บทความในหมวด : มาถ่ายภาพกันดีกว่า

ทำไมต้อง RAW ภาค 1

หลังจากห่างหายไปนานเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพ วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง RAW ไฟล์ ที่หลาย ๆ คนงงและไม่รู้ว่าจะมีไปทำไม เพราะไฟล์มันใหญ่เหลือเกินและ JPG ก็ดีพอแล้ว วันนี้จะนำตัวอย่างมาให้ดูกันสักหนึ่งตัวอย่างครับว่า RAW ไฟล์ได้เปรียบ JPG ตรงไหน …

เพื่อน ๆ คงเคยเจอปัญหาบ่อย ๆ เวลาถ่ายภาพในวันที่มีแดดจัด ทำให้มอง LCD ไม่ชัด ไม่รู้ว่าแสงที่ถ่ายมา over หรือ under หรือเปล่า อันที่จริงสามารถเปิด histogram ดูก็ได้แต่บางครั้งก็รีบ, ลืม หรือไม่ก็ขี้เกียจเลยไม่ได้ทำ … มาเห็นจะ ๆ อีกทีก็ตอนโหลดเข้า computer ไปแล้วจึงพบว่าแสงที่ถ่ายมานั้นผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะ่ส่วนมืดหรือส่วนสว่างของภาพอาจสูญเสียรายละเอียดไป ซึ่งถ้าถ่ายมาเป็นแบบ JPG อย่างเดียวอาจไม่สามารถกู้รายละเอียดเหล่านั้นกลับมาได้

ลองดูภาพตัวอย่างนะครับ ภาพนี้ตอนถ่ายที่สถานที่จริงก็ดูเหมือนจะ OK แต่พอนำมาโหลดเข้า computer จะได้เห็นได้ชัดเลยว่าสีขาวของก้อนเมฆนั้นเสียรายละเอียดไปเยอะมาก ภาพตัวอย่างแรกผมเปิดไฟล์ JPG และไฟล์ RAW ที่ยังไม่ปรับแต่งเพิ่มเติม จะเห็นว่าภาพที่ได้เหมือนกัน (ดูจาก Graph Histogram จะเห็นว่าก้อนกราฟฝั่งขวามืออยู่เลยแนวขวาสุดของ Histogram นั่นหมายความว่ามีบางส่วนของภาพที่เป็นสีขาวสนิทไม่มีรายละเอียด)

Read more »



ถ่ายภาพการแสดงบนเวทีให้มีสีสัน

สวัสดีครับ … วันนี้ผมมีเทคนิคการถ่ายภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากอีกแล้ว  หลังจากที่เมื่อคืนที่ผ่านมาได้ไปร่วมงานของบ้านหลังที่สองของผม (มิใช่บ้านเล็กบ้านน้อย แต่อย่างใด มิต้องตกใจ อิอิ)  งานที่ว่าคืองาน Staff Party 2010 ของ Andara Resort & Villas นั่นเอง … งานนี้จัดที่ Level Pub ในเมืองภูเก็ตครับ  ซึ่งตลอดทั้งงานก็มีการแสดงสนุก ๆ บนเวทีมากมาย  ผมก็ถือกล้องเก็บบรรยากาศในงานไปเรื่อย  และรู้สึกเบื่อ ๆ ที่ถ่ายภาพการแสดงหรือนักร้องบนเวทีโดยใช้แฟลชแล้วภาพมันดูนิ่ง ๆ ไม่มีสีสัน ไม่มีชีวิตชีวา ลองดูภาพตัวอย่างข้างล่างก็ได้ครับ

