บทความในหมวด : มาถ่ายภาพกันดีกว่า

Dept of field

สัปดาห์ที่ผ่านมา  ได้มีโอกาสสอนน้อง ๆ ในแผนกใช้งานกล้อง DSLR และหัวข้อนึงที่พูดถึงก็คือการตั้งค่ารูรับแสง (f/stop) ซึ่งผลของการตั้งค่ารูรับแสงที่ต่างกันนอกจากจะทำให้ปริมาณแสงที่เข้าสู่กล้องต่างกันแล้ว  ยังมีผลกับช่วงความชัดในภาพนั้น ๆ ด้วย  ซึ่งชาวกล้องจะเรียกช่วงความชัดนี้ว่า Dept of field .. โดยเมื่อเราตั้งค่ารูรับแสงแคบ (เปิดช่องให้แสงเข้าน้อย หรือเลข f/stop สูง ๆ นั่นเอง)  ภาพที่ได้จะมีช่วงความชัดที่กว้างกว่าเมื่อเราตั้งรูรับแสงกว้าง (เปิดช่องให้แสงเข้ามาก หรือเลข f/stop น้อย ๆ) …  ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยเห็นภาพประเภทที่เรียกว่าหลังละลาย ซึ่งภาพเหล่านี้เกิดจากการใช้ช่วงของความชัดลึกที่น้อย หรือเรียกว่าชัดตื้นนั่นเอง (ชัดเฉพาะตัววัตถุที่โฟกัน  ส่วน background จะเบลอมากทำให้ภาพของวัตถุที่ถ่ายมีความโดดเด่น)   แต่การที่จะได้ภาพชนิดหลังละลายหรือไม่นั้น  นอกจากจะต้องเลือกค่ารูรับแสงที่เหมาะสมแล้ว  ยังมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น  ชนิดของเลนส์ที่ใช้  ถ้าเป็นเลนส์เทเล ก็จะทำให้หลังละลายมากกว่าเลนส์ไวด์,  ระยะห่างระหว่างวัตถุกับฉากหลังยิ่งมากก็จะยิ่งช่วยให้หลังละลายมากขึ้น

สองภาพที่นำมาเป็นตัวอย่างนี้  ภาพบนเลือกใช้รูรับแสงกว้างกว่าภาพล่าง  จะเห็นได้ว่าช่วงของความชัดลึกของภาพล่างจะมากกว่า  ทั้ง ๆ ที่เป็นภาพที่ถ่ายจากมุมใกล้เคียงกัน, สภาพแสดงเดียวกัน   ดังนั้นเพื่อน ๆ สามารถควบคุมลักษณะภาพที่ออกมาได้โดยการเปลี่ยนค่ารูรับแสง (ภาพล่างจะใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่าภาพบน เพื่อชดเชยแสงที่น้อยลงจากการลดขนาดรูรับแสงนั่นเอง)

dept01

dept02

สิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างมากในการถ่ายภาพที่ Dept of field น้อย หรือชัดตื้นก็คือ   ช่วงของความชัดต้องไม่น้อยจนเกินไปจนทำให้รู้สึกว่าภาพนั้นไม่ชัด  หรือบางครั้งการโฟกัสของภาพไม่แม่นพออาจจะไปโฟกัสบริเวณอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จุดที่ต้องการ อาทิถ่ายภาพดวงตาใกล้ๆ  และเลือกใช้รูรับแสงกว้าง ๆ แต่กล้องกับไปโฟกัสที่ขนตาแทนที่จะเป็นดวงตา ก็จะทำให้ภาพดูแล้วไม่คมชัดเท่าที่ควร

หรืออย่างการถ่ายภาพดอกไม้ ก็ต้องระวังว่ามีความชัดครอบคลุมกลีบดอกและเกสร มิเช่นนั้นอาจทำให้ดูเหมือนไม่ชัดได้เหมือนกัน (แต่บางครั้งถ้าเราต้องการให้ชัดเฉพาะจุดจริง ๆ อย่างเช่นภาพแนวมาโครก็ลืมปัจจัยนี้ไปได้ครับ)

