บทความในหมวด : ข้อคิด-กำลังใจ-เรื่องดีๆ

เล่านิทานสอนงานทีม : คนก่ออิฐ

มีช่างก่ออิฐอยู่ในทำงานใกล้ๆ กัน 3 คน คนหนึ่งทำด้วยความรู้สึกเหนื่อยอ่อน อิดโรยเฉื่อยชา อีกคนก็ดีขึ้นมาหน่อย มีความกระตือรือล้นมากขึ้น แต่ว่าทำไปก็มองนาฬิกาไป แต่ว่าคนที่ 3 ทำงานด้วยความกระฉับกระเฉง และก่ออิฐก้อนแล้วก้อนเล่า โดยที่ไม่ได้สนใจอย่างอื่น

ไปถาม 3 คน นี้ว่าทำอะไรอยู่ คนแรกก็ตอบว่า ผมกำลังก่ออิฐครับ คนที่สองบอกกำลังก่อกำแพง แต่คนที่ 3 บอก กำลังสร้างโบสถ์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

ทั้งสามคนทำงานอย่างเดียวกัน แต่ว่าความกระตือรือล้น ความกระฉับกระเฉง ความตื่นตัวต่างกัน

คนแรกทำอย่างขอไปที คนที่สองทำไปก็ดูเวลาไป แต่คนที่สามทำอย่างมีความสุข ทำงานอย่างเดียวกันแต่มีความรู้สึกแตกต่างกัน เพราะอะไร

พอเขารู้ เขามองด้วยความรู้สึกว่าแต่ละคนทำงานต่างกัน แต่ละคนให้ค่าของงานไม่เหมือนกัน คนที่คิดว่าตัวเองก่ออิฐ ก็รู้สึกว่าตัวเองทำไปไม่ค่อยมีคุณค่า ก็ทำไปด้วยความเฉื่อยเนือย

อีกคนเห็นงานของตัวเองมันกว้างขึ้นมาหน่อย เพราะว่ากำลังก่อกำแพง ก็รู้สึกมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะดูเวลา เพราะเขารู้สึกว่าเขามาทำก็เพื่อมีเงินใช้ ก็รอว่าเมื่อไรเวลาจะหมดเสียที

แต่คนที่ 3 เขารู้สึกว่าเขากำลังได้สร้างโบสถ์ กำลังสร้างวัด และคนไทยเมื่อรู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วนสร้างวัด ก็รู้สึกปิติขึ้นมา มันไม่ใช่ผลตอบแทนที่เป็นเงิน แต่มันคือบุญกุศล เกิดความปิติ แรงจูงใจที่ทำให้เกิดเขาทำงานนั้น มันไม่ใช่เป็นเรื่องของรายได้หรือผลตอบแทนแต่ว่าเป็นศรัทธาที่โยงกับความรัก

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า การทำงานอย่างเดียวกัน ก่ออิฐเหมือนกัน แต่มีความรู้สึกต่างกันเพราะว่ามองงานนั้นต่างกัน เราจะเห็นได้ว่าเราเห็นคุณค่าของงานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

คนที่ทำงานโดยคิดเพียงแค่ที่ว่าสิ่งที่ฉันทำมันเป็นเพียงรายได้หรือแค่อาชีพอย่างหนึ่ง เขาอาจจะทำแล้วก็รอว่าเมื่อไรเงินเดือนจะออก เมื่อไรจะถึงวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันเสาร์อาทิตย์

เพราะว่าเขาไม่ได้ทำงานมุ่งหมายมากไปกว่าการมีผลตอบแทน หรือเงินเดือน แต่คนที่เขาทำงานและเห็นว่างานที่เขาทำมีคุณค่า มีส่วนในการสร้างสรรค์ประเทศ มีส่วนในการทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า หรืออย่างน้อยก็มีส่วนทำให้บริษัทองค์กรเจริญงอกงาม

คุณเป็นช่างก่ออิฐคนไหนครับ ?

