บทความในหมวด : มาถ่ายภาพกันดีกว่า

สื่อบันทึกภาพคู่ใจช่างภาพ…เลือกแบบไหนดี

เพื่อน ๆ ช่างภาพหลายคนที่ใช้กล้อง Digital คงมีความต้องการเหมือน ๆ กันนะครับ  คืออยากเก็บภาพสวยๆ ที่ตัวเองถ่ายติดตัวเอาไว้อวดเพื่อน ๆ (ให้พวกมันอิจฉาเล่น อิอิ)  หรือบางครั้งการไปท่องเที่ยวแต่ละครั้งเตรียม memory ไปไม่พอ  ก็อยากได้อุปกรณ์ที่ใช้เก็บภาพเพื่อจะได้นำ memory ไป format ใช้งานต่อ  เพราะทุกวันนี้ความละเอียดของกล้อง digital แต่ละตัวก็ปาเข้าไป 10-12 MB บางรุ่นก็มากกว่านี้ แถมเพื่อน ๆ หลายคนถ่ายแบบ RAW ยิ่งเปลือง memory เข้าไปใหญ่  สื่อบันทึกภาพแบบพกพา (Portable Photo Storage) จึงเป็นคำตอบของเรื่องเหล่านี้

ผมเองก็มีความต้องการแบบข้างต้นเหมือนกัน  แต่ปัญหาคือยังไม่มีอุปกรณ์ที่ตอบสนองความต้องการของผมได้ทั้งสองอย่าง  เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายโอนภาพจาก memory มาเก็บไว้มักจะมีขนาดและน้ำหนักที่ไม่สะดวกต่อการพกติดตัวประจำวัน  แต่ถ้าพกใส่กระเป๋ากล้องก็พอไหวอยู่   แต่อุปกรณ์ที่บางเบา สวยงามเหมาะกับการนำไปอวดชาวบ้านกลับไม่สามารถถ่ายโอนภาพจาก memory ได้โดยตรง  วันนี้ผมก็เลยเอาอุปกรณ์ทั้งสองแบบมาให้เพื่อน ๆ ลองดูข้อดีข้อเสียกันเผื่อว่าเพื่อน ๆ ที่กำลังตัดสินใจอยู่จะได้เลือกได้ ไม่ต้องซื้อทั้งสองอันอย่างผม อิอิ

อุปกรณ์ตัวแรกหลาย ๆ คนรู้จักดีครับ เพราะมันคือ iPod Touch ที่หลาย ๆ คนเอาไว้ฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกมส์  นั่นเอง  แต่ผมเอาไว้เก็บภาพ หุหุ  เนื่องด้วยความจุที่มากถึง 32 GB ทำให้สามารถเก็บภาพ (ที่คัดแล้ว) ได้อย่างสบาย  ความจริงมีรุ่นที่ความจุสูงกว่านี้แต่แต้มบัตรเครดิตที่ผมมีมันแลกได้แค่นี้ หุหุ …  พูดถึงเรื่องความบางเบาแล้วหายห่วงครับ แถมหน้าตายังดูดีมีสกุลสไตล์ Apple เรียกได้ว่าเอาไปโชว์ได้ไม่อายใคร  ทั้งนี้ผมสรุปข้อดีข้อเสียของการใช้เจ้า iPod Touch ดังนี้ (หรือใครจะใช้ iPhone ก็ได้ครับ  เครื่องเดียวคุ้มเลย)

ข้อดี

  • น้ำหนักเบาและรูปร่างบางมาก สะดวกต่อการพกพา
  • หน้าตาดูดีมีสกุลสมราคายี่ห้อ Apple
  • แบตเตอร์รี่ใช้งานได้นานพอสมควร
  • จอระบบสัมผัสสะดวกกับการใช้งานมาก
  • การนำเสนอภาพดูสวยงามน่าสนใจ
  • จอขนาดใหญ่พอสมควร  ทำให้ดูภาพได้ชัดเจนกว่าจอง LCD หลังกล้อง
  • ไฟล์ที่เก็บในตัว iPod จะถูกย่อขนาดโดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่เปลืองพื้นที่เก็บข้อมูล
  • มีฟังก์ชันอื่น ๆ ที่ช่วยให้การใช้งานสนุกขึ้น เช่น มี WIFI ที่สามารถนำภาพที่มี share บน internet ได้ทันที
  • สามารถติดตั้งโปรแกรมอื่น ๆ เพื่อใช้งานได้มากมาย 