ภาพตัวอย่างนี้เป็นภาพดอกบัวที่ผมเลือกควบคุมความชัดลึกให้ครอบคลุมกลีบดอกด้วย  แต่ก็ไม่ชัดลึกถึงขนาด background ด้านหลัง ทำให้ดอกไม้ดูโดดเด่นจากฉากหลังแต่ก็ยังดูคมชัดอยู่

 dept03

เพื่อน ๆ ได้ทราบเทคนิคแล้วลองนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับภาพของเพื่อน ๆ นะครับ



ถ่ายภาพทะเลให้ชวนฝัน

หลังจากที่เคยแนะนำการถ่ายภาพทะเลให้สวยสดงดงาม และการถ่ายภาพน้ำตกให้พริ้วไหวไปแล้ว  วันนี้เรามาดูการถ่ายภาพอีกแบบหนึ่งที่ผสมผสานสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันครับ

เพื่อน ๆ หลายคนคงชอบภาพทะเลที่สีฟ้าครามสดใสกับน้ำทะเลสีครามเข้มใช่ไหมครับ  และคงจะรู้สึกเซ็งถ้าวันไหนฟ้าหม่นหมองมีเมฆเต็มไปหมด  วันนี้ผมมีเทคนิคการถ่ายภาพทะเลในอีกรูปแบบหนึ่งที่ให้ภาพสวยไม่แพ้กัน และไม่ต้องแคร์ด้วยว่าวันนั้นฟ้าใสหรือเต็มไปด้วยเมฆ เพราะวันนี้เราจะเน้นไปที่การถ่ายภาพคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งกันครับ

แน่นอนล่ะว่าภาพแนวนี้ไม่เหมาะกับการถ่ายภาพน้ำทะเลแบบนิ่ง ๆ  แต่จะเหมาะกับการถ่ายภาพจุดที่มีคลื่นเยอะๆ โดยเฉพาะริมฝั่งหรือบริเวณที่มีโขดหินก็จะให้ภาพสวยงามไปอีกแบบ … เทคนิคการถ่ายภาพรูปแบบนี้คือการบันทึกภาพโดยใช้ speed ต่ำมาก ๆ (1-10 วินาที)  เพื่อให้เกลียวคลื่นที่เราเห็นถูกบันทึกเป็นสายน้ำที่ดูพริ้วไหว  หรือดูแล้วเหมือนไอหมอกคลุมเหนือพื้นน้ำหรือโขดหินนั่นเอง   และเพื่อให้ใช้ shutter speed ต่ำ ๆ ขนาดนี้ได้เราจึงต้องเลือกใช้รูรับแสงแคบ ๆ (f/8 – f/22)  และ ISO (ความไวแสง) น้อย ๆ เพื่อให้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำที่สุด   นอกจากนี้ช่วงเวลาที่ถ่ายภาพแนวนี้ควรเป็นช่วงเช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย หรือหลังพระอาทิตย์ตกดินเพราะเป็นช่วงที่แสงน้อยส่งผลให้ shutter speed ต่ำแบบที่เราต้องการ  แถมด้วยแสงช่วงนี้จะเป็นโทนสีน้ำเงิน, สีชมพู, หรือสีเหลืองส้มแล้วแต่กรณีซึ่งทำให้ภาพดูงดงามไปอีกแบบ

และเมื่อใช้ shutter speed ต่ำขนาดนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือขาตั้งกล้อง  เพื่อให้ภาพไม่สั่นไหวหรือถ้าไม่มีจะวางกล้องบนโขดหิน, ขอนไม้ หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้กล้องไม่สั่นไหวขณะที่บันทึกภาพ (สั่นไหวไม่เท่าไหร่ ระวังมันตกน้ำ อิอิ)   นอกจากนี้อาจใช้สายลั่นชัตเตอร์หรือตั้งเวลาถ่ายภาพเพื่อให้กล้องนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

