บทความในหมวด : พัฒนาคน สร้างทีม

เล่านิทานสอนงานนาย – ตอนสั่งงานลูกน้อง

การครั้งหนึ่งไม่นานมานี้เอง มีการจัดการแข่งขัน “พ่อครัวสะท้านโลก” เพื่อเฟ้นหาพ่อครัวที่เป็นสุดยอดฝีมือในการทำอาหาร  โดยผู้จัดการแข่งขันได้จัดผู้ช่วยซึ่งไม่เป็นงานด้านครัวเลยมาให้พ่อครัวแต่ละคนใช้เป็นลูกมือ  การแข่งขันครั้งนี้มีตัวเก็งคนหนึ่งคือ Chef กะทะทองแดงนั่นเอง  เมื่อเริ่มการแข่งขัน Chef กะทะทองแดงก็รีบสั่งลูกมือให้จัดการทำข้าวผัดอันสุดแสนจะง่ายดาย ในขณะที่เขาลงมือทำซุปสูตรพิเศษที่ต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างยิ่ง  ระหว่างที่เขาสาละวนกับการหั่นเครื่องปรุง  ข้าวผัดที่เพิ่งจะทำเสร็จใหม่ๆ ก็วางลงข้าง ๆ Checf กะทะทองแดง  ทันที่ที่เขาเห็นก็หัวเสียทันที พร้อมกับหันไปบอกลูกมือว่า “จะบ้าเรอะ ทำไมมันถึงเปียกแบบนี้ แล้วจะเข้ากับน้ำซุปของฉันได้อย่างไร ไปทำมาใหม่”  ว่าแล้วเขาก็ก้มหน้าก้มตาทำสูตรเครื่องปรุงต่อไป   ยังไม่ทันถึง 5 นาที  ข้าวผัดที่ทำแสนง่ายดาย และแห้งดูน่ารับประทานก็มาว่างตรงหน้า Chef กะทะทองแดงอีกครั้ง … เขาเหลือบตาไปมองที่จานข้าวผัดแล้วก็ส่งสายตาที่ลูกตาเกือบจะถนนออกมามองไปยังลูกมือที่กำลังยืนตัวสั่น แล้วตะคอกว่า “โอ๊ย.. ทำไมเอาไข่ไปผัดรวมกับข้าว  ต้องทอดต่างหากแล้วนำไปประดับภายหลัง  ไปทำมาใหม่” … เจ้าลูกมือก็รีบหยิบข้าวผัดจานนั้นออกไปทันที  แล้วรีบนำจานใหม่ที่แก้ไขแล้วกลับมาขณะที่ Chef กำลังนำเครื่องปรุงลงไปเคี่ยวในหม้อ  และแล้วสิ่งที่ลูกมือกลัวก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อ chef กะทะทองแดง  ตะเพิดใส่เขาว่า “ทำไมจึงเอาข้าวผัดใส่ซะเต็มจาน   ต้องใช้ถ้วยเล็ก ๆ เป็นแม่พิมพ์แล้ววางลงกลางจานเพื่อให้เหลือพื้นที่ด้านข้างสำหรับตกแต่ง” … ยังไม่ทันที่ chef จะพูดอะไรต่อ  เจ้าลูกมืก็รีบยกจานไปดำเนินการโดยเร็ว  chef กะทะทองแดงรีบยกน้ำซุปใส่ถ้วยอย่างบรรจง และนำมาวางคู่กับข้าวผัดที่ตอนนี้ถูกจัดอยู่บนจานพร้อมของประดับอย่างสวยงามน่ารับประทาน… และแล้วเวลาประกาศผลการตัดสินก็มาถึง  ปรากฎว่า chef กะทะทองแดงได้คะแนนเป็นลำดับสอง  เพราะใช้เวลาในการทำเกินกำหนดไป 3 นาที ทำให้เขาหัวเสียมาก และสบถต่อหน้าผู้เข้ามาร่วมงานว่าเป็นเพราะลูกมือแท้ ๆ ที่ทำงานไม่เอาไหน  ทำให้เขาต้องพ่ายแพ้ในครั้งนี้