ข้อเสีย

  • ราคาสูงเมื่อเทียบกับความจุ 32 GB ที่ได้  ถ้าซื้อเอามาเพื่อเก้บภาพอย่างเดียวคงเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่
  • การนำไฟล์เข้าสู่ iPod Touch  ต้องทำผ่านโปรแกรม iTune ซึ่งต้องใช้ computer ในการเชื่อมต่อ และแปลงไฟล์ 
  • การจัดการภาพใช้ระบบ syncronize ดังนั้นในเครื่องของเราจะต้องเก็บภาพต้นฉบับไว้ด้วย  มิเช่นนั้นเมื่อ sync ครั้งต่อไป  iTune จะลบภาพใน iPod ทันที
  • ไฟล์ใน iPod เป็นไฟล์ที่เหมาะกับการแสดงผลใน iPod เท่านั้นไม่ใช่ไฟล์ความละเอียดสูง  จึงไม่สามารถนำไปใช้งานอื่น ๆ ได้ดีนัก
  • ไม่สะดวกในการ charge battery เพราะอุปกรณ์มาตรฐานจะชาร์จไฟผ่านสาย USB ซึ่งต้องต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์

อุปกรณ์ตัวต่อมาเป็นอุปกรณ์สำหรับ back up ข้อมูลจาก memory card ได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น CF, SD, MMC, MS  ซึ่งเมื่อเสียบ memory ลงไป อุปกรณ์ตัวนี้จะถามทันทีว่าจะ back up ทั้งหมดหรือไม่  ทั้งนี้ตัวที่ผมซื้อมาเป็นของยี่ห้อ Vosonic สามารถเลือก HD ใส่เองได้ไม่มีการ lock เหมือนบางยี่ห้อ  ซึ่งผมซื้อของ Seagate 500 GB ใส่ภาพได้เยอะสะใจเลย   ซึ่งนอกจากจะบันทึกภาพได้แล้วยังสามารถบันทึกไฟล์ VDO หรือต่อสายจาก TV เพื่อบันทึกรายการต่าง ๆ ก็ยังได้   ในด้านของงานเสียงสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องอันเสียง ฟังวิทยุ  และที่สำคัญยังสามารถใช้งานเก็บข้อมูลเหมือน external hd ทั่ว ๆ ไปได้อีกด้วย  โดยมีสาย USB เพื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์   ทีนี้มาดูข้อดีข้อเสียกันดีกว่า

ข้อดี

  • เหมาะสำหรับการใช้เก็บสำรองไฟล์ Digital ทุกประเภท  โดยเฉพาะภาพ  เพราะสามารถใช้งานโดยต่อกับ memory ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์  ซึ่งสะดวกมากกับการใช้งานภาพสนาม
  • หน้าจอแสดงผมมีขนาดใหญ่ (ใหญ่กว่า ipod เล็กน้อย)
  • สามารถอ่านไฟล์ RAW โดยสามารถ download firmware มา update เพื่อให้อ่านไฟล์ RAW ของกล้องรุ่นใหม่ ๆ ได้ตลอด  ตัวที่ผมใช้งานอยู่สามารถอ่านไฟล์ RAWของเจ้า D90 ได้อย่างดีไม่มีปัญหา
  • มีประโยชน์ในด้านการบันทึกรายการทีวีได้ด้วย
  • ใช้เป็นวิทยุสำหรับฟังแก้เซ็งได้ด้วย

