Modem อุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับใช้ Internet ซึ่งต้องต่อผ่านสายโทรศัพท์ หนึ่งในอุปกรณ์เจ้าปัญหาที่ผมต้องตามแก้ไขบ่อย ๆ เพราะเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้จะไม่ทนต่อกระแสไฟที่ไม่สม่ำเสมอ หรือไฟกระชากนั่นเอง (เหมือนกับที่เจอในจังหวัดที่ผมอยู่นี่แหละ) โดยเฉพาะไฟกระชาก เป็นเหตุให้เจ้า modem น้อยใจลาโลกก่อนวัยอันควรเป็นประจำ คงเช่นเดียวกับโทรศัพท์ที่ผมเพิ่งได้รับการตามตัวจากลูกค้า แจ้งให้เข้าไปดูเครื่องคอมพ์ให้เพราะต่อ internet ไม่ได้ ผมเตรียม modem สำรองไป เนื่องจากอาการอย่างที่ลูกค้าเล่าน่าจะเกิดจากเจ้า Modem ตัวที่ว่านี่แหละ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมบริษัท ฯ ผู้ผลิตถึงได้รับประกันยาวนานนักหนาตั้ง 2 ปี บางยี่ห้อเสียปีละ 4 หน ผมต้องเข้าออกบ้านลูกค้าทุก 3 เดือน อย่าว่าแต่กำไรตัวละ 100 บาท ต่อให้กำไร 500 บาทยังไม่คุ้มเลย เพราะต้องเดินทางไปบ้านลูกค้า เสียค่าขนส่งขึ้นไปซ่อม บางครั้งต้องหาตัวสำรองให้ลูกค้าใช้ก่อน พอของซ่อมเสร็จก็เอาไปคืนลูกค้า (Modem ที่อยู่ในประกันจะไม่ซ่อม แต่จะส่งขึ้นไปเปลี่ยนตัวใหม่ที่กรุงเทพฯ และไม่คิดค่าใช้จ่ายกับลูกค้าเนื่องจากอยูในระยะประกัน) ค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งไม่น่าจะต่ำกว่า 200 บาท ผมขับรถด่าทอ (ในใจ) Modem และบริษัท ฯ ผู้ผลิตตลอดทางจนถึงบ้านลูกค้า ผมไม่รีรอรีบทดสอบ modem ตัวที่อยู่ในเครื่อง … มีข้อผิดพลาดแจ้งให้ทราบว่า “No Dial tone” ซึ่งหมายถึงไม่พบสัญญาณโทรศัพท์ …. ชัวร์อาการเดิม ๆ (ผมคิดในใจ) เพราะตัวอื่น ๆ ที่เสียก็อาการนี้ทั้งนั้น ผมจัดแจงแกะตัวเก่าออกมา ใส่ตัวใหม่เข้าไปด้วยความระมัดระวัง … หลังจากติดตั้งเรียบร้อยจึงลองใช้ดู … “No Dial tone” ข้อความเดิมปรากฏแก่สายตาอีกครั้ง … อ้าว … อะไรกันนี่ ตัวใหม่ ไม่น่าจะเสียนี่นา “พี่ครับ มีเครื่องโทรศัพท์ไหมครับ ผมขอยืมหน่อย” ผมออกปากขอยืมเครื่องโทรศัพท์บ้าน เพื่อตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์ หลังจากเปลี่ยนสายมาต่อกับโทรศัพท์ … เงียบ … ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ โธ่… สายโทรศัพท์เสียนี่เอง Modem ไม่ได้เสียสักหน่อย … ผมจัดแจงปิดฝาเครื่อง แจ้งลูกค้าว่าแท้ที่จริงแล้ว เกิดจากสายโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ อาจเกิดการช้อต จุดใดจุดหนึ่ง ให้ตามช่างโทรศัพท์มาดูให้ แล้วขอตัวกลับร้าน … ระหว่างทางกลับก็ได้แต่นึกโทษตัวเอง ว่าเครื่องก็รายงานแล้วว่า “No Dial Tone” ทำไมไม่ยอมทดสอบสัญญาณดูก่อน บางครั้งการเชื่อสัญชาติญาณตัวเองมากเกินไป หรือมีประสบการณ์มากเกินไปมันก็ไม่ดีอย่างนี้นี่เอง
** Tips ** : ปัจจุบันระบบ Internet ถูกเปลี่ยนเป็น ADSL Internet กันมากขึ้นจนเกือบจะไม่มี Modem แบบเดิมใช้อีกแล้ว ผมเองก็แทบจะต้องไม่ต้องเจอปัญหาแบบนี้อีกเลย อิอิ …
อีกหนึ่งเหตุการณ์ของเช้าวันจันทร์อันแสนจะยุ่งเหยิง ลูกค้าโทรมาแจ้งว่า เพิ่งจะซื้อลำโพงตัวใหม่เอี่ยม เพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อติดตั้งแล้วเสียงไม่ออก ผมจึงสอบถามข้อมูลเบื้องต้น
“เปิดสวิทย์ลำโพง และมีไฟเข้าแน่นะครับ” ผมถามไป
“ครับ เปิดสวิทย์ เปิดเสียงจนสุดแล้วครับ ไม่ได้ยินเสียงเลย”
“ไม่ได้ปิดเสียงของโปรแกรมในเครื่องคอมพ์นะครับ” ผมถามกลับไปอีก
“ชัวร์ครับ เปิดหมดแล้วครับ ไม่ได้ปิดแน่นอน”
“อืม … ก่อนหน้าที่จะใช้ลำโพงตัวใหม่ ลำโพงตัวเก่ามีเสียงออกปกติไหมครับ” ผมซักต่ออีก
“ก็ปกติดีครับ แต่พอเปลี่ยนเป็นตัวใหม่ เสียงก็ไม่ออกเลย”
“พี่ไม่ได้เสียบผิดช่องแน่นะครับ (ช่องสำหรับเสียบสายลำโพงมีคล้าย ๆ กันหลายช่องที่ด้านหลังคอมพิวเตอร์) ช่องของลำโพงจะเป็นสีเขียวนะครับพี่” ผมแนะนำให้ลูกค้าตรวจดูอีกครั้งให้แน่ใจ
“ครับ ผมเสียบช่องสีเขียวนั่นแหละครับ แต่เสียงไม่ออกจริง ๆ คุณมาดูให้ได้ไหมครับ” ลูกค้าเริ่มมีน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจเล็กน้อย
“พี่เสียบแน่นดีแล้วนะครับ ไม่หลวมนะครับ กดไปให้สุดนะพี่” ผมพยายามเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะออกเดินทางไปบ้านลูกค้า
“แน่นแล้ว” ลูกค้ากระแทกเสียง “ก็เสียบช่องสีเขียวจนสุด รับรองไม่ผิดหรอก มีอยู่แค่สองช่องเอง เขียวกับฟ้า” ลูกค้ามีน้ำเสียงหงุดหงิดชัดเจน บ่งบออกอารมณ์มืดมันสุดฤทธิ์ แต่ผมกลับเริ่มเห็นแสงสว่าง