สาธยายมาเยอะแล้ว ลองมาดูตัวอย่างภาพกันดีกว่าครับ  ภาพนี้ผมบันทึกแสงประมาณ 3 วินาทีในช่วงพระอาทิตย์ตก  จะได้ภาพสายน้ำที่พริ้วไหวคล้าย ๆ กับการถ่ายภาพน้ำตก  แต่ก็ยังได้บรรยากาศของทะเลยามเย็นอันสุดแสนโรแมนติกด้วย

หาดในฝัน

ส่วนภาพที่สองใช้เวลาในการบันทึกภาพนานขึ้นเป็น 8 วินาที  จะเห็นได้ว่าน้ำจะดูเป็นหมอก ๆ มากกว่าเป็นสายเพราะเราบันทึกแสงนานกว่าภาพแรกนั่นเอง

ทะเลในฝัน

ทราบเทคนิคไปแล้ว  ยังไงก็ลองไปทำกันดูนะครับ  เพราะหน้าฝนแบบนี้อาจไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพแบบฟ้าใส  ก็ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาถ่ายภาพแนวทะเลในฝันกันบ้าง  อาจจะได้ภาพที่สวยงามกว่าแบบเดิม ๆ ก็ได้ใครจะไปรู้ จริงไม๊ครับ …



บัว – สัญลักษณ์แห่งความดีและความบริสุทธิ์

วันอาทิตย์วันสบายๆ ก็เลยมีภาพมาฝากครับ  เป็นภาพดอกบัว 9 ภาพ  เป็นมงคลกับทั้งผู้ post และผู้อ่าน อิอิ  Click ที่ภาพได้เลยครับเพื่อชมภาพที่ใหญ่ คมชัด สบายตา หุหุ



กัลปพฤกษ์

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอากาศที่ภูเก็ตดีมาก ๆ ฟ้าสีครามสดใส  ที่สำคัญเหล่าดอกไม้หลายประเภทต่างผลิดอกต้อนรับฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะคว้ากล้องมาถ่ายภาพดอกไม้ที่ปลูกอยู่ในสุโขสปารีสอร์ทที่ทำงานอยู่    ดอกไม้ที่ว่าก็คือดอกกัลปพฤกษ์ที่ผมเองคิดว่าหลายคนคงไม่คุ้นและอาจนึกไปถึงราชพฤกษ์ซึ่งเป็นคนละชนิดกัน   ดอกกัลปพฤกษ์เป็นดอกไม้ที่ช่อดอกตอนยังตูมอยู่จะเป็นสีชมพู  ก้านสีชมพูเข้มจนเกือบแดง  มองไกล ๆ นึกว่าลูกเชอร์รี่ อิอิ  แต่เมื่อดอกเริ่มบาน  กลีบดอกจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีชมพูสดใส เป็นสีขาวบริสุทธิ์  ในขณะที่เกสรจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีเหลืองไปเป็นสีดำ (เพราะมันเหี่ยว หุหุ)     ขณะที่ดอกของกัลปพฤกษ์ผลิบานพร้อม ๆ กันเป็นสีขาวปนชมพูทั้งต้นนั้นก็ดูงดงามไม่แพ้ซากุระเลยทีเดียว  เสียดายที่ผมยังไม่เคยเห็นที่ไหนนำต้นกัลปพฤกษ์มาปลูกเยอะๆ  มิเช่นนั้นอาจเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาก็ได้ …

