บทความในหมวด : เทคนิคการถ่ายภาพ

ทำไมต้อง RAW ภาค 1

หลังจากห่างหายไปนานเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพ วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง RAW ไฟล์ ที่หลาย ๆ คนงงและไม่รู้ว่าจะมีไปทำไม เพราะไฟล์มันใหญ่เหลือเกินและ JPG ก็ดีพอแล้ว วันนี้จะนำตัวอย่างมาให้ดูกันสักหนึ่งตัวอย่างครับว่า RAW ไฟล์ได้เปรียบ JPG ตรงไหน …

เพื่อน ๆ คงเคยเจอปัญหาบ่อย ๆ เวลาถ่ายภาพในวันที่มีแดดจัด ทำให้มอง LCD ไม่ชัด ไม่รู้ว่าแสงที่ถ่ายมา over หรือ under หรือเปล่า อันที่จริงสามารถเปิด histogram ดูก็ได้แต่บางครั้งก็รีบ, ลืม หรือไม่ก็ขี้เกียจเลยไม่ได้ทำ … มาเห็นจะ ๆ อีกทีก็ตอนโหลดเข้า computer ไปแล้วจึงพบว่าแสงที่ถ่ายมานั้นผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะ่ส่วนมืดหรือส่วนสว่างของภาพอาจสูญเสียรายละเอียดไป ซึ่งถ้าถ่ายมาเป็นแบบ JPG อย่างเดียวอาจไม่สามารถกู้รายละเอียดเหล่านั้นกลับมาได้

ลองดูภาพตัวอย่างนะครับ ภาพนี้ตอนถ่ายที่สถานที่จริงก็ดูเหมือนจะ OK แต่พอนำมาโหลดเข้า computer จะได้เห็นได้ชัดเลยว่าสีขาวของก้อนเมฆนั้นเสียรายละเอียดไปเยอะมาก ภาพตัวอย่างแรกผมเปิดไฟล์ JPG และไฟล์ RAW ที่ยังไม่ปรับแต่งเพิ่มเติม จะเห็นว่าภาพที่ได้เหมือนกัน (ดูจาก Graph Histogram จะเห็นว่าก้อนกราฟฝั่งขวามืออยู่เลยแนวขวาสุดของ Histogram นั่นหมายความว่ามีบางส่วนของภาพที่เป็นสีขาวสนิทไม่มีรายละเอียด)

Read more »



ถ่ายภาพการแสดงบนเวทีให้มีสีสัน

สวัสดีครับ … วันนี้ผมมีเทคนิคการถ่ายภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากอีกแล้ว  หลังจากที่เมื่อคืนที่ผ่านมาได้ไปร่วมงานของบ้านหลังที่สองของผม (มิใช่บ้านเล็กบ้านน้อย แต่อย่างใด มิต้องตกใจ อิอิ)  งานที่ว่าคืองาน Staff Party 2010 ของ Andara Resort & Villas นั่นเอง … งานนี้จัดที่ Level Pub ในเมืองภูเก็ตครับ  ซึ่งตลอดทั้งงานก็มีการแสดงสนุก ๆ บนเวทีมากมาย  ผมก็ถือกล้องเก็บบรรยากาศในงานไปเรื่อย  และรู้สึกเบื่อ ๆ ที่ถ่ายภาพการแสดงหรือนักร้องบนเวทีโดยใช้แฟลชแล้วภาพมันดูนิ่ง ๆ ไม่มีสีสัน ไม่มีชีวิตชีวา ลองดูภาพตัวอย่างข้างล่างก็ได้ครับ

เห็นไหมครับว่าแม้บรรยากาศมันน่าจะดูสนุกสนาน แต่ภาพมันดูแข็งและนิ่งเกินไป 

ทีนี้ลองมาดูกันบ้างว่าเราจะทำยังไงให้มันมีชีวิตชีวา มีสีสันมากขึ้น  … ก็ไม่ยากครับ  ผมเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำหน่อย (อาจใช้โหมด Manual ก็ได้เพื่อความสะดวก)  โดยความเร็วชัตเตอร์อาจจะประมาณ 1/4 -1/15 วินาที  ในขณะที่ผมกดชัตเตอร์ผมก็จะหมุนซูมตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว  วิธีการนี้นอกจากจะทำให้กล้องสามารถรับแสงสีสวย ๆ จากฉากหลังได้มากขึ้นแล้ว ยังทำให้ภาพดูมีความเคลื่อนไหว ดูสนุกสนานมากขึ้นด้วยดังตัวอย่างต่อไปนี้

