บทความในหมวด : พัฒนาคน สร้างทีม

กระรอกกับมะพร้าว

มีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง หมู่บ้านนี้มีต้นมะพร้าวขึ้นอยู่ริมฝั่งคลองเป็นจำนวนมาก บริเวณนั้นเป็นป่ารก ไม่มีบ้าน ผู้คน มีแต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยอาศัยอยู่ เช่น พวกกระรอก กระแต 

วันหนึ่งมีมะพร้าวต้นหนึ่งที่ขึ้นอยู่ริมฝั่งคลองนี้ เกิดมีลูกดกมาก ลำต้นของมันทานน้ำหนักลูกไม่ไหวก็เลยค่อยๆ เอนไป จนยอดมะพร้าวไปจรดคลองอีกฝั่ง

กระรอกฝูงหนึ่งเห็นมะพร้าวเอนลงมายังฝั่งของตน หัวหน้ากระรอกจึงพูดขึ้นว่า “โอ้โฮ ! วันนี้พวกเราช่างโชคดีเหลือเกิน ลาภปากแท้ๆ เลย”  ”โชคดีอย่างไรล่ะท่านหัวหน้า ช่วยบอกหน่อยซิ” บริวารกระรอกถาม “ก็โน่นไง เห็นมั๊ย มะพร้าวลูกดกเอนมาทางฝั่งเรา” หัวหน้ากระรอกพูดพลางชี้ให้ดู “อย่างนั้น พวกเราก็ไปกินมะพร้าวกันได้สิท่านหัวหน้า”  “ได้เลย ไปชวนกันมาเยอะๆ นานๆ จะมีอาหารอันโอชะมาถึงอย่างนี้สักที” หัวหน้าอนุญาต

ว่าแล้วบรรดากระรอกทั้งหลายก็ชวนกันปีนขึ้นไปเจาะกินน้ำมะพร้าว  กินกันจนเหลือผลกลวงอยู่บนต้นอย่างเพลิดเพลินอยู่หลายวัน วันละลูกสองลูก โดยไม่ได้ลงมาจากต้นมะพร้าวเลย และ ไม่ได้สังเกตถึงความผิดปรกติของต้นมะพร้าวด้วย กินกันจนหมดต้นเมื่อไรไม่รู้ตัว

เมื่อน้ำมะพร้าวแห้งหมดทุกลูกแล้ว ต้นมะพร้าวก็เอนกลับไปยังที่เดิม พวกกระรอกทั้งหลายก็ติดอยู่บนต้นมะพร้าวนั้น ไม่สามารถกลับไปยังฝั่งเดิมขิงตนเองได้ ครั้นจะว่ายน้ำข้ามไปก็ว่ายไม่เป็น กระรอกทั้งหลายต่างเศร้าโศกเสียใจ นั่งร้องไห้อยู่บนต้นมะพร้าวนั้น
หัวหน้ากระรอกเห็นดังนั้นก็ไม่สบายใจ จึงเรียกบริวารกระรอกมาประชุม ปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรกันดี จึงจะกลับไปยังฝั่งของตนได้ ต่างแสดงความคิดเห็นกันหลากหลายวิธี แต่ก็ติดขัดตรงที่ทำตามความคิดไม่ได้ 

ในที่สุดมีกระรอกตัวหนึ่งเสนอความคิดว่า “พวกเราน่าจะช่วยกันลงไปอมน้ำในแม่น้ำ แล้วนำมาหรอกใส่ในลูกมะพร้าวทุกลูก เมื่อมะพร้าวเต็มทุกลูก ต้นมะพร้าวก็จะเอนไปยังฝั่งเราดังเดิม”