คุณเห็นด้วยกับ Chef กะทะทองแดงไหมครับ

เชื่อว่าคนที่ทำงานเป็นลูกน้องหลาย ๆ คนคงเจอนายอย่าง Chef กะทะทองแดงมาแล้ว   แต่นายอย่าง Chef กะทะทองแดงจะรู้ตัวบ้างไหมหนอว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเขานั้นมีส่วนด้วยเช่นกัน … เมื่อคุณเป็นนายคนและต้องสั่งงานลูกน้อง  โดยเฉพาะลูกน้องที่ยังอยู่ในระดับปฏิบัติการ  ซึ่งอาจยังขาดทักษะ และความรู้ที่มากพอ  การสั่งงานที่ไม่บอกเป้าหมายของงาน ไม่บอกวิธีที่ถูกต้อง ก็จะทำให้คุณไม่สามารถได้รับงานที่มีคุณภาพถูกใจคุณ เว้นเสียแต่ว่าลูกน้องจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์จริง ๆ … นายหลายคนลืมตัวและคาดหวังว่าลูกน้องต้องรู้ว่าจะทำอย่างไร  ลองนึกดูสิครับ หากมีคนบอกคุณว่าให้ไปเจอกันที่ seven 11 แล้วคุณจะไปถูกไหมว่า ที่จะให้ไปน่ะสาขาไหน  ดีไม่ดีถ้าคนฟังมั่นใจในตัวเองมากไม่ถามต่อ อาจจะไปคนละสาขาก็เป็นได้

ดังนั้นการสั่งงานลูกน้องทุกครั้ง ควรสอบถามเสมอว่าเข้าใจคำสั่งหรือไม่  เมื่อลูกน้องทำงานไปได้สักระยะควรเข้าไปสอบถามว่ามีปัญหาอะไรไหม  ไม่เข้าใจตรงไหนบ้าง  ไม่ว่าคุณจะยุ่งแค่ไหน  แต่ก็ควรปลีกเวลาไปดูเพราะหากพนักงานขาดทักษะ คุณก็ต้องให้เขาแก้งานซึ่งเป็นการเสียเวลาอยู่ดี  สู้เสียเวลาเพื่อพัฒนาทักษะและความรู้เขาสักหน่อย เพื่อให้ได้งานที่ถูกต้องมีคุณภาพไม่ดีกว่าหรือ

นายหลายคนมักมองว่าที่เคี่ยวเข็น หรือดุด่าลูกน้องก็เพื่อให้งานออกมาดี  ตรงนี้ไม่มีใครเถียงครับ  แต่อยากให้ผู้ที่เป็นนายทุกคนลองทบทวนด้วยว่าเราโยนงานหรือมอบหมายงานลูกน้องกันแน่   เราได้ให้แนวทางกับเขาหรือยัง  เราได้พัฒนาทักษะเขาจนสามารถทำด้วยตัวเองหรือยัง …

สำหรับลูกน้อง  หากคุณไม่เข้าใจสิ่งที่นายสั่งก็ควรจะสอบถาม อย่ากลัว ไม่เช่นนั้นคุณก็ต้องโดนด่าอยู่ดี และจงจำไว้ว่าเมื่อเป็นนาย ต้องสั่งงานลูกน้องให้เป็น  วันนี้แค่นี้ ขอกลับไปรับคำสั่งนายก่อนคร้าบ :)



เล่านิทานสอนงานทีม : คนก่ออิฐ

มีช่างก่ออิฐอยู่ในทำงานใกล้ๆ กัน 3 คน คนหนึ่งทำด้วยความรู้สึกเหนื่อยอ่อน อิดโรยเฉื่อยชา อีกคนก็ดีขึ้นมาหน่อย มีความกระตือรือล้นมากขึ้น แต่ว่าทำไปก็มองนาฬิกาไป แต่ว่าคนที่ 3 ทำงานด้วยความกระฉับกระเฉง และก่ออิฐก้อนแล้วก้อนเล่า โดยที่ไม่ได้สนใจอย่างอื่น

ไปถาม 3 คน นี้ว่าทำอะไรอยู่ คนแรกก็ตอบว่า ผมกำลังก่ออิฐครับ คนที่สองบอกกำลังก่อกำแพง แต่คนที่ 3 บอก กำลังสร้างโบสถ์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

ทั้งสามคนทำงานอย่างเดียวกัน แต่ว่าความกระตือรือล้น ความกระฉับกระเฉง ความตื่นตัวต่างกัน

คนแรกทำอย่างขอไปที คนที่สองทำไปก็ดูเวลาไป แต่คนที่สามทำอย่างมีความสุข ทำงานอย่างเดียวกันแต่มีความรู้สึกแตกต่างกัน เพราะอะไร

พอเขารู้ เขามองด้วยความรู้สึกว่าแต่ละคนทำงานต่างกัน แต่ละคนให้ค่าของงานไม่เหมือนกัน คนที่คิดว่าตัวเองก่ออิฐ ก็รู้สึกว่าตัวเองทำไปไม่ค่อยมีคุณค่า ก็ทำไปด้วยความเฉื่อยเนือย

อีกคนเห็นงานของตัวเองมันกว้างขึ้นมาหน่อย เพราะว่ากำลังก่อกำแพง ก็รู้สึกมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะดูเวลา เพราะเขารู้สึกว่าเขามาทำก็เพื่อมีเงินใช้ ก็รอว่าเมื่อไรเวลาจะหมดเสียที

