บทความในหมวด : ข้อคิด-กำลังใจ-เรื่องดีๆ

กระรอกกับมะพร้าว

มีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง หมู่บ้านนี้มีต้นมะพร้าวขึ้นอยู่ริมฝั่งคลองเป็นจำนวนมาก บริเวณนั้นเป็นป่ารก ไม่มีบ้าน ผู้คน มีแต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยอาศัยอยู่ เช่น พวกกระรอก กระแต 

วันหนึ่งมีมะพร้าวต้นหนึ่งที่ขึ้นอยู่ริมฝั่งคลองนี้ เกิดมีลูกดกมาก ลำต้นของมันทานน้ำหนักลูกไม่ไหวก็เลยค่อยๆ เอนไป จนยอดมะพร้าวไปจรดคลองอีกฝั่ง

กระรอกฝูงหนึ่งเห็นมะพร้าวเอนลงมายังฝั่งของตน หัวหน้ากระรอกจึงพูดขึ้นว่า “โอ้โฮ ! วันนี้พวกเราช่างโชคดีเหลือเกิน ลาภปากแท้ๆ เลย”  ”โชคดีอย่างไรล่ะท่านหัวหน้า ช่วยบอกหน่อยซิ” บริวารกระรอกถาม “ก็โน่นไง เห็นมั๊ย มะพร้าวลูกดกเอนมาทางฝั่งเรา” หัวหน้ากระรอกพูดพลางชี้ให้ดู “อย่างนั้น พวกเราก็ไปกินมะพร้าวกันได้สิท่านหัวหน้า”  “ได้เลย ไปชวนกันมาเยอะๆ นานๆ จะมีอาหารอันโอชะมาถึงอย่างนี้สักที” หัวหน้าอนุญาต

ว่าแล้วบรรดากระรอกทั้งหลายก็ชวนกันปีนขึ้นไปเจาะกินน้ำมะพร้าว  กินกันจนเหลือผลกลวงอยู่บนต้นอย่างเพลิดเพลินอยู่หลายวัน วันละลูกสองลูก โดยไม่ได้ลงมาจากต้นมะพร้าวเลย และ ไม่ได้สังเกตถึงความผิดปรกติของต้นมะพร้าวด้วย กินกันจนหมดต้นเมื่อไรไม่รู้ตัว

เมื่อน้ำมะพร้าวแห้งหมดทุกลูกแล้ว ต้นมะพร้าวก็เอนกลับไปยังที่เดิม พวกกระรอกทั้งหลายก็ติดอยู่บนต้นมะพร้าวนั้น ไม่สามารถกลับไปยังฝั่งเดิมขิงตนเองได้ ครั้นจะว่ายน้ำข้ามไปก็ว่ายไม่เป็น กระรอกทั้งหลายต่างเศร้าโศกเสียใจ นั่งร้องไห้อยู่บนต้นมะพร้าวนั้น
หัวหน้ากระรอกเห็นดังนั้นก็ไม่สบายใจ จึงเรียกบริวารกระรอกมาประชุม ปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรกันดี จึงจะกลับไปยังฝั่งของตนได้ ต่างแสดงความคิดเห็นกันหลากหลายวิธี แต่ก็ติดขัดตรงที่ทำตามความคิดไม่ได้ 

ในที่สุดมีกระรอกตัวหนึ่งเสนอความคิดว่า “พวกเราน่าจะช่วยกันลงไปอมน้ำในแม่น้ำ แล้วนำมาหรอกใส่ในลูกมะพร้าวทุกลูก เมื่อมะพร้าวเต็มทุกลูก ต้นมะพร้าวก็จะเอนไปยังฝั่งเราดังเดิม”

