บทความในหมวด : forward mail

เธอคงเหนื่อย

หญิงคนหนึ่งได้รับว่าจ้างให้ทาสีที่ขอบถนน highway วันแรกเธอทาได้ 10 กิโล วันที่สองทาได้แค่ 5 กิโล เจ้านายเธอเห็นเธอทาได้น้อยลง จึงตัดสินใจให้เธอพักผ่อนซักวัน คิดว่าเธอคงเหนื่อย

เมื่อเธอกลับมาทำานวันต่อไปปรากฏว่าทาได้แค่ครึ่งกิโลเท่านั้น หัวหน้ารู้สึกท้อใจมาก แล้วเข้ามาถามเธอว่า
“โทษทีเถอะ ทำไมคุณทาได้น้อยลงทุกวันๆ ทั้งๆที่ผมให้คุณพักผ่อนแล้ว”

“ง่ายๆ” เธอตอบ “ยิ่งทาชั้นก้อยิ่งห่างจากกระป๋องสีขึ้นเรื่อยๆ



เล่านิทานสอนงานทีม : คนก่ออิฐ

มีช่างก่ออิฐอยู่ในทำงานใกล้ๆ กัน 3 คน คนหนึ่งทำด้วยความรู้สึกเหนื่อยอ่อน อิดโรยเฉื่อยชา อีกคนก็ดีขึ้นมาหน่อย มีความกระตือรือล้นมากขึ้น แต่ว่าทำไปก็มองนาฬิกาไป แต่ว่าคนที่ 3 ทำงานด้วยความกระฉับกระเฉง และก่ออิฐก้อนแล้วก้อนเล่า โดยที่ไม่ได้สนใจอย่างอื่น

ไปถาม 3 คน นี้ว่าทำอะไรอยู่ คนแรกก็ตอบว่า ผมกำลังก่ออิฐครับ คนที่สองบอกกำลังก่อกำแพง แต่คนที่ 3 บอก กำลังสร้างโบสถ์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

ทั้งสามคนทำงานอย่างเดียวกัน แต่ว่าความกระตือรือล้น ความกระฉับกระเฉง ความตื่นตัวต่างกัน

คนแรกทำอย่างขอไปที คนที่สองทำไปก็ดูเวลาไป แต่คนที่สามทำอย่างมีความสุข ทำงานอย่างเดียวกันแต่มีความรู้สึกแตกต่างกัน เพราะอะไร

พอเขารู้ เขามองด้วยความรู้สึกว่าแต่ละคนทำงานต่างกัน แต่ละคนให้ค่าของงานไม่เหมือนกัน คนที่คิดว่าตัวเองก่ออิฐ ก็รู้สึกว่าตัวเองทำไปไม่ค่อยมีคุณค่า ก็ทำไปด้วยความเฉื่อยเนือย

อีกคนเห็นงานของตัวเองมันกว้างขึ้นมาหน่อย เพราะว่ากำลังก่อกำแพง ก็รู้สึกมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะดูเวลา เพราะเขารู้สึกว่าเขามาทำก็เพื่อมีเงินใช้ ก็รอว่าเมื่อไรเวลาจะหมดเสียที

แต่คนที่ 3 เขารู้สึกว่าเขากำลังได้สร้างโบสถ์ กำลังสร้างวัด และคนไทยเมื่อรู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วนสร้างวัด ก็รู้สึกปิติขึ้นมา มันไม่ใช่ผลตอบแทนที่เป็นเงิน แต่มันคือบุญกุศล เกิดความปิติ แรงจูงใจที่ทำให้เกิดเขาทำงานนั้น มันไม่ใช่เป็นเรื่องของรายได้หรือผลตอบแทนแต่ว่าเป็นศรัทธาที่โยงกับความรัก

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า การทำงานอย่างเดียวกัน ก่ออิฐเหมือนกัน แต่มีความรู้สึกต่างกันเพราะว่ามองงานนั้นต่างกัน เราจะเห็นได้ว่าเราเห็นคุณค่าของงานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