ข้อเสีย

  • แม้ขนาดไม่ได้ใหญ่โตมากนัก  สามารถนำไปใช้ภาคสนามโดยเก็บไว้ในกระเป๋ากล้องได้  แต่คงไม่สะดวกที่จะนำติดตัวไปใช้ในชีวิตประจำวัน
  • แบตเตอร์รี่ใช้งานได้น้อยกว่า ipod touch
  • การ back up ภาพจาก memory แบบ SD 1 GB (รุ่นธรรมดา)  ใช้เวลาถึง 5 นาที   แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้แบบ SDHC class 6 ขนาด 4 GB  กลับใช้เวลาใกล้เคียงกันคือ 6 นาทีเศษ ๆ  แสดงว่าความเร็วขึ้นอยู่กับ memory ที่ใช้งานด้วย
  • หน้าจอไม่ได้เป็นแบบสัมผัส ต้องใช้งานผ่านปุ่มซึ่งก็ตอบสนองไม่เร็วทันใจเท่าที่ควร
  • มีปัญหาเรื่องการอ่านข้อมูลภาษาไทย (ชื่อไฟล์)

ทีนี้เรามาดูภาพเปรียบเทียบของเจ้าสองตัวนี้ดีกว่านะครับ

 เริ่มจาก ipod touch 3rd gen 32 GB  ภาพคมชัดสวยงามดีครับ

cp1

ต่อมาเป็นเจ้า Vosonic + HD 500 GB  ที่จริงก็ไม่ได้ตัวใหญ่มากหรอกครับ แต่พอเทียบกับเจ้า ipod touch แล้วยังกะเรือรบกับเรือหางยาว

cp1

เทียบกันจะ ๆ ไปเลย จะเห็นได้ว่าจอของ vosonic ใหญ่กว่าเล็กน้อย

cp1

เทียบกับฝ่ามือจะได้เห็นว่าเจ้า ipod touch เล็กแค่ไหน

cp1

สำหรับ vosonic ก็ขนาดประมาณฝ่ามือผมพอดี แต่ความหนานี่สิเทียบกับเจ้า ipod touch ไม่ได้เลย

cp1

เพื่อน ๆ หลายคนอาจไม่เห็นด้วยที่ผมนำอุปกรณ์สองประเภทมาเปรียบเทียบกัน  แต่ความตั้งใจคืออยากรู้ว่ามีตัวใดตัวหนึ่งที่พอจะทน ๆ ใช้แทนอีกตัวได้หรือไม่  แต่ก็พบว่ามันไม่สามารถใช้งานแทนกันได้จริง ๆ เพราะแต่ละตัวถูกออกแบบมาใช้งานคนละประเภท ใครมีอุปกรณ์ประเภทนี้ที่ตอบโจทย์ทั้งสองอย่างก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

สรุปแล้วเพื่อน ๆ ที่ต้องการอุปกรณ์ back up ภาพภาพสนามและต้องการดูผลงานของตัวเองทันที  ก็คงต้องใช้เจ้า vosonic แต่ถ้าใครต้องการ gadget งาม ๆ พร้อมภาพถ่ายฝีมือตัวเองไว้อวดเพื่อน ๆ ล่ะก็ ipod touch คือคำตอบครับ :)