แต่คนที่ 3 เขารู้สึกว่าเขากำลังได้สร้างโบสถ์ กำลังสร้างวัด และคนไทยเมื่อรู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วนสร้างวัด ก็รู้สึกปิติขึ้นมา มันไม่ใช่ผลตอบแทนที่เป็นเงิน แต่มันคือบุญกุศล เกิดความปิติ แรงจูงใจที่ทำให้เกิดเขาทำงานนั้น มันไม่ใช่เป็นเรื่องของรายได้หรือผลตอบแทนแต่ว่าเป็นศรัทธาที่โยงกับความรัก

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า การทำงานอย่างเดียวกัน ก่ออิฐเหมือนกัน แต่มีความรู้สึกต่างกันเพราะว่ามองงานนั้นต่างกัน เราจะเห็นได้ว่าเราเห็นคุณค่าของงานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

คนที่ทำงานโดยคิดเพียงแค่ที่ว่าสิ่งที่ฉันทำมันเป็นเพียงรายได้หรือแค่อาชีพอย่างหนึ่ง เขาอาจจะทำแล้วก็รอว่าเมื่อไรเงินเดือนจะออก เมื่อไรจะถึงวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันเสาร์อาทิตย์

เพราะว่าเขาไม่ได้ทำงานมุ่งหมายมากไปกว่าการมีผลตอบแทน หรือเงินเดือน แต่คนที่เขาทำงานและเห็นว่างานที่เขาทำมีคุณค่า มีส่วนในการสร้างสรรค์ประเทศ มีส่วนในการทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า หรืออย่างน้อยก็มีส่วนทำให้บริษัทองค์กรเจริญงอกงาม

คุณเป็นช่างก่ออิฐคนไหนครับ ?

Credit : บทความโดย…พระไพศาล วิสาโล  คัดลอกจาก  www.civil.rtaf.mi.th



มีอะไรใน…หนีตามกาลิเลโอ

galileoวันอาทิตย์สุดสัปดาห์นี้ผมไปเดินเล่นที่ central อีกตามเคย  สมแล้วที่เพื่อน ๆ มันชอบค่อนขอดว่า “มรึงมีหุ้นส่วนใน central เหรอวะ”  … ทำไงได้ก็มันไม่รู้จะไปไหนนี่นา  ชายหาดก็มีแต่ฝรั่งหัวแดง  ถ้าเป็นสาว ๆ ญี่ปุ่นว่าไปอย่าง อิอิ …  มาเข้าเรื่องดีกว่า หุหุ … กิจกรรมอย่างหนึ่งวันอาทิตย์ของผมก็ดูหนังนี่แหละ  ซึ่งวันนี้ขอเลือกเรื่อง “หนีตามกาลิโลโอ” … เพราะคิดว่าหนังเรื่องนี้ภาพน่าจะสวย  เนื้อหาน่าจะมีอะไรให้ค้นหา คงไม่ใช่หนังวัยรุ่นที่ดูสนุกอย่างเดียวเป็นแน่   อีกอย่างก็ชอบผลงาน season change ของนางเอกและการนำเสนอเรื่องราวของผู้กำกับท่านนี้  จึงคิดว่าคงไม่ผิดหวังเป็นแน่

เนื้อหาของหนังว่าด้วยเรื่องของสองวัยรุ่น (รุ่นใกล้ ๆ ผม …… แต่สมัย 10 กว่าปีที่แล้ว อิอิ) ที่คนนึงอกหัก คนนึงดรอปจากการเรียน  เก็บกระเป๋าพร้อมปมในใจไปผจญภัยกันที่เมืองนอก   และก็ได้ผจญภัยกันจริง ๆ เจอทั้งความลำบาก ความสนุก ความสุข ความเศร้า และเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากมายที่บางครั้งกระทบต่อมิตรภาพของสองสาว