สำหรับการถ่ายภาพดอกกัลปพฤกษ์ก็คงคล้าย ๆ กับการถ่ายภาพดอกไม้อื่น ๆ คือเน้นถ่ายแบบเจาะเข้าไปใกล้ๆ  เพื่อให้ดอกนั้นโดดเด่นอยู่เหนือฉากหลังที่อาจะเป็นท้องฟ้าสีครามเข้ม (ถ้าวันไหนมีเมฆเยอะก็ต้องพยายามหามุมที่ฟ้าปลอดโปร่งหน่อย)  หรือจะเป็นดอกที่อยู่ห่างออกไปเป็นสีขาวชมพูเบลอ ๆ ก็สวยไม่แพ้กัน   นอกจากนี้อาจใช้กิ่งและใบเข้ามาประกอบฉากเป็นฉากหน้าหรือฉากหลังก็ได้เพื่อให้ภาพดูนุ่มนวลและมีมิติยิ่งขึ้น … อีกจุดหนึ่งที่ต้องระวังเมื่อถ่ายภาพดอกไม้ที่เป็นสีขาวหรือสีอ่อนก็คือให้ชดเชยแสง + 0.5 ถึง 2 stop (แล้วแต่สถานการณ์)  เพื่อให้ได้ภาพดอกไม้ที่เป็นสีขาวสดใด เนื่องจากสีขาวของดอกจะไปหลอกให้เครื่องวัดแสงบอกให้กล้องรับแสงน้อยกว่าปกติจนสีของดอกไม้ออกมาเป็นสีเทาไม่สดใสนั่นเอง

ฝอยมาเยอะแล้ว มาชมภาพถ่ายดอกกัลปพฤกษ์กันดีกว่าคร้าบ



The Power of RAW

เพื่อน ๆ หลายคนคงเคยเห็นคุณสมบัติหนึ่งของกล้อง Digital นั่นก็คือสามารถถ่ายภาพโดยได้ไฟล์ที่มี format เป็น RAW ได้ (ปกติที่เห็นโดยทั่วไปจะเป็น JPG)   แถมบางคนอาจจะเคยลองถ่ายภาพที่ได้ format RAW แล้วด้วยซ้ำแต่ไม่รู้ว่ามันเอาไปใช้งานยังไง  และหลายคนคงแอบบ่นในใจว่าไม่เห็นภาพมันจะดีกว่าแบบ JPG ตรงไหน  ไฟล์ก็ใหญ่ แถมบางทีเปิดไฟล์ไม่ได้ด้วยซ้ำ

ไฟล์แบบ RAW คือการเก็บรายละเอียดของแสงในขณะนั้นแบบที่เป็นข้อมูลดิบโดยตัวกล้องจะยังไม่ทำการประมวลผล (ปรับภาพตามค่าที่เราตั้งอาทิ White Balance เป็นต้น)  แต่จะนำข้อมูลดิบนี้มาปรับด้วยโปรแกรมของกล้องภายหลัง   ซึ่งต่างกับ format แบบ JPG ที่ตัวกล้องจะทำการประมวลผลด้วยโปรแกรมในตัวกล้อง  (ซึ่งปกติมันก็เก่งเอาการอยู่  แต่ยังไงก็สู้นำมาทำภายหลังด้วยโปรแกรมเฉพาะทางไม่ได้)

การที่ต้องนำมาประมวลผลภายหลังนั้นเนื่องจากการปรับค่าบางอย่างจะใช้เวลาในการทำค่อนข้างนาน  หากใช้ตัวกล้องทำกว่าจะถ่ายภาพต่อไปได้อาจจะต้องรอเป็นนาทีก็คงไม่สะดวก ดังนั้น RAW จึงเป็นทางออกของช่างภาพมืออาชีพทั้งหลาย  อีกประการหนึ่ง format แบบ JPG นั้นจะมีการบีบอัดข้อมูลเพื่อให้ประหยัดเนื้อที่ในการเก็บข้อมูล  ซึ่งเพื่อน ๆ คงสังเกตุเห็นได้ว่ากล้องที่บอกว่าความละเอียด 10 Mega Pixel  ภาพที่ถ่ายออกมาอาจมีขนาดเพียง 3-4 Megabyte เท่านั้น  ก็สืบเนื่องมาจากการบีบอัดข้อมูลดังที่ผมกล่าวมานี่เอง

