ใช่แล้วครับ ต้องใช้คำว่าแอบไปดูจริง ๆ เพราะแนวหนังก็บอกอยู่แล้วว่าเหมาะสำหรับวัยรุ่น ไอ้เรามันก็เลยวัยนั้นมาพอควรแล้ว (ขออนญาตใช้คำว่า “พอควร” แทนคำว่า “มาก” อิอิ) เกรงว่าเข้าไปดูแล้วเก้าอี้ข้าง ๆ จะหันมามอง แล้วคิดในใจว่า “ผิดวัยป่าวลุง” เหอ ๆ .. บอกตามตรงทีแรกไม่คิดจะดูด้วยซ้ำเพราะกลัวจะผิดหวัง เนื่องจากหนังแนวนี้หลาย ๆ เรื่องไม่โดนเอาซะเลย แต่บังเอิญเมื่อคืนเน้องชายตัวดีบอกว่าเพื่อนไปดูมาแล้วบอกว่าดี อ้าวเวร..ทีนี้ก็เลยลังเล search หากะทู้ใน pantip เพื่อ confirm … ดูไปสองกะทู้ส่วนใหญ่บอกว่า OK ไม่แน่ใจว่าหน้าม้าป่าว หุหุ แต่ก็ใจง่ายเชื่อไปแล้ว เพราะลึก ๆ แล้วก็อยากดูเหมือนกันเพราะนางเอกน่ารักดี 555
ว่าแล้ววันนี้ก็มาเฝ้าประตู central ตั้งแต่ยังไม่เปิด พอเปิดปั๊บก็รีบจองตั๋วรอบแรกเลย เพราะคาดว่ารอบต่อ ๆ ไปจะมีเหล่าน้อง ๆ มาดูกันเยอะ กลัวว่าจะต้องนั่งท่ามกลางเสียงกรี๊ดเหมือนหลาย ๆ เรื่องที่ไปดูพร้อม ๆ กับเด็ก ๆ อิอิ
ปกติแล้วกว่าหนังจะฉายก็มีโฆษณาไม่ต่ำกว่า 20 นาที แต่แปลกที่วันนี้เข้าไปช้ากว่าเวลาในตั๋วแค่ 5 นาทีหนังเริ่มไปแล้ว งงมาก ๆ สงสัยคงต้องรีบทำรอบเอาเงินแหงมเลย … โชคดีจริง ๆ ที่ทั้งโรงมีไม่น่าจะเกิน 20 คน ทำให้ไม่รู้สึกแปลกแยกมากนัก ที่สำคัญที่นั่งใกล้ ๆ กันแก่กว่าเราอีก หุหุ อย่างน้องตูก็ไม่ได้แก่ที่สุดในโรงเฟ้ย
เอ้า… มาว่ากันที่ตัวหนังดีกว่า ฝอยมาเยอะแล้ว .. หนังก็เป็นเรื่องของรักแรกในวัยมัธยมต้น ที่นางเอกของเราพยายามทำสวย ทำดีทุกวิถีทางเพื่อให้รุ่นพี่ ม.ปลายที่หล่อที่สุดในโรงเรียนหันมาสนใจ ท่ามกลางคู่แข่งทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกัน และเพื่อนรุ่นพี่ … การเล่าเรื่องก็เรียบง่ายไม่ซับซ้อน เน้นความน่ารักสดใสของตัวละครที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้ตลอดเรื่อง มีบทซึ้งระหว่างเพื่อนที่เรียกน้ำตาคนดู (บางคน) ได้เหมือนกัน … ช่วงท้าย ๆ ของเรื่องก็จะมีการค่อย ๆคลี่คลายปมที่หนังผูกไว้ทีละปมช้า ๆ แต่ผมคงไม่เล่าตรงนี้ละครับ เดี๋ยวจะเสียอัทธรสของท่านที่ัยังไม่ได้ไปชม … ที่มีเขียนนี่ก็แค่จะบอกว่า หนังเื่รื่องนี้ดูได้ดูดีครับ ไม่เสียดายตังค์ ถ้าจะเปรียบเทียบอารมณ์ผมว่าคล้าย ๆ กับ season change หรือไม่ก็ ความจำสั้น แต่รักฉันยาว น่ะครับ ดูเสร็จออกมาก็อมยิ้ม และมานั่ง post อยู่นี่แหละ (จนเพื่อนบางคนเริ่มแซวผมแล้วว่า เฮ้ย blog แกเป็น blog วิจารณ์หนังไปแล้วเรอะ - ทำไงได้ก็ปีนี้แทบไม่ได้เที่ยวเลยนี่ฝ่า 555)
สุดท้ายก็ขอ confirm ครับว่าน้องโอ้หล่อเทพมากครับ สาว ๆเตรียมตัวกรี๊ดได้เลย ส่วนตัวแสดงอื่น ๆ ก็แสดงได้ดีดูแล้วเป็นธรรมชาติน่ารักดีทุกคน … ขอให้สนุกกับหนังนะครับ
