บทความในหมวด : แม่ฮ่องสอน

อีกครั้งที่ขุนแม่ยะ

ต่อจากตอนที่แล้ว (ปางอุ๋ง … บรรยากาศในฝันของนักเดินทาง)

การเดินทางจากปางอุ๋งมาขุนแม่ยะนั้นระยะทางไม่ไกลมาก  ผมจึงแวะที่ปายซึ่งครั้งนี้นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน  ซึ่งก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในทุกครั้งที่มาถึง

ปายในวันนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนเช่นเดิม  มีร้านน่ารัก ๆ ผุดขึ้นมารองรับนักท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง  ร้านมิตรไทยยังคงเป็นจุดหมายหลักที่นักท่องเที่ยวมาเลือกซื้อเสื้อสวย และเขียน post card ถึงคนห่างไกล  ร้านกาแฟ coffee in love ขยายร้านเพิ่มเติมและยังคงเป็นจุดถ่ายภาพที่พลาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาแวะปาย

บรรยากาศเก๋ ๆ ในปาย
ปาย 

ปาย

ปาย

ปาย

หลังจากอาหารมื้อเที่ยงที่ร้านส้มตำหน้าอำเภอ (ร้านเขาชื่อนี้จริง ๆ ครับ และก็ตั้งอยู่ที่หน้าอำเภอด้วย)  ผมเดินทางต่อไปยังขุนแม่ยะซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก  โดยทางเข้าขุนแม่ยะก็ยังคงเหมือนเดิมคือเป็นทางลูกรังที่เป็นหลุมเป็นบ่อ  บางช่วงมีน้ำขัง  บางช่วงสูงชัน  ดังนั้นถ้าให้ปลอดภัยควรเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น  (ขากลับผมเห็นรถกะบะแต่เป็นแบบขับเคลื่อนสองล้อ  ต้องขับขึ้น ๆ ลง ๆ หลายรอบกว่าจะผ่านเนินสุดท้ายขาออกไปได้)

พวกเรามาถึงขุนแม่ยะก็เกือบจะค่ำแล้ว  และต้องจดรถไว้ที่ลานจอดเพราะทางสถานีไม่อนุญาตให้นำรถไปจอดบริเวณจุดชมซากุระ  เพราะบางคนจอดไม่เป็นระเบียบและไปทับเอาหญ้าที่ปลูกไว้เสียหาย   ซึ่งผมก็ว่าดีเหมือนกันบริเวณนั้นจะได้ปลอดจากเสียงรถและไม่มีอะไรมาบังทัศนยภาพ

พวกเราเลือกทำเลกางเต้นท์ภายใต้แนวสนโดยมีอาหารกล่องจากปายเป็นข้าวเย็น (ข้าวมันเย็นจริง ๆ ครับเพราะใส่กล่องมาหลายชั่วโมงและอากาศที่นี่ก็หนาวมาก อิอิ)    โดยคืนนี้เป็นคืนที่เรานอนกันลำบากเพราะต้องเบียดกัน 3 คนในเต้นท์ขนาด 2 ที่นอน แถมพวกเราก็ตัวเล็ก ๆ กันทั้งน้าาาน

เช้าที่ขุนแม่ยะวันนี้อากาศปิดมาก ๆ มีแต่หมอกเต็มไปหมด  ทำให้การถ่ายภาพซากุระของผมไม่สนุกเอาเสียเลย   เพราะสภาพแสงแบบนี้ทำให้ดอกไม้ดูไม่สดใสเท่าที่ควร   ทั้ง ๆ ที่ซากุระที่นี่กำลังออกดอกสวยงามไม่แพ้ที่ขุนช่างเคี่ยนและขุนวางเลยทีเดียว

