จอนนี่ต้องการจะมีเซ็กกับสาวสวยคนหนึ่งในออฟฟิศ แต่ทว่าเธอมีเจ้าของแล้ว
วันหนึ่ง จอนนี่อดทนกับความต้องการของตัวเองไม่ได้จึงยื่นข้อเสนอให้สาวคนนั้นว่าเขาจะให้เงินเธอ $100
ถ้าเธอยอมให้เขามีอะไรกับเธอ แต่ผู้หญิงคนนั้นปฏิเสธ
เขาจึงบอกกับเธอว่าเขาจะทำอย่างรวดเร็ว โดยเขาจะโยนเงินลงบนพื้น
เขาจะหยุดทำภารกิจทันทีที่เธอเก็บเงิน $100 นั้นขึ้นมาจากพื้นแล้ว
เธอนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอกกับจอนนี่ว่าเธอขอปรึกษาเพื่อนชายของเธอก่อน …
หลังจากนั้นเธอจึงโทรไปหาเขาแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
เพื่อนชายของเธอจึงบอกว่า ให้ต่อรองขอเพิ่มเป็น $200 แล้วให้รีบเก็บเงินเร็ว ๆ
เพราะจอนนี่คงไม่ทันทำอะไรได้ทัน
สาวสวยเห็นด้วยกับแฟนหนุ่มจึงตกลงและปฏิบัติตามข้อเสนอนั้น
30 นาทีผ่านไป ชายหนุ่มเฝ้ารอให้หญิงสาวโทรมารายงานผล แต่ยังไร้วี่แวว
45 นาทีผ่านไปยังไม่มีวี่แววของโทรศัพท์ เขาจึงโทรไปหาหล่อนว่าผลเป็นอย่างไร
เธอตอบอย่างหัวเสียว่า “ไอ้สารเลวนั่นมันใช้เหรียญแทนที่จะเป็นแบงค์”
$ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $ $
บทเรียนทางธุรกิจ :
จงพิจารณาข้อเสนอทางธุรกิจในทุกแง่มุม ก่อนที่จะตอบตกลง
มิเช่นนั้นคุณอาจจะเจอกับความเสียหายอย่างคาดไม่ถึง
Tags: forward mail, ขำขัน, ขำขำ, ขำๆ, คลาดเครียด, ทะลึ่ง, นิทานตลก, บทเรียนทางธุรกิจ, ลามก, ฮา, ฮาๆ, เรื่องตลก, เล่านิทานสอนงานทีม
forward mail, ขำๆ-ทะลึ่ง, พัฒนาคน สร้างทีม | 9MOT |
May 31, 2008 3:00 pm |
Comments (1)
ไม่ต้องงงครับ…ไม่ต้องงง ไม่ได้เข้ามาผิด blog ครับ แต่วันนี้ขอนอกเรื่องจากหัวข้อที่เขียนเป็นประจำสักหน่อยครับ… เนื่องจากวันนี้ผมได้เป็นแขกของทาง ททท. ที่มาจัดงาน e-marketing days เพื่อให้ความรู้กับผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต โดยเชิญผมพูดในหัวข้อ case study (“หนูทดลอง” หรือที่เรียกแบบสวย ๆ ว่า กรณีศึกษา อิอิ) ซึ่งผมได้เล่าประสบการณ์ในการใช้ e-marketing เพื่อเพิ่มโอกาสทางการขายให้กับ สุโขสปา (บ้านหลังที่ 2 ของผม) ที่ผมทำมาตลอด 3 ปี และเป็นช่วงที่ผมหมั่นศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมมาโดยตลอด รวมทั้งเข้าอบรมในทุกครั้งที่มีการจัด ไม่ว่าจะเป็นของ ททท., Sipa, SME และหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งแต่ละครั้งมีวิทยากรที่ผมถือว่าเป็นครูของผมมาให้ความรู้ใหม่ ๆ เสมอ อย่างครั้งนี้หนึ่งในคุณครูของผมคือคุณเนืองนิมมาน แห่ง born distinction ก็ยังนำเรื่องใหม่ ๆ ที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนมาเปิดโลกทัศน์ ถ่ายทอดให้ผมและผู้ร่วมสัมนาฟังเพื่อนำไปใช้ในการทำงานของตัวเองเหมือนเช่นทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา
การได้มีโอกาสเล่าถึงส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่เราได้ทำไป ก็เหมือนได้ส่งการบ้านที่ครูให้ไว้เมื่อสอง-สามปีก่อน และรู้สึกดีใจที่ได้นำประสบการณ์มาถ่ายทอดให้เพื่อน ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันได้นำไปใช้ประโยชน์บ้าง ผมพูดตอนหนึ่งในสัมนาว่าในโลกของ e-marketing นั้น ขอให้คุณเป็นผู้ให้ 80% และเป็นผู้รับ 20% แล้วคุณจะมีความสุขและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน หนึ่งในผลิตผลของการให้ก็คือ blog ที่คุณอ่านอยู่นี่แหละครับ ผมตั้งใจทำเพื่อถ่ายทอดความคิด ข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ โดยหวังว่าคนที่อ่านจะมีความสุข หรือสามารถนำมันไปใช้ประโยชน์ได้ … (แต่ก็ไม่ลืมอีก 20% แห่งการรับ รู้ไหมเอ่ยว่าผมซ่อนมันไว้ที่ไหน) เพื่อน ๆ ล่ะครับ เมื่อได้รับความรู้และแรงบันดาลใจแล้ว เพื่อน ๆ นำไปทำเป็นการบ้านบ้างหรือเปล่า ?
- – - – - forward mail – - – - – -
นานมาแล้วชั้นเคยถูกจับให้ไปเล่นเกมๆ นึงแบบที่ชั้นไม่เต็มใจ
แต่พอเล่นไปแล้วก้อประทับใจมากเลยทีเดียว มันเป็นเกมเกี่ยวกับความรัก…
…มีคนตั้งขึ้นมาว่า จะมีสะพานไม้เล็กๆอยู่ ให้เดินไปจนถึงโดยที่หลับตา
ถ้าใครสามารถเดินไปถึงได้
โดยไม่ตกลงมา คุณและคู่รักของคุณจะเป็นเนื้อคู่กันตลอดไป…
ทุกคนจึงพยายามเดินแล้วหลายรอบ แต่ก้อตกลงมาทุกที
บางคนถึงกับคิดว่าชั้นคงไม่มีเนื้อคู่แล้วล่ะสิ
จนมีคนๆ นึงเดินไปถึง และไม่ตกลงมา
ทุกคนก้อถามว่าเดินยังไงหละถึงไม่ตก..พอคนๆ นั้นตอบทุกคน
ก้อเงียบไปเลย
เค้าบอกว่า
“ชั้นแอบลืมตาเดินไง”…
ลองคิดดูดิ
เพื่อความรัก ทุกคนยอมหลับตา..และยอมปฏิเสธสิ่งต่างๆ ที่ทุกคนผ่านมัน
โดยไม่มองอะไรเลย..เค้า สั่งให้หลับตาเดินก้อยอม
แล้วมันจะไปถึงได้อย่างไร..ในเมื่อตาเรามองไม่เห็นทาง..เวลามีความรัก
ลองเปิดตามองให้ไกล..อย่าปล่อยให้ความรักทำให้ตาบอด..
ถึงแม้ลืมตาเดินแล้วยังตกลงมาอีกก้อคงไม่
เจ็บเท่าตกลงมาเพราะหลับตาเดิน..
เพราะเราจะรู้ว่าต้องตกท่าไหนจึงจะเจ็บน้อยที่สุด
ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเป็นคนที่ชอบกินหัวปลามากเป็นพิเศษ
จนเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เพื่อนฝูง ทุกครั้งที่บ้านของเขากินปลา
คนในบ้านของเขาก็มักที่จะคีบหัวปลาให้เขาก่อนเป็นอันดับแรก
และทุกๆครั้งที่เพื่อนๆนัดเลี้ยงสังสรรค์กัน ทุกๆคนก็มักจะเลือกเอาหัวปลาให้เขาก่อเสมอ
แต่ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใดในเวลาที่อยู่กับเพื่อนๆเขามักจะปฏิเสธความหวังดีนี้อยู่เสมอ
เมื่อไม่นานมานี้เอง ผมได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตแล้ว
ก่อนที่เขาจะสิ้นใจ มีเพื่อนสนิทหลายคนได้ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
บางคนถึงขนาดทำหัวปลาปรุงพิเศษไปให้ แต่ในขณะนั้น
เขาไม่สามารถที่จะกินอะไรได้อีกแล้ว
แต่ก็ยังพยายามที่จะเปิดเผยความลับที่เขาได้ปกปิดมานานนับสิบปี
ให้เพื่อนๆฟังด้วยความยากลำบากว่า…..