ความคิดนี้กระรอกทุกตัวต่างเห็นด้วยว่าน่าจะทดลองทำดู เพราะทำไม่ยาก เพียงแต่กระรอกทุกตัวต้องช่วยกันอย่างเต็มที่เท่านั้น
และแล้วการลำเลียงน้ำของกระรอกทุกตัว โดยการอมน้ำจากแม่น้ำไปกรอกลงในลูกมะพร้าวก็เริ่มขึ้น ในไม่ช้า น้ำในลูกมะพร้าวก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ ทีละน้อยๆ ทำให้ต้นมะพร้าวค่อยๆ โน้มเอนลงไปทีละน้อยเช่นเดียวกัน พวกกระรอกทุกตัวต่างไม่ลดละความพยายาม
จนในที่สุดผลของความเพียรพยายามและความสามัคคีก็มาถึง เมื่อกระรอกช่วยกันอมน้ำไปกรอกในลูกมะพร้าวจนเต็มทุกลูก ต้นมะพร้าวก็โน้มเอนลงไปยังฝั่งที่อยู่ของกระรอกตามเดิม กระรอกทุกตัวต่างก็ดีใจที่ได้กลับมายังฝั่งของตนเองได้อย่างปลอดภัย

แนวคิดในการสอนงาน
ในวันที่มีทรัพยากรณ์ให้ใช้อย่างเหลือเฟือ  จงคำนึงถึงวันที่ทรัพยากรณ์จะหมดสิ้นไปด้วยว่าเมือถึงวันนั้นเราจะทำอย่างไร  ก่อนจะใช้ทรัพยากรณ์ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันหมด  ลองคิดดูว่าเราจะค่อย ๆ ใช้ทรัพยากรณ์อย่างประหยัด หรือจะใช้แบบไม่ลืมหูลืมตาจนวันหนึ่งเกิดปัญหาขึ้นมา   แต่ในทุก ๆ ปัญหาและอุปสรรคย่อมมีทางออกอยู่เสมอ  ขอเพียงทีมมีความสามัคคี และช่วยกันคิดหาทางแก้ไข ไม่เห็นแก่ตัวและเอาตัวรอด หรือวางเฉยต่อปัญหาเท่านั้นเอง … องค์กรอยู่รอดถ้าพวกเราทุกคนช่วยกัน



The day the earth stood still : ได้ใจ แต่ไม่จับใจ

เมื่อวันรัฐธรรมนูญได้ใช้เวลาวันหยุดไปชมภาพยนต์เรื่อง The day the earth stood still โดยไม่เคยทราบเรื่องย่อมาก่อน แต่อาศัยว่าชอบพระเอก ก็เลยยอมจ่ายตังค์ค่าตั๋วเข้าชม (ไม่ได้ชอบแบบอย่างว่านะตัวเอง อย่าคิดมาก หุหุ)  … เนื้อหาของหนังพูดถึงเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ที่จะทำให้โลกต้องถึงจุดสูญสิ้น  มนุษย์ต่างดาวจึงต้องตัดสินใจทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ให้สิ้นไปเพื่อปกป้องโลกไว้ แต่ตัวพระเอกของเรื่องซึ่งเข้ามาคลุกคลีกับมนุษย์ได้ค้นพบว่ามนุษย์นั้นมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือจะย่อมเปลี่ยนแปลงเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะสูญเสียพูดง่าย ๆ คือจะรู้สึกนึกก็ตอนที่รู้ว่าตัวเองอยู่ใกล้และกำลังจะตกลงจากปากเหวนั่นเอง … ส่วนการสำนึกจะทันการณ์หรือไม่ก็ไปชมกันเองนะครับ  ไม่อยากบอกให้เสียอรรถรส 

