเป็นศรัทธาที่โยงกับความรัก

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า การทำงานอย่างเดียวกัน ก่ออิฐเหมือนกัน แต่มีความรู้สึกต่างกันเพราะว่ามองงานนั้นต่างกัน เราจะเห็นได้ว่าเราเห็นคุณค่าของงานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

คนที่ทำงานโดยคิดเพียงแค่ที่ว่าสิ่งที่ฉันทำมันเป็นเพียงรายได้หรือแค่อาชีพอย่างหนึ่ง เขาอาจจะทำแล้วก็รอว่าเมื่อไรเงินเดือนจะออก เมื่อไรจะถึงวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันเสาร์อาทิตย์

เพราะว่าเขาไม่ได้ทำงานมุ่งหมายมากไปกว่าการมีผลตอบแทน หรือเงินเดือน แต่คนที่เขาทำงานและเห็นว่างานที่เขาทำมีคุณค่า มีส่วนในการสร้างสรรค์ประเทศ มีส่วนในการทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า หรืออย่างน้อยก็มีส่วนทำให้บริษัทองค์กรเจริญงอกงาม

คุณเป็นช่างก่ออิฐคนไหนครับ ?

Credit : บทความโดย…พระไพศาล วิสาโล  คัดลอกจาก  www.civil.rtaf.mi.th



ผู้ชายผิดสัญญา

วันหนึ่ง สมชายเกิดปวดท้องขนาดหนัก  จึงรีบวิ่งตรงเข้า ห้องน้ำสาธารณะ แต่.. โชคไม่เข้าข้าง เพราะทุกห้องเต็มเหยียด  แถมไม่มีทีท่าว่าใครจะออกมา  

หลังจากที่เขาเดินกระวนกระวายอยู่หลายนาที เผอิญมีหญิงสาวคนหนึ่งสังเกตเห็นเข้า และเดาได้ว่าสมชายกำลังกลัดกลุ้มทุกข์หนัก เช่นใด หญิงสาวจึงตรงเข้ามาหาและพูดด้วยความเห็นใจว่า

 “ คุณ คะ ๆ ห้องน้ำหญิงว่างอยู่ค่ะ ”

“ แต่ว่า … อ่า …” สมชายยังมีอาการ ลังเล

“ เถอะค่ะ.. ฉันเห็นใจ ฉันยินดีจะเฝ้าหน้าห้องน้ำให้

ถ้าคุณยอมสัญญากับฉัน 3 ข้อ ” หญิงสาวยื่นเงื่อนไข

“ ครับ ๆ ๆ ๆ … ผมตกลง สัญญาอะไร บ้างครับ ”

สมชายรับปากด้วยความเต็มใจยิ่ง  เนื่องจากอะไรต่อมิอะไรในลำไส้ ใกล้ระเบิดออกมาให้ขายขี้หน้าอยู่รอมร่อ 

“ ข้อแรก คุณต้องรีบใช้ห้องน้ำให้เร็วที่สุด  เพราะฉันอยู่เฝ้าได้ไม่นาน  เดี๋ยวอาจจะมีสุภาพสตรีที่ต้องการใช้ห้องน้ำมาที่นี่  แล้วเธออาจจะตกใจได้ถ้าเจอคุณอยู่ในนั้น ”

หญิงสาวเอ่ยขอคำสัญญาข้อแรก

“ อูยยย … เร็ว ๆ ครับ รีบบอกข้อ 2 ข้อ 3 มาด่วนเลย ”

 “ ข้อ 2 คุณต้องรักษาความสะอาด ห้ามทำให้เลอะเทอะสกปรก  เด็ดขาด พวกผู้ชายน่ะ ชอบทำห้องน้ำสกปรก ”

 “ ข้อ 3 ต่อเลยครับ เร็ว ๆ ๆ ๆ ”

 “ ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด.. คุณต้องสัญญาว่า ห้ามกดปุ่มใด ๆ ทั้งสิ้นในห้องน้ำหญิง นอกเหนือจากปุ่มชักโครก

