เป็นเวลา 2 วันที่ผมเข้าฝึกอบรมอีกตามเคย (นิสัยไม่ค่อยดีเลยถูกส่งไปอบรมบ่อย ๆ อิอิ) แต่คราวนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ e-marketing เหมือนหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา แต่เป็นการอบรมใช้โปรแกรม Google SketchUp ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับสร้าง Model 3 มิติที่ผลิตโดยพี่กูเกิ้ลของเรานี่เอง ที่ผมสนใจไปเรียนนอกจากต้องการเอาความรู้ประทับลงไปบนรอยหยักในสมองของตัวเองแล้วก็เพื่อเอามาช่วยทำงานให้ office ด้วย เพราะบางครั้งการร่างแบบ 2 มิติแบบที่ผมทำบ่อย ๆ ในโปรแกรมจำพวก Corel Draw + Photoshop มันไม่ attract คนดูพอ ก็เลยต้องหาเครื่องมือใหม่ๆ ครั้นจะไปเรียน AutoCAD หรือ 3D Max ก็เกรงว่าจะไม่ต้องทำงานอื่นกันพอดี เจ้า Google SketchUp จึงเป็นคำตอบสุดท้าย เพราะนอกจากทางศูนย์บ่มเพาะธุรกิจของราชภัฏจะคิดค่าเรียนเพียง 1,000 บาทแล้ว โปรแกรมตัวนี้สร้างโดยกูเกิ้ลซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่าจะต้องใช้งานง่ายตามสไตล์พี่เขาแหละ และจะหาความรู้เพิ่มเติมก็คงหาได้จาก internet สบาย ๆ ที่สำคัญโปรแกรมตัวนี้ให้ใช้ฟรีครับพี่น้อง แล้วจะช้าอยู่ใย หุหุ
หลักสูตรนี้เปิดเป็นครั้งแรกเพื่อทดลองว่าอาจารย์จะสอนไหวหรือเปล่า อิอิ ซึ่งตลอดการเรียนผมล่ะสงสารอาจารย์จริง ๆ เพราะคนเรียนเยอะ แต่ละคนก็พื้นฐานไม่เท่ากัน และมีหลายคนที่ตามไม่ค่อยทัน ทำให้เนื้อหาบางอย่างไม่สามารถสอนได้ทัน (เสียดายจริง ๆ) เนื่องจากอาจารย์ต้องการให้ทุกคนไปพร้อม ๆ กัน แต่ก็ไม่เป็นไรครับเพราะเท่าที่เรียนแค่สองวันก็ได้อะไรมากมาย เพราะอาจารย์ถ่ายทอดวิชาเก่งมาก และใจเย็นสุด ๆ (สงสัยเจอสอนเด็ก ๆ มาเยอะ คงชินกับความวุ่นวายใน class)
โดยภาพรวมแล้วต้องยอมรับว่าตัวโปรแกรมนั้นใช้งานง่ายกว่า AutoCAD , 3D Max มาก ๆ และเหมาะกับการขึ้นรูปเพื่อการนำเสนอผลงาน ส่วนถ้าจะเอาไป draft คงต้องส่งไปทำต่อที่ AutoCAD อีกที แต่อย่างไรก็ต้องให้เครดิตพี่กูเกิ้ลเขาล่ะครับที่มีโปรแกรมเก่ง ๆ ดี ๆ แบบนี้ให้ใช้กันฟรี ๆ อิอิ
เนื่องจากมีเวลาน้อย งานที่ใช้ส่งเพื่อจะรับใบประกาศนียบัตรจึงเป็นงานง่าย ๆ และผมก็ได้นำมาลงเพื่อเป็นเกียรติประวัติกับตัวเองด้วย ว่าข้าน่ะใช้โปรแกรม sketchup เป็นแล้วนะเฟ้ย … อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นภาพ pool villa หรู ๆ หรือหุ่นยนต์กำลังสู้รบกันเหมือน transformer นะครับ มันเป็นแค่กล่องธรรมดา ๆ นี่แหละ อิอิ แต่ลองสร้างให้แสงเปลี่ยนไปตามเวลาเท่านั้นเอง 555 ไว้วันหลังได้ลองทำงานจริง ๆ แล้วจะเอามาโชว์ว่าพัฒนาไปถึงไหนแล้ว แต่ตอนนี้ก็ชมสุดยอดผลงานชิ้นแรกของผมไปก่อนนะคร้าบ …