“พี่บอกผมว่ามีกี่ช่องนะครับพี่ 2 ช่องหรือครับ มันน่าจะมีอีก 3 ช่องอยู่ใกล้ ๆ กันนะครับ สีเขียว สีฟ้า และสีชมพู” ผมบอกให้ลูกค้าดูให้ดีอีกครั้ง “เออ … เจอแล้ว.. มีสีเขียวอีกหนึ่งช่อง อยู่ด้านบนโน่น เห็นไม่ค่อยชัดเลย มีสายอื่นมาบังอยู่” อ้าวเป็นงั้นไป (ผมคิดในใจ) “พี่คงเสียบผิดช่องนะครับ ตอนดึงลำโพงตัวเก่าออก อาจจะไม่ได้สังเกต พอเสียบตัวใหม่เข้าไป คงจะไปเสียบช่องลำโพงสำหรับโมเด็มเสียงจึงไม่ออก รบกวนช่วยลองดูใหม่ ถ้ายังไม่ได้โทรมาหาผมอีกทีนะครับ” ผมอธิบายอย่างใจเย็น แล้ววางสายไป … ลูกค้าคนนั้นไม่ได้โทรมาอีกเลยจนถึงวันนี้ สรุปได้ว่าเขาคงเสียบผิดช่อง หรือไม่ก็เครื่องเสียจริง ๆ แต่โกรธผมจนไม่อยากใช้บริการอีกแล้ว … น่าจะเป็นอย่างแรกมากกว่า ผมคิดในใจเข้าข้างตัวเอง
** Tips ** ด้านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ มีช่องสำหรับเสียบสายลำโพงเป็นสีเขียว แต่ในบางเครื่องอาจมี 2 จุด จุดหนึ่งสำหรับลำโพงที่ใช้ฟังเพลง, ดูหนัง หรืออื่น ๆ จิปาถะที่เราใช้กันนั่นแหละ แต่อีกช่องจะเป็นช่องต่อลำโพงของ Modem เพื่อใช้แทนโทรศัพท์นั่นเอง สำหรับเครื่องรุ่นใหม่ในปัจจุบันโมเด็มมักจะติดตั้งมาพร้อมกับตัวเมนบอร์ดเลย ก็คงไม่ต้องเจอปัญหาแบบนี้แล้วล่ะครับ***
กริ้ง ๆ ๆ ๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมรับสายตามปกติ เจ้าของเสียงที่โทรเข้ามาเป็นอาจารย์ฝ่ายคอมพิเวตอร์ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง แจ้งว่าเครื่องพิมพ์ของโรงเรียนเปิดไม่ติด ช่วยส่งช่างเข้าไปดูให้หน่อย เพราะต้องใช้งานวันนี้ (เน้นคำว่าวันนี้) … ไฟไม่ดับนะครับอาจารย์ ผมถามกลับไป … ไม่ดับแน่นอน เครื่องคอมพิวเตอร์ยังเปิดติดเป็นปกติเลย … อาจารย์ตรวจดูสายไฟที่เสียบปลั๊กดูรึยังครับ ว่าหลวมหรือเปล่า ผมถามให้แน่ใจ เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาของทั้งสองฝ่าย … “แน่นแล้ว ครูตรวจดูจนแน่ใจแล้วว่าแน่นแน่นอน สงสัยหม้อแปลงของเครื่องจะเสียมากกว่า” ท่านตอบกลับมา ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน จึงรีบส่งเพื่อนอีกคนเข้าไปดูให้ทันที เพราะรู้ว่างานของโรงเรียนมีเยอะ
ไม่ถีงครึ่งชั่วโมง เพื่อนก็กลับมาตัวเปล่าไม่ได้ยกเครื่องพิมพ์กลับมาด้วย ผมจึงถามด้วยความสงสัย “อ้าว ทำไมกลับมาตัวเปล่า” เพื่อนก็มองผมตาถนน ตอบคำถามหน้าตายู่ยี่ “แค่ปลั๊กหลวม …. ทำไมคุณ (วันนั้นเขาไม่ได้ใช้คำนี้) ไม่ถามลูกค้าให้ดีก่อน” “เฮ้ย… ถามแล้วเฟ้ย” ผมสวนทันควัน “ก็อาจารย์เขาบอกว่าแน่นดีแล้วนี่” เพื่อนผมไม่ฟังเสียง เดินงุ่นง่านกลับไปทำงานต่อหลังร้าน