แต่เพื่อให้สะดวกในการใช้งาน  ส่วนใหญ่กล้องที่มีคุณสมบัติถ่ายภาพแบบ RAW ได้จะสามารถสั่งให้กล้องสร้างไฟล์ขึ้นมาทั้ง RAW & JPG ก็ได้  เพื่อให้สามารถนำไฟล์ JPG ไปดูผ่านโปรแกรมดูภาพมาตรฐานทั่วไปได้     เพราะไฟล์แบบ RAW นั้นต้องใช้โปรแกรมที่ออกแบบมาให้อ่านไฟล์ประเภทนี้ได้  โดย RAW ไฟล์ของแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อก็ไม่เหมือนกันเสียด้วย   ทั้งนี้คงต้องดูจากคู่มือของกล้องเป็นหลัก  เช่น กล้อง Nikon D80 ที่ผมใช้อยู่นั้น  โปรแกรมที่ใช้ในการประมวลผลไฟล์แบบ RAW ไปเป็นไฟล์สำหรับใช้งานก็คือ Nikon Capture NX นั่นเอง  ซึ่งโปรแกรมตัวนี้จะมีฟังก์ชันในการแก้ไขคุณภาพของภาพอย่างครบถ้วน   ซึ่งผมเองก็อยู่ระหว่างการศึกษาเพราะมันมีเยอะเหลือเกิน  แต่จากที่ได้ทดลองใช้กับงานถ่ายภาพของเพื่อนที่มาขอให้ผมเป็นช่างภาพ(จำเป็น) ถ่ายภาพเพื่อใช้ในงานแต่งงาน    ผมพบว่าหลังจากประมวลผลหรือที่หลายคนเรียกว่า process นั้น  ภาพที่ได้จะมีคุณภาพสูงกว่าไฟล์แบบ JPG ที่ได้จากตัวกล้องอยู่พอสมควร  โดยเฉพาะรายละเอียดในส่วนมืดและส่วนสว่างซึ่ง JPG ที่ได้จากกล้องนั้นบางครั้งจะสูญเสียไปเนื่องจากการบีบอัดของ processor ในตัวกล้อง

และหลังจากทำการ Process แล้วเราสามารถบันทึกภาพแบบ TIFF ซึ่งจะเก็บคุณสมบัติไว้อย่างครบถ้วนคล้ายกับ RAW แต่สามารถเปิดได้ด้วยโปรแกรมดูภาพมาตรฐานทั่วไป  หรือจะเลือกบันทึกแบบ JPG ซึ่งสามารถกำหนดระดับของการบีบอัดข้อมูลได้ว่าจะให้ยังคงคุณภาพไว้เพียงไหน

หวังว่าเพื่อน ๆ ที่คิดจะจริงจังกับการถ่ายภาพน่าจะลองหันมาถ่ายภาพโดยใช้ format RAW  เพื่อให้เราได้คุณภาพของภาพดีที่สุด  โดยเฉพาะในสถานะการที่ภาพมี contrast สูง   หรือมีส่วนมืดและส่วนสว่างในภาพมากนั่นเอง

ท้ายสุดก็นำภาพที่ process แล้ว   แต่บันทึกเป็น JPG มาให้เพื่อน ๆ ชมเป็นตัวอย่างนะครับ  โดยภาพแรกมี contrast ค่อนข้างสูง  ส่วนาภาพที่สองนั้นบริเวณที่เป็นส่วนมืดนั้นมืดมาก ๆ จะแทบไม่เห็นรายละเอียดของภาพ  แต่โปรแกรม Capture NX กับคุณสมบัติของไฟล์ RAW ก็สามารถทำให้ภาพออกมาเป็นแบบนี้

raw01

raw02



WordPress Themes