บทความในหมวด : มาถ่ายภาพกันดีกว่า

กัลปพฤกษ์

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอากาศที่ภูเก็ตดีมาก ๆ ฟ้าสีครามสดใส  ที่สำคัญเหล่าดอกไม้หลายประเภทต่างผลิดอกต้อนรับฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะคว้ากล้องมาถ่ายภาพดอกไม้ที่ปลูกอยู่ในสุโขสปารีสอร์ทที่ทำงานอยู่    ดอกไม้ที่ว่าก็คือดอกกัลปพฤกษ์ที่ผมเองคิดว่าหลายคนคงไม่คุ้นและอาจนึกไปถึงราชพฤกษ์ซึ่งเป็นคนละชนิดกัน   ดอกกัลปพฤกษ์เป็นดอกไม้ที่ช่อดอกตอนยังตูมอยู่จะเป็นสีชมพู  ก้านสีชมพูเข้มจนเกือบแดง  มองไกล ๆ นึกว่าลูกเชอร์รี่ อิอิ  แต่เมื่อดอกเริ่มบาน  กลีบดอกจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีชมพูสดใส เป็นสีขาวบริสุทธิ์  ในขณะที่เกสรจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีเหลืองไปเป็นสีดำ (เพราะมันเหี่ยว หุหุ)     ขณะที่ดอกของกัลปพฤกษ์ผลิบานพร้อม ๆ กันเป็นสีขาวปนชมพูทั้งต้นนั้นก็ดูงดงามไม่แพ้ซากุระเลยทีเดียว  เสียดายที่ผมยังไม่เคยเห็นที่ไหนนำต้นกัลปพฤกษ์มาปลูกเยอะๆ  มิเช่นนั้นอาจเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาก็ได้ …

สำหรับการถ่ายภาพดอกกัลปพฤกษ์ก็คงคล้าย ๆ กับการถ่ายภาพดอกไม้อื่น ๆ คือเน้นถ่ายแบบเจาะเข้าไปใกล้ๆ  เพื่อให้ดอกนั้นโดดเด่นอยู่เหนือฉากหลังที่อาจะเป็นท้องฟ้าสีครามเข้ม (ถ้าวันไหนมีเมฆเยอะก็ต้องพยายามหามุมที่ฟ้าปลอดโปร่งหน่อย)  หรือจะเป็นดอกที่อยู่ห่างออกไปเป็นสีขาวชมพูเบลอ ๆ ก็สวยไม่แพ้กัน   นอกจากนี้อาจใช้กิ่งและใบเข้ามาประกอบฉากเป็นฉากหน้าหรือฉากหลังก็ได้เพื่อให้ภาพดูนุ่มนวลและมีมิติยิ่งขึ้น … อีกจุดหนึ่งที่ต้องระวังเมื่อถ่ายภาพดอกไม้ที่เป็นสีขาวหรือสีอ่อนก็คือให้ชดเชยแสง + 0.5 ถึง 2 stop (แล้วแต่สถานการณ์)  เพื่อให้ได้ภาพดอกไม้ที่เป็นสีขาวสดใด เนื่องจากสีขาวของดอกจะไปหลอกให้เครื่องวัดแสงบอกให้กล้องรับแสงน้อยกว่าปกติจนสีของดอกไม้ออกมาเป็นสีเทาไม่สดใสนั่นเอง

ฝอยมาเยอะแล้ว มาชมภาพถ่ายดอกกัลปพฤกษ์กันดีกว่าคร้าบ



The Power of RAW

เพื่อน ๆ หลายคนคงเคยเห็นคุณสมบัติหนึ่งของกล้อง Digital นั่นก็คือสามารถถ่ายภาพโดยได้ไฟล์ที่มี format เป็น RAW ได้ (ปกติที่เห็นโดยทั่วไปจะเป็น JPG)   แถมบางคนอาจจะเคยลองถ่ายภาพที่ได้ format RAW แล้วด้วยซ้ำแต่ไม่รู้ว่ามันเอาไปใช้งานยังไง  และหลายคนคงแอบบ่นในใจว่าไม่เห็นภาพมันจะดีกว่าแบบ JPG ตรงไหน  ไฟล์ก็ใหญ่ แถมบางทีเปิดไฟล์ไม่ได้ด้วยซ้ำ