แม้ว่าหนังจะค่อนข้างยาว แต่ก็เล่าเรื่องได้อย่างต่อเนื่องลงตัว ดูแล้ว in ไปกับสองตัวละคร โดยหนังค่อย ๆ บอกอะไรบางอย่างผ่านเนื้อเรื่องที่สองสาวต้องเผชิญ  ปมเล็ก ๆ ของหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากให้ทุกคนได้ดูและนำไปคิด  เพราะผมเห็นเพื่อนร่วมงานหลายคนและรวมถึงตัวผมด้วย  มักจะคิดอะไรเหมือนตัวละครในเรื่องนี่แหละ ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วความคิดความอ่านน่าจะโตกว่าสองสาวในเรื่องเยอะ  จะว่าไปมันก็เป็นิสัยอย่างหนึ่งของคนไทย (ส่วนใหญ่)  นั่นคือการไม่เคารพกฎ  เมื่อทำผิดแล้วก็พยายาเอาตัวรอด หรือถ้าถูกจับได้-ถูกลงโทษก็มักจะโทษโน่นโทษนี่  แถมพาลไปโกรธคนที่ควบคุมกฎหรือคนลงโทษซะด้วยในฐานะที่ไม่เห็นใจ ที่สำคัญคือมองเรื่องที่ตัวเองทำผิดเป็นเรื่องเล็กหรือบางทีก็มองว่าไม่ผิดด้วยซ้ำ และไม่ควรถูกลงโทษ จึงเป็นที่มาของความขัดแย้งในที่สุด … แต่ผมเชื่อเสมอว่า คนเราเปลี่ยนกันได้ แต่บ้างครั้งก็ต้องอาศัย “จุดเปลี่ยน”  ในหนังของเรื่องนี้มีจุดเปลี่ยนเช่นกัน  แต่จะสายเกินไปหรือไม่ผมไม่บอกดีกว่า  ไปลุ้นกันเอาเองในหนัง “หนีตามกาลิโลโอ” … ส่วนในชีวิตจริง เพื่อน ๆ ลองย้อนคิดดูนะครับว่าเคยทำอะไรที่ไม่เข้าร่องเข้ารอย แล้วคิดแต่โทษคนอื่น โกรธคนอื่น แทนที่จะรู้สึกผิดแล้วปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นหรือไม่ … ถ้ายังนึกไม่ออกก็ลองไปดูหนังเรื่องนี้นะครับ เผื่อเพื่อน ๆ พบคำตอบว่า  มีอะไรใน ”หนีตามกาลิเลโอ” …



วิธีเอาชนะคู่แข่ง

ครูคนหนึ่ง ชวนลูกศิษย์เดินไปตามชายหาด ช่วงหนึ่งของการสนทนา ครูใช้ไม้เท้าขีดเส้นสองเส้นลงไปบนผืนทราย เป็นเส้นคู่ขนาน ยาว 5 ฟุต และ 3 ฟุต ตามลำดับ แล้วพูดว่า “เธอลองทำให้เส้น 3 ฟุต ยาวกว่าเส้น 5 ฟุต ให้ดูหน่อยสิ”

ลูกศิษย์หยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจลบรอยเส้นที่ยาว 5 ฟุตนั้นให้สั้นลงจนเหลือเพียง 1 ฟุต จึงทำให้เส้น 3 ฟุตโดดเด่นขึ้นมา แล้วศิษย์ก็สบตาครูพลางขอความเห็นว่า “ใช้ได้ไหมครับ”

ครูเขกหัวลูกศิษย์เบา ๆ แล้วบอกว่า “คนที่คิดจะยกตนเองให้สูงขึ้นโดยการทำร้ายคู่แข่งนั้น ไม่ใช่วิธีที่ดี ดังนั้นถ้าเลือกใช้วิธีนี้ชีวิตเธอก็มีแต่จะล้มเหลวไม่พัฒนา ทางที่ดีควรเลือกวิธีที่จะยกตัวเองขึ้น โดยไม่ไปลดคนอื่นลง ”

แล้วครูก็ขีดเส้น 2 เส้นให้เท่าเดิม คือ 3 ฟุต และ 5 ฟุต แล้วครูก็สาธิตให้ดู ด้วยการขีดเส้น 3 ฟุตให้ยาวขึ้นเป็น 10 ฟุต แล้วกล่าวว่า “จงอย่าคิดว่าคู่แข่งของเธอคือศัตรู แต่ให้คิดว่าเป็นครูของเธอ ที่เธอจะต้องพัฒนาตนเองให้เทียบเท่าหรือดีกว่า เขาคือคนสำคัญ ที่จะทำให้เธอได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม เพราะหากไร้คู่แข่งแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีศักยภาพในการทำงานขนาดไหน”

นักสู้ที่ดีมักชื่นชมคู่ต่อสู้ที่เข้มแข้ง เพราะคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอจะทำให้ชัยชนะของเขาไม่ยั่งยืนยง ดังนั้นเมื่อได้พบกับคู่แข่งที่แกร่งและฉลาดล้ำ ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักขยับตัวเองขึ้นไปให้สูงส่งยิ่งขึ้น

ขอบคุณที่มา OK Nation Blog



ลิงกับลา

monkey-centerfold

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัวคือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิงแล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย

ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้นห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆสักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่างก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง 

ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง   ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำ อะไรได้เลย   

คุณหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย   ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำ ของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้  เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสพการณ์ส่วนตัว  เธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ  แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิงความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลยเพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน    

เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำ ที่”ปล่อยให้ลิงสร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์”   ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียงพูดจาตรงไปตรงมาแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม    ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง พูดมากพรีเซ็นต์เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัดแต่ไม่เคยทำงานจริง   นายที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้  

ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบาย  นั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม  รู้จักยอมเสียสละตนสละเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริงเพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้น องค์กรก็จะทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย



WordPress Themes