ด้วยความขี้สงสัย (ตามประสาคนเรียนสายวิทยาศาสตร์) จึงโทรไปถามอาจารย์ให้รู้แล้วรู้รอด “อาจารย์ครับ ขอโทษนะครับ ตกลงเมื่อตะกี้ที่เครื่องพิมพ์เปิดไม่ติดเพราะสายไฟหลวมหรือครับ” ผมถามอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ “แหะๆๆๆ” เสียงอาจารย์ดังมาตามสาย “ก็เพราะสายหลวมนั่นแหละ ที่คุณบอกให้ครูขยับสายให้แน่นน่ะครูก็ทำแล้วจริง ๆ แต่ไปขยับเอาสายไฟของแสกนเนอร์ ไม่ใข่ของเครื่องพิมพ์ แบบว่าสายมันพันกันมั่วไปหมด สีก็เหมือนกันน่ะ (แกชักแม่น้ำทั้งห้ามาบรรยายให้ผมเคลิบเคลิ้ม) มันก็เลยใช้ไม่ได้ ขอโทษนะที่ทำให้เสียเวลา” “อ้อ… ครับ ไม่เป็นไรครับ” ผมตอบกลับไป … มื้อค่ำวันนั้น ผมก็เลยต้องควักกระเป๋าเลี้ยงข้าว ดับอารมณ์เพื่อนผมไปหลายบาท เฮ้อ… ทำไมเขาไม่ผลิตให้ทุกเครื่องรวมกันใช้สายเดียวน้อ….
เช้าวันอาทิตย์ เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ปลุกผมจากเตียงอันแสนอุ่นในวันฝนตกพรำ ๆ เบอร์ที่โชว์บนหน้าจอบอกให้รู้ว่าไม่ใช่เพื่อน ๆ โทรมาชวนไปทานข้าวเช้าแน่ ทันทีที่กดปุ่มรับสาย เสียงอันร้อนใจของชายในสายบอกให้รู้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของเขาเปิดมาเช้านี้มันค้างเติ่ง ไม่ยอมทำงานต่อเลยหลังจากแสดงหน้าจอแรก … ผมรวบรวมสติคิดทบทวนว่าฝันไปหรือเปล่า ไม่นี่นา… ให้แมวดิ้นตาย ผมตะโกน (ในใจ) เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนี้เป็นของลูกค้าที่ต่างจังหวัด ซึ่งผมเพิ่งเดินทางไปติดตั้งให้เมื่อวาน (ทั้งวัน) กลับมาถึงบ้านก็ดึก ยังนอนไม่เต็มอิ่มเลย วันนี้มันมีอันเป็นไปซะแล้ว … “เกิดอะไรขึ้น มันเป็นอะไร” …
เจ้าของเสียงในโทรศัพท์ปลุกผมจากพะวังอีกครั้ง … ผมนั่งนึกถึงความเป็นไปได้ทุกกรณี แล้วบอกให้ลองทำตามทีละอย่าง … 10 นาทีผ่านไป ยังไม่มีอะไรดีขึ้น … “ผมจำเป็นต้องใช้เครื่องวันนี้ มีงานสำคัญอยู่ในนี้ด้วย” … ต้องขับรถไปทำงานร้อยกว่ากิโลในวันอาทิตย์ ซวยแล้วตู (ผมคิดในใจ)
ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยอะไรต่อไป ก็เหมือนสวรรค์มีจริง เมื่อลูกค้าบอกว่ามีธุระจะเข้ามาจังหวัดที่ผมอยู่พอดี ผมรีบนัดแนะสถานที่รับเครื่องเพราะกลัวพี่แกจะเปลี่ยนใจ … สองชั่วโมงต่อมาเจ้าเครื่องตัวดีก็อยู่ในมือผม ส่วนลูกค้า ผมนัดว่าจะโทรไปบอกทันทีที่เครื่องเสร็จ (ทั้ง ๆ ที่ในใจยังไม่รู้เลยว่าวันนี้จะทันไหม เพราะอะไหล่ที่ร้านซึ่งเป็นรุ่นเดียวกันก็ไม่มี อาการแบบที่เขาบอกก็ฟังดูแล้วน่าจะหนักเอาการ) ผมรีบตรงไปที่ร้าน เปิดเครื่องพร้อมกับภาวนาให้อาการมันไม่หนักอย่างที่คิด …