เห็นไหมครับว่าแม้บรรยากาศมันน่าจะดูสนุกสนาน แต่ภาพมันดูแข็งและนิ่งเกินไป 

ทีนี้ลองมาดูกันบ้างว่าเราจะทำยังไงให้มันมีชีวิตชีวา มีสีสันมากขึ้น  … ก็ไม่ยากครับ  ผมเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำหน่อย (อาจใช้โหมด Manual ก็ได้เพื่อความสะดวก)  โดยความเร็วชัตเตอร์อาจจะประมาณ 1/4 -1/15 วินาที  ในขณะที่ผมกดชัตเตอร์ผมก็จะหมุนซูมตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว  วิธีการนี้นอกจากจะทำให้กล้องสามารถรับแสงสีสวย ๆ จากฉากหลังได้มากขึ้นแล้ว ยังทำให้ภาพดูมีความเคลื่อนไหว ดูสนุกสนานมากขึ้นด้วยดังตัวอย่างต่อไปนี้

เป็นไงครับ  ดูสนุกขึ้นเยอะเลยใช่ไหม … แต่วิธีการนี้ก็ต้องระมัดระวังครับ  เพราะจะเหมาะในกรณีที่ไม่มีแสงไฟ spot light ส่องมาที่ตัวแบบ  เพราะถ้ามีแสงที่ตัวแบบมาก  กล้องจะบันทึกแสงเหล่านั้นในปริมาณที่มากพอ ๆ กับแสง back ground ด้านหลังทำให้ตัวแบบเิกิดภาพซ้อนกันหรือดูเบลอไปเลยดังตัวอย่างต่อไปนี้

เทคนิคนี้อาจจะนำไปใช้ในการถ่ายภาพบรรดาแฟนเพลง ที่กำลัง dance มัน ๆ อยู่ล่างเวทีก็ได้นะครับ  โดยพยายามเล็ง back ground ที่มีแสงสีสวย ๆ ครับ … ลองดูตัวอย่างภาพอื่น ๆ ได้เลยครับ

แถมให้นิดนึงเรื่องการปรับตั้งค่าของกล้องในการถ่ายภาพการแสดงบนเวที … ควรเลือกใช้ความไวแสง ISO 400 เพื่อให้เพียงพอกับการรับแสงสีอันสวยงามบรรยากาศในงาน เพราะถ้าตั้งความไวแสงต่ำกว่านี้ก็จะได้ภาพที่มืดๆ ไม่ได้บรรยากาศ  ความจริงแล้วจะตั้งความไว้แสงสัก ISO 800 ก็ได้ครับถ้ากล้องของคุณเป็นกล้องรุ่น high end หรือ DSLR ที่ไม่มี Noise เมื่อเลือกค่าความไวแสงสูง ๆ

ส่วนรูรับแสงให้เลือกกว้างที่สุดเท่าที่เลนส์หรือกล้องจะทำได้ครับ  … ส่วนความเร็วชัตเตอร์นั้นเลือกใช้ตามความเหมาะสม  กรณีที่มีไฟ spot light ส่องที่ตัวแบบ  อาจะเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ประมาณ 1/60 เพื่อให้ตัวแบบไม่สั่นไหว  หรือถ้าไม่มี spot light ส่องแต่ใช้ flash ช่วยก็สามารถลดความเร็วชัตเตอร์ลงได้อีกเพื่อเก็บบรรยากาศโดยรอบแล้วให้ตัวแบบรับแสงจากแฟลชซึ่งไม่ต้องห่วงว่าภาพจะสั่นไหว เพราะช่วงเวลาที่แฟลชทำงานนั้นสั้นมาก ๆ

วันนี้ขอจบแค่นี้นะครับ ขอให้สนุกกับการถ่ายภาพครับ



ผลพลอยได้จากการถ่ายภาพแฟชันในงาน Passion for Fashion

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมรับหน้าที่เป็นช่างภาพจำเป็นให้กับโรงแรม อันดารา รีสอร์ทที่ผมทำงานอยู่  โดยเป็นงานเดินแฟชันการกุศลเพื่อหาทุนให้กับเด็กที่ขาดโอกาสด้านการเรียนภาษาอังกฤษ … งานดี ๆ เพื่อสังคมแบบนี้ มีรึที่ผมจะปฏิเสธ ยินดีช่วยอย่างยิ่ง ไม่ได้คิดเล้ยยย เรื่องที่จะได้ชมนางแบบงาม ๆ แบบใกล้ชิดน่ะ อิอิ …