ซากุระแห่งขุนแม่ยะ
ขุนแม่ยะ  

ขุนแม่ยะ

ขุนแม่ยะ

ขุนแม่ยะ

ขุนแม่ยะ

เรารอสภาพแสงกันจนเที่ยงก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น  จึงต้องจำใจอำลาทิ้งซากุระที่กำลังบานเต็มไปทั้งภูเขาไว้เบื้องหลัง  พร้อมกับสัญญากับตัวเองว่าจะต้องมาที่นี่อีกแน่นอนไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ถ่ายภาพส่งท้ายที่บ้านพักรับรอง (ผมกับเพื่อนไม่ได้พักที่นี่หรอก แต่ขอใช้เป็น background)
ขุนแม่ยะ

Link ไปยังบทความที่เกี่ยวข้องในทริปนี้
ขุนช่างเคี่ยน  ขุนวาง  แม่เมย  ปางอุ๋ง  ขุนแม่ยะ  สันป่าเกี๊ยะ-แม่ตะมาน

การเดินทาง
หากเดินทางจากเชียงใหม่ทางแยกเข้าขุนแม่ยะจะอยู่บริเวณด่านตรวจซึ่งเลยห้วยน้ำดังมาราว 2-3 กม.  ระยะทางจากด่านตรวจถึงสถานีเกษตรขุนแม่ยะราว 8 กม.  เส้นทางเป็นลูกรังที่ค่อนข้างจะวิบากพอสมควร รถท้องต่ำไม่สามารถผ่านไปได้ (ถ้าผ่านได้ท้องต้องลายแน่นอน อิอิ)   บางช่วงมีน้ำขังหรือเป็นเนินสูงชัน   ดังนั้นควรใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อหรือต้องมีความชำนาญในการขับบนเส้นทางแบบนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

ที่พัก
ที่นี่ยังไม่มีบ้านพัก  แต่มีจุดให้กางเต้นท์โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม   มีห้องอาบน้ำและห้องส้วมแบบชั่วคราวซึ่งอาจไม่เพียงพอและอาจใช้ไม่ได้ในช่วงเทศกาล  นอกจากนี้ควรเตรียมอาหารการกินมาให้พร้อมเพราะที่นี่ไม่มีร้านค้าสวัสดิการและไม่อนุญาตให้ก่อกองไฟ (ใช้เตาตั้งพื้นได้ครับ)  ที่ควรทราบอีกอย่างคือไม่มีไฟฟ้าให้ใช้นะครับ



ปางอุ๋ง…บรรยากาศในฝันของนักเดินทาง

ต่อจากตอนที่แล้ว (รำลึกวันเก่า ๆ ที่แม่เมย)

ออกจากอช.แม่เมยแล้ว  ผมขับรถย้อนกลับมาเส้นทางเดิมสู่อำเภอแม่สะเรียง จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังแม่ฮ่องสอนซึ่งถนนหนทางอยู่ในสภาพดีกว่าเมื่อก่อนมาก  ทำให้สมาชิกในรถไม่มีใครเมารถสักคน  ยังคงเมาส์กันสนุกสนาน เสียงของพวกเธอกระตุ้นประสาทหูของผมตลอดเวลาจนไม่สามารถง่วงได้เลย อิอิ

เมื่อถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนผมมุ่งตรงไปยังศูนย์ศิลปะชีพ  เพื่อขอรับบัตรเข้าพักที่ปางอุ๋งตามนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยว  แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าถ้าเป็นวันนี้สามารถขึ้นไปได้เลย  ผมคิดในใจว่าแสดงคนคงน้อยแหงมเลย ดีเจงๆ จะได้ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาแย่งมุมถ่ายภาพ หุหุ

จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนไม่ไกลนักก็ถึงทางแยกเข้าปางอุ๋งที่มีป้ายบอกไว้อย่างชัดเจน  ผมใช้เส้นทางผ่านหมู่บ้าน  ทุ่งนา ค่อย ๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ผ่านป่าสน  ซึ่งช่วงท้าย ๆ เส้นทางยังคงแคบเหมือนเมื่อสองปีก่อน  ผมล่ะจินตนาการไม่ออกจริง ๆ ว่าช่วงปีใหม่ที่คนเยอะ ๆ นี่เขาจะขับรถกันยังไง  คงอาการหนักกว่ารถติดที่กรุงเทพฯ ซะอีกนะเนี่ย   แต่สิ่งที่ต่างจากสองปีที่แล้วมากก็คือปีนี้หมู่บ้านรวมไทยบริเวณบ้านลุงปาละดูเหมือนตลาดนัดขนาดย่อม  แทบทุกบ้านมีของมาวางขาย หรือไม่ก็เป็น home stay  ในส่วนบ้านลุงปาละที่ผมมาพักคราวนี้ก็เปลี่ยนไปมาก  ด้านหลังมีที่กางเต้นท์เต็มไปหมด แสดงว่าที่นี่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นจริง ๆ