เป็นไงครับ  ดูสนุกขึ้นเยอะเลยใช่ไหม … แต่วิธีการนี้ก็ต้องระมัดระวังครับ  เพราะจะเหมาะในกรณีที่ไม่มีแสงไฟ spot light ส่องมาที่ตัวแบบ  เพราะถ้ามีแสงที่ตัวแบบมาก  กล้องจะบันทึกแสงเหล่านั้นในปริมาณที่มากพอ ๆ กับแสง back ground ด้านหลังทำให้ตัวแบบเิกิดภาพซ้อนกันหรือดูเบลอไปเลยดังตัวอย่างต่อไปนี้

เทคนิคนี้อาจจะนำไปใช้ในการถ่ายภาพบรรดาแฟนเพลง ที่กำลัง dance มัน ๆ อยู่ล่างเวทีก็ได้นะครับ  โดยพยายามเล็ง back ground ที่มีแสงสีสวย ๆ ครับ … ลองดูตัวอย่างภาพอื่น ๆ ได้เลยครับ

แถมให้นิดนึงเรื่องการปรับตั้งค่าของกล้องในการถ่ายภาพการแสดงบนเวที … ควรเลือกใช้ความไวแสง ISO 400 เพื่อให้เพียงพอกับการรับแสงสีอันสวยงามบรรยากาศในงาน เพราะถ้าตั้งความไวแสงต่ำกว่านี้ก็จะได้ภาพที่มืดๆ ไม่ได้บรรยากาศ  ความจริงแล้วจะตั้งความไว้แสงสัก ISO 800 ก็ได้ครับถ้ากล้องของคุณเป็นกล้องรุ่น high end หรือ DSLR ที่ไม่มี Noise เมื่อเลือกค่าความไวแสงสูง ๆ

ส่วนรูรับแสงให้เลือกกว้างที่สุดเท่าที่เลนส์หรือกล้องจะทำได้ครับ  … ส่วนความเร็วชัตเตอร์นั้นเลือกใช้ตามความเหมาะสม  กรณีที่มีไฟ spot light ส่องที่ตัวแบบ  อาจะเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ประมาณ 1/60 เพื่อให้ตัวแบบไม่สั่นไหว  หรือถ้าไม่มี spot light ส่องแต่ใช้ flash ช่วยก็สามารถลดความเร็วชัตเตอร์ลงได้อีกเพื่อเก็บบรรยากาศโดยรอบแล้วให้ตัวแบบรับแสงจากแฟลชซึ่งไม่ต้องห่วงว่าภาพจะสั่นไหว เพราะช่วงเวลาที่แฟลชทำงานนั้นสั้นมาก ๆ

วันนี้ขอจบแค่นี้นะครับ ขอให้สนุกกับการถ่ายภาพครับ



ผลพลอยได้จากการถ่ายภาพแฟชันในงาน Passion for Fashion

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมรับหน้าที่เป็นช่างภาพจำเป็นให้กับโรงแรม อันดารา รีสอร์ทที่ผมทำงานอยู่  โดยเป็นงานเดินแฟชันการกุศลเพื่อหาทุนให้กับเด็กที่ขาดโอกาสด้านการเรียนภาษาอังกฤษ … งานดี ๆ เพื่อสังคมแบบนี้ มีรึที่ผมจะปฏิเสธ ยินดีช่วยอย่างยิ่ง ไม่ได้คิดเล้ยยย เรื่องที่จะได้ชมนางแบบงาม ๆ แบบใกล้ชิดน่ะ อิอิ …