ความคิดนี้กระรอกทุกตัวต่างเห็นด้วยว่าน่าจะทดลองทำดู เพราะทำไม่ยาก เพียงแต่กระรอกทุกตัวต้องช่วยกันอย่างเต็มที่เท่านั้น
และแล้วการลำเลียงน้ำของกระรอกทุกตัว โดยการอมน้ำจากแม่น้ำไปกรอกลงในลูกมะพร้าวก็เริ่มขึ้น ในไม่ช้า น้ำในลูกมะพร้าวก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ ทีละน้อยๆ ทำให้ต้นมะพร้าวค่อยๆ โน้มเอนลงไปทีละน้อยเช่นเดียวกัน พวกกระรอกทุกตัวต่างไม่ลดละความพยายาม
จนในที่สุดผลของความเพียรพยายามและความสามัคคีก็มาถึง เมื่อกระรอกช่วยกันอมน้ำไปกรอกในลูกมะพร้าวจนเต็มทุกลูก ต้นมะพร้าวก็โน้มเอนลงไปยังฝั่งที่อยู่ของกระรอกตามเดิม กระรอกทุกตัวต่างก็ดีใจที่ได้กลับมายังฝั่งของตนเองได้อย่างปลอดภัย

แนวคิดในการสอนงาน
ในวันที่มีทรัพยากรณ์ให้ใช้อย่างเหลือเฟือ  จงคำนึงถึงวันที่ทรัพยากรณ์จะหมดสิ้นไปด้วยว่าเมือถึงวันนั้นเราจะทำอย่างไร  ก่อนจะใช้ทรัพยากรณ์ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันหมด  ลองคิดดูว่าเราจะค่อย ๆ ใช้ทรัพยากรณ์อย่างประหยัด หรือจะใช้แบบไม่ลืมหูลืมตาจนวันหนึ่งเกิดปัญหาขึ้นมา   แต่ในทุก ๆ ปัญหาและอุปสรรคย่อมมีทางออกอยู่เสมอ  ขอเพียงทีมมีความสามัคคี และช่วยกันคิดหาทางแก้ไข ไม่เห็นแก่ตัวและเอาตัวรอด หรือวางเฉยต่อปัญหาเท่านั้นเอง … องค์กรอยู่รอดถ้าพวกเราทุกคนช่วยกัน



The day the earth stood still : ได้ใจ แต่ไม่จับใจ

เมื่อวันรัฐธรรมนูญได้ใช้เวลาวันหยุดไปชมภาพยนต์เรื่อง The day the earth stood still โดยไม่เคยทราบเรื่องย่อมาก่อน แต่อาศัยว่าชอบพระเอก ก็เลยยอมจ่ายตังค์ค่าตั๋วเข้าชม (ไม่ได้ชอบแบบอย่างว่านะตัวเอง อย่าคิดมาก หุหุ)  … เนื้อหาของหนังพูดถึงเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ที่จะทำให้โลกต้องถึงจุดสูญสิ้น  มนุษย์ต่างดาวจึงต้องตัดสินใจทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ให้สิ้นไปเพื่อปกป้องโลกไว้ แต่ตัวพระเอกของเรื่องซึ่งเข้ามาคลุกคลีกับมนุษย์ได้ค้นพบว่ามนุษย์นั้นมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือจะย่อมเปลี่ยนแปลงเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะสูญเสียพูดง่าย ๆ คือจะรู้สึกนึกก็ตอนที่รู้ว่าตัวเองอยู่ใกล้และกำลังจะตกลงจากปากเหวนั่นเอง … ส่วนการสำนึกจะทันการณ์หรือไม่ก็ไปชมกันเองนะครับ  ไม่อยากบอกให้เสียอรรถรส 