ผมยังไม่นำของลงจากรถแต่ขับเลยไปยังสวนสนโดยตั้งใจว่าจะไปเก็บแสงอุ่น ๆ ช่วงพระอาทิตย์ตกซะหน่อย  แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเพราะแม้คนจะไม่ถึงกับแน่น  แต่ก็มีไม่น้อย  ประมาณด้วยสายตาคงมีเต้นท์กางอยู่หลายสิบหลังทีเดียว  รถยนต์ก็จอดจดเกือบเต็มลานจอดรถ  ทำให้ผมต้องหนีไปจอดด้านหลังซึ่งอยู่ห่างสวนสนออกไปพอสมควร กว่าจะเดินมาถึงสวนสนพระอาทิตย์ก็ลับหลังเขาไปแล้ว  จึงได้แต่เก็บภาพแสงช่วงหลังพระอาทิตย์ตก  กับภาพบุคคลอีกนิดหน่อย

ขณะที่เดินกลับมายังที่จอดรถ  ลมหนาวพัดทำเอาพวกเราหนาวเหน็บไปตาม ๆ กัน   ที่หนาวยิ่งกว่าก็คือตอนอาบน้ำเพราะคืนนี้ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นเหมือนเมื่อสองคืนก่อน   แต่พวกเราก็เสี่ยงชีวิตอาบกันทุกคนเพราะกลัวจะถูกประณาม (หรือมีใครแอบเอาน้ำราดพื้นบ้างก็ไม่รู้นะ อิอิ)

เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเราเดินฝ่าความหนาวไปขึ้นรถ  แล้วน้ำไปจอดไว้ตรงลานก่อนถึงสวนสน  เพราะผมคิดว่าถ้าเอารถเข้าไปแล้วต้องมีปัญหารถติดแน่ ๆ   จึงยอมเดินหน่อย  โดยผมเลือกทำเลถ่ายภาพตรงบริเวณสันเขื่อนก่อน   ซึ่งแสงตอนเช้าวันนี้ก็สวยสมใจสมเป็นบรรยากาศในฝันของนักเดินทางอย่างผม

บรรยากาศยามเช้าอันงดงาม
ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง

ผมถ่ายภาพท่ามกลางลมหนาวที่พัดมาปะทะใบหน้าอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มทอแสงสีทอง  ไอหมอกอันเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ลอยคลอเคลียอยู่เหนือผิวน้ำสวยอย่างงดงาม   เมื่อแดดเริ่มแรงขึ้นผมจึงย้ายทำเลไปยังบริเวณสวนสนเพื่อหามุมสวย ๆ ถ่ายภาพเหมือนที่เห็นในเรื่อง happy birthday  ซึ่งแม้จะไม่ใช่มุมเดียวกัน  แต่ก็ใกล้เคียง อิอิ   โดยมีเหล่านางเอกจำเป็นแบบนั่งทำท่าซึ้งอยู่ใต้ต้นสนกันคนละหลาย shot

บรรยากาศอันอบอุ่นที่ลานสน
ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง

มุมสงบ
ปางอุ๋ง

ผมใช้เวลาถ่ายภาพอยู่พักใหญ่จึงกลับไปเก็บข้าวของแล้วเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านรักไทยซึ่งอยู่เลยปากทางเข้าปางอุ๋งไปอีกราว 6 กม.   เพื่อชิมอาหารจีนยูนานต้นตำหรับที่พลาดไม่ได้ทานเมื่อคราวที่แล้ว   ทั้งนี้ผมสั่งแบบเป็นชุด 8 อย่าง 800 บาท   ก็ถือว่าพอดีสำหรับ 6 คน   ส่วนรสชาตินั้นก็ไม่ถึงกับประทับใจมากนักแต่ก็ดีกว่าที่เคยทานที่ปาย  (สงสัยลิ้นบ้าน ๆ ของพวกเราไม่ถูกกับอาหารจีน หุหุ)