ก็อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่านอกจากจะได้บุญและได้ใกล้ิชิดนางแบบน่ารัก ๆ แล้ว  งานนี้ผมได้ประสบการณ์ดี ๆ ด้านการถ่ายภาพอย่างน้อยสองเรื่องมาแบ่งปันเพื่อน ๆ ครับ … งานนี้เดิมทีผมก็ไม่ได้หนักใจอะไรเพราะถ่ายงาน event เป็นประจำอยู่แล้ว  จะมีเกร็งบ้างนิดหน่อยก็ตรงเห็นช่างภาพแต่ละคนขนกล้อง+เลนส์โปรมาเพียบเลย เราเลยต้องแอบ ๆ เขาหน่อย อิอิ

สำหรับการถ่ายภาพวันนี้ผมเลือกใช้โหมดวัดแสงที่คุ้นเคยคือแบบ A ซึ่งเป็นโหมดที่ผมเลือกรูรับแสงเองแล้วให้กล้องเลือกความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมให้  ทั้งนี้ผมเลือกใช้รูรับแสง f/7.1 เพื่อให้มีความชัดลึกเพียงพอ   สำหรับระบบ Focus ผมเลือกใช้แบบต่อเนื่อง 4.5 frame/sec เพราะนางแบบเดินค่อนข้างเร็วคงไม่สะดวกแน่หากใช้แบบธรรมดา  …  เมื่อนางแบบคนแรกในชุดสีทองเดินออกมา  ผมกดชัตเตอร์เป็นระยะ โดยความเร็วชัดเตอร์ที่กล้องเลือกให้คือ 1/640 sec  ซึ่งสูงพอสำหรับการถ่ายภาพเคลื่อนไหวและเมือดู histogram พบว่า under นิดหน่อย  คงเป็นเพราะเสื้อสีทองทำให้ระบบวัดแสงมองว่ามีแสงเยอะนั่นเอง  … ยังไม่ทันคิดอะไรได้มากนัก นางแบบคนที่สองก็เดินออกมาอย่างรวดเร็วในชุดสีดำ  ผมยังคงลั่นชัตเตอร์อย่างต่อเนื่อง แต่ได้ยินเสียงชัตเตอร์ทำงานช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เนื่องจากความเร็วชัตเตอร์ต่ำลงนั่นเอง  พอดูภาพที่จอ LCD ก็พบว่าภาพรับแสง Over และตัวแบบก็ไหวอยู่ในเกณฑ์ที่รับไม่ได้   พอดูความเร็วชัตเตอร์ก็พบว่าอยู่ที่ 1/100 sec ซึ่งต่างกับภาพชุดแรกประมาณ 2.5 stop และความเร็วก็ต่ำเกินกว่าที่จะใช้กับวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวแบบนี้  ทั้งนี้ก็เนื่องจากนางแบบสวมชุดสีดำซึ่งทำให้กล้องมองว่ามีแสงน้อยจึงต้องรับแสงนานขึ้นเพื่อมาชดเชยนั่นเอง   ความจริงเป็นแล้วภาพสองชุดนี้อยู่ในสภาพแสงเดียวกันแท้ ๆ  จึงควรจะได้ค่าของความเร็วชัตเตอร์ที่เท่ากัน  … ผมเห็นว่าขึืนใช้โหมดกึ่งอัตโนมัตแบบนี้มีหวังแย่แน่จึงรีบปรับไปใช้โหมดการวัดแสงแบบ M หรือปรับตั้งเองทั้งหมด  โดยเลือกรูรับแสงที่ f/8 ความเร็วชัตเตอร์ 1/400  ซึ่งจะรับแสงใกล้เคียงกับภาพแรก  ผลก็คือผมสามารถถ่ายภาพนางแบบคนต่อ ๆ มาไม่ว่าจะสวมชุดสีอะไรได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าแสงจะออกมา over หรือ under ตามที่กล้องประมวลให้อีกต่อไปเพราะได้ทำการ fix ค่าแสงไว้แล้ว  นับว่าเป็นการใช้ประโยชน์อีกด้านหนึ่งของโหมดแมนนวลซึ่งปกติไม่ค่อยได้ใช้   ลองดูภาพเปรียบเทียบดูนะครับจะเห็นได้ชัดว่าบางครั้งการใช้โหมด auto หรือกึ่ง auto ก็สร้างปัญหาได้เหมือนกันในบางสภาวะ  โดยเฉพาะสภาวะที่เร่งรีบที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนค่ารูรับแสงหรือความเร็วชัตเตอร์ได้ทันแบบนี้