ไฟล์แบบ RAW คือการเก็บรายละเอียดของแสงในขณะนั้นแบบที่เป็นข้อมูลดิบโดยตัวกล้องจะยังไม่ทำการประมวลผล (ปรับภาพตามค่าที่เราตั้งอาทิ White Balance เป็นต้น)  แต่จะนำข้อมูลดิบนี้มาปรับด้วยโปรแกรมของกล้องภายหลัง   ซึ่งต่างกับ format แบบ JPG ที่ตัวกล้องจะทำการประมวลผลด้วยโปรแกรมในตัวกล้อง  (ซึ่งปกติมันก็เก่งเอาการอยู่  แต่ยังไงก็สู้นำมาทำภายหลังด้วยโปรแกรมเฉพาะทางไม่ได้)

การที่ต้องนำมาประมวลผลภายหลังนั้นเนื่องจากการปรับค่าบางอย่างจะใช้เวลาในการทำค่อนข้างนาน  หากใช้ตัวกล้องทำกว่าจะถ่ายภาพต่อไปได้อาจจะต้องรอเป็นนาทีก็คงไม่สะดวก ดังนั้น RAW จึงเป็นทางออกของช่างภาพมืออาชีพทั้งหลาย  อีกประการหนึ่ง format แบบ JPG นั้นจะมีการบีบอัดข้อมูลเพื่อให้ประหยัดเนื้อที่ในการเก็บข้อมูล  ซึ่งเพื่อน ๆ คงสังเกตุเห็นได้ว่ากล้องที่บอกว่าความละเอียด 10 Mega Pixel  ภาพที่ถ่ายออกมาอาจมีขนาดเพียง 3-4 Megabyte เท่านั้น  ก็สืบเนื่องมาจากการบีบอัดข้อมูลดังที่ผมกล่าวมานี่เอง

แต่เพื่อให้สะดวกในการใช้งาน  ส่วนใหญ่กล้องที่มีคุณสมบัติถ่ายภาพแบบ RAW ได้จะสามารถสั่งให้กล้องสร้างไฟล์ขึ้นมาทั้ง RAW & JPG ก็ได้  เพื่อให้สามารถนำไฟล์ JPG ไปดูผ่านโปรแกรมดูภาพมาตรฐานทั่วไปได้     เพราะไฟล์แบบ RAW นั้นต้องใช้โปรแกรมที่ออกแบบมาให้อ่านไฟล์ประเภทนี้ได้  โดย RAW ไฟล์ของแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อก็ไม่เหมือนกันเสียด้วย   ทั้งนี้คงต้องดูจากคู่มือของกล้องเป็นหลัก  เช่น กล้อง Nikon D80 ที่ผมใช้อยู่นั้น  โปรแกรมที่ใช้ในการประมวลผลไฟล์แบบ RAW ไปเป็นไฟล์สำหรับใช้งานก็คือ Nikon Capture NX นั่นเอง  ซึ่งโปรแกรมตัวนี้จะมีฟังก์ชันในการแก้ไขคุณภาพของภาพอย่างครบถ้วน   ซึ่งผมเองก็อยู่ระหว่างการศึกษาเพราะมันมีเยอะเหลือเกิน  แต่จากที่ได้ทดลองใช้กับงานถ่ายภาพของเพื่อนที่มาขอให้ผมเป็นช่างภาพ(จำเป็น) ถ่ายภาพเพื่อใช้ในงานแต่งงาน    ผมพบว่าหลังจากประมวลผลหรือที่หลายคนเรียกว่า process นั้น  ภาพที่ได้จะมีคุณภาพสูงกว่าไฟล์แบบ JPG ที่ได้จากตัวกล้องอยู่พอสมควร  โดยเฉพาะรายละเอียดในส่วนมืดและส่วนสว่างซึ่ง JPG ที่ได้จากกล้องนั้นบางครั้งจะสูญเสียไปเนื่องจากการบีบอัดของ processor ในตัวกล้อง