ก็อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่านอกจากจะได้บุญและได้ใกล้ิชิดนางแบบน่ารัก ๆ แล้ว  งานนี้ผมได้ประสบการณ์ดี ๆ ด้านการถ่ายภาพอย่างน้อยสองเรื่องมาแบ่งปันเพื่อน ๆ ครับ … งานนี้เดิมทีผมก็ไม่ได้หนักใจอะไรเพราะถ่ายงาน event เป็นประจำอยู่แล้ว  จะมีเกร็งบ้างนิดหน่อยก็ตรงเห็นช่างภาพแต่ละคนขนกล้อง+เลนส์โปรมาเพียบเลย เราเลยต้องแอบ ๆ เขาหน่อย อิอิ

สำหรับการถ่ายภาพวันนี้ผมเลือกใช้โหมดวัดแสงที่คุ้นเคยคือแบบ A ซึ่งเป็นโหมดที่ผมเลือกรูรับแสงเองแล้วให้กล้องเลือกความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมให้  ทั้งนี้ผมเลือกใช้รูรับแสง f/7.1 เพื่อให้มีความชัดลึกเพียงพอ   สำหรับระบบ Focus ผมเลือกใช้แบบต่อเนื่อง 4.5 frame/sec เพราะนางแบบเดินค่อนข้างเร็วคงไม่สะดวกแน่หากใช้แบบธรรมดา  …  เมื่อนางแบบคนแรกในชุดสีทองเดินออกมา  ผมกดชัตเตอร์เป็นระยะ โดยความเร็วชัดเตอร์ที่กล้องเลือกให้คือ 1/640 sec  ซึ่งสูงพอสำหรับการถ่ายภาพเคลื่อนไหวและเมือดู histogram พบว่า under นิดหน่อย  คงเป็นเพราะเสื้อสีทองทำให้ระบบวัดแสงมองว่ามีแสงเยอะนั่นเอง  … ยังไม่ทันคิดอะไรได้มากนัก นางแบบคนที่สองก็เดินออกมาอย่างรวดเร็วในชุดสีดำ  ผมยังคงลั่นชัตเตอร์อย่างต่อเนื่อง แต่ได้ยินเสียงชัตเตอร์ทำงานช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เนื่องจากความเร็วชัตเตอร์ต่ำลงนั่นเอง  พอดูภาพที่จอ LCD ก็พบว่าภาพรับแสง Over และตัวแบบก็ไหวอยู่ในเกณฑ์ที่รับไม่ได้   พอดูความเร็วชัตเตอร์ก็พบว่าอยู่ที่ 1/100 sec ซึ่งต่างกับภาพชุดแรกประมาณ 2.5 stop และความเร็วก็ต่ำเกินกว่าที่จะใช้กับวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวแบบนี้  ทั้งนี้ก็เนื่องจากนางแบบสวมชุดสีดำซึ่งทำให้กล้องมองว่ามีแสงน้อยจึงต้องรับแสงนานขึ้นเพื่อมาชดเชยนั่นเอง   ความจริงเป็นแล้วภาพสองชุดนี้อยู่ในสภาพแสงเดียวกันแท้ ๆ  จึงควรจะได้ค่าของความเร็วชัตเตอร์ที่เท่ากัน  … ผมเห็นว่าขึืนใช้โหมดกึ่งอัตโนมัตแบบนี้มีหวังแย่แน่จึงรีบปรับไปใช้โหมดการวัดแสงแบบ M หรือปรับตั้งเองทั้งหมด  โดยเลือกรูรับแสงที่ f/8 ความเร็วชัตเตอร์ 1/400  ซึ่งจะรับแสงใกล้เคียงกับภาพแรก  ผลก็คือผมสามารถถ่ายภาพนางแบบคนต่อ ๆ มาไม่ว่าจะสวมชุดสีอะไรได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าแสงจะออกมา over หรือ under ตามที่กล้องประมวลให้อีกต่อไปเพราะได้ทำการ fix ค่าแสงไว้แล้ว  นับว่าเป็นการใช้ประโยชน์อีกด้านหนึ่งของโหมดแมนนวลซึ่งปกติไม่ค่อยได้ใช้   ลองดูภาพเปรียบเทียบดูนะครับจะเห็นได้ชัดว่าบางครั้งการใช้โหมด auto หรือกึ่ง auto ก็สร้างปัญหาได้เหมือนกันในบางสภาวะ  โดยเฉพาะสภาวะที่เร่งรีบที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนค่ารูรับแสงหรือความเร็วชัตเตอร์ได้ทันแบบนี้