ดังนั้นถ้าเพื่อน ๆ ตกอยู่ในสถานะการคล้าย ๆ กันคือสภาพแสงคงที่  แต่วัตถุในภาพมีการเปลี่ยนโทนสีไปเรื่อย ๆ ขอให้วัดแสงกรณีที่วัตถุเป็นสีกลาง (เทา,เขียว, ฟ้า เป็นต้น) แล้วเลือกใ้ช้ค่านั้นในโหมดแมนนวลจะทำให้ควบคุมกล้องได้สะดวกกว่าและได้แสงที่เที่ยงตรงกว่าด้วยครับ … แต่ถ้าไม่ได้เป็นงานที่รีบเร่งหรือต้องการความรวดเร็วก็ไม่จำเป็นนะครับ เพราะเรามีเวลาที่จะปรับแต่งค่าได้  แต่สำหรับงานถ่ายภาพแฟชันแบบนี้  ผ่านแล้วก็ผ่านเลยครับไม่สามารถแก้ไขได้  

อีกหนึ่งเรื่องกวนใจที่ผมเจอตอนถ่ายภาพก็คือการบันทึกภาพลงใน memory ของกล้องครับ   การ์ดใบแรกที่ผมใช้คือ SD class 6 ซึ่งมีความเร็วใสการบันทึกประมาณ 6 mb/sec ซึ่งก็เพียงพอในการถ่ายภาพแบบทั่ว ๆ ไป  แต่พอถ่ายภาพแบบต่อเนื่องโดยบันทึกภาพที่มีคุณภาพระดับ RAW + JPG ซึ่งขนาดไฟล์รวมกันประมาณ 13-14 MB  ทำให้ buffer ในกล้องเต็มอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถเขียนลงบน memory ได้ทัน   ทำให้ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เพียง 6-7 ภาพก็กดชัตเตอร์ไม่ลงซะแล้ว  ต้องรอจังหวะ 3-4 วินาทีกว่าจะกดได้ต่อ  ทำให้พลาดจังหวะสวย ๆ ไปหลายครั้ง   เท่านั้นไม่พอการ์ดใบที่สองที่ผมใช้เป็นแบบ SD class 4 ซึ่งมีความเร็วในการบันทึกเพียง 4 mb/sec  ยิ่งทำให้ผมถ่ายภาพได้เพียงครั้งละ 2-3 ภาพแล้วต้องชะลอการกด  เพื่อให้ memory ได้ทยอยบันทึกภาพลง card  ไม่กล้ากดต่อเนื่องเพราะต้องเผื่อ buffer ไว้ shot ที่นางแบบ pose ก่อนกลับตัวด้วย   ทำให้ผมเซ็งสุดชีวิตเพราะพลาดจังหวะดี ๆ ไปมากมายเลยครับ … ก่อนเขียนบทความนี้ก็ได้ลองพยายามหาข้อมูลใน internet ก็พบว่ามีปัจจัยอื่นด้วยที่ทำให้การบันทึกภาพช้าลงอาทิโหมดการ focus   แต่ผมไม่ยืนยันนะครับเพราะอ่านแบบผ่าน ๆ ไว้วันหลังถ้าศึกษาจนแน่ใจแล้วจะเอามาเขียนอีกครั้ง … แต่วันนี้สรุปได้เลยว่า เวลาซื้อ memory card ก็เลือกแบบที่เร็วที่สุดที่กล้องเรารับได้ไปเลยครับ  จะได้ไม่ต้องมาเซ็งแบบผม เพราะเดี๋ยวนี้การ์ดความเร็วสูงก็แพงกว่ากันแค่หลักร้อยเท่านั้นครับ  .. สำหรับความเร็วของการ์ด SD แต่ละ class หาข้อมูลได้ที่นี่ครับ

มาดูภาพบรรยากาศในงานดีกว่าครับ ..