เด็กลูกชาวบ้านที่แสนน่ารัก
หมู่บ้านรักไทย

บรรยากาศที่หมู่บ้านรักไทย

หมู่บ้านรักไทย

หลังจากอิ่มหนำกับอาหารและชิมชากันจำหนำใจแล้วก็เดินทางกันต่อเพื่อไปยังจุดหมายต่อไปของเรา “ขุนแม่ยะ”

Link ไปยังบทความที่เกี่ยวข้องในทริปนี้
ขุนช่างเคี่ยน  ขุนวาง  แม่เมย  ปางอุ๋ง  ขุนแม่ยะ  สันป่าเกี๊ยะ-แม่ตะมาน

การเดินทาง
เลยจากเขตเมืองแม่ฮ่องสอนมาราว ๆ 10 กม.  จะมีแยกซ้ายเมือเพื่อเข้าปางอุ๋ง  โดยทางช่วงแรกจะเป็นทางราบ  ผ่านหมู่บ้านและทุ่งนา  ช่วงกลางจะเริ่มลาดชันถึงลาดชันมาก  รถควรอยู่ในสภาพที่ดีและต้องระมัดระวังในช่วงขาลงเพราะเบรกอาจจะไหม้ได้ถ้าไม่ชำนาญในการขับ  ช่วงท้ายจะเป็นทางแคบ ๆ ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษและควรให้สัญญาณเมื่อถึงทางโค้ง   ทั้งนี้จากปากทางใหญ่ถึงปางอุ๋งระยะทางราว 23 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที

ที่พัก
บ้านลุงปาละ (ป้าศรี)  084-3701540, 083-5716668, 053-070589  (ที่พักมีความสะดวกพอสมควร  แต่ไม่มีปลั๊กสำหรับชาร์จไฟ  ถ้าจะชาร์จต้องขอนุญาตใช้ปลั๊กในบ้านของลุงนะครับ)
ศูนย์ศิลปาชีพ  ติดต่อบ้านพักและขออนุญาตเข้าพัก  053-611244, 053-611649



ข้อมูลการเดินทาง

ข้อมูลต่อไปนี้เป็นข้อมูลการเดินทาง-ที่พัก-การถ่ายภาพ ของทริปเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย  ตาม Link ด้านล่าง  หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับนักเดินทางทุกท่านครับ :)

บทความแยกเป็นตอน ๆ พร้อมภาพถ่าย
1. อรุณสวัสดิ์เชียงใหม่ – ไหว้พระวัดพระสิงห์
2. จากแม่ริม ถึงห้วยน้ำดัง
3.
เส้นทางรับน้องที่ ขุนแม่ยะ กับซากุระที่หายไป
4.
เก็บตกเมืองปาย
5.
ป่าสนวัดจันทร์ คำปลอบใจจากธรรมชาติ
6.
แม่ตะมาน รางวัลสำหรับนักเดินทางที่ไม่ยอมถอยหลัง
7.
“แม่สลอง” เมืองบนดอย
8.
“ดอยตุง” หุบเขาแห่งดอกไม้
9.
ดอกเสี้ยวบานที่ภูชี้ฟ้า กับ ทิวลิปที่ผาหม่น

ข้อมูลการเดินทาง
วัดพระสิงห์
: วัดพระสิงห์ตั้งอยู่ในบริเวณคูเมืองเชียงใหม่ด้านทิศตะวันตก ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

น้ำตกแม่สา-ร้านอาหารโป่งแยงแอ่งดอย (ถนนสาย แม่ริม-สะเมิง)  : อ.แม่ริมห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ราว 12 กม.  จากอ.แม่ริมเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาย แม่ริม-สะเมิง  ราว 7 กม. จะถึงน้ำตกแม่สา  เลยน้ำตกแม่สาไปจะมีรีสอร์ทตลอดด้านซ้ายของทาง รวมทั้งปางช้างแม่สา  สำหรับรีสอร์ท “โป่งแยงแอ่งดอย” จะต้องขับเลยจากน้ำตกแม่สาเข้าไปอีกราว 7-8 กม.