ดังนั้นถ้าเพื่อน ๆ ตกอยู่ในสถานะการคล้าย ๆ กันคือสภาพแสงคงที่  แต่วัตถุในภาพมีการเปลี่ยนโทนสีไปเรื่อย ๆ ขอให้วัดแสงกรณีที่วัตถุเป็นสีกลาง (เทา,เขียว, ฟ้า เป็นต้น) แล้วเลือกใ้ช้ค่านั้นในโหมดแมนนวลจะทำให้ควบคุมกล้องได้สะดวกกว่าและได้แสงที่เที่ยงตรงกว่าด้วยครับ … แต่ถ้าไม่ได้เป็นงานที่รีบเร่งหรือต้องการความรวดเร็วก็ไม่จำเป็นนะครับ เพราะเรามีเวลาที่จะปรับแต่งค่าได้  แต่สำหรับงานถ่ายภาพแฟชันแบบนี้  ผ่านแล้วก็ผ่านเลยครับไม่สามารถแก้ไขได้  

อีกหนึ่งเรื่องกวนใจที่ผมเจอตอนถ่ายภาพก็คือการบันทึกภาพลงใน memory ของกล้องครับ   การ์ดใบแรกที่ผมใช้คือ SD class 6 ซึ่งมีความเร็วใสการบันทึกประมาณ 6 mb/sec ซึ่งก็เพียงพอในการถ่ายภาพแบบทั่ว ๆ ไป  แต่พอถ่ายภาพแบบต่อเนื่องโดยบันทึกภาพที่มีคุณภาพระดับ RAW + JPG ซึ่งขนาดไฟล์รวมกันประมาณ 13-14 MB  ทำให้ buffer ในกล้องเต็มอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถเขียนลงบน memory ได้ทัน   ทำให้ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เพียง 6-7 ภาพก็กดชัตเตอร์ไม่ลงซะแล้ว  ต้องรอจังหวะ 3-4 วินาทีกว่าจะกดได้ต่อ  ทำให้พลาดจังหวะสวย ๆ ไปหลายครั้ง   เท่านั้นไม่พอการ์ดใบที่สองที่ผมใช้เป็นแบบ SD class 4 ซึ่งมีความเร็วในการบันทึกเพียง 4 mb/sec  ยิ่งทำให้ผมถ่ายภาพได้เพียงครั้งละ 2-3 ภาพแล้วต้องชะลอการกด  เพื่อให้ memory ได้ทยอยบันทึกภาพลง card  ไม่กล้ากดต่อเนื่องเพราะต้องเผื่อ buffer ไว้ shot ที่นางแบบ pose ก่อนกลับตัวด้วย   ทำให้ผมเซ็งสุดชีวิตเพราะพลาดจังหวะดี ๆ ไปมากมายเลยครับ … ก่อนเขียนบทความนี้ก็ได้ลองพยายามหาข้อมูลใน internet ก็พบว่ามีปัจจัยอื่นด้วยที่ทำให้การบันทึกภาพช้าลงอาทิโหมดการ focus   แต่ผมไม่ยืนยันนะครับเพราะอ่านแบบผ่าน ๆ ไว้วันหลังถ้าศึกษาจนแน่ใจแล้วจะเอามาเขียนอีกครั้ง … แต่วันนี้สรุปได้เลยว่า เวลาซื้อ memory card ก็เลือกแบบที่เร็วที่สุดที่กล้องเรารับได้ไปเลยครับ  จะได้ไม่ต้องมาเซ็งแบบผม เพราะเดี๋ยวนี้การ์ดความเร็วสูงก็แพงกว่ากันแค่หลักร้อยเท่านั้นครับ  .. สำหรับความเร็วของการ์ด SD แต่ละ class หาข้อมูลได้ที่นี่ครับ