PL (Polarizing Filter) ฟิลเตอร์คู่ใจชาวกล้อง

เย็นวันนี้เป็นอีกวันที่ผมพาน้อง ๆ ไปฝึกถ่ายภาพที่น้ำตกข้าง ๆ Jantra Spa Villa ของสุโขสปา  หลังจากที่ฝนตกติดต่อกันมาหลายวัน ไม่มีโอกาสได้ออกมาฝึกถ่ายภาพกันเลย … ผมเลือกช่วงเย็น ๆ เพราะแสงไม่แข็ง เหมาะกับการถ่ายภาพน้ำตก, ลำธารและต้นไม้ริมน้ำ  ซึ่งวันนี้ผมได้แนะนำให้น้อง ๆ รู้จักกับฟิลเตอร์ตัวเก่งคู่ใจช่างภาพหลาย ๆ คน  นั่นก็คือ PL หรือ Polarizing Filter นั่นเอง … ฟิลเตอร์ตัวนี้ทำหน้าที่ตัดแสงสะท้อนจากผิววัตถุที่เป็นอโลหะอาทิ แสงสะท้อนบนผิวน้ำ, ใบไม้, หรือแสงสะท้อนจากละอองน้ำบนท้องฟ้า   ซึ่งเมื่อทำการตัดแสงสะท้อนเหล่านั้นออกไปแล้วจะทำให้ภาพมีสีสันที่อิ่มตัว  ดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น … แม้ว่าทุกวันนี้ช่างภาพหลาย ๆ คนเลือกที่จะใช้โปรแกรมตกแต่งภาพเพื่อช่วยให้สีสันของภาพที่ได้สดใส  แต่ผมว่าการที่เราได้ภาพต้นฉบับที่ดีตั้งแต่ต้นน่าจะดีกว่า  เนื่องจากบางครั้งก็อาจจะใช้โปรแกรมช่วยได้ยาก  โดยเฉพาะกรณีแสงสะท้อนบนใบไม้และบนผิวน้ำเป็นต้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น  ผมถ่ายภาพเปรียบเทียบ 2 ภาพ  โดยภาพแรกไม่ได้ใช้ฟิลเตอร์ PL จะเห็นได้ว่าที่ใบไม้ด้านหลังและบริเวณโขดหินจะมีแสงสะท้อนจำนวนมากทำให้ภาพดูมีสีสันไม่อิ่มตัวเท่าที่ควร  (เหมือนมีสีขาว ๆ เคลือบอยู่บนใบไม้) แต่ภาพที่สองใช้ฟิลเตอร์ PL ช่วยตัดแสงสะท้อนดังกล่าวออกไปบางส่วนทำให้ภาพดูมีสีสันอิ่มตัวดีขึ้น 

pl01

pl02

การที่ฟิลเตอร์ PL จะตัดแสงสะท้อนได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่มุมของแสงที่ตกกระทบด้วย  ซึ่งสามารถมองเห็นความแตกต่างได้เมื่อเราค่อย ๆ หมุนฟิลเตอร์ PL  สำหรับวิธีการดูว่ามุมไหนสามารถให้ผลในการใช้ฟิลเตอร์ PL ได้ดีที่สุดลองอ่านจากที่นี่นะครับ

ไหน ๆ ก็ไปถ่ายภาพน้ำตกแล้วก็เลยเอาภาพน้ำตกที่ถ่ายจากการสอนครั้งนี้มาฝากด้วยครับ

pl3

pl4



Dept of field

สัปดาห์ที่ผ่านมา  ได้มีโอกาสสอนน้อง ๆ ในแผนกใช้งานกล้อง DSLR และหัวข้อนึงที่พูดถึงก็คือการตั้งค่ารูรับแสง (f/stop) ซึ่งผลของการตั้งค่ารูรับแสงที่ต่างกันนอกจากจะทำให้ปริมาณแสงที่เข้าสู่กล้องต่างกันแล้ว  ยังมีผลกับช่วงความชัดในภาพนั้น ๆ ด้วย  ซึ่งชาวกล้องจะเรียกช่วงความชัดนี้ว่า Dept of field .. โดยเมื่อเราตั้งค่ารูรับแสงแคบ (เปิดช่องให้แสงเข้าน้อย หรือเลข f/stop สูง ๆ นั่นเอง)  ภาพที่ได้จะมีช่วงความชัดที่กว้างกว่าเมื่อเราตั้งรูรับแสงกว้าง (เปิดช่องให้แสงเข้ามาก หรือเลข f/stop น้อย ๆ) …  ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยเห็นภาพประเภทที่เรียกว่าหลังละลาย ซึ่งภาพเหล่านี้เกิดจากการใช้ช่วงของความชัดลึกที่น้อย หรือเรียกว่าชัดตื้นนั่นเอง (ชัดเฉพาะตัววัตถุที่โฟกัน  ส่วน background จะเบลอมากทำให้ภาพของวัตถุที่ถ่ายมีความโดดเด่น)   แต่การที่จะได้ภาพชนิดหลังละลายหรือไม่นั้น  นอกจากจะต้องเลือกค่ารูรับแสงที่เหมาะสมแล้ว  ยังมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น  ชนิดของเลนส์ที่ใช้  ถ้าเป็นเลนส์เทเล ก็จะทำให้หลังละลายมากกว่าเลนส์ไวด์,  ระยะห่างระหว่างวัตถุกับฉากหลังยิ่งมากก็จะยิ่งช่วยให้หลังละลายมากขึ้น