และหลังจากทำการ Process แล้วเราสามารถบันทึกภาพแบบ TIFF ซึ่งจะเก็บคุณสมบัติไว้อย่างครบถ้วนคล้ายกับ RAW แต่สามารถเปิดได้ด้วยโปรแกรมดูภาพมาตรฐานทั่วไป  หรือจะเลือกบันทึกแบบ JPG ซึ่งสามารถกำหนดระดับของการบีบอัดข้อมูลได้ว่าจะให้ยังคงคุณภาพไว้เพียงไหน

หวังว่าเพื่อน ๆ ที่คิดจะจริงจังกับการถ่ายภาพน่าจะลองหันมาถ่ายภาพโดยใช้ format RAW  เพื่อให้เราได้คุณภาพของภาพดีที่สุด  โดยเฉพาะในสถานะการที่ภาพมี contrast สูง   หรือมีส่วนมืดและส่วนสว่างในภาพมากนั่นเอง

ท้ายสุดก็นำภาพที่ process แล้ว   แต่บันทึกเป็น JPG มาให้เพื่อน ๆ ชมเป็นตัวอย่างนะครับ  โดยภาพแรกมี contrast ค่อนข้างสูง  ส่วนาภาพที่สองนั้นบริเวณที่เป็นส่วนมืดนั้นมืดมาก ๆ จะแทบไม่เห็นรายละเอียดของภาพ  แต่โปรแกรม Capture NX กับคุณสมบัติของไฟล์ RAW ก็สามารถทำให้ภาพออกมาเป็นแบบนี้

raw01

raw02



อำลาความหนาวที่แม่ตะมาน

ต่อจากตอนที่แล้ว (อีกครั้งที่ขุนแม่ยะ)

เดิมทีในคืนแรกของทริปนี้ผมตั้งใจที่จะพักขุนช่างเคี่ยนหนึ่งคืน  แต่เมื่ออ่าน web board ทุกวันจนรู้ว่าซากุระกำลังเข้าสู่ช่วงที่เริ่มมียอดอ่อนและดอกกำลังจะโรยแล้ว  จึงต้องเปลี่ยนแผนการเดินทางในวันแรกโดยการไม่พักขุนช่างเคี่ยนแต่ขับรถไปนอนที่ขุนวางแทน  ทำให้ยังมีเงินมัดจำค่าที่พักที่ขุนช่างเคี่ยนค้างอยู่  และบังเอิญว่าที่พักในการดูแลของมช.อีกที่หนึ่งก็คือ สันป่าเกี๊ย-แม่ตะมาน  ที่ผมเคยประทับใจมากเมื่อการเดินทางปีที่แล้ว  ผมจึงขออนุญาตเจ้าหน้าที่เปลี่ยนที่พักไปเป็นแม่ตะมานแทน  ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ยินดีให้เปลี่ยน  ทำให้การอำลาทริปรอบนี้ของผมถูกปิดท้ายที่นี่  “สันป่าเกี๊ย-แม่ตะมาน”

แม้ว่าการเดินทางขึ้นแม่ตะมานของผมรอบนี้เป็นรอบที่สองแล้ว  แต่ก็ยังรู้สึกว่าเส้นทาง 18 กม. สุดท้ายบนเส้นทางสุดวิบากยังคงนานเหมือนเดิม  แม้ว่ารอบนี้จะทำเวลาได้ดีกว่าปีที่แล้วคือใช้เวลาราว 1 ชม. 10 นาที   เร็วกว่าปีที่แล้ว 20 นาที   ซึ่งอาจเป็นเพราะได้มีการปรับปรุงเส้นทางหลาย ๆ จุดให้ดีขึ้น  แต่ผมขอเรียกว่าแย่น้อยลงน่าจะเหมาะกว่า อิอิ