ในส่วนของบทภาพยนต์นั้นพยายามสื่อให้เห็นถึงพฤติกรรมของมนุษย์  การคิดว่าโลกใบนี้เป็นของมนุษย์ การใช้อำนาจ ความรัก ความผูกพัน แต่ผมว่ามันไม่กินใจและจับใจเท่าที่ควร และอารมณ์ของหนังไม่สามารถนำไปสู่ความรู้สึกที่กำลังจะสูญเสียได้เท่าที่ควรจะเป็น  แต่ในส่วนของแนวคิดของหนังนั้นได้ใจผมไปเต็ม ๆ เพราะมันช่างเข้ากับบรรยากาศในชีวิตทุกวันนี้เหลือเกิน เนื่องจากทุกวันนี้มีแต่การทะเลาะ แก่งแย่งช่วงชิงอำนาจ โดยไม่ได้คำนึงถึงความสูญเสียอันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้น … นอกจากนี้หลาย ๆ องค์กรกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่จากการแก่งแย่งอำนาจในระดับประเทศ  หากคนในองค์กรยังคงมัวแต่โทษกันไปโทษกันมา หาคนผิด หาคนรับผิดชอบ แทนที่จะช่วยกันคิดว่าจะนำพาองค์กรให้รอดได้อย่างไร  นั่นเท่ากับว่าเขาเหล่านั้นยังไม่รู้ตัวว่ากำลังเดินถอยหลังใกล้ปากเหวเข้าไปทุกที… หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้วิกฤต บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องช่วยกันแบบเป็นทีม เลิกทะเลาะ เลิกนึกถึงตัวเองชั่วคราว แล้วหันมาช่วยกันหาทางรอดให้กับองค์กร … ทุกคนในองค์กรนั้นมีสิทธิ์ และมีหน้าที่  ในวันนี้เป็นวันที่เราต้องยอมเสียสละลดสิทธิ์บางอย่างลงเพื่อให้องค์กรไปได้ แล้วหันมาทำหน้าที่ของบุคคลากรที่ดีในการรักษาองค์กรให้อยู่รอดต่อไป …

เรื่องสิทธิ์และหน้าที่ผมได้เคยเขียนไว้แล้วในตอน “มะม่วงทองคำ”  ลองอ่านกันดูนะครับ



มะม่วงทองคำ

เมื่อนานมาแล้ว  มีชาวสวนคนหนึ่งมีบุตรชายสามคนปลูกต้นมะม่วงซึ่งผลของมันจะเป็นสีทองอร่ามประดุจทองคำบริสุทธิ์  ที่สำคัญรสชาติของมะม่วงต้นนี้อร่อยกว่ามะม่วงทุกสายพันธ์ในเมืองสยาม  มันจึงเป็นผลไม้ที่ทุกคนต้องการ แต่ละปีมะม่วงต้นนี้จะออกผลมากมายกว่า 500 ผล  ซึ่งชาวสวนได้ให้สิทธิ์ลูกชายทั้งสามของเขานำมะม่วงนี้ไปทานกันในครอบครัวของตัวเองครอบครัวละ 100 ผล ที่เหลืออีก 200 ผลนำไปขายแล้วนำเงินมาซื้อปุ๋ยพรวนดิน  และดูแลรักษาต้นมะม่วงต้นนี้

ปีหนึ่งเกิดภัยพิบัติร้ายแรงฝนไม่ตกตามฤดูกาล  ต้นมะม่วงทองคำจึงให้ผลผลิตน้อยกว่าทุกปี  แต่ลูก ๆ ทั้งสามก็ยังคงเก็บมะม่วงไปคนละ 100 ผลเท่าเดิม  ทำให้บนต้นเหลือมะม่วงเพียง 50 ผลเพื่อนำไปขาย  เงินที่ได้มาจึงสามารถซื้อปุ๋ยได้เพียงไม่กี่ถุงเท่านั้น

เพราะต้นมะม่วงได้ปุ๋ยน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  ในปีต่อมามันจึงออกผลเพียง 300 ผล  ซึ่งลูก ๆ ทั้งสามได้แบ่งไปคนละ 100 ผลเท่าเดิม  โดยไม่เหลือไว้ขายแม้แต่ลูกค้าเดียว  

เมื่อถึงฤดูกาลเก็บมะม่วงปีต่อมา  ลูกชายทั้งสามของชาวสวนเดินทางมาเก็บมะม่วงไปทานเหมือนทุกปี  แต่ก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่า  ต้นมะม่วงที่เคยให้ผลสีทองอร่าม บัดนี้ได้กลายเป็นตอไม้ที่ไม่เหลือแม้แต่ใบให้ร่มเงาด้วยซ้ำ

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  ก็ไม่มีใครเห็นชื่อมะม่วงทองคำอยู่ในชื่อผลไม้ของเมืองสยามอีกเลย

…………………………………………………………………………………………………………..