วันอาทิตย์สุดสัปดาห์นี้ผมไปเดินเล่นที่ central อีกตามเคย สมแล้วที่เพื่อน ๆ มันชอบค่อนขอดว่า “มรึงมีหุ้นส่วนใน central เหรอวะ” … ทำไงได้ก็มันไม่รู้จะไปไหนนี่นา ชายหาดก็มีแต่ฝรั่งหัวแดง ถ้าเป็นสาว ๆ ญี่ปุ่นว่าไปอย่าง อิอิ … มาเข้าเรื่องดีกว่า หุหุ … กิจกรรมอย่างหนึ่งวันอาทิตย์ของผมก็ดูหนังนี่แหละ ซึ่งวันนี้ขอเลือกเรื่อง “หนีตามกาลิโลโอ” … เพราะคิดว่าหนังเรื่องนี้ภาพน่าจะสวย เนื้อหาน่าจะมีอะไรให้ค้นหา คงไม่ใช่หนังวัยรุ่นที่ดูสนุกอย่างเดียวเป็นแน่ อีกอย่างก็ชอบผลงาน season change ของนางเอกและการนำเสนอเรื่องราวของผู้กำกับท่านนี้ จึงคิดว่าคงไม่ผิดหวังเป็นแน่
เนื้อหาของหนังว่าด้วยเรื่องของสองวัยรุ่น (รุ่นใกล้ ๆ ผม …… แต่สมัย 10 กว่าปีที่แล้ว อิอิ) ที่คนนึงอกหัก คนนึงดรอปจากการเรียน เก็บกระเป๋าพร้อมปมในใจไปผจญภัยกันที่เมืองนอก และก็ได้ผจญภัยกันจริง ๆ เจอทั้งความลำบาก ความสนุก ความสุข ความเศร้า และเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากมายที่บางครั้งกระทบต่อมิตรภาพของสองสาว
แม้ว่าหนังจะค่อนข้างยาว แต่ก็เล่าเรื่องได้อย่างต่อเนื่องลงตัว ดูแล้ว in ไปกับสองตัวละคร โดยหนังค่อย ๆ บอกอะไรบางอย่างผ่านเนื้อเรื่องที่สองสาวต้องเผชิญ ปมเล็ก ๆ ของหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากให้ทุกคนได้ดูและนำไปคิด เพราะผมเห็นเพื่อนร่วมงานหลายคนและรวมถึงตัวผมด้วย มักจะคิดอะไรเหมือนตัวละครในเรื่องนี่แหละ ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วความคิดความอ่านน่าจะโตกว่าสองสาวในเรื่องเยอะ จะว่าไปมันก็เป็นิสัยอย่างหนึ่งของคนไทย (ส่วนใหญ่) นั่นคือการไม่เคารพกฎ เมื่อทำผิดแล้วก็พยายาเอาตัวรอด หรือถ้าถูกจับได้-ถูกลงโทษก็มักจะโทษโน่นโทษนี่ แถมพาลไปโกรธคนที่ควบคุมกฎหรือคนลงโทษซะด้วยในฐานะที่ไม่เห็นใจ ที่สำคัญคือมองเรื่องที่ตัวเองทำผิดเป็นเรื่องเล็กหรือบางทีก็มองว่าไม่ผิดด้วยซ้ำ และไม่ควรถูกลงโทษ จึงเป็นที่มาของความขัดแย้งในที่สุด … แต่ผมเชื่อเสมอว่า คนเราเปลี่ยนกันได้ แต่บ้างครั้งก็ต้องอาศัย “จุดเปลี่ยน” ในหนังของเรื่องนี้มีจุดเปลี่ยนเช่นกัน แต่จะสายเกินไปหรือไม่ผมไม่บอกดีกว่า ไปลุ้นกันเอาเองในหนัง “หนีตามกาลิโลโอ” … ส่วนในชีวิตจริง เพื่อน ๆ ลองย้อนคิดดูนะครับว่าเคยทำอะไรที่ไม่เข้าร่องเข้ารอย แล้วคิดแต่โทษคนอื่น โกรธคนอื่น แทนที่จะรู้สึกผิดแล้วปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นหรือไม่ … ถ้ายังนึกไม่ออกก็ลองไปดูหนังเรื่องนี้นะครับ เผื่อเพื่อน ๆ พบคำตอบว่า มีอะไรใน ”หนีตามกาลิเลโอ” …
Tags: review หนีตามกาลิเลโอ, การลงโทษแรงเกินไป, รีวิวหนัง, หนีตามกาลิเลโอ, เคารพกฎ, แหกกฎ
forward mail, ข้อคิด-กำลังใจ-เรื่องดีๆ, พัฒนาคน สร้างทีม, ภาพยนต์, สัพเพเหระ | thitipong |
July 26, 2009 8:42 am |
Comments (1)
เดือนที่แล้วกับเดือนนี้เป็นเดือนที่ผมรู้สึกว่าตัวเองน้ำหนักมากขึ้นมาหลายกิโล … อันมาด้วยเป็นฤดูแห่งผลไม้ที่ผมล้วนโปรดปรานทั้งน้าน ไม่ว่าจะเป็นเงาะ, มังคุด โดยเฉพาะทุเรียน … กลับ้บ้านทุกวันหลังอาหารมื้อเย็นกับครอบครัว คุณแม่ก็จะเอาทุเรียนมาตั้งให้ 2-3 ลูก อ๊ะ ๆ อย่าเพิ่งตกใจครับ มันเป็นทุเรียนบ้านลูกนิ๊สสเดียว 2-3 ลูกน่ะเนื้อยังไม่เท่าทุกเรียนหมอนทองครึ่งลูกเลย ถ้าผมไม่กินคุณแม่ท่านก็จะขู่ว่าท่านจะกินซะเอง .. อ้าว จะยอมได้ไงอ่ะครับท่านเป็นโรคความดันอยู่ขืนทานเข้าไปเยอะๆ มีหวังความดันขึ้น ก็เลยเป็นหน้าทีของผมต้องทำลายให้สิ้นซาก เหอ ๆ … ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ยินไปถึงหูเพื่อน ๆ จึงได้ทีขอให้จัดทริปเล็ก ๆไปเที่ยวสวนทุเรียนกันตอนวันหยุด ผมได้ทีหาคนช่วยแบกทุเรียนลงเขาโดยไม่ต้องไปจ้างพม่า ก็เลยยินยอมแต่โดยดี อิอิ
วันนั้นเรานัดกันที่บ้านผมตอนบ่ายโมง ระหว่างรอเพื่อน ๆ ก็ฆ่าเวลาด้วยการสอยกระท้อนห่อหน้าบ้าน หนุกหนานไปตาม ๆ กัน ทำให้วันนี้คนที่แอบมาเก็บคงแปลกใจว่าลูกมันหายไปไหนหมดหว่า อิอิ … ที่จริงก็อยากให้มีคนมาช่วยกินเยอะ ๆ ครับเพราะเสียดายที่กระท้อนหวานลูกโต ๆ ต้องมาเน่าอยู่ใต้ต้นเพราะที่บ้านกินกันไม่ทัน
เมื่อได้ฤกษ์เดินทางผมก็เป็นคนขับรถกะบะขึ้นไปตามเส้นทางหลังบ้าน ขึ้นเขาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทางขึ้นพระใหญ่ ระหว่างทางจะมองเห็นวิวทะเลและวัดฉลองสวยงามมาก ใช้เวลาราว 15 นาทีเราก็ถึงทางเข้าสวน ซึ่งต้องจอดรถไว้เนื่องจากเส้นทางหลังจากนี้ลาดชันและทุรกันดารพอสมควร
ลงรถเตรียมเดินเท้าเข้าสวน

เมื่อถึงสวนทุเรียนซึ่งเป็นสวนที่คุณปู่มอบไว้ให้กับคนรุ่นหลังพร้อม ๆ กับผลไม้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน, เงาะ, จำปาดะ, มังคุด, ลูกหยี, ลองกอง .. อย่าเพิ่งนึกว่าเป็นสวนใหญ่นะคร้าบ เพราะที่พูดมาทั้งหมดมีเพียงอย่างละไม่กี่ต้น ไว้สำหรับทานกันในครอบครัวเท่านั้น แต่นี่ก็เป็นเสมือนมรดกอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษของผมทิ้งไว้ให้ ผมจำได้ว่าสมัยเด็ก ๆ ในช่วงฤดูผลไม้จะต้องเดินขึ้นเขากับลูกพี่ลูกน้องเพื่อมาเก็บทุเรียนที่หล่นใต้ต้น เรียกได้ว่ามานั่งรอกันทั้งวัน พอได้ยินเสียงตุ๊บก็จะวิ่งแข่งกันไปหาใต้ต้นว่าใครจะเจอลูกทุเรียนก่อนกัน ซึ่งยังคงเป็นภาพที่ประทับใจผมมาจนทุกวันนี้
เมื่อมาถึงก็พบกับทุเรียนกำลังออกลูกเต็มไปหมด บางต้นมีหลายร้อยลูกเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็มีมังคุดด้วยแต่ยังสุกไม่เยอะจึงไม่ได้ถ่ายภาพมา

พวกเราช่วย ๆกันเก็บทุเรียนที่หล่นอยู่ ได้ราว ๆ 50 ลูก มาดูบรรยากาศกันดีกว่า