พวกเรามาถึงสถานีเกษตรทันเวลาถ่ายภาพแสงสุดท้ายของวันกับดอยหลวงเชียงดาวพอดี  แต่น่าเสียดายที่ซากุระที่นี่แทบไม่เหลือแล้ว  มีเพียงใบอ่อนที่ชูช่อรับลมอันหนาวเหน็บ จนพวกเราต้องรีบหาเสื้อกันหนาวมาให้ความอบอุ่น

แสงยามเย็นที่ สันป่าเกี๊ย-หน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน 
สันป่าเกี๊ย-แม่ตะมาน

สันป่าเกี๊ย-แม่ตะมาน

สันป่าเกี๊ย-แม่ตะมาน

สันป่าเกี๊ย-แม่ตะมาน

การมาในครั้งนี้เราได้บ้านพักตรงจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นพอดี  ไม่เหมือนปีที่แล้วซึ่งพักตรงที่พักของหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมานซึ่งอยู่ห่างกันราว 700 เมตร   ทำให้เช้าวันรุ่งขึ้นเราไม่ต้องรีบตื่นมาก  เพราะสามารถมองเห็นวิวได้จากหน้าต่างห้องพักเลย

บรรยากาศยามเช้าที่สถานีเกตรสันป่าเกี๊ยะ
สันป่าเกี๊ย-แม่ตะมาน

สันป่าเกี๊ย-แม่ตะมาน

สันป่าเกี๊ย-แม่ตะมาน

สันป่าเกี๊ย-แม่ตะมาน

โชคดีที่ช่วงเช้าตรู่ของวันนี้ไม่มีลมเหมือนตอนกลางคืน  ก็เลยทำให้ไม่ทรมานกับการออกมาตั้งกล้องถ่ายภาพยามเช้ามากนัก   แต่เมื่อแสงแดดค่อย ๆ แผ่กระทบกับหมอกเบื้องล่าง  ทำให้หมอกเหล่านั้นลอยฟุ้งเป็นไอเย็นมากระทบใบหน้าเป็นระยะ ๆ

ไอหมอกกำลังลอยขึ้นหลังจากแสงแดดส่องกระทบ
สันป่าเกี๊ย-แม่ตะมาน

หนาวกันสุด ๆ
สันป่าเกี๊ย-แม่ตะมาน

ยิ่งแดดแรงกลับกลายเป็นว่าแสงยิ่งน้อยลงเพราะมีแต่หมอกลอยคลุ้งเต็มไปหมด  ผมจึงถือโอกาสอำลาทริปนี้ด้วยความหนาวเหน็บกายแต่อบอุ่นใจที่ดอยแห่งนี้  “แม่ตะมาน”

Link ไปยังบทความที่เกี่ยวข้องในทริปนี้
ขุนช่างเคี่ยน  ขุนวาง  แม่เมย  ปางอุ๋ง  ขุนแม่ยะ  สันป่าเกี๊ยะ-แม่ตะมาน

การเดินทาง
จากอำเภอแม่มาลัย  ขับรถขึ้นเหนือตามทางหลวงหมายเลข 107  ราว 30 กม.  จะถึงบ้านแม่นะ  มีป้ายบอกทางไปยังหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน   เป็นเส้นทางผ่านหมู่บ้านราว 3 กม.  จากนั้นเป็นเส้นทางลูกรังสูงชันและขรุขระ 18 กม.  ใช้เวลาเดินทางในช่วงนี้ประมาณชั่วโมงครึ่ง