Credit : บทความโดย…พระไพศาล วิสาโล  คัดลอกจาก  www.civil.rtaf.mi.th



มีอะไรใน…หนีตามกาลิเลโอ

galileoวันอาทิตย์สุดสัปดาห์นี้ผมไปเดินเล่นที่ central อีกตามเคย  สมแล้วที่เพื่อน ๆ มันชอบค่อนขอดว่า “มรึงมีหุ้นส่วนใน central เหรอวะ”  … ทำไงได้ก็มันไม่รู้จะไปไหนนี่นา  ชายหาดก็มีแต่ฝรั่งหัวแดง  ถ้าเป็นสาว ๆ ญี่ปุ่นว่าไปอย่าง อิอิ …  มาเข้าเรื่องดีกว่า หุหุ … กิจกรรมอย่างหนึ่งวันอาทิตย์ของผมก็ดูหนังนี่แหละ  ซึ่งวันนี้ขอเลือกเรื่อง “หนีตามกาลิโลโอ” … เพราะคิดว่าหนังเรื่องนี้ภาพน่าจะสวย  เนื้อหาน่าจะมีอะไรให้ค้นหา คงไม่ใช่หนังวัยรุ่นที่ดูสนุกอย่างเดียวเป็นแน่   อีกอย่างก็ชอบผลงาน season change ของนางเอกและการนำเสนอเรื่องราวของผู้กำกับท่านนี้  จึงคิดว่าคงไม่ผิดหวังเป็นแน่

เนื้อหาของหนังว่าด้วยเรื่องของสองวัยรุ่น (รุ่นใกล้ ๆ ผม …… แต่สมัย 10 กว่าปีที่แล้ว อิอิ) ที่คนนึงอกหัก คนนึงดรอปจากการเรียน  เก็บกระเป๋าพร้อมปมในใจไปผจญภัยกันที่เมืองนอก   และก็ได้ผจญภัยกันจริง ๆ เจอทั้งความลำบาก ความสนุก ความสุข ความเศร้า และเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากมายที่บางครั้งกระทบต่อมิตรภาพของสองสาว

แม้ว่าหนังจะค่อนข้างยาว แต่ก็เล่าเรื่องได้อย่างต่อเนื่องลงตัว ดูแล้ว in ไปกับสองตัวละคร โดยหนังค่อย ๆ บอกอะไรบางอย่างผ่านเนื้อเรื่องที่สองสาวต้องเผชิญ  ปมเล็ก ๆ ของหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากให้ทุกคนได้ดูและนำไปคิด  เพราะผมเห็นเพื่อนร่วมงานหลายคนและรวมถึงตัวผมด้วย  มักจะคิดอะไรเหมือนตัวละครในเรื่องนี่แหละ ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วความคิดความอ่านน่าจะโตกว่าสองสาวในเรื่องเยอะ  จะว่าไปมันก็เป็นิสัยอย่างหนึ่งของคนไทย (ส่วนใหญ่)  นั่นคือการไม่เคารพกฎ  เมื่อทำผิดแล้วก็พยายาเอาตัวรอด หรือถ้าถูกจับได้-ถูกลงโทษก็มักจะโทษโน่นโทษนี่  แถมพาลไปโกรธคนที่ควบคุมกฎหรือคนลงโทษซะด้วยในฐานะที่ไม่เห็นใจ ที่สำคัญคือมองเรื่องที่ตัวเองทำผิดเป็นเรื่องเล็กหรือบางทีก็มองว่าไม่ผิดด้วยซ้ำ และไม่ควรถูกลงโทษ จึงเป็นที่มาของความขัดแย้งในที่สุด … แต่ผมเชื่อเสมอว่า คนเราเปลี่ยนกันได้ แต่บ้างครั้งก็ต้องอาศัย “จุดเปลี่ยน”  ในหนังของเรื่องนี้มีจุดเปลี่ยนเช่นกัน  แต่จะสายเกินไปหรือไม่ผมไม่บอกดีกว่า  ไปลุ้นกันเอาเองในหนัง “หนีตามกาลิโลโอ” … ส่วนในชีวิตจริง เพื่อน ๆ ลองย้อนคิดดูนะครับว่าเคยทำอะไรที่ไม่เข้าร่องเข้ารอย แล้วคิดแต่โทษคนอื่น โกรธคนอื่น แทนที่จะรู้สึกผิดแล้วปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นหรือไม่ … ถ้ายังนึกไม่ออกก็ลองไปดูหนังเรื่องนี้นะครับ เผื่อเพื่อน ๆ พบคำตอบว่า  มีอะไรใน ”หนีตามกาลิเลโอ” …



กางเกงในตัวใหม่

เล่าเรื่องเครียด ๆ ไปก่อนหน้านี้ รู้สึกผิดก็เลยหาเรื่องขำ ๆ มาให้อ่านกันเป็นการไถ่โทษ อิอิ