สองภาพที่นำมาเป็นตัวอย่างนี้  ภาพบนเลือกใช้รูรับแสงกว้างกว่าภาพล่าง  จะเห็นได้ว่าช่วงของความชัดลึกของภาพล่างจะมากกว่า  ทั้ง ๆ ที่เป็นภาพที่ถ่ายจากมุมใกล้เคียงกัน, สภาพแสดงเดียวกัน   ดังนั้นเพื่อน ๆ สามารถควบคุมลักษณะภาพที่ออกมาได้โดยการเปลี่ยนค่ารูรับแสง (ภาพล่างจะใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่าภาพบน เพื่อชดเชยแสงที่น้อยลงจากการลดขนาดรูรับแสงนั่นเอง)

dept01

dept02

สิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างมากในการถ่ายภาพที่ Dept of field น้อย หรือชัดตื้นก็คือ   ช่วงของความชัดต้องไม่น้อยจนเกินไปจนทำให้รู้สึกว่าภาพนั้นไม่ชัด  หรือบางครั้งการโฟกัสของภาพไม่แม่นพออาจจะไปโฟกัสบริเวณอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จุดที่ต้องการ อาทิถ่ายภาพดวงตาใกล้ๆ  และเลือกใช้รูรับแสงกว้าง ๆ แต่กล้องกับไปโฟกัสที่ขนตาแทนที่จะเป็นดวงตา ก็จะทำให้ภาพดูแล้วไม่คมชัดเท่าที่ควร

หรืออย่างการถ่ายภาพดอกไม้ ก็ต้องระวังว่ามีความชัดครอบคลุมกลีบดอกและเกสร มิเช่นนั้นอาจทำให้ดูเหมือนไม่ชัดได้เหมือนกัน (แต่บางครั้งถ้าเราต้องการให้ชัดเฉพาะจุดจริง ๆ อย่างเช่นภาพแนวมาโครก็ลืมปัจจัยนี้ไปได้ครับ)

ภาพตัวอย่างนี้เป็นภาพดอกบัวที่ผมเลือกควบคุมความชัดลึกให้ครอบคลุมกลีบดอกด้วย  แต่ก็ไม่ชัดลึกถึงขนาด background ด้านหลัง ทำให้ดอกไม้ดูโดดเด่นจากฉากหลังแต่ก็ยังดูคมชัดอยู่

 dept03

เพื่อน ๆ ได้ทราบเทคนิคแล้วลองนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับภาพของเพื่อน ๆ นะครับ



ถ่ายภาพทะเลให้ชวนฝัน

หลังจากที่เคยแนะนำการถ่ายภาพทะเลให้สวยสดงดงาม และการถ่ายภาพน้ำตกให้พริ้วไหวไปแล้ว  วันนี้เรามาดูการถ่ายภาพอีกแบบหนึ่งที่ผสมผสานสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันครับ

เพื่อน ๆ หลายคนคงชอบภาพทะเลที่สีฟ้าครามสดใสกับน้ำทะเลสีครามเข้มใช่ไหมครับ  และคงจะรู้สึกเซ็งถ้าวันไหนฟ้าหม่นหมองมีเมฆเต็มไปหมด  วันนี้ผมมีเทคนิคการถ่ายภาพทะเลในอีกรูปแบบหนึ่งที่ให้ภาพสวยไม่แพ้กัน และไม่ต้องแคร์ด้วยว่าวันนั้นฟ้าใสหรือเต็มไปด้วยเมฆ เพราะวันนี้เราจะเน้นไปที่การถ่ายภาพคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งกันครับ