สรุปรวมการเดินทางของผมครั้งนี้เป็นระยะทาง 1404 กม. โดยใช้รถ Isuzu MU7  Auto 4 WD ที่เช่าจากบริษัท Northwheel  โดยกินน้ำมันเฉลี่ย 8.7 กม/ลิตร  ซึ่งนับว่าประหยัดกว่าทริปที่แล้วซึ่งเป็นรถ Mitsubishi G-Wagon พอสมควร  แม้ว่าจะมีค่าเช่าสูงกว่าแต่ก็ประหยัดค่าน้ำมันไปได้มากกว่าและสภาพรถก็ใหม่กว่าด้วย  ถ้าจะเช่ารถขอให้คำนึงถึงอัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันด้วยนะครับเพราะบางครั้งเช่าแพงกว่าวันละ 200-300 บาท  แต่อาจประหยัดน้ำมันกว่าวันละ 500 บาทเลยทีเดียว

ที่พัก
มีที่พัก 2 แห่งได้แก่  หน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน  ติดต่อคุณอ้วน 089-5539549
สถานีวิจัยเกษตรสันป่าเกี๊ยะ-แม่ตะมาน  ติดต่อที่สำนักงาน มช.  คุณบุญนาค 053-944052



อีกครั้งที่ขุนแม่ยะ

ต่อจากตอนที่แล้ว (ปางอุ๋ง … บรรยากาศในฝันของนักเดินทาง)

การเดินทางจากปางอุ๋งมาขุนแม่ยะนั้นระยะทางไม่ไกลมาก  ผมจึงแวะที่ปายซึ่งครั้งนี้นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน  ซึ่งก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในทุกครั้งที่มาถึง

ปายในวันนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนเช่นเดิม  มีร้านน่ารัก ๆ ผุดขึ้นมารองรับนักท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง  ร้านมิตรไทยยังคงเป็นจุดหมายหลักที่นักท่องเที่ยวมาเลือกซื้อเสื้อสวย และเขียน post card ถึงคนห่างไกล  ร้านกาแฟ coffee in love ขยายร้านเพิ่มเติมและยังคงเป็นจุดถ่ายภาพที่พลาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาแวะปาย

บรรยากาศเก๋ ๆ ในปาย
ปาย 

ปาย

ปาย

ปาย

หลังจากอาหารมื้อเที่ยงที่ร้านส้มตำหน้าอำเภอ (ร้านเขาชื่อนี้จริง ๆ ครับ และก็ตั้งอยู่ที่หน้าอำเภอด้วย)  ผมเดินทางต่อไปยังขุนแม่ยะซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก  โดยทางเข้าขุนแม่ยะก็ยังคงเหมือนเดิมคือเป็นทางลูกรังที่เป็นหลุมเป็นบ่อ  บางช่วงมีน้ำขัง  บางช่วงสูงชัน  ดังนั้นถ้าให้ปลอดภัยควรเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น  (ขากลับผมเห็นรถกะบะแต่เป็นแบบขับเคลื่อนสองล้อ  ต้องขับขึ้น ๆ ลง ๆ หลายรอบกว่าจะผ่านเนินสุดท้ายขาออกไปได้)

พวกเรามาถึงขุนแม่ยะก็เกือบจะค่ำแล้ว  และต้องจดรถไว้ที่ลานจอดเพราะทางสถานีไม่อนุญาตให้นำรถไปจอดบริเวณจุดชมซากุระ  เพราะบางคนจอดไม่เป็นระเบียบและไปทับเอาหญ้าที่ปลูกไว้เสียหาย   ซึ่งผมก็ว่าดีเหมือนกันบริเวณนั้นจะได้ปลอดจากเสียงรถและไม่มีอะไรมาบังทัศนยภาพ

พวกเราเลือกทำเลกางเต้นท์ภายใต้แนวสนโดยมีอาหารกล่องจากปายเป็นข้าวเย็น (ข้าวมันเย็นจริง ๆ ครับเพราะใส่กล่องมาหลายชั่วโมงและอากาศที่นี่ก็หนาวมาก อิอิ)    โดยคืนนี้เป็นคืนที่เรานอนกันลำบากเพราะต้องเบียดกัน 3 คนในเต้นท์ขนาด 2 ที่นอน แถมพวกเราก็ตัวเล็ก ๆ กันทั้งน้าาาน