มาดูภาพบรรยากาศในงานดีกว่าครับ ..



สื่อบันทึกภาพคู่ใจช่างภาพ…เลือกแบบไหนดี

เพื่อน ๆ ช่างภาพหลายคนที่ใช้กล้อง Digital คงมีความต้องการเหมือน ๆ กันนะครับ  คืออยากเก็บภาพสวยๆ ที่ตัวเองถ่ายติดตัวเอาไว้อวดเพื่อน ๆ (ให้พวกมันอิจฉาเล่น อิอิ)  หรือบางครั้งการไปท่องเที่ยวแต่ละครั้งเตรียม memory ไปไม่พอ  ก็อยากได้อุปกรณ์ที่ใช้เก็บภาพเพื่อจะได้นำ memory ไป format ใช้งานต่อ  เพราะทุกวันนี้ความละเอียดของกล้อง digital แต่ละตัวก็ปาเข้าไป 10-12 MB บางรุ่นก็มากกว่านี้ แถมเพื่อน ๆ หลายคนถ่ายแบบ RAW ยิ่งเปลือง memory เข้าไปใหญ่  สื่อบันทึกภาพแบบพกพา (Portable Photo Storage) จึงเป็นคำตอบของเรื่องเหล่านี้

ผมเองก็มีความต้องการแบบข้างต้นเหมือนกัน  แต่ปัญหาคือยังไม่มีอุปกรณ์ที่ตอบสนองความต้องการของผมได้ทั้งสองอย่าง  เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายโอนภาพจาก memory มาเก็บไว้มักจะมีขนาดและน้ำหนักที่ไม่สะดวกต่อการพกติดตัวประจำวัน  แต่ถ้าพกใส่กระเป๋ากล้องก็พอไหวอยู่   แต่อุปกรณ์ที่บางเบา สวยงามเหมาะกับการนำไปอวดชาวบ้านกลับไม่สามารถถ่ายโอนภาพจาก memory ได้โดยตรง  วันนี้ผมก็เลยเอาอุปกรณ์ทั้งสองแบบมาให้เพื่อน ๆ ลองดูข้อดีข้อเสียกันเผื่อว่าเพื่อน ๆ ที่กำลังตัดสินใจอยู่จะได้เลือกได้ ไม่ต้องซื้อทั้งสองอันอย่างผม อิอิ

อุปกรณ์ตัวแรกหลาย ๆ คนรู้จักดีครับ เพราะมันคือ iPod Touch ที่หลาย ๆ คนเอาไว้ฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกมส์  นั่นเอง  แต่ผมเอาไว้เก็บภาพ หุหุ  เนื่องด้วยความจุที่มากถึง 32 GB ทำให้สามารถเก็บภาพ (ที่คัดแล้ว) ได้อย่างสบาย  ความจริงมีรุ่นที่ความจุสูงกว่านี้แต่แต้มบัตรเครดิตที่ผมมีมันแลกได้แค่นี้ หุหุ …  พูดถึงเรื่องความบางเบาแล้วหายห่วงครับ แถมหน้าตายังดูดีมีสกุลสไตล์ Apple เรียกได้ว่าเอาไปโชว์ได้ไม่อายใคร  ทั้งนี้ผมสรุปข้อดีข้อเสียของการใช้เจ้า iPod Touch ดังนี้ (หรือใครจะใช้ iPhone ก็ได้ครับ  เครื่องเดียวคุ้มเลย)