ในส่วนของบทภาพยนต์นั้นพยายามสื่อให้เห็นถึงพฤติกรรมของมนุษย์  การคิดว่าโลกใบนี้เป็นของมนุษย์ การใช้อำนาจ ความรัก ความผูกพัน แต่ผมว่ามันไม่กินใจและจับใจเท่าที่ควร และอารมณ์ของหนังไม่สามารถนำไปสู่ความรู้สึกที่กำลังจะสูญเสียได้เท่าที่ควรจะเป็น  แต่ในส่วนของแนวคิดของหนังนั้นได้ใจผมไปเต็ม ๆ เพราะมันช่างเข้ากับบรรยากาศในชีวิตทุกวันนี้เหลือเกิน เนื่องจากทุกวันนี้มีแต่การทะเลาะ แก่งแย่งช่วงชิงอำนาจ โดยไม่ได้คำนึงถึงความสูญเสียอันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้น … นอกจากนี้หลาย ๆ องค์กรกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่จากการแก่งแย่งอำนาจในระดับประเทศ  หากคนในองค์กรยังคงมัวแต่โทษกันไปโทษกันมา หาคนผิด หาคนรับผิดชอบ แทนที่จะช่วยกันคิดว่าจะนำพาองค์กรให้รอดได้อย่างไร  นั่นเท่ากับว่าเขาเหล่านั้นยังไม่รู้ตัวว่ากำลังเดินถอยหลังใกล้ปากเหวเข้าไปทุกที… หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้วิกฤต บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องช่วยกันแบบเป็นทีม เลิกทะเลาะ เลิกนึกถึงตัวเองชั่วคราว แล้วหันมาช่วยกันหาทางรอดให้กับองค์กร … ทุกคนในองค์กรนั้นมีสิทธิ์ และมีหน้าที่  ในวันนี้เป็นวันที่เราต้องยอมเสียสละลดสิทธิ์บางอย่างลงเพื่อให้องค์กรไปได้ แล้วหันมาทำหน้าที่ของบุคคลากรที่ดีในการรักษาองค์กรให้อยู่รอดต่อไป …

เรื่องสิทธิ์และหน้าที่ผมได้เคยเขียนไว้แล้วในตอน “มะม่วงทองคำ”  ลองอ่านกันดูนะครับ



มะม่วงทองคำ

เมื่อนานมาแล้ว  มีชาวสวนคนหนึ่งมีบุตรชายสามคนปลูกต้นมะม่วงซึ่งผลของมันจะเป็นสีทองอร่ามประดุจทองคำบริสุทธิ์  ที่สำคัญรสชาติของมะม่วงต้นนี้อร่อยกว่ามะม่วงทุกสายพันธ์ในเมืองสยาม  มันจึงเป็นผลไม้ที่ทุกคนต้องการ แต่ละปีมะม่วงต้นนี้จะออกผลมากมายกว่า 500 ผล  ซึ่งชาวสวนได้ให้สิทธิ์ลูกชายทั้งสามของเขานำมะม่วงนี้ไปทานกันในครอบครัวของตัวเองครอบครัวละ 100 ผล ที่เหลืออีก 200 ผลนำไปขายแล้วนำเงินมาซื้อปุ๋ยพรวนดิน  และดูแลรักษาต้นมะม่วงต้นนี้

ปีหนึ่งเกิดภัยพิบัติร้ายแรงฝนไม่ตกตามฤดูกาล  ต้นมะม่วงทองคำจึงให้ผลผลิตน้อยกว่าทุกปี  แต่ลูก ๆ ทั้งสามก็ยังคงเก็บมะม่วงไปคนละ 100 ผลเท่าเดิม  ทำให้บนต้นเหลือมะม่วงเพียง 50 ผลเพื่อนำไปขาย  เงินที่ได้มาจึงสามารถซื้อปุ๋ยได้เพียงไม่กี่ถุงเท่านั้น

เพราะต้นมะม่วงได้ปุ๋ยน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  ในปีต่อมามันจึงออกผลเพียง 300 ผล  ซึ่งลูก ๆ ทั้งสามได้แบ่งไปคนละ 100 ผลเท่าเดิม  โดยไม่เหลือไว้ขายแม้แต่ลูกค้าเดียว  

เมื่อถึงฤดูกาลเก็บมะม่วงปีต่อมา  ลูกชายทั้งสามของชาวสวนเดินทางมาเก็บมะม่วงไปทานเหมือนทุกปี  แต่ก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่า  ต้นมะม่วงที่เคยให้ผลสีทองอร่าม บัดนี้ได้กลายเป็นตอไม้ที่ไม่เหลือแม้แต่ใบให้ร่มเงาด้วยซ้ำ

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  ก็ไม่มีใครเห็นชื่อมะม่วงทองคำอยู่ในชื่อผลไม้ของเมืองสยามอีกเลย

…………………………………………………………………………………………………………..