เช้าที่ขุนแม่ยะวันนี้อากาศปิดมาก ๆ มีแต่หมอกเต็มไปหมด  ทำให้การถ่ายภาพซากุระของผมไม่สนุกเอาเสียเลย   เพราะสภาพแสงแบบนี้ทำให้ดอกไม้ดูไม่สดใสเท่าที่ควร   ทั้ง ๆ ที่ซากุระที่นี่กำลังออกดอกสวยงามไม่แพ้ที่ขุนช่างเคี่ยนและขุนวางเลยทีเดียว

ซากุระแห่งขุนแม่ยะ
ขุนแม่ยะ  

ขุนแม่ยะ

ขุนแม่ยะ

ขุนแม่ยะ

ขุนแม่ยะ

เรารอสภาพแสงกันจนเที่ยงก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น  จึงต้องจำใจอำลาทิ้งซากุระที่กำลังบานเต็มไปทั้งภูเขาไว้เบื้องหลัง  พร้อมกับสัญญากับตัวเองว่าจะต้องมาที่นี่อีกแน่นอนไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ถ่ายภาพส่งท้ายที่บ้านพักรับรอง (ผมกับเพื่อนไม่ได้พักที่นี่หรอก แต่ขอใช้เป็น background)
ขุนแม่ยะ

Link ไปยังบทความที่เกี่ยวข้องในทริปนี้
ขุนช่างเคี่ยน  ขุนวาง  แม่เมย  ปางอุ๋ง  ขุนแม่ยะ  สันป่าเกี๊ยะ-แม่ตะมาน

การเดินทาง
หากเดินทางจากเชียงใหม่ทางแยกเข้าขุนแม่ยะจะอยู่บริเวณด่านตรวจซึ่งเลยห้วยน้ำดังมาราว 2-3 กม.  ระยะทางจากด่านตรวจถึงสถานีเกษตรขุนแม่ยะราว 8 กม.  เส้นทางเป็นลูกรังที่ค่อนข้างจะวิบากพอสมควร รถท้องต่ำไม่สามารถผ่านไปได้ (ถ้าผ่านได้ท้องต้องลายแน่นอน อิอิ)   บางช่วงมีน้ำขังหรือเป็นเนินสูงชัน   ดังนั้นควรใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อหรือต้องมีความชำนาญในการขับบนเส้นทางแบบนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

ที่พัก
ที่นี่ยังไม่มีบ้านพัก  แต่มีจุดให้กางเต้นท์โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม   มีห้องอาบน้ำและห้องส้วมแบบชั่วคราวซึ่งอาจไม่เพียงพอและอาจใช้ไม่ได้ในช่วงเทศกาล  นอกจากนี้ควรเตรียมอาหารการกินมาให้พร้อมเพราะที่นี่ไม่มีร้านค้าสวัสดิการและไม่อนุญาตให้ก่อกองไฟ (ใช้เตาตั้งพื้นได้ครับ)  ที่ควรทราบอีกอย่างคือไม่มีไฟฟ้าให้ใช้นะครับ



ปางอุ๋ง…บรรยากาศในฝันของนักเดินทาง

ต่อจากตอนที่แล้ว (รำลึกวันเก่า ๆ ที่แม่เมย)

ออกจากอช.แม่เมยแล้ว  ผมขับรถย้อนกลับมาเส้นทางเดิมสู่อำเภอแม่สะเรียง จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังแม่ฮ่องสอนซึ่งถนนหนทางอยู่ในสภาพดีกว่าเมื่อก่อนมาก  ทำให้สมาชิกในรถไม่มีใครเมารถสักคน  ยังคงเมาส์กันสนุกสนาน เสียงของพวกเธอกระตุ้นประสาทหูของผมตลอดเวลาจนไม่สามารถง่วงได้เลย อิอิ