PL (Polarizing Filter) ฟิลเตอร์คู่ใจชาวกล้อง

เย็นวันนี้เป็นอีกวันที่ผมพาน้อง ๆ ไปฝึกถ่ายภาพที่น้ำตกข้าง ๆ Jantra Spa Villa ของสุโขสปา  หลังจากที่ฝนตกติดต่อกันมาหลายวัน ไม่มีโอกาสได้ออกมาฝึกถ่ายภาพกันเลย … ผมเลือกช่วงเย็น ๆ เพราะแสงไม่แข็ง เหมาะกับการถ่ายภาพน้ำตก, ลำธารและต้นไม้ริมน้ำ  ซึ่งวันนี้ผมได้แนะนำให้น้อง ๆ รู้จักกับฟิลเตอร์ตัวเก่งคู่ใจช่างภาพหลาย ๆ คน  นั่นก็คือ PL หรือ Polarizing Filter นั่นเอง … ฟิลเตอร์ตัวนี้ทำหน้าที่ตัดแสงสะท้อนจากผิววัตถุที่เป็นอโลหะอาทิ แสงสะท้อนบนผิวน้ำ, ใบไม้, หรือแสงสะท้อนจากละอองน้ำบนท้องฟ้า   ซึ่งเมื่อทำการตัดแสงสะท้อนเหล่านั้นออกไปแล้วจะทำให้ภาพมีสีสันที่อิ่มตัว  ดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น … แม้ว่าทุกวันนี้ช่างภาพหลาย ๆ คนเลือกที่จะใช้โปรแกรมตกแต่งภาพเพื่อช่วยให้สีสันของภาพที่ได้สดใส  แต่ผมว่าการที่เราได้ภาพต้นฉบับที่ดีตั้งแต่ต้นน่าจะดีกว่า  เนื่องจากบางครั้งก็อาจจะใช้โปรแกรมช่วยได้ยาก  โดยเฉพาะกรณีแสงสะท้อนบนใบไม้และบนผิวน้ำเป็นต้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น  ผมถ่ายภาพเปรียบเทียบ 2 ภาพ  โดยภาพแรกไม่ได้ใช้ฟิลเตอร์ PL จะเห็นได้ว่าที่ใบไม้ด้านหลังและบริเวณโขดหินจะมีแสงสะท้อนจำนวนมากทำให้ภาพดูมีสีสันไม่อิ่มตัวเท่าที่ควร  (เหมือนมีสีขาว ๆ เคลือบอยู่บนใบไม้) แต่ภาพที่สองใช้ฟิลเตอร์ PL ช่วยตัดแสงสะท้อนดังกล่าวออกไปบางส่วนทำให้ภาพดูมีสีสันอิ่มตัวดีขึ้น 

pl01

pl02

การที่ฟิลเตอร์ PL จะตัดแสงสะท้อนได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่มุมของแสงที่ตกกระทบด้วย  ซึ่งสามารถมองเห็นความแตกต่างได้เมื่อเราค่อย ๆ หมุนฟิลเตอร์ PL  สำหรับวิธีการดูว่ามุมไหนสามารถให้ผลในการใช้ฟิลเตอร์ PL ได้ดีที่สุดลองอ่านจากที่นี่นะครับ