ข้อดี

  • น้ำหนักเบาและรูปร่างบางมาก สะดวกต่อการพกพา
  • หน้าตาดูดีมีสกุลสมราคายี่ห้อ Apple
  • แบตเตอร์รี่ใช้งานได้นานพอสมควร
  • จอระบบสัมผัสสะดวกกับการใช้งานมาก
  • การนำเสนอภาพดูสวยงามน่าสนใจ
  • จอขนาดใหญ่พอสมควร  ทำให้ดูภาพได้ชัดเจนกว่าจอง LCD หลังกล้อง
  • ไฟล์ที่เก็บในตัว iPod จะถูกย่อขนาดโดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่เปลืองพื้นที่เก็บข้อมูล
  • มีฟังก์ชันอื่น ๆ ที่ช่วยให้การใช้งานสนุกขึ้น เช่น มี WIFI ที่สามารถนำภาพที่มี share บน internet ได้ทันที
  • สามารถติดตั้งโปรแกรมอื่น ๆ เพื่อใช้งานได้มากมาย 

ข้อเสีย

  • ราคาสูงเมื่อเทียบกับความจุ 32 GB ที่ได้  ถ้าซื้อเอามาเพื่อเก้บภาพอย่างเดียวคงเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่
  • การนำไฟล์เข้าสู่ iPod Touch  ต้องทำผ่านโปรแกรม iTune ซึ่งต้องใช้ computer ในการเชื่อมต่อ และแปลงไฟล์ 
  • การจัดการภาพใช้ระบบ syncronize ดังนั้นในเครื่องของเราจะต้องเก็บภาพต้นฉบับไว้ด้วย  มิเช่นนั้นเมื่อ sync ครั้งต่อไป  iTune จะลบภาพใน iPod ทันที
  • ไฟล์ใน iPod เป็นไฟล์ที่เหมาะกับการแสดงผลใน iPod เท่านั้นไม่ใช่ไฟล์ความละเอียดสูง  จึงไม่สามารถนำไปใช้งานอื่น ๆ ได้ดีนัก
  • ไม่สะดวกในการ charge battery เพราะอุปกรณ์มาตรฐานจะชาร์จไฟผ่านสาย USB ซึ่งต้องต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์

อุปกรณ์ตัวต่อมาเป็นอุปกรณ์สำหรับ back up ข้อมูลจาก memory card ได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น CF, SD, MMC, MS  ซึ่งเมื่อเสียบ memory ลงไป อุปกรณ์ตัวนี้จะถามทันทีว่าจะ back up ทั้งหมดหรือไม่  ทั้งนี้ตัวที่ผมซื้อมาเป็นของยี่ห้อ Vosonic สามารถเลือก HD ใส่เองได้ไม่มีการ lock เหมือนบางยี่ห้อ  ซึ่งผมซื้อของ Seagate 500 GB ใส่ภาพได้เยอะสะใจเลย   ซึ่งนอกจากจะบันทึกภาพได้แล้วยังสามารถบันทึกไฟล์ VDO หรือต่อสายจาก TV เพื่อบันทึกรายการต่าง ๆ ก็ยังได้   ในด้านของงานเสียงสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องอันเสียง ฟังวิทยุ  และที่สำคัญยังสามารถใช้งานเก็บข้อมูลเหมือน external hd ทั่ว ๆ ไปได้อีกด้วย  โดยมีสาย USB เพื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์   ทีนี้มาดูข้อดีข้อเสียกันดีกว่า