แน่นอนล่ะว่าภาพแนวนี้ไม่เหมาะกับการถ่ายภาพน้ำทะเลแบบนิ่ง ๆ  แต่จะเหมาะกับการถ่ายภาพจุดที่มีคลื่นเยอะๆ โดยเฉพาะริมฝั่งหรือบริเวณที่มีโขดหินก็จะให้ภาพสวยงามไปอีกแบบ … เทคนิคการถ่ายภาพรูปแบบนี้คือการบันทึกภาพโดยใช้ speed ต่ำมาก ๆ (1-10 วินาที)  เพื่อให้เกลียวคลื่นที่เราเห็นถูกบันทึกเป็นสายน้ำที่ดูพริ้วไหว  หรือดูแล้วเหมือนไอหมอกคลุมเหนือพื้นน้ำหรือโขดหินนั่นเอง   และเพื่อให้ใช้ shutter speed ต่ำ ๆ ขนาดนี้ได้เราจึงต้องเลือกใช้รูรับแสงแคบ ๆ (f/8 – f/22)  และ ISO (ความไวแสง) น้อย ๆ เพื่อให้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำที่สุด   นอกจากนี้ช่วงเวลาที่ถ่ายภาพแนวนี้ควรเป็นช่วงเช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย หรือหลังพระอาทิตย์ตกดินเพราะเป็นช่วงที่แสงน้อยส่งผลให้ shutter speed ต่ำแบบที่เราต้องการ  แถมด้วยแสงช่วงนี้จะเป็นโทนสีน้ำเงิน, สีชมพู, หรือสีเหลืองส้มแล้วแต่กรณีซึ่งทำให้ภาพดูงดงามไปอีกแบบ

และเมื่อใช้ shutter speed ต่ำขนาดนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือขาตั้งกล้อง  เพื่อให้ภาพไม่สั่นไหวหรือถ้าไม่มีจะวางกล้องบนโขดหิน, ขอนไม้ หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้กล้องไม่สั่นไหวขณะที่บันทึกภาพ (สั่นไหวไม่เท่าไหร่ ระวังมันตกน้ำ อิอิ)   นอกจากนี้อาจใช้สายลั่นชัตเตอร์หรือตั้งเวลาถ่ายภาพเพื่อให้กล้องนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

สาธยายมาเยอะแล้ว ลองมาดูตัวอย่างภาพกันดีกว่าครับ  ภาพนี้ผมบันทึกแสงประมาณ 3 วินาทีในช่วงพระอาทิตย์ตก  จะได้ภาพสายน้ำที่พริ้วไหวคล้าย ๆ กับการถ่ายภาพน้ำตก  แต่ก็ยังได้บรรยากาศของทะเลยามเย็นอันสุดแสนโรแมนติกด้วย

หาดในฝัน

ส่วนภาพที่สองใช้เวลาในการบันทึกภาพนานขึ้นเป็น 8 วินาที  จะเห็นได้ว่าน้ำจะดูเป็นหมอก ๆ มากกว่าเป็นสายเพราะเราบันทึกแสงนานกว่าภาพแรกนั่นเอง

ทะเลในฝัน

ทราบเทคนิคไปแล้ว  ยังไงก็ลองไปทำกันดูนะครับ  เพราะหน้าฝนแบบนี้อาจไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพแบบฟ้าใส  ก็ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาถ่ายภาพแนวทะเลในฝันกันบ้าง  อาจจะได้ภาพที่สวยงามกว่าแบบเดิม ๆ ก็ได้ใครจะไปรู้ จริงไม๊ครับ …



บัว – สัญลักษณ์แห่งความดีและความบริสุทธิ์

วันอาทิตย์วันสบายๆ ก็เลยมีภาพมาฝากครับ  เป็นภาพดอกบัว 9 ภาพ  เป็นมงคลกับทั้งผู้ post และผู้อ่าน อิอิ  Click ที่ภาพได้เลยครับเพื่อชมภาพที่ใหญ่ คมชัด สบายตา หุหุ



WordPress Themes