 อ่านเรื่องนี้แล้วลองมองดูตัวเรานะครับ

ในระดับชาติ : เราต่างเรียกร้องสิทธิ์มากมายของแต่ละคนแต่ละฝ่าย  เพื่อที่จะได้มาในสิ่งที่เราต้องการ  แต่เราลืมหน้าที่ของพลเมืองที่ต้องรักษาให้ประเทศนี้อยู่อย่างสงบสุขร่มเย็นกันอยู่หรือเปล่า? 

ในระดับองค์กร : เราต่างใช้สิทธิ์กันเต็มที่  หาหนทางให้สิทธิ์นั้นนำมาซึ่งผลประโยชน์กับตัวเรามากที่สุด แต่เรากำลังลืมอีกหน้าที่หนึ่งซึ่งสำคัญคือช่วยกันประหยัดและลดค่าใช้จ่ายเพื่อความอยู่รอดขององค์กรกันอยู่หรือไม่?

หากเราทุกคนรู้จักการใช้สิทธิ์อย่างพอเพียง  และสำนึกในหน้าที่ของเรา  ไม่ว่าจะมีอุปสรรคมากมายแค่ไหน  ชาติหรือองค์กรก็จะผ่านปัญหานั้นไปได้   ในทางตรงข้าม ถ้าทุกคนรู้จักแต่ใช้สิทธิ์ของตัวเองเต็มที่ แต่ลืมหน้าที่อย่างหนึ่งที่ต้องช่วยกันรักษาชาติและองค์กรไว้ด้วยการใช้สิทธิ์แต่พอเพียง  เมื่อนั้นชาติหรือองค์กรก็คงเหมือนต้นมะม่วงที่เป็นเพียงตอไม้ซึ่งมีค่าเพียงแค่นิทานเรื่องหนึ่งที่ส่งเป็น forward mail



เล่านิทานสอนงานทีม : เงินเดือน เดือนสุดท้าย

ผู้บริหารคนใหม่  เพิ่งมารับตำแหน่งฟื้นฟูกิจการที่ตกต่ำของบริษัทเป็นวันแรก เขาเรียกประชุมพนักงานทันที แล้วประกาศ นโยบายแรกซึ่งก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ใครทำงานไม่เต็มที่จะต้องถูกพิจารณาอย่างเด็ดขาด

หลังประชุม เขาออกเดินตรวจตราบริษัทพร้อมกับผู้จัดการแผนกอีก 6-7 คน ความสนใจของเขาเพ่งเล็งอยู่ที่ไอ้หนุ่มคนหนึ่งซึ่งยืนพิงผนังดูคนอื่นทำงานอย่างสบายใจ เขาเดินตรงไปที่ไอ้หนุ่มทันทีแล้วถาม

“เงินเดือนคุณเดือนละเท่าไหร่ ”
“เจ็ดพันครับ” ไอ้หนุ่มตอบอย่างไม่สะทกสะท้านไม่เปลี่ยนแม้แต่ท่ายืนด้วยซ้ำ

เขาควักเงินเจ็ดพันบาทยื่นให้ไอ้หนุ่มทันทีแล้วตะโกนลั่น
“นี่เงินเดือนๆสุดท้ายของคุณแล้วเชิญคุณออกไปเลย ไม่ต้องมาให้ผมเห็นหน้าอีก”
ไอ้หนุ่มคว้าเงินแล้วโกยแน่บทันที
ในขณะที่เขาหันหลังกลับมาหาพนักงานบริษัทคนอื่น ๆ ที่ตะลึงกันถ้วนหน้า
“ใครตอบผมได้บ้างว่าไอ้หนุ่มนั่นมันทำงานตำแหน่งอะไร” ผู้บริหารใหม่ตะโกนถาม
ความเงียบปกคลุมทั่วสำนักงานเป็นเวลาหลายวินาทีก่อนที่จะมีผู้กล้าพูดออกมา

“เขามาส่งพิซซาครับ!!!”