“เราขอขอบใจในน้ำใจของพวกเพื่อนๆที่อุตส่าห์ทำหัวปลามาให้และในเมื่อมาถึงขั้นนี้
เราก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังอะไรพวกเพื่อนอีกแล้ว
แม้ว่าหัวปลาจะอร่อยและเราก็ได้กินมันมาครึ่งค่อนชีวิตแล้วก็ตาม
แต่เราขอบอกตามตรงเลยว่าเราไม่เคยชอบกินมันเลย
หากแต่เป็นฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี
อีกทั้งคนในครอบครัวต่างก็ชอบกินเนื้อปลากันทั้งนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้
หากเราเลือกที่ยังจะกินเนื้อปลาพวกเขาก็จะได้กินกันน้อยลง
แต่ถ้าหากเราจะไม่กินปลาเลยพวกเขาก็คงจะรู้
และไม่สบายใจ ดังนั้น เราก็เลยต้องแกล้งทำเป็นชอบกินหัวปลา
ทั้งๆที่ความจริงแล้ว เราเองก็อยากที่จะกินเนื้อปลากับเขาด้วยเหมือนกัน!
จนถึงทุกวันนี้ทุกครั้งที่ผมได้ยินว่ามีคนชอบกินหัวปลา
ผมเองก็อดที่จะมองเขาด้วยความพินิจพิเคราะห์ไม่ได้
ในใจก็ตั้งคำถามว่า เขา “รักที่จะกินหัวปลา”
หรือ “กินหัวปลาเพราะรัก” กันแน่?…
ข้อคิดในการสอนงาน
สิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาของเราไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นจริงเสมอไป
บางคนรักที่จะทำ จึงไม่เคยสนใจหรือใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น
แต่บางคนทำเพราะรัก จึงยอมสละทุกสิ่งโดยไม่เคยคิดถึงตัวเอง
แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ก็ตาม … คุณล่ะครับเป็นคนแบบไหน ?
เศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง เขาเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว เศรษฐีบอกชาวนาว่า ท่านเป็นหนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง
‘แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า ข้าจะยกกหนี้สินทั้งหมดให้’
ชาวนาไม่ตกลง เศรษฐีบอกว่า ‘ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวน ใส่ในถุงผ้านี้ ก้อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว ให้ลูกสาวของท่านหยิบก้อนกรวดจากถุงนี้ หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกับข้า และแน่นอน ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย’
ชาวนาตกลง เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อนใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่ากรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ!
หากเธอไม่เปิดโปงความจริง ก็จะต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกง หากเธอเปิดโปงความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้ แต่บิดาของเธอก็ต้องเป็นหนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน
ถ้าเป็นคุณ … คุณจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ?
.
.
.
.
.
นี่คือวิธีแก้ปัญหาของลูกสาวชาวนา
ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน พลันเธอปล่อยกรวดในมือร่วงลงสู่พื้นกลืนหายไปในสีขาวและดำของสวนกรวด เธอมองหน้าเศรษฐีเอ่ยว่า ‘ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอปล่อยหินร่วงหล่น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละก้อนลงไปในถุงนี้ ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดูสีกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อมรู้ทันทีว่า กรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร’
ที่ก้นถุงเป็นกรวดสีดำ ‘…ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว’ ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้ และลูกสาวไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น
ข้อคิด
เมื่อคนเราพบกับปัญหา มักจะมีคนอยู่ 4 ประเภท
1. ยอมรับปัญหานั้นโดยไม่แก้อะไรเลย
2. วิ่งหนีปัญหา
3. แก้ปัญหาด้วยกำลัง
4. แก้ปัญหาด้วยปัญญา
ลองถามตัวคุณดูนะครับ ว่าเมื่อคุณพบกับปัญหาแล้ว คุณอยู่ในประเภทใด ?