ข้อดี

  • เหมาะสำหรับการใช้เก็บสำรองไฟล์ Digital ทุกประเภท  โดยเฉพาะภาพ  เพราะสามารถใช้งานโดยต่อกับ memory ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์  ซึ่งสะดวกมากกับการใช้งานภาพสนาม
  • หน้าจอแสดงผมมีขนาดใหญ่ (ใหญ่กว่า ipod เล็กน้อย)
  • สามารถอ่านไฟล์ RAW โดยสามารถ download firmware มา update เพื่อให้อ่านไฟล์ RAW ของกล้องรุ่นใหม่ ๆ ได้ตลอด  ตัวที่ผมใช้งานอยู่สามารถอ่านไฟล์ RAWของเจ้า D90 ได้อย่างดีไม่มีปัญหา
  • มีประโยชน์ในด้านการบันทึกรายการทีวีได้ด้วย
  • ใช้เป็นวิทยุสำหรับฟังแก้เซ็งได้ด้วย

ข้อเสีย

  • แม้ขนาดไม่ได้ใหญ่โตมากนัก  สามารถนำไปใช้ภาคสนามโดยเก็บไว้ในกระเป๋ากล้องได้  แต่คงไม่สะดวกที่จะนำติดตัวไปใช้ในชีวิตประจำวัน
  • แบตเตอร์รี่ใช้งานได้น้อยกว่า ipod touch
  • การ back up ภาพจาก memory แบบ SD 1 GB (รุ่นธรรมดา)  ใช้เวลาถึง 5 นาที   แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้แบบ SDHC class 6 ขนาด 4 GB  กลับใช้เวลาใกล้เคียงกันคือ 6 นาทีเศษ ๆ  แสดงว่าความเร็วขึ้นอยู่กับ memory ที่ใช้งานด้วย
  • หน้าจอไม่ได้เป็นแบบสัมผัส ต้องใช้งานผ่านปุ่มซึ่งก็ตอบสนองไม่เร็วทันใจเท่าที่ควร
  • มีปัญหาเรื่องการอ่านข้อมูลภาษาไทย (ชื่อไฟล์)

ทีนี้เรามาดูภาพเปรียบเทียบของเจ้าสองตัวนี้ดีกว่านะครับ

 เริ่มจาก ipod touch 3rd gen 32 GB  ภาพคมชัดสวยงามดีครับ

cp1

ต่อมาเป็นเจ้า Vosonic + HD 500 GB  ที่จริงก็ไม่ได้ตัวใหญ่มากหรอกครับ แต่พอเทียบกับเจ้า ipod touch แล้วยังกะเรือรบกับเรือหางยาว

cp1

เทียบกันจะ ๆ ไปเลย จะเห็นได้ว่าจอของ vosonic ใหญ่กว่าเล็กน้อย

cp1

เทียบกับฝ่ามือจะได้เห็นว่าเจ้า ipod touch เล็กแค่ไหน

cp1

สำหรับ vosonic ก็ขนาดประมาณฝ่ามือผมพอดี แต่ความหนานี่สิเทียบกับเจ้า ipod touch ไม่ได้เลย

cp1

เพื่อน ๆ หลายคนอาจไม่เห็นด้วยที่ผมนำอุปกรณ์สองประเภทมาเปรียบเทียบกัน  แต่ความตั้งใจคืออยากรู้ว่ามีตัวใดตัวหนึ่งที่พอจะทน ๆ ใช้แทนอีกตัวได้หรือไม่  แต่ก็พบว่ามันไม่สามารถใช้งานแทนกันได้จริง ๆ เพราะแต่ละตัวถูกออกแบบมาใช้งานคนละประเภท ใครมีอุปกรณ์ประเภทนี้ที่ตอบโจทย์ทั้งสองอย่างก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