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : จะเป็นผู้บริหารที่ดีได้  คุณต้องรู้จักพนักงานของคุณดีพอก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการอะไรกับเขา  เพราะบางครั้งสิ่งที่คุณเห็นอาจเป็นเพียงด้านหนึ่งที่ไม่ใช่ตัวเขาทั้งหมด  ซึ่งการตัดสินใจที่ดูเหมือนจะเด็ดขาดนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกับบริษัทได้อย่างที่คุณเองคาดไม่ถึง



อารมณ์ศิลปิน

ลักษณะเฉพาะอย่างนึงของศิลปินก็คือต้องมองโลกให้มันสวยงามเข้าไว้  แม้ว่าของจริงมันจะขี้เหร่แค่ไหนก็ตาม  ถ้าอารมณ์ศิลปินเข้าสิงเมื่อไหร่เป็นต้องพยายามเสาะแสวงหามุมอันสวยงามให้ได้เมื่อนั้น … ช่างภาพที่ดีนั้นต้องมองเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็นหรือมองข้าม  และก็ไอ้นิสัยแบบนี้แหละจะทำให้เราได้ภาพที่แปลกตาสำหรับคนทั่วไป  แต่ก็ต้องแลกกับสายตาดูถูกดูแคลนที่คนอื่นดูเวลาเราก้ม ๆ เงย ๆ ถ่ายภาพอะไรสักอย่างที่ดูแล้วไม่น่าจะเข้าท่าเลย

วันนี้ผมเอาภาพมาฝากสองภาพที่ถ่ายเมื่อวานช่วงอารมณ์ศิลปินเข้าสิง เพราะทำงานช่วงกลางวันเหนื่อยมาก  ตกเย็นก็เลยเดินเตร็ดเตร่หาอะไรถ่ายภาพไปเรื่อยเปื่อย อารมณ์ประมาณคนเดินหาหัวแหวนเพชรที่ทำหล่นนั่นแหละ  เผอิญสายตอไม้เก่า ๆ ที่มีเห็ดขึ้นอยู่  ก็เลยเอาซูมช่วงเทเลออกมาถ่ายโดยเลือกรูรับแสงกว้างสุดเพื่อให้ภาพชัดเฉพาะจุดที่โฟกัส (ช่างภาพเขาเรียกหลังกระจาย  มักใช้กับการถ่ายภาพบุคคล แต่วันนี้หาคนไม่ได้ก็เลยได้ตอไม้แทน อิอิ)   พยายามหามุมที่ได้ฉากหลังเป็นสีเขียวเข้มตัดกับสีของเห็น หรือไม่ก็เลือกให้มี highlight บ้างเพื่อให้ภาพดูแล้วมีชีวิตชีวา  ผลก็ออกมาอย่างที่เห็นนี่แหละครับ  ไม่ได้สวยงามอะไรมากมาย แต่ก็ดูแล้วสบายหูสบายตาดี … เพื่อน ๆ ที่อยากเป็นช่างภาพที่ดี  เวลามีกล้องอยู่ในมือ ต้องพยายามมองให้เห็นสิ่งที่สวยงามที่อยู่รอบข้างตัวเรานะครับ  บางครั้งของเล็ก ๆ น้อย ๆที่เรามองข้ามนั้นอาจมีมุมที่สวยงามซ่อนหรือแฝงอยู่ก็ได้ อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นมันหรือไม่แค่นั้นเอง … จะว่าไปการมีนิสัยช่างภาพนั้นสามารถนำไปเป็นข้อคิดที่ดีในการทำงานได้อีกด้วย  คือให้เราพยายามมองหาด้านที่สวยงาม หรือด้านที่ดีของเพื่อนร่วมงาน  เราก็จะทำงานกับเขาได้อย่างมีความสุข เหมือนกับที่ผมมีความสุขกับการถ่ายภาพสองภาพนี้ครับ … ขอให้มีความสุขกันทุกคนครับ

เห็ดบนขà¸à¸™à¹„ม้



WordPress Themes