เมื่อถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนผมมุ่งตรงไปยังศูนย์ศิลปะชีพ  เพื่อขอรับบัตรเข้าพักที่ปางอุ๋งตามนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยว  แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าถ้าเป็นวันนี้สามารถขึ้นไปได้เลย  ผมคิดในใจว่าแสดงคนคงน้อยแหงมเลย ดีเจงๆ จะได้ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาแย่งมุมถ่ายภาพ หุหุ

จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนไม่ไกลนักก็ถึงทางแยกเข้าปางอุ๋งที่มีป้ายบอกไว้อย่างชัดเจน  ผมใช้เส้นทางผ่านหมู่บ้าน  ทุ่งนา ค่อย ๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ผ่านป่าสน  ซึ่งช่วงท้าย ๆ เส้นทางยังคงแคบเหมือนเมื่อสองปีก่อน  ผมล่ะจินตนาการไม่ออกจริง ๆ ว่าช่วงปีใหม่ที่คนเยอะ ๆ นี่เขาจะขับรถกันยังไง  คงอาการหนักกว่ารถติดที่กรุงเทพฯ ซะอีกนะเนี่ย   แต่สิ่งที่ต่างจากสองปีที่แล้วมากก็คือปีนี้หมู่บ้านรวมไทยบริเวณบ้านลุงปาละดูเหมือนตลาดนัดขนาดย่อม  แทบทุกบ้านมีของมาวางขาย หรือไม่ก็เป็น home stay  ในส่วนบ้านลุงปาละที่ผมมาพักคราวนี้ก็เปลี่ยนไปมาก  ด้านหลังมีที่กางเต้นท์เต็มไปหมด แสดงว่าที่นี่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นจริง ๆ

ผมยังไม่นำของลงจากรถแต่ขับเลยไปยังสวนสนโดยตั้งใจว่าจะไปเก็บแสงอุ่น ๆ ช่วงพระอาทิตย์ตกซะหน่อย  แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเพราะแม้คนจะไม่ถึงกับแน่น  แต่ก็มีไม่น้อย  ประมาณด้วยสายตาคงมีเต้นท์กางอยู่หลายสิบหลังทีเดียว  รถยนต์ก็จอดจดเกือบเต็มลานจอดรถ  ทำให้ผมต้องหนีไปจอดด้านหลังซึ่งอยู่ห่างสวนสนออกไปพอสมควร กว่าจะเดินมาถึงสวนสนพระอาทิตย์ก็ลับหลังเขาไปแล้ว  จึงได้แต่เก็บภาพแสงช่วงหลังพระอาทิตย์ตก  กับภาพบุคคลอีกนิดหน่อย

ขณะที่เดินกลับมายังที่จอดรถ  ลมหนาวพัดทำเอาพวกเราหนาวเหน็บไปตาม ๆ กัน   ที่หนาวยิ่งกว่าก็คือตอนอาบน้ำเพราะคืนนี้ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นเหมือนเมื่อสองคืนก่อน   แต่พวกเราก็เสี่ยงชีวิตอาบกันทุกคนเพราะกลัวจะถูกประณาม (หรือมีใครแอบเอาน้ำราดพื้นบ้างก็ไม่รู้นะ อิอิ)

เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเราเดินฝ่าความหนาวไปขึ้นรถ  แล้วน้ำไปจอดไว้ตรงลานก่อนถึงสวนสน  เพราะผมคิดว่าถ้าเอารถเข้าไปแล้วต้องมีปัญหารถติดแน่ ๆ   จึงยอมเดินหน่อย  โดยผมเลือกทำเลถ่ายภาพตรงบริเวณสันเขื่อนก่อน   ซึ่งแสงตอนเช้าวันนี้ก็สวยสมใจสมเป็นบรรยากาศในฝันของนักเดินทางอย่างผม