ห้วยน้ำดัง : ใช้ถนนสาย 107 (เชียงใหม่-ฝาง) เลี้ยวซ้ายที่ตลาดแม่มาลัย (กม. 40)  จากนั้นขับตามถนนสาย แม่มาลัย-ปาย อีกราว 67 กม.(ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. 30 นาที)  จะถึงทางแยกเข้าห้วยน้ำดัง  ต้องขับเข้าไปอีก 6 กม.จึงจะถึงจุดชมวิวกิ่วลมซึ่งมักเรียกกันติดปากว่า “ห้วยน้ำดัง”

ขุนแม่ยะ : ทางเข้าขุนแม่ยะอยู่เลยจากทางเข้าห้วยน้ำดังราว 2-3 กม.  ซึ่งสังเกตุได้ง่ายเพราะเป็นด่านตรวจ  จากถนนใหญ่เลี้ยวซ้ายผ่านเส้นทางทุรกันดารและสูงชันในบางช่วงเป็นระยะทางราว 8 กม. ใช้เวลาเดินทางราวครึ่งชั่วโมง  รถที่เข้าได้ต้องเป็นรถกระบะหรือรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่ยกสูงพอสมควร  ในช่วงหน้าฝนแม้แต่รถขับเคลื่อนสี่ล้อก็คงต้องคิดหนักเพราะเส้นทางน่าจะลื่นและมีหล่มมาก 

ปาย : อำเภอปายอยู่เลยจากปากทางเข้าห้วยน้ำดังราว 32 กม. เส้นทางเป็นทางลงเขาสูงชัน  มีโค้งหักศอกเกือบตลอดทาง  เส้นทางจะเริ่มเป็นทางราบราว 13 กม.ก่อนถึงตัวอำเภอ

ป่าสนวัดจันทร์ : หากเดินทางจากห้วยน้ำดังไปยังปาย  ทางเข้าป่าสนวัดจันทร์อยู่ทางซ้ายมือ  13 กม. ก่อนถึงตัวอำเภอปาย  เส้นทางเป็นทางลาดยางอย่างดี  มีสูงชันทั้งขึ้นเขาและลงเขาสลับกันเป็นช่วง ๆ  ระยะทางจากปากทางถึงโครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ราว 40 กม. ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 45 นาที

หน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน : จากตลาดแม่มาลัย  มุ่มขึ้นเหนือตามทางหลวงหมายเลข 107 ผ่านอ.แม่แตง  ราว 30 กม. จะถึงบ้านแม่นะ  มีป้ายบอกทางเข้าไปยังหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน   หลังจากเลี้ยวซ้ายผ่านเส้นทางภายในหมู่บ้านราว 3 กม.  ก็จะเป็นเส้นทางลูกรังที่สูงชันและมีร่องหลุมสุดวิบากอีก 18 กม.   ใช้เวลาขับรถเฉพาะช่วง 18 กม.สุดท้ายราว 1 ชั่วโมงครึ่ง

ดอยแม่สลอง : ดอยแม่สลองเป็นดอยที่อยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายมากนัก   ทางที่สะดวกให้ใช้เส้นทางเชียงราย-แม่สาย  ผ่านอำเภอแม่จันไปราว 1 กม. จะมีแยกซ้ายมือขึ้นสู่ดอยแม่สลอง (ก่อนถึงอำเภอแม่จันจะมีอีกเส้นทางหนึ่งแต่เส้นที่ผมแนะนำจะขับรถง่ายกว่า)  ระยะทางจากปากทางถึงยอดดอยแม่สลองระยะทางประมาณ 43 กม.  ใช้เวลาประมาณ 45 นาที