ให้แมวดิ้นตาย (อีกครั้ง) จอมันค้างอย่างที่ลูกค้าบอกจริง ๆ ด้วย กดปุ่มอะไรก็ไม่ทำงานทั้งสิ้น ผมสวมวิญญาณช่างฯ เปิดฝา ตรวจสอบอุปกรณ์ สับเปลี่ยนทีละตัว ตามลำดับความเป็นไปได้ (ถ้าคุณไม่รู้จักอุปกรณ์เหล่านี้ก็ไม่เป็นไร เพราะนับเป็นบุญชองคุณแล้วล่ะ) ตั้งแต่… RAM … CPU…..VGA Card … Harddisk…Power Supply … Modem … LAN Card …. ไม่ Work … ถึงคราวต้องถอดอุปกรณ์ตัวสำคัญ MainBoard (เจ้าตัวนี้ ถ้าคุณผู้อ่านไม่รู้จักไม่เป็นไรอีกเหมือนกัน แต่ขอบอกว่ามันเป็นตัวสุดท้ายที่ผมอยากจะแกะมันออกมา) ยังไม่ทันจะถอดน้อตออกหมดทุกตัว … แกร๊ก … เสียงหนึ่งดังขึ้นกระทบโสตของผม พลันสายตาก็มองหาที่มาของเสียง น้อตตัวเล็ก ๆ ตัวนึงนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นตัวถัง …
เหมือนค้นพบสัจจธรรมอันยิ่งใหญ่ ผมรีบขันน้อตยึด MainBoard อีกครั้ง แล้วลองเปิดเครื่องดูใหม่ … แต่น แต้น แตน เสียงต้อนรับเข้าสู่โปรแกรม Windows ดังขึ้นหลังจากกดปุ่มเปิดไม่นาน ใช่แล้ว ใช่แล้ว ใช่แล้ว มีน้อตส่วนเกินตัวนึงติดอยู่ใต้ MainBoard ทำให้ไปช้อตกับตัวถัง ก็เลยทำให้เจ้าคอมพิวเตอร์เกิดอาการนิ่งสนิท นี่ถ้าผมเป็นหมอ คงไปลืมกรรไกรไว้ในท้องคนไข้ที่ผ่าตัดเป็นแน่แท้ ช่างเป็นโชคดีของประเทศชาติจริง ๆ ที่ผมไม่มีปัญญาเลือกเรียนหมอ …. เพื่อความแน่ใจหลังจากประกอบเครื่องเสร็จสรรพ ก็ลองเปิดปิดอีกหลายรอบจนแน่ใจว่าทำงานได้ดี จึงโทรแจ้งลูกค้า นัดแนะสถานที่คืนเครื่อง … หนึ่งวันหยุดผ่านไปพร้อมกับประสบการณ์ใหม่ที่ผมจะไม่ลืม … อิทธิฤทธิ์ ของน้อตตัวเดียวนี่มันเหลือร้ายจริง ๆ :O
หากคุณเป็นช่างคอมพิวเตอร์
คุณต้องอ่าน เพราะสักวันคุณอาจเจอเข้ากับตัวเอง
หากคุณไม่ใช่ช่างคอมพิวเตอร์ แต่ใช้คอมพิวเตอร์
คุณจะต้องอ่าน คุณจะได้เข้าใจช่างของคุณมากขึ้น
หากคุณไม่ใช่ช่างคอมพิวเตอร์ และไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์
คุณยิ่งต้องอ่าน เพราะวันนึงคุณจะต้องใช้คอมพิวเตอร์