คนที่ทำงานโดยคิดเพียงแค่ที่ว่าสิ่งที่ฉันทำมันเป็นเพียงรายได้หรือแค่อาชีพอย่างหนึ่ง เขาอาจจะทำแล้วก็รอว่าเมื่อไรเงินเดือนจะออก เมื่อไรจะถึงวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันเสาร์อาทิตย์

เพราะว่าเขาไม่ได้ทำงานมุ่งหมายมากไปกว่าการมีผลตอบแทน หรือเงินเดือน แต่คนที่เขาทำงานและเห็นว่างานที่เขาทำมีคุณค่า มีส่วนในการสร้างสรรค์ประเทศ มีส่วนในการทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า หรืออย่างน้อยก็มีส่วนทำให้บริษัทองค์กรเจริญงอกงาม

คุณเป็นช่างก่ออิฐคนไหนครับ ?

Credit : บทความโดย…พระไพศาล วิสาโล  คัดลอกจาก  www.civil.rtaf.mi.th



ช่วยเพื่อนสร่างเมา

ตำรวจเดินตรวจตราบริเวณ RCA ตามนโยบายจัดระเบียบสังคม
พบภาพพิศดารภาพหนึ่ง
มีชายคนนึงยืนเอานิ้วแยงก้นชายอีกคนนึงอยู่ในความมืดแถวที่จอดรถ
คุณมาทำอนาจารอะไรแถวนี้” ตำรวจถามนึ
“เปล่าอนาจารนะครับคุณตำรวจ”

ชายคนที่เอานิ้วแยงก้นเพื่อนแย้ง
เพื่อนผมเมามาก ผมแค่จะช่วยให้ มันอ้วกจะได้สร่างเมาเร็ว ๆ
“พูดเป็นเล่นน่ะ” ตำรวจไม่เห็นด้วย

คุณเอานิ้วล้วงก้นยังงี้มันจะหายเมาได้ยังไง
“ใจเย็นสิคร้าบ ” เขายิ้มเผล่

“รอผมเอานิ้วมายัดปากมันก่อน ดูซิว่ามันจะอ้วกมั้ย



มีอะไรใน…หนีตามกาลิเลโอ

galileoวันอาทิตย์สุดสัปดาห์นี้ผมไปเดินเล่นที่ central อีกตามเคย  สมแล้วที่เพื่อน ๆ มันชอบค่อนขอดว่า “มรึงมีหุ้นส่วนใน central เหรอวะ”  … ทำไงได้ก็มันไม่รู้จะไปไหนนี่นา  ชายหาดก็มีแต่ฝรั่งหัวแดง  ถ้าเป็นสาว ๆ ญี่ปุ่นว่าไปอย่าง อิอิ …  มาเข้าเรื่องดีกว่า หุหุ … กิจกรรมอย่างหนึ่งวันอาทิตย์ของผมก็ดูหนังนี่แหละ  ซึ่งวันนี้ขอเลือกเรื่อง “หนีตามกาลิโลโอ” … เพราะคิดว่าหนังเรื่องนี้ภาพน่าจะสวย  เนื้อหาน่าจะมีอะไรให้ค้นหา คงไม่ใช่หนังวัยรุ่นที่ดูสนุกอย่างเดียวเป็นแน่   อีกอย่างก็ชอบผลงาน season change ของนางเอกและการนำเสนอเรื่องราวของผู้กำกับท่านนี้  จึงคิดว่าคงไม่ผิดหวังเป็นแน่

เนื้อหาของหนังว่าด้วยเรื่องของสองวัยรุ่น (รุ่นใกล้ ๆ ผม …… แต่สมัย 10 กว่าปีที่แล้ว อิอิ) ที่คนนึงอกหัก คนนึงดรอปจากการเรียน  เก็บกระเป๋าพร้อมปมในใจไปผจญภัยกันที่เมืองนอก   และก็ได้ผจญภัยกันจริง ๆ เจอทั้งความลำบาก ความสนุก ความสุข ความเศร้า และเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากมายที่บางครั้งกระทบต่อมิตรภาพของสองสาว