วันอาทิตย์สุดสัปดาห์นี้ผมไปเดินเล่นที่ central อีกตามเคย สมแล้วที่เพื่อน ๆ มันชอบค่อนขอดว่า “มรึงมีหุ้นส่วนใน central เหรอวะ” … ทำไงได้ก็มันไม่รู้จะไปไหนนี่นา ชายหาดก็มีแต่ฝรั่งหัวแดง ถ้าเป็นสาว ๆ ญี่ปุ่นว่าไปอย่าง อิอิ … มาเข้าเรื่องดีกว่า หุหุ … กิจกรรมอย่างหนึ่งวันอาทิตย์ของผมก็ดูหนังนี่แหละ ซึ่งวันนี้ขอเลือกเรื่อง “หนีตามกาลิโลโอ” … เพราะคิดว่าหนังเรื่องนี้ภาพน่าจะสวย เนื้อหาน่าจะมีอะไรให้ค้นหา คงไม่ใช่หนังวัยรุ่นที่ดูสนุกอย่างเดียวเป็นแน่ อีกอย่างก็ชอบผลงาน season change ของนางเอกและการนำเสนอเรื่องราวของผู้กำกับท่านนี้ จึงคิดว่าคงไม่ผิดหวังเป็นแน่
เนื้อหาของหนังว่าด้วยเรื่องของสองวัยรุ่น (รุ่นใกล้ ๆ ผม …… แต่สมัย 10 กว่าปีที่แล้ว อิอิ) ที่คนนึงอกหัก คนนึงดรอปจากการเรียน เก็บกระเป๋าพร้อมปมในใจไปผจญภัยกันที่เมืองนอก และก็ได้ผจญภัยกันจริง ๆ เจอทั้งความลำบาก ความสนุก ความสุข ความเศร้า และเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากมายที่บางครั้งกระทบต่อมิตรภาพของสองสาว
แม้ว่าหนังจะค่อนข้างยาว แต่ก็เล่าเรื่องได้อย่างต่อเนื่องลงตัว ดูแล้ว in ไปกับสองตัวละคร โดยหนังค่อย ๆ บอกอะไรบางอย่างผ่านเนื้อเรื่องที่สองสาวต้องเผชิญ ปมเล็ก ๆ ของหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากให้ทุกคนได้ดูและนำไปคิด เพราะผมเห็นเพื่อนร่วมงานหลายคนและรวมถึงตัวผมด้วย มักจะคิดอะไรเหมือนตัวละครในเรื่องนี่แหละ ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วความคิดความอ่านน่าจะโตกว่าสองสาวในเรื่องเยอะ จะว่าไปมันก็เป็นิสัยอย่างหนึ่งของคนไทย (ส่วนใหญ่) นั่นคือการไม่เคารพกฎ เมื่อทำผิดแล้วก็พยายาเอาตัวรอด หรือถ้าถูกจับได้-ถูกลงโทษก็มักจะโทษโน่นโทษนี่ แถมพาลไปโกรธคนที่ควบคุมกฎหรือคนลงโทษซะด้วยในฐานะที่ไม่เห็นใจ ที่สำคัญคือมองเรื่องที่ตัวเองทำผิดเป็นเรื่องเล็กหรือบางทีก็มองว่าไม่ผิดด้วยซ้ำ และไม่ควรถูกลงโทษ จึงเป็นที่มาของความขัดแย้งในที่สุด … แต่ผมเชื่อเสมอว่า คนเราเปลี่ยนกันได้ แต่บ้างครั้งก็ต้องอาศัย “จุดเปลี่ยน” ในหนังของเรื่องนี้มีจุดเปลี่ยนเช่นกัน แต่จะสายเกินไปหรือไม่ผมไม่บอกดีกว่า ไปลุ้นกันเอาเองในหนัง “หนีตามกาลิโลโอ” … ส่วนในชีวิตจริง เพื่อน ๆ ลองย้อนคิดดูนะครับว่าเคยทำอะไรที่ไม่เข้าร่องเข้ารอย แล้วคิดแต่โทษคนอื่น โกรธคนอื่น แทนที่จะรู้สึกผิดแล้วปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นหรือไม่ … ถ้ายังนึกไม่ออกก็ลองไปดูหนังเรื่องนี้นะครับ เผื่อเพื่อน ๆ พบคำตอบว่า มีอะไรใน ”หนีตามกาลิเลโอ” …
Tags: review หนีตามกาลิเลโอ, การลงโทษแรงเกินไป, รีวิวหนัง, หนีตามกาลิเลโอ, เคารพกฎ, แหกกฎ
forward mail, ข้อคิด-กำลังใจ-เรื่องดีๆ, พัฒนาคน สร้างทีม, ภาพยนต์, สัพเพเหระ | thitipong |
July 26, 2009 8:42 am |
Comments (1)

วันนี้ได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่อง Happy Birthday ซึ่งกำกับโดยคุณออฟ พงษ์พัฒน์ หลังจากที่เคยประทับใจกับเรื่อง Me Myself ที่กำกับโดยผู้กำกับคนนี้มาก่อนหน้านี้ ในเรื่องนี้คุณออฟยังเลือกใช้พระเอกเป็นคุณอนันดาคนเดิมซึ่งก็ดูเหมาะกับบทดี และฝีมือก็ดูเป็นธรรมชาติเหมือนเรื่องที่แล้ว ส่วนนางเอกจนดูหนังจบผมก็ยังไม่ทราบเลยว่าชื่ออะไรเพราะเป็นนางเอกใหม่ แต่ก็น่ารักสดใสเล่นเป็นธรรมชาติดีครับ
Read more »
เมื่อวันรัฐธรรมนูญได้ใช้เวลาวันหยุดไปชมภาพยนต์เรื่อง The day the earth stood still โดยไม่เคยทราบเรื่องย่อมาก่อน แต่อาศัยว่าชอบพระเอก ก็เลยยอมจ่ายตังค์ค่าตั๋วเข้าชม (ไม่ได้ชอบแบบอย่างว่านะตัวเอง อย่าคิดมาก หุหุ) … เนื้อหาของหนังพูดถึงเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ที่จะทำให้โลกต้องถึงจุดสูญสิ้น มนุษย์ต่างดาวจึงต้องตัดสินใจทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ให้สิ้นไปเพื่อปกป้องโลกไว้ แต่ตัวพระเอกของเรื่องซึ่งเข้ามาคลุกคลีกับมนุษย์ได้ค้นพบว่ามนุษย์นั้นมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือจะย่อมเปลี่ยนแปลงเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะสูญเสียพูดง่าย ๆ คือจะรู้สึกนึกก็ตอนที่รู้ว่าตัวเองอยู่ใกล้และกำลังจะตกลงจากปากเหวนั่นเอง … ส่วนการสำนึกจะทันการณ์หรือไม่ก็ไปชมกันเองนะครับ ไม่อยากบอกให้เสียอรรถรส
ในส่วนของบทภาพยนต์นั้นพยายามสื่อให้เห็นถึงพฤติกรรมของมนุษย์ การคิดว่าโลกใบนี้เป็นของมนุษย์ การใช้อำนาจ ความรัก ความผูกพัน แต่ผมว่ามันไม่กินใจและจับใจเท่าที่ควร และอารมณ์ของหนังไม่สามารถนำไปสู่ความรู้สึกที่กำลังจะสูญเสียได้เท่าที่ควรจะเป็น แต่ในส่วนของแนวคิดของหนังนั้นได้ใจผมไปเต็ม ๆ เพราะมันช่างเข้ากับบรรยากาศในชีวิตทุกวันนี้เหลือเกิน เนื่องจากทุกวันนี้มีแต่การทะเลาะ แก่งแย่งช่วงชิงอำนาจ โดยไม่ได้คำนึงถึงความสูญเสียอันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้น … นอกจากนี้หลาย ๆ องค์กรกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่จากการแก่งแย่งอำนาจในระดับประเทศ หากคนในองค์กรยังคงมัวแต่โทษกันไปโทษกันมา หาคนผิด หาคนรับผิดชอบ แทนที่จะช่วยกันคิดว่าจะนำพาองค์กรให้รอดได้อย่างไร นั่นเท่ากับว่าเขาเหล่านั้นยังไม่รู้ตัวว่ากำลังเดินถอยหลังใกล้ปากเหวเข้าไปทุกที… หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้วิกฤต บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องช่วยกันแบบเป็นทีม เลิกทะเลาะ เลิกนึกถึงตัวเองชั่วคราว แล้วหันมาช่วยกันหาทางรอดให้กับองค์กร … ทุกคนในองค์กรนั้นมีสิทธิ์ และมีหน้าที่ ในวันนี้เป็นวันที่เราต้องยอมเสียสละลดสิทธิ์บางอย่างลงเพื่อให้องค์กรไปได้ แล้วหันมาทำหน้าที่ของบุคคลากรที่ดีในการรักษาองค์กรให้อยู่รอดต่อไป …
เรื่องสิทธิ์และหน้าที่ผมได้เคยเขียนไว้แล้วในตอน “มะม่วงทองคำ” ลองอ่านกันดูนะครับ