คำสัญญาข้อสุดท้าย.. แม้จะทำสมชายค่อนข้างงง  ไม่เข้าใจว่าจะมีปุ่มอะไรในห้องน้ำหญิงนักหนา  แต่เขาก็รับคำเนื่องจากปวดท้องจนทนไม่ไหว  ว่าแล้วสมชายก็วิ่งพรวดเข้าไปในห้องน้ำ  หลังปลดทุกข์ อันหนักหน่วง เฮ้อ สบายตัวแล้ว  เขาจึงมีโอกาสได้พิจารณาห้องเล็ก ๆ โดยรอบ  ซึ่งพบว่าไม่มีอะไรต่างจากห้องน้ำชายสักเท่าไร

เว้นแต่.. ปุ่มแปลกประหลาดจำนวน 3 ปุ่ม  สีเขียว สีฟ้า และ สีแดง อยู่ที่ผนังห้องน้ำ!  แถมปรากฏอักษรย่อ

“ น.อ. ” ที่ปุ่มสีเขียว  “ พ.ล. ” ที่ปุ่มสีฟ้า และ  “ ด.ผ.อ.น.ม. ” ที่ปุ่มสีแดง

 

สมชายเริ่มเกิดความอยากรู้ อยากเห็น  เพราะห้องน้ำชายไม่ยักมีปุ่มพวกนี้ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะละเมิดคำสัญญา  ลองกดปุ่มแรกที่เขียน ว่า “ น.อ. ”  ทันใด.. สิ่งน่าประ หลาดใจก็เกิดขึ้น เมื่อปรากฏมี  สายน้ำอุ่นพุ่งขึ้นฉีดล้างทำความสะอาดบั้นท้ายของเขา  อย่างนุ่มนวล แผ่วเบา และอุ่นสบาย   สมชายจึงรู้ว่า ที่แท้ “ น.อ. ” ย่อมา จากน้ำอุ่น!  ขณะนึกอิจฉาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในห้องน้ำหญิง   เขาก็อดใจไม่ไหว ต้องลองกดปุ่มที่สองที่เขียนว่า  “ พ.ล. ” ทันใดนั้น..ก็มีสายลมพัดพุ่งตรงใส่บั้นท้ายเขา  เป่าให้แห้งอย่างนุ่มนวล แผ่วเบาและอุ่นสบายเช่นเคย   ทีนี้ สมชายจึงเข้าใจกระจ่างว่า “ พ.ล. ” แปลว่าพัดลม!เมื่อสมชายเห็นความอัศจรรย์สุดยอดของบริการทันสมัย   ไปสองปุ่มแล้วเขาอดไม่ได้ที่ จะลองกดปุ่มสุดท้ายที่กำกับด้วยอักษรย่อยาวที่สุดว่า “ ด.ผ.อ.น.ม. ”

พลางนึกว่าปุ่มนี้น่าจะเป็นทีเด็ดสุดยอด  เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ  กว่าสมชายจะรู้ตัวอีกที ก็ตอนได้สติที่โรงพยาบาล  ทันทีที่ลืมตาขึ้น เขารีบถามพยาบาลที่อยู่ตรงหน้าทันทีว่า “ นี่มันที่ไหนกัน ผมอยู่ที่ไหนเนี่ย   เกิดอะไรขึ้น

ผมจำได้ว่าผมใช้บริการห้องน้ำหญิง แล้วผมมาอยู่นี่ได้ไง ”  

“ ตอนนี้คุณอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ  ที่คุณต้องมาอยู่นี่ก็เพราะคุณไปกดปุ่มสีแดงเข้าน่ะนะคะ ”

 เมื่อเห็นสมชายทำหน้างง พยาบาลสาวนางนั้นจึงเฉลยว่า  “ ปุ่มสีแดงที่มีอักษรย่อว่า ‘ ด.ผ.อ.น.ม. ’  หมายถึง ‘ ดึงผ้า อนามัย ’ ไงคะ …  ฉันต้องแสดงความเสียใจด้วย  เพราะคุณหมอต่อให้คุณไม่สำเร็จค่ะ   เครื่องมันดึงของคุณ แล้วยัดลงท่อชักโครกไปแล้วล่ะ ทำใจนะคะ



WordPress Themes