แม้ว่าหนังจะค่อนข้างยาว แต่ก็เล่าเรื่องได้อย่างต่อเนื่องลงตัว ดูแล้ว in ไปกับสองตัวละคร โดยหนังค่อย ๆ บอกอะไรบางอย่างผ่านเนื้อเรื่องที่สองสาวต้องเผชิญ  ปมเล็ก ๆ ของหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากให้ทุกคนได้ดูและนำไปคิด  เพราะผมเห็นเพื่อนร่วมงานหลายคนและรวมถึงตัวผมด้วย  มักจะคิดอะไรเหมือนตัวละครในเรื่องนี่แหละ ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วความคิดความอ่านน่าจะโตกว่าสองสาวในเรื่องเยอะ  จะว่าไปมันก็เป็นิสัยอย่างหนึ่งของคนไทย (ส่วนใหญ่)  นั่นคือการไม่เคารพกฎ  เมื่อทำผิดแล้วก็พยายาเอาตัวรอด หรือถ้าถูกจับได้-ถูกลงโทษก็มักจะโทษโน่นโทษนี่  แถมพาลไปโกรธคนที่ควบคุมกฎหรือคนลงโทษซะด้วยในฐานะที่ไม่เห็นใจ ที่สำคัญคือมองเรื่องที่ตัวเองทำผิดเป็นเรื่องเล็กหรือบางทีก็มองว่าไม่ผิดด้วยซ้ำ และไม่ควรถูกลงโทษ จึงเป็นที่มาของความขัดแย้งในที่สุด … แต่ผมเชื่อเสมอว่า คนเราเปลี่ยนกันได้ แต่บ้างครั้งก็ต้องอาศัย “จุดเปลี่ยน”  ในหนังของเรื่องนี้มีจุดเปลี่ยนเช่นกัน  แต่จะสายเกินไปหรือไม่ผมไม่บอกดีกว่า  ไปลุ้นกันเอาเองในหนัง “หนีตามกาลิโลโอ” … ส่วนในชีวิตจริง เพื่อน ๆ ลองย้อนคิดดูนะครับว่าเคยทำอะไรที่ไม่เข้าร่องเข้ารอย แล้วคิดแต่โทษคนอื่น โกรธคนอื่น แทนที่จะรู้สึกผิดแล้วปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นหรือไม่ … ถ้ายังนึกไม่ออกก็ลองไปดูหนังเรื่องนี้นะครับ เผื่อเพื่อน ๆ พบคำตอบว่า  มีอะไรใน ”หนีตามกาลิเลโอ” …



ยาแก้

หนุ่มหล่อเข้าไปในร้านขายยาที่มีเจ้าของร้านเป็นสาวสวยสองนาง
“ผมเป็นโรคอะไรไม่รู้ เห็นผู้หญิงเป็นไม่ได้เลย มันซู่ซ่าส์ไม่หยุด” ชายหนุ่มบอกอาการ
“ทุกครั้งที่เห็นผู้หญิง ผมจะต้องเข้าไปกอดเธอ จูบเธอ และร่วมรักกับเธอทุกครั้ง บางคนเขาไม่เต็มใจผมก็ต้องจ่ายเงินให้เธอจนเงินเดือนผมแทบไม่พอใช้ นี่ผมเห็นคุณสองคนก็เริ่มมีอาการอีกแล้วช่วยจัดยาให้ผมที”
สองสาวหันไปกระซิบกระซาบกันแล้วหันมาบอก
“อาการนี้เราจัดยาแก้ให้ไม่ได้หรอก” สองสาวขายยาบอก
“แต่เราช่วยแก้ปัญหาเรื่องเงินไม่พอใช้ได้ เราจะจ่ายให้คุณสัปดาห์ละ 50 เหรียญ ถ้าคุณมาหาเราที่ห้องทุกครั้งที่เกิดอาการแบบนี้”



WordPress Themes