 อ่านเรื่องนี้แล้วลองมองดูตัวเรานะครับ

ในระดับชาติ : เราต่างเรียกร้องสิทธิ์มากมายของแต่ละคนแต่ละฝ่าย  เพื่อที่จะได้มาในสิ่งที่เราต้องการ  แต่เราลืมหน้าที่ของพลเมืองที่ต้องรักษาให้ประเทศนี้อยู่อย่างสงบสุขร่มเย็นกันอยู่หรือเปล่า? 

ในระดับองค์กร : เราต่างใช้สิทธิ์กันเต็มที่  หาหนทางให้สิทธิ์นั้นนำมาซึ่งผลประโยชน์กับตัวเรามากที่สุด แต่เรากำลังลืมอีกหน้าที่หนึ่งซึ่งสำคัญคือช่วยกันประหยัดและลดค่าใช้จ่ายเพื่อความอยู่รอดขององค์กรกันอยู่หรือไม่?

หากเราทุกคนรู้จักการใช้สิทธิ์อย่างพอเพียง  และสำนึกในหน้าที่ของเรา  ไม่ว่าจะมีอุปสรรคมากมายแค่ไหน  ชาติหรือองค์กรก็จะผ่านปัญหานั้นไปได้   ในทางตรงข้าม ถ้าทุกคนรู้จักแต่ใช้สิทธิ์ของตัวเองเต็มที่ แต่ลืมหน้าที่อย่างหนึ่งที่ต้องช่วยกันรักษาชาติและองค์กรไว้ด้วยการใช้สิทธิ์แต่พอเพียง  เมื่อนั้นชาติหรือองค์กรก็คงเหมือนต้นมะม่วงที่เป็นเพียงตอไม้ซึ่งมีค่าเพียงแค่นิทานเรื่องหนึ่งที่ส่งเป็น forward mail



ใครเอาเนยแข็งของฉันไป

ที่มา: นายแพทย์สเปนเซอร์ จอห์นสัน ได้เขียนหนังสือชื่อ WHO MOVED MY CHEESE?

สิ่งมีชีวิต 4 ตัว วิ่งวนอยู่ในเขาวงกต ซึ่งสลับซับซ้อนแห่งหนึ่ง เพื่อเสาะหาเนยแข็งอันเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต ในนี้มีสองชีวิตเป็นหนู ตัวหนึ่งชื่อ ‘สนิฟฟ์’ กับ’สเคอร์รี่’ ส่วนมนุษย์แคระอีกสองคนชื่อ ‘เฮ็ม’กับ ‘ฮอว์’  ทั้งสี่ชีวิตใช้เวลาในแต่ละวันในการวิ่งหาเนยแข็งในเขาวงกตนั้น

เจ้าหนู สนิฟฟ์ และ สเคอร์รี่ ใช้วิธีลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ โดยใช้จมูกเป็นเครื่องนำทาง  พวกมันจะจำทางที่ไม่มีเนยแข็งไว้ แล้ววิ่งไปทางอื่นจนถูกทาง ส่วนคนแคระ เฮ็ม กับ ฮอว์ ก็ใช้ความรู้และประสบการณ์ในอดีตเข้าช่วย ในที่สุดทั้ง 4 ชีวิต ได้พบกับคลังเนยแข็งขนาดใหญ่ ที่ดูเหมือนมีเนยเพียงพอที่ให้กินไปได้ตลอดชีวิต
พวกเขาได้พบแหล่งอาหารอันวิเศษที่แสนสะดวกสบาย และไม่ต้องวิ่งตระเวนหาอีกต่อไป

เวลาผ่านไปจนมาถึงเช้าวันหนึ่ง ทั้ง 4 ชีวิต ได้พบว่าเนยแข็งกำลังจะหมดไป เจ้า สนิฟฟ์ เห็นเช่นนั้นก็ไม่เสียเวลาวิเคราะห์ มันออกวิ่งค้นหาเนยแข็งก้อนใหม่ทันที ส่วนเจ้า สเคอร์รี่ เห็นเช่นนั้นก็วิ่งตามโดยไม่รอช้า สนิฟฟ์ ไปถึงไหน สเคอร์รี่ ก็ไปที่นั่น