หนุ่มน้อยชาวเขาเผ่าหนึ่ง ซึ่งได้หมั้นหมายกับสาวน้อยแรกรุ่นต่างเผ่า
ด้วยความคิดถึงทรวดทรงอันอวบอิ่ม สมวัยแรกสาวบานสะพรุ่งของคู่หมั้นหมาย….หนุ่มชาวเขาตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้นจะออกเดินทางไปเยี่ยมเยียนคู่หมั้นสาวให้หายคิดถึง
เย็นวันนั้นหนุ่มบอกกับแม่ของเขาว่า กางเกงในที่ใส่อยู่มันเก่ามากแล้ว ใส่มา 3 เดือนยังไม่เคยเปลี่ยนเลย แม่ช่วยไปซื้อผ้ามาตัดให้ใหม่ที
แม่ของหนุ่มรีบรุดออกไปตลาดซื้อผ้าใหม่มา 5 เมตร และ ตัดเย็บกางเกงในอย่างประณีตสุดฝีมือให้ไอ้หนุ่มของเรา โดยใช้ผ้าหมดไป 2 เมตร ยังเหลือเก็บไว้อีก 3 เมตร
รุ่งเช้าหนุ่มชาวเขาของเราก็รีบใส่กางเกงในตัวใหม่เอี่ยมแล้วสวมผ้าเตี่ยวทับ และออกเดินทางไปหาคู่หมั้นสาวทันทีมิรีรอ ระหว่างทางเกิดปวดท้องหนักกะทันหัน ต้องแวะป่าข้างทางเพื่อปลดทุกข์ ไอ้หนุ่มกลัวกางเกงในใหม่จะเปื้อนจึงถอดแขวนไว้กับกิ่งไม้ แต่ด้วยอารามรีบร้อนอยากพบหน้าคู่หมั้นสาว เมื่อเสร็จภารกิจก็รีบออกเดินทางในทันที … อนิจจา ไอ้หนุ่มของเราลืมใส่กางเกงในที่แขวนไว้กับกิ่งไม้ไปด้วย

เมื่อเดินทางไปถึงบ้านคู่หมั้นสาวในตอนเย็น ว่าที่พ่อตาได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับที่บ้าน โดยทุกคนนั่งล้อมวงรับประทานอาหารเย็น ไอ้หนุ่มของเราเลือกนั่งตรงข้ามกับคู่หมั้นสาวเพื่อจะโชว์กางเกงในตัวใหม่ของเขาให้คู่หมั้นสาวดู ไอ้หนุ่มพยายามนั่งกางขาอย่างเต็มที่เพื่อให้คู่หมั้นสาวได้เห็นกางเกงในตัวใหม่ของเขาได้ชัดๆ เต็มตา  เมื่อคู่หมั้นสาวได้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในผ้าเตี่ยว…..ก็เกิดอาการช็อคอ้าปากค้าง…..
….ไอ้หนุ่มกระหยิ่มในใจคิดว่าคู่หมั้นสาวประทับใจในกางเกงในตัวใหม่ของเขา จึงลองถามออกไปว่า..

“ชอบไหมจ๊ะที่รัก…ผมยังเหลืออีกตั้งสามเมตรเก็บไว้ที่บ้านนะ”

คู่หมั้นสาวเป็นลมหงายหลังตึงในทันที…….



ลิงกับลา

monkey-centerfold

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัวคือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิงแล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย

ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้นห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆสักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่างก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง 

ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง   ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำ อะไรได้เลย   

คุณหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย   ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำ ของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้  เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสพการณ์ส่วนตัว  เธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ  แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิงความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลยเพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน    

เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำ ที่”ปล่อยให้ลิงสร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์”   ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียงพูดจาตรงไปตรงมาแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม    ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง พูดมากพรีเซ็นต์เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัดแต่ไม่เคยทำงานจริง   นายที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้  

ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบาย  นั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม  รู้จักยอมเสียสละตนสละเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริงเพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้น องค์กรก็จะทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย



ความสำเร็จสูงสุดของคนคนหนึ่ง

เมื่อแรกเกิด ความสำเร็จสูงสุดคือ สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง
เมื่ออายุได้ 1 ขวบ ความสำเร็จสูงสุดคือ สามารถจำคนในบ้านได้ทุกคน
เมื่ออายุได้ 2 ขวบ ความสำเร็จสูงสุดคือ สามารถเดินได้
เมื่ออายุได้ 4 ขวบ ความสำเร็จสูงสุดคือ ไม่ฉี่รดที่นอน
เมื่ออายุได้ 15 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ มีเพื่อนฝูงมากมาย
เมื่ออายุได้ 20 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ เรื่องบนเตียง
เมื่ออายุได้ 30 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ มีความมั่นคงในชีวิต
เมื่ออายุได้ 50 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ เรื่องบนเตียง
เมื่ออายุได้ 60 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ มีเพื่อนฝูงมากมาย
เมื่ออายุได้ 65 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ ไม่ฉี่รดที่นอน
เมื่ออายุได้ 70 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ สามารถเดินได้
เมื่ออายุได้ 75 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ สามารถจำคนในบ้านได้ทุกคน
เมื่ออายุได้ 80 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง



WordPress Themes