ภูชี้ฟ้า :  ใช้เส้นทางเชียงราย-เทิง  เลยอำเภอเทิงมา 6 กม. จะมีแยกทางซ้ายมือ  ให้ขับตามป้ายบอกทางที่จะมีเป็นระยะ  เส้นทางเป็นถนนลาดยางอย่างดี  มีช่วงที่สูงชันหน่อยก็คือเนินสุดท้ายก่อนถึงแยกไปภูชี้ฟ้า  ที่แยกนี้ให้เลี้ยวขวาไปอีก 2 กม.ก็จะถึงทางเข้าวนอุทยานภูชี้ฟ้า   ซึ่งบริเวณนี้จะเห็นได้ชัดเจนเพราะมีหมู่บ้านชาวม้งและรีสอร์ทตั้งอยู่อย่างหนาแน่น  รวมระยะทางจากตัวเมืองเชียงรายถึงภูชี้ฟ้าประมาณ 113 กม. ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ  1 ชม. 30 นาที

ผาหม่น : จากภูชี้ฟ้าขับรถไปเส้นทางที่จะไปน้ำตกภูซางราว 12 กม. ก็จะถึงโครงการเกษตรที่สูงดอยผาหม่น  ซึ่งเป็นเรือนเพาะชำดอกทิวลิป
หมายเหตุ  ระยะทางที่ผมบันทึกนั้นได้จากตัวเลขบอกระยะของรถที่ขับซึ่งอาจจะต่างจากข้อมูลของทางหลวงเล็กน้อย  ส่วนเวลาก็เป็นเวลาโดยประมาณจากการขับรถของผมซึ่งไม่เร็วมากนัก และมีแวะเข้าห้องน้ำหรือแวะถ่ายรูปบ้าง

ข้อมูลการถ่ายภาพ
กล้อง Nikon D80 + Tokina 12-24 f/4 + Tamron 17-50 f/2.8 + Nikkor 70-210 f/4-5.6
** ภาพที่ Post ใน Blog นี้อาจจะดูไม่คมชัดโดยเฉพาะตัวอักษร  เพราะมีการย่อขนาดจากต้นฉบับครับ**

ข้อมูลการเช่ารถ
North Wheel Car Rent  : รถ Mitsubishi Space G Wagon 4WD – Auto วันละ 1,990 บาท  รับรถที่สนามบินเชียงใหม่ คืนที่สนามบินเชียงราย รวม 6 วัน    สภาพรถค่อนข้างดี  อัตราเร่งทางราบอาจสู้รถที่ใช้น้ำมันเบนซินไม่ได้ แต่สามารถลุยทางลาดชันและเป็นร่องลึกได้อย่างดี   ระยะทางที่ขับตลอด 6 วันรวม 1,300 กม. โดยประมาณ  อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันราว 7.2 กม./ลิตร (ตก กม.ละ 4 บาทกว่า ๆ)  ติดต่อได้ที่หมายเลข 053-874478,  Webisite : www.northwheels.com

ข้อมูลที่พัก
ขุนแม่ยะ : ได้รับความเอื้อเฟื้อจากรองหัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ  หากต้องการติดต่อสอบถามเรื่องทั่ว ๆ ไปติดต่อได้ที่ลุงโอฬาร (เจ้าหน้าที่หน่วย) หมายเลข 086-1944009

ป่าสนวัดจันทร์ : บ้านพักสนเขา  โครงการหลวงป่าสนวัดจันทร์  ราคา 600 บาทต่อคือ  นอนได้ 3-4 คน  ค่าอาหารค่ำมื้อละ 130 บาท/คน  ค่าอาหารมื้อเช้า 80 บาท/คน   โทร 053-249349   Website : www.fio.co.th/travel/watchan/directionth.htm

แม่ตะมาน : ได้รับความเอื้อเฟื้อที่พักจากหัวหน้าหน่วจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน 

แม่สลอง : ดอยหมอกดอกไม้รีสอร์ท  ราคา 1,000 บาท/ห้อง  นอนได้ 2 คน (เป็นตึกแถวชั้นล่าง)  โทร. 053-765496  Website : www.maesalongflowerhills.com