ไหน ๆ ก็ไปถ่ายภาพน้ำตกแล้วก็เลยเอาภาพน้ำตกที่ถ่ายจากการสอนครั้งนี้มาฝากด้วยครับ

pl3

pl4



Dept of field

สัปดาห์ที่ผ่านมา  ได้มีโอกาสสอนน้อง ๆ ในแผนกใช้งานกล้อง DSLR และหัวข้อนึงที่พูดถึงก็คือการตั้งค่ารูรับแสง (f/stop) ซึ่งผลของการตั้งค่ารูรับแสงที่ต่างกันนอกจากจะทำให้ปริมาณแสงที่เข้าสู่กล้องต่างกันแล้ว  ยังมีผลกับช่วงความชัดในภาพนั้น ๆ ด้วย  ซึ่งชาวกล้องจะเรียกช่วงความชัดนี้ว่า Dept of field .. โดยเมื่อเราตั้งค่ารูรับแสงแคบ (เปิดช่องให้แสงเข้าน้อย หรือเลข f/stop สูง ๆ นั่นเอง)  ภาพที่ได้จะมีช่วงความชัดที่กว้างกว่าเมื่อเราตั้งรูรับแสงกว้าง (เปิดช่องให้แสงเข้ามาก หรือเลข f/stop น้อย ๆ) …  ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยเห็นภาพประเภทที่เรียกว่าหลังละลาย ซึ่งภาพเหล่านี้เกิดจากการใช้ช่วงของความชัดลึกที่น้อย หรือเรียกว่าชัดตื้นนั่นเอง (ชัดเฉพาะตัววัตถุที่โฟกัน  ส่วน background จะเบลอมากทำให้ภาพของวัตถุที่ถ่ายมีความโดดเด่น)   แต่การที่จะได้ภาพชนิดหลังละลายหรือไม่นั้น  นอกจากจะต้องเลือกค่ารูรับแสงที่เหมาะสมแล้ว  ยังมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น  ชนิดของเลนส์ที่ใช้  ถ้าเป็นเลนส์เทเล ก็จะทำให้หลังละลายมากกว่าเลนส์ไวด์,  ระยะห่างระหว่างวัตถุกับฉากหลังยิ่งมากก็จะยิ่งช่วยให้หลังละลายมากขึ้น

สองภาพที่นำมาเป็นตัวอย่างนี้  ภาพบนเลือกใช้รูรับแสงกว้างกว่าภาพล่าง  จะเห็นได้ว่าช่วงของความชัดลึกของภาพล่างจะมากกว่า  ทั้ง ๆ ที่เป็นภาพที่ถ่ายจากมุมใกล้เคียงกัน, สภาพแสดงเดียวกัน   ดังนั้นเพื่อน ๆ สามารถควบคุมลักษณะภาพที่ออกมาได้โดยการเปลี่ยนค่ารูรับแสง (ภาพล่างจะใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่าภาพบน เพื่อชดเชยแสงที่น้อยลงจากการลดขนาดรูรับแสงนั่นเอง)

dept01

dept02

สิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างมากในการถ่ายภาพที่ Dept of field น้อย หรือชัดตื้นก็คือ   ช่วงของความชัดต้องไม่น้อยจนเกินไปจนทำให้รู้สึกว่าภาพนั้นไม่ชัด  หรือบางครั้งการโฟกัสของภาพไม่แม่นพออาจจะไปโฟกัสบริเวณอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จุดที่ต้องการ อาทิถ่ายภาพดวงตาใกล้ๆ  และเลือกใช้รูรับแสงกว้าง ๆ แต่กล้องกับไปโฟกัสที่ขนตาแทนที่จะเป็นดวงตา ก็จะทำให้ภาพดูแล้วไม่คมชัดเท่าที่ควร

หรืออย่างการถ่ายภาพดอกไม้ ก็ต้องระวังว่ามีความชัดครอบคลุมกลีบดอกและเกสร มิเช่นนั้นอาจทำให้ดูเหมือนไม่ชัดได้เหมือนกัน (แต่บางครั้งถ้าเราต้องการให้ชัดเฉพาะจุดจริง ๆ อย่างเช่นภาพแนวมาโครก็ลืมปัจจัยนี้ไปได้ครับ)

ภาพตัวอย่างนี้เป็นภาพดอกบัวที่ผมเลือกควบคุมความชัดลึกให้ครอบคลุมกลีบดอกด้วย  แต่ก็ไม่ชัดลึกถึงขนาด background ด้านหลัง ทำให้ดอกไม้ดูโดดเด่นจากฉากหลังแต่ก็ยังดูคมชัดอยู่

 dept03

เพื่อน ๆ ได้ทราบเทคนิคแล้วลองนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับภาพของเพื่อน ๆ นะครับ



WordPress Themes