เมื่อได้ชิมกันพอหอมปากหอมคอก็ได้เวลาขนกลับบ้าน โดยมีคุณพ่อเป็นพระเอกขนไปตั้ง 3 ถุงใหญ่ ๆ จนผมกับเพื่อน ๆ ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าจะขับรถขึ้นเนินไหวเหรอ ? แต่ก็สบายมากครับเพราะท่านมาเก็บทุกวันแหละ อิอิ



แม้จะเป็นทริปเล็ก ๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมงแต่ผมก็มีความสุขดีครับ มีความสุขที่ได้กลับมาคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ สมัยเด็ก ๆ ที่ต้องเดินขึ้นเขามาเก็บทุเรียน ยิงนก ตกปลา ตามประสาเด็กในสมัยที่เครื่องเล่นเกมส์ WII ยังไม่เกิด 555 และก็มีความสุขที่ได้นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์พ่ออีกครั้ง
ถ้าไม่มีสวนทุเรียนแบบนี้ก็ไม่รู้ผืนป่าแถบนี้จะเปลี่ยนมือไปยังนายทุนเพื่อนำไปหาผลประโยชน์อย่างอื่นหรือเปล่า … ผมมาคิดดูสวนเล็ก ๆ แห่งนี้นอกจากจะให้ผลผลิตแก่ลูก ๆ หลาน ๆ แล้ว ยังช่วยต่ออายุให้กับผืนป่าแห่งนี้ได้เป็นแหล่ง oxygen ของภูเก็ตสืบไป
สวัสดครับเพื่อน ๆ ทุกคน … ต้องขออำภัยที่หายศีรษะไปนาน อิอิ อันเนื่องด้วยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาถือโอกาสไปพักผ่อนยาวยังประเทศที่ฝันมาแสนนานว่าต้องไปให้ได้ “New Zealand” นั่นเอง … หลังจากการเดินทางอันแสนสุขกว่า 10 วัน ก็ต้องรีบกลับมาชดใช้กรรมเก่ากับงานที่คั่งค้างอยู่มากมายมหาศาล และยังต้องจัดการกับรูปภาพอีกเป็นกระตั๊กที่รอบนี้ไปถ่ายมากว่า 20 GB … แค่เลือกภาพก็ตาลายแล้ว หุหุ
ตอนนี้กำลังเขียนบันทึกการเดินทางและจัดการเรื่องรูปภาพประกอบ คิดว่าคงจะเสร็จในมิช้ามะนานนี้ สำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังจะไปเที่ยวนิวซีแลนด์หรืออยากชมภาพก็ปูเสื่อรอได้เลยครับ coming soon ….

หลังจากกรมสืบสวนคดีพิเศษได้เข้ามามีส่วนในการคลี่คลายคดีไฟใหม้ซานติก้าผับเมื่อช่วงคืนส่งท้ายปีเก่าต้นรับปีใหม่เมื่อต้นปี 52 ที่ผ่านมา ในที่สุดทางกรมสืบสวนคดีพิเศษก็ได้หลักฐานเด็ดเป็นเทปลับการเจรจาระหว่างนักการเมืองชื่อดังผู้มีดคีพัวพันอยู่ในชั้นศาล กับมือวางเพลิงระดับโลก
ทั้งนี้ผู้เชียวชาญได้ทำการถอดเทปซึ่งมีเนื้อหาเพื่อติดต่อขอรับเงินค่าจ้างดังนี้
ฝรั่ง ” Hey! Your job’s done, How’s about my money?”
ผู้ว่าจ้าง ” What!! What do you say? What job is done?”
ฝรั่ง งงไปพักหนึ่ง…” Oh… I burned Santika already, you give me money OK?”
ผู้ว่าจ้าง อุทานป็นภาษาไทย ”ชิบหาย…” กูให้มึงไปเผา “ศาลฎีกา” โว้ย.. ไม่ใช่ “ซานติก้า” ไอ้ฝรั่งโง่…”
Tags: forward mail, ขำขัน, ขำขำ, ขำๆ, คลายเครียด, ซานติก้า, นิทานตลก, ฮา, ฮาๆ, เรื่องตลก
สัพเพเหระ | thitipong |
March 25, 2009 9:40 am |
Comments (0)