สรุปแล้วเพื่อน ๆ ที่ต้องการอุปกรณ์ back up ภาพภาพสนามและต้องการดูผลงานของตัวเองทันที  ก็คงต้องใช้เจ้า vosonic แต่ถ้าใครต้องการ gadget งาม ๆ พร้อมภาพถ่ายฝีมือตัวเองไว้อวดเพื่อน ๆ ล่ะก็ ipod touch คือคำตอบครับ :)



PL (Polarizing Filter) ฟิลเตอร์คู่ใจชาวกล้อง

เย็นวันนี้เป็นอีกวันที่ผมพาน้อง ๆ ไปฝึกถ่ายภาพที่น้ำตกข้าง ๆ Jantra Spa Villa ของสุโขสปา  หลังจากที่ฝนตกติดต่อกันมาหลายวัน ไม่มีโอกาสได้ออกมาฝึกถ่ายภาพกันเลย … ผมเลือกช่วงเย็น ๆ เพราะแสงไม่แข็ง เหมาะกับการถ่ายภาพน้ำตก, ลำธารและต้นไม้ริมน้ำ  ซึ่งวันนี้ผมได้แนะนำให้น้อง ๆ รู้จักกับฟิลเตอร์ตัวเก่งคู่ใจช่างภาพหลาย ๆ คน  นั่นก็คือ PL หรือ Polarizing Filter นั่นเอง … ฟิลเตอร์ตัวนี้ทำหน้าที่ตัดแสงสะท้อนจากผิววัตถุที่เป็นอโลหะอาทิ แสงสะท้อนบนผิวน้ำ, ใบไม้, หรือแสงสะท้อนจากละอองน้ำบนท้องฟ้า   ซึ่งเมื่อทำการตัดแสงสะท้อนเหล่านั้นออกไปแล้วจะทำให้ภาพมีสีสันที่อิ่มตัว  ดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น … แม้ว่าทุกวันนี้ช่างภาพหลาย ๆ คนเลือกที่จะใช้โปรแกรมตกแต่งภาพเพื่อช่วยให้สีสันของภาพที่ได้สดใส  แต่ผมว่าการที่เราได้ภาพต้นฉบับที่ดีตั้งแต่ต้นน่าจะดีกว่า  เนื่องจากบางครั้งก็อาจจะใช้โปรแกรมช่วยได้ยาก  โดยเฉพาะกรณีแสงสะท้อนบนใบไม้และบนผิวน้ำเป็นต้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น  ผมถ่ายภาพเปรียบเทียบ 2 ภาพ  โดยภาพแรกไม่ได้ใช้ฟิลเตอร์ PL จะเห็นได้ว่าที่ใบไม้ด้านหลังและบริเวณโขดหินจะมีแสงสะท้อนจำนวนมากทำให้ภาพดูมีสีสันไม่อิ่มตัวเท่าที่ควร  (เหมือนมีสีขาว ๆ เคลือบอยู่บนใบไม้) แต่ภาพที่สองใช้ฟิลเตอร์ PL ช่วยตัดแสงสะท้อนดังกล่าวออกไปบางส่วนทำให้ภาพดูมีสีสันอิ่มตัวดีขึ้น 

pl01

pl02

การที่ฟิลเตอร์ PL จะตัดแสงสะท้อนได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่มุมของแสงที่ตกกระทบด้วย  ซึ่งสามารถมองเห็นความแตกต่างได้เมื่อเราค่อย ๆ หมุนฟิลเตอร์ PL  สำหรับวิธีการดูว่ามุมไหนสามารถให้ผลในการใช้ฟิลเตอร์ PL ได้ดีที่สุดลองอ่านจากที่นี่นะครับ

ไหน ๆ ก็ไปถ่ายภาพน้ำตกแล้วก็เลยเอาภาพน้ำตกที่ถ่ายจากการสอนครั้งนี้มาฝากด้วยครับ

pl3

pl4



WordPress Themes