ภูชี้ฟ้า : ไร่ภูฟ้า  เหมาค่าที่พัก + อาหาร 2 มื้อหัวละ 550 บาท   Website : http://www.phucheefah.com/index.php?lay=show&ac=photo_view&event_id=2407&pagephoto=1
 



เส้นทางรับน้องที่ ขุนแม่ยะ กับซากุระที่หายไป

—————————————————————————————————————————————————- 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความ 9 ตอนของทริป เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย
1. อรุณสวัสดิ์เชียงใหม่ – ไหว้พระวัดพระสิงห์
2. จากแม่ริม ถึงห้วยน้ำดัง
3.
เส้นทางรับน้องที่ ขุนแม่ยะ กับซากุระที่หายไป
4.
เก็บตกเมืองปาย
5.
ป่าสนวัดจันทร์ คำปลอบใจจากธรรมชาติ
6.
แม่ตะมาน รางวัลสำหรับนักเดินทางที่ไม่ยอมถอยหลัง
7.
“แม่สลอง” เมืองบนดอย
8.
“ดอยตุง” หุบเขาแห่งดอกไม้
9. ดอกเสี้ยวบานที่ภูชี้ฟ้า กับ ทิวลิปที่ผาหม่น

เดิมทีเป้าหมายของทริปนี้ซึ่งวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 50 คือชมดอกซากุระเมืองไทย (นางพญาเสือโคร่ง) ตามดอยต่าง ๆ ซึ่งจุดหมายแรกก็คือ ซากุระแห่งขุนแม่ยะนี่เอง  แต่ด้วยสภาพอากาศของปีนี้ที่หนาวเร็วกว่าปกติ  ทำให้ดอกซากุระบานก่อนปีที่แล้วราว 2 สัปดาห์ทำให้ความหวังของผมและผองเพื่อนที่จะเห็นดอกซากุระนั้นเหลือน้อยเต็มทีเพราะเรามาถึง ขุนแม่ยะในวันที่ 19 มกราคม 51 หลังจากวันที่ซากุระเริ่มบานกว่า 3 สัปดาห์  แต่ด้วยความมุ่งมั่นบวกกับความหวังลึก ๆ ผมเลือกที่จะไม่เปลี่ยนเป้าหมายวันนี้เราจึงเดินทางกันมาที่นี่เป็นแห่งแรก “ขุนแม่ยะ”
เลยจากปากทางเข้าห้วยน้ำดังมาเล็กน้อย ผ่านแนวสนข้างทางลาดยางอย่างดีราว 5 นาทีเราก็ถึงด่านตรวจ  ซึ่งเป็นแยกทางเข้าขุนแม่ยะพอดี  พลันที่รถเลี้ยวซ้ายจากถนนหลักสภาพถนนก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า  ผมเปลี่ยนเกียร์รถจากขับเคลื่อน 2 ล้อเป็น 4 ล้อเพื่อเตรียมพร้อมการรับน้องเข้าสู่ขุนแม่ยะ
แม้ว่าระยะทางจากปากทางถึงขุนแม่ยะจะเพียง 8 กม.  แต่ผมต้องใช้เวลาขับบนเส้นทางอันทุรกันดารนี้ราวครึ่งชั่วโมง  เส้นทางมีทั้งขรุขระและลาดชัน  บางช่วงเป็นโค้งที่ลาดชันและมีถนนมีร่องลึก  ทำให้ต้องค่อยเคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ แต่ด้วยสภาพรถที่มีสมรรถนะค่อนข้างดี  ทำให้มือใหม่หัดขับ 4 WD อย่างผมสามารถผ่านการรับน้องบนเส้นทางสายนี้ไปได้ไม่ยากนัก  แม้ว่าบางช่วงจะทำให้ผมต้องแอบคิ้วขมวดไม่ให้ผู้โดยสารที่เป็นผู้หญิงทั้งหมดเห็นและพลอยวิตกกังวลไปด้วยก็ตาม … เมื่อใกล้ถึงหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะซึ่งเป็นที่พักของเราคืนนี้  เราก็เริ่มเห็นร่องรอยสีชมพูบนพื้นลูกรังเป็นระยะ  ยิ่งใกล้เข้าไปดูเหมือนผืนพรมสีชมพูนี้ก็จะหนาแน่นขึ้น  แต่ไม่ปรากฎดอกสีชมพูที่บานสพรั่งบนต้นให้เราเห็นแม้แต่น้อย     อาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าพร้อม ๆ กับความหวังของพวกเราที่ค่อย ๆ หมดไป   “พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่” ผมคิดในใจก่อนที่จะติดต่อกับเจ้าหน้าที่ซึ่งผมได้ขออนุญาตใช้บ้านพักสำหรับพวกเราคืนนี้  เนื่องจากเห็นว่าคงจะสะดวกกับผู้หญิงมากกว่าที่จะกางเต้นท์นอนกัน   เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยต้นน้ำขุนแม่ยะให้ความกรุณาพวกเราใช้บ้านพักของหัวหน้าหน่วยซึ่งมีภาระกิจในเมืองใช้เป็นที่พักผ่อนในคืนนี้  และให้ยืมครัวพร้อมแก็สเพื่อใช้หุงหาอาหารมื้อเย็นของเราในวันนี้   เทียนถูกจุดขึ้นมาเพื่อใช้แทนแสงไฟฟ้าซึ่งไม่มีให้ใช้  แต่ก็ทำให้เราได้ผ่อนคลายในบรรยากาศของธรรมชาติอย่างแท้จริงหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับงานอันรุมเร้ามาตลอดทั้งปี