คนแคระ เฮ็ม กับ ฮอว์ ไม่คาดมาก่อนว่าเนยแข็งจะหมดไป เฮ็ม ถึงกับตีโพยตีพายกล่าวโทษเทวดาฟ้าดินว่า ไม่ยุติธรรมกับเขา แล้ววิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ว่าเนยแข็งควรจะกลับมาหาเขาอีก แต่ ฮอว์ ดูจะยอมรับความจริงได้มากกว่า เขาเริ่มคิดว่า เขาควรทำการเปลี่ยนแปลง เขาจึงชวน เฮ็ม
ให้ออกไปหาเนยแข็งใหม่แบบที่หนูสองตัวกำลังทำอยู่ ปรากฏว่า เฮ็ม ไม่ยอมรับฟัง ฮอว์ จึงไปสู่เขาวงกตตามลำพัง

และแล้วเจ้าหนูทั้งสองก็ได้พบคลังเนยแข็งแห่งใหม่ที่ดีและใหญ่กว่าเดิม

ฮอว์นั้นแม้จะออกมาช้ากว่าเจ้าหนูทั้งสอง แต่ในที่สุดเขาก็ได้พบคลังเนยแข็งใหม่ เช่นกัน เขาจึงกลับไปชวน เฮ็ม ให้ออกมาจากสถานการณ์ที่ไม่มีเนยแข็งเหลืออยู่ แต่ เฮ็ม กลับปฏิเสธ ทั้งยังไม่ยอมรับเนยแข็งที่ ฮอว์ อุตส่าห์เอาไปฝาก ฮอว์ จึงจำใจต้องปล่อยเพื่อนไว้เช่นนั้น

ระหว่างที่ ฮอว์ ออกมาเผชิญโชคครั้งใหม่ ความคิดของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ทีละน้อย เขาสรุปสัจธรรมแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยเขียนไว้บนกำแพงเป็นระยะๆ ‘ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลง คุณอาจจะสูญพันธุ์’

ฮอว์ สุขสบายอยู่ในคลังเนยแข็งใหม่ แต่ก็ยังคิดและหวังว่า เฮ็มเพื่อนรักจะตามมาตามลายแทง และข้อคิดที่เขาบอกทางไว้ให้ แล้ววันหนึ่ง ฮอว์ ก็ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากทางเดินข้างนอก นั่นอาจจะเป็น เฮ็ม ก็ได้ใครจะรู้

———————————————————————————————————————————————

4 ชีวิตเป็นตัวแทนแห่งสัญชาตญาณและความคิดในการตอบโต้ต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

สนิฟฟ์ เป็นผู้ดมกลิ่นการเปลี่ยนแปลงได้ก่อนใคร จึงนำออกไปก่อน

สเคอร์รี่ ไม่คิดอะไรเลย วิ่งตามกระแสอย่างเดียว

เฮ็ม เป็นผู้ปฏิเสธและต่อต้านการเปลี่ยนแปลง โดยคิดว่าการเปลี่ยนแปลงจะปรากฏโฉมในทางเลวร้ายกว่าเดิม

ฮอว์ เป็นคนเรียนรู้และปรับตัวตามยุคสมัย เมื่อเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ในโลกแห่งธุรกิจ และโลกแห่งการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย  นิทานเรื่องนี้อาจให้แง่คิดที่เตือนให้ผู้คนมองเห็น การเปลี่ยนแปลง  และเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างชาญฉลาด



ธรรมะสำหรับคนทำงาน

ความสุข ๒ ชั้น : โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต

อาตมาอ่านเจอกลอนในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่ผู้เขียนระบายไว้ได้สาแก่ใจมากเลย

เร็ว ก็หาว่าล้ำหน้า
ช้า ก็หาว่าอืดอาด
โง่ ก็ถูกตวาด
พอฉลาด ก็ถูกระแวง
ทำก่อน บอกไม่ได้สั่ง
ทำทีหลัง บอกไม่มีหัวคิด
เฮ้อ นี่แหละชีวิตคนทำงาน

ข้างต้น น่าจะเป็นกลอนที่โดนใจบรรดาคนทำงานหลายๆ คน เพราะสะท้อนความรู้สึกกดดันอย่างชัดเจน  ซึ่งจากการได้พูดคุยกับโยมที่เข้ามาปรึกษาหารือถึงสาเหตุที่ทำงานกันอย่างไม่มีความสุขก็มีปัจจัยมากมาย เช่น ทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด ทำงานที่ไม่ชอบ โดนหัวหน้างานกดขี่ หรือรู้สึกว่าหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายนั้นต่ำต้อย ฯลฯ

โดยจะว่าไปแล้ว บริษัทก็เหมือนกับบ้านหลังที่สองของเรา บางคนใช้ชีวิตในบริษัทมากกว่าที่บ้านซะอีก เพราะต้องตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ กลับถึงบ้านก็ ๒-๓ ทุ่ม วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง หากต้องใช้ชีวิตในการทำงาน (รวมนั่งรถไป-กลับ) วันละ ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้ว ถ้าโยมไม่มีความสุขกับงานที่ทำ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมากๆ

อาตมาชอบใจคุณยามที่บริษัทแห่งหนึ่งมาก เคยถามเขาว่า ไม่เบื่อเหรอ เปิดประตูทั้งวัน เขาตอบกลับอย่างฉะฉานว่า

ไม่เบื่อหรอกครับท่าน เพราะคนจะเข้าไปที่นี่ได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ผม ถ้าผมไม่เปิดประตู ไม่อนุญาตหรือบอกไม่ให้เข้า เขาก็ไม่ได้เข้านะ อย่างพระอาจารย์มาบรรยายที่นี่ ผมไม่ให้เข้าก็ได้ … แต่ผมให้เข้าครับ ( แล้วไป)

อาตมาจึงไม่แปลกใจเลย เวลาไปทำธุระที่บริษัทนี้ทีไร มักเห็นเจ้าหมอนี่ ทำหน้าที่ตัวเองอย่างกระตือรือร้น ก็เพราะเขามีทัศนคติที่ดีต่อหน้าที่ เห็นความสำคัญของตัวเอง จึงทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข (แถมมีมุขอำกลับอาตมาอีกต่างหาก)

ดังนั้นอาตมาจึงอยากจะหนุนใจญาติโยมที่กำลังรู้สึกย่ำแย่กับงานของตัวเองว่า

ถ้าเราทำงานจนเมื่อยมือเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีมือให้เมื่อย
ถ้าเราเดินไปเดินมาจนปวดขาเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีขาให้ปวด
ถ้าเราเห็นหัวหน้า แล้วเซ็งเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีหัวหน้าให้เซ็ง
ถ้าเราเห็นงาน แล้วเราเบื่องานเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีงานให้เบื่อ

เพราะหลายคนพอไม่มีงานให้ทำ ก็จะประท้วงกัน อยากทำงาน ! อยากทำงาน ! ดังนั้นเมื่อคุณโยมมีโอกาสทำแล้ว ก็จงทำให้ดีที่สุด เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนทัศนคติต่องานที่ทำก่อน เห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ได้ ทำมันอย่างเต็มที่และดีที่สุด เหมือนดั่งคุณยามที่อาตมายกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น

อาตมาเคยอ่านเจอคำแนะนำของท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ.ประยุตฺโต) ในหนังสือเล่มหนึ่ง ท่านเขียนชี้แนะไว้ว่า

งานมีผลตอบแทนสองชั้นด้วยกัน ผลตอบแทนชั้นที่ ๑ คือ ตอนเงินเดือนออก นี่คือความสุขชั้นที่หนึ่ง ซึ่งหลายๆ คนมีความสุขในการทำงานแค่วันนั้นวันเดียว แต่ถ้าเราสามารถพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับงานได้ มันก็จะก้าวไปสู่อีกระดับ อันนำมาซึ่งผลตอบแทนหรือความสุขชั้นที่ ๒ นั่นเอง  หนึ่งเดือน คุณโยมอยากมีความสุขเพียง ๑ ชั้น หรือ ๒ ชั้น ก็เลือกเอาตามใจชอบเลย

เจริญพร… 



WordPress Themes