บรรยากาศยามเช้าอันงดงาม
ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง

ผมถ่ายภาพท่ามกลางลมหนาวที่พัดมาปะทะใบหน้าอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มทอแสงสีทอง  ไอหมอกอันเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ลอยคลอเคลียอยู่เหนือผิวน้ำสวยอย่างงดงาม   เมื่อแดดเริ่มแรงขึ้นผมจึงย้ายทำเลไปยังบริเวณสวนสนเพื่อหามุมสวย ๆ ถ่ายภาพเหมือนที่เห็นในเรื่อง happy birthday  ซึ่งแม้จะไม่ใช่มุมเดียวกัน  แต่ก็ใกล้เคียง อิอิ   โดยมีเหล่านางเอกจำเป็นแบบนั่งทำท่าซึ้งอยู่ใต้ต้นสนกันคนละหลาย shot

บรรยากาศอันอบอุ่นที่ลานสน
ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง

มุมสงบ
ปางอุ๋ง

ผมใช้เวลาถ่ายภาพอยู่พักใหญ่จึงกลับไปเก็บข้าวของแล้วเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านรักไทยซึ่งอยู่เลยปากทางเข้าปางอุ๋งไปอีกราว 6 กม.   เพื่อชิมอาหารจีนยูนานต้นตำหรับที่พลาดไม่ได้ทานเมื่อคราวที่แล้ว   ทั้งนี้ผมสั่งแบบเป็นชุด 8 อย่าง 800 บาท   ก็ถือว่าพอดีสำหรับ 6 คน   ส่วนรสชาตินั้นก็ไม่ถึงกับประทับใจมากนักแต่ก็ดีกว่าที่เคยทานที่ปาย  (สงสัยลิ้นบ้าน ๆ ของพวกเราไม่ถูกกับอาหารจีน หุหุ)

เด็กลูกชาวบ้านที่แสนน่ารัก
หมู่บ้านรักไทย

บรรยากาศที่หมู่บ้านรักไทย

หมู่บ้านรักไทย

หลังจากอิ่มหนำกับอาหารและชิมชากันจำหนำใจแล้วก็เดินทางกันต่อเพื่อไปยังจุดหมายต่อไปของเรา “ขุนแม่ยะ”

Link ไปยังบทความที่เกี่ยวข้องในทริปนี้
ขุนช่างเคี่ยน  ขุนวาง  แม่เมย  ปางอุ๋ง  ขุนแม่ยะ  สันป่าเกี๊ยะ-แม่ตะมาน

การเดินทาง
เลยจากเขตเมืองแม่ฮ่องสอนมาราว ๆ 10 กม.  จะมีแยกซ้ายเมือเพื่อเข้าปางอุ๋ง  โดยทางช่วงแรกจะเป็นทางราบ  ผ่านหมู่บ้านและทุ่งนา  ช่วงกลางจะเริ่มลาดชันถึงลาดชันมาก  รถควรอยู่ในสภาพที่ดีและต้องระมัดระวังในช่วงขาลงเพราะเบรกอาจจะไหม้ได้ถ้าไม่ชำนาญในการขับ  ช่วงท้ายจะเป็นทางแคบ ๆ ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษและควรให้สัญญาณเมื่อถึงทางโค้ง   ทั้งนี้จากปากทางใหญ่ถึงปางอุ๋งระยะทางราว 23 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที

ที่พัก
บ้านลุงปาละ (ป้าศรี)  084-3701540, 083-5716668, 053-070589  (ที่พักมีความสะดวกพอสมควร  แต่ไม่มีปลั๊กสำหรับชาร์จไฟ  ถ้าจะชาร์จต้องขอนุญาตใช้ปลั๊กในบ้านของลุงนะครับ)
ศูนย์ศิลปาชีพ  ติดต่อบ้านพักและขออนุญาตเข้าพัก  053-611244, 053-611649



WordPress Themes