ในยุคนี้ ดูเหมือนคอมพิวเตอร์ ดูจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าจำเป็นสำหรับหลาย ๆ คนไปเสียแล้ว ลองคิดเล่น ๆ ก็ได้ว่าในหนึ่งวัน เครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรที่คุณอยู่กับมันนานที่สุด หากคุณเป็นคนที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน เชื่อแน่ว่า คุณเป็นอีกหนึ่งคนที่จะต้องตอบว่าคอมพิวเตอร์ แหม ! ก็ใครจะไปนั่งเฝ้าหน้าตู้เย็นทั้งวัน หรือนั่งกอดหม้อหุงข้าวทำงานล่ะ จริงไหม
เมื่อมีการใช้คอมพิวเตอร์กันมาก ก็ย่อมต้องมีคอมพิวเตอร์เสียมากเป็นธรรมดา ไอ้เจ้าคอมพิวเตอร์นี่มันก็ไม่เหมือน ทีวี เสียด้วย เพราะทีวี หลังจากซื้อมา จูนช่องได้แล้ว ก็ดูไปเถอะ ช่อง 3, 5, 7, 9, 11 TITV, UBC นานทีปีหนจะมีสถานีเกิดใหม่มาให้จูนกันซักที แต่เจ้าคอมพิวเตอร์นี่สิ หน้าตามันก็คล้ายทีวี แต่เรื่องจุกจิกของมันเยอะเหลือเกิน เริ่มตั้งแต่ซื้อมาก็ต้องเลือกว่าจะลงโปรแกรมของท่านบิลเกตเวอร์ชั่นไหน มีตั้งแต่ 95, 98, ME, 2000, 2003, XP, Vista … แค่อธิบายว่าแต่ละตัวมันต่างกันยังไงก็เหนื่อยแล้ว นี่ยังไม่รวมสารพัดโปรแกรม ที่ผู้ใช้แต่ละท่านพึงประสงค์จะลงอีกเป็นกะตั๊ก พอใช้ ๆ ไปสักพักก็อยากลงโปรแกรมเพิ่ม , บางวันเครื่องมันขี้เกียจเปิดไม่ติดซะดื้อ ๆ วันดีคืนดีก็โดนไวรัสเล่นงาน โชคร้ายกว่านั้นฮาร์ดดิสที่ใช้เก็บข้อมูลมาพังซะแบบไม่ล่ำไม่ลา … ทั้งหลายทั้งปวงของปัญหาก็ต้องเรียกพวกผมนี่แหละครับ …. ช่างคอมพิวเตอร์อยู่ไม๊ มาดูเครื่องให้หน่อยโว้x……
หลังจากอ่านเรื่องนี้จบแล้ว หากท่านเป็นช่างคอมพิวเตอร์ก็คงจะได้ความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ติดตัวไป กับคำพูดติดปากว่าตอนอ่าน เออ… จริงขอมมัน แต่ถ้าท่านเป็นผู้ใช้บริการจากช่างคอมพิวเตอร์ ก็คงได้ความรู้ในการแก้ปัญหาเบื้องต้นไปบ้าง ไม่มากก็น้อย และคงเข้าใจคำว่า กรรมของช่างคอมพ์
กรรม หมายถึงการกระทำ กรรมของช่างคอมฯ น่าจะหมายถึง การกระทำของช่างคอมพ์ ฯ (ซึ่งทำให้เขาเป็นทุกข์) แต่บางครั้ง กรรมของช่างคอมฯ ก็เกิดจากการกระทำของคนอื่นเหมือนกัน อ่านบทความนี้แล้วคุณจะเขาใจว่า ทำไมช่างคอมพ์ถึงมีกรรม
กรรมดีทั้งปวง จากการเขียนบทความนี้ขออุทิศให้ช่างคอมพ์ทุกคน ขอให้คุณจงได้ทำงานในบริษัทฯ ดี ๆ ที่ขายของคุณภาพดี และมีลูกค้าดี ๆ เพื่อให้คุณมีชีวิตที่ดีกันถ้วนหน้าทุกคน สาธุ