บรรยากาศอาหารรับน้องมื้อแรกภายใต้บรรยากาศส่วนตั๊วส่วนตัว (เพราะไม่มีใครเขามาเที่ยวกันในช่วงนี้ หุหุ)

khun-mae-ya-01.jpg

บรรยากาศที่พักยามค่ำคืน  ภายใต้แสงพระจันทร์ที่เกือบจะเต็มดวงและดวงดาวนับร้อยที่หาดูไม่ได้ในเมืองใหญ่

khun-mae-ya-02.jpg
คืนนี้มีเพียงกลุ่มของเรากับกลุ่มของนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มเท่านั้น  คืนนี้จึงเป็นคืนที่เงียบสงบและทำให้ผมหลับอย่างรวดเร็วหลังจากที่เหนื่อยจากการขับรถมาทั้งวัน
ผมตื่นเช้าขึ้นมาสูดหายใจลึก ๆ รับอากาศบริสุทธิ์เร็วกว่าวันทำงานปกติ  แต่ไม่รู้สึกเพลียแม้แต่น้อยเพราะได้หลับพักผ่อนเต็มที่อย่างอบอุ่นภายใต้ผ้าห่มผืนหนาแม้ว่าอากาศภายนอกจะค่อนข้างหนาวก็ตาม  … หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อยผมก็เคลื่อนรถลงจากบ้านพักแล้วขึ้นไปยังลานกางเต้นท์ซึ่งเป็นจุดชมวิวดอกซากุระที่สวยที่สุด  และก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้  วันนี้ต้นซากุระแทงช่อใบสีเขียวสดใส  แต่ไม่เหลือดอกซากุระบนต้นอีกต่อไป  มีเพียงกลีบดอกสีชมพูร่วงโรยเต็มผืนดิน  ทำให้อดจินตนาการไม่ได้ว่าในช่วงที่ดอกซากุระเต็มต้น  ขุนเขาแห่งนี้จะสวยงามปานใด

ซากุระที่ร่วงโรยกับร่องรอยที่เหลืออยู่

khun-mae-ya-04.jpg

khun-mae-ya-05.jpg

ต้นซากุระที่วันนี้ใบเขียวขจีแทบไม่มีดอกสีชมพูให้เห็นแล้ว

khun-mae-ya-03.jpg

พวกเราทานอาหารเช้ากันง่าย ๆ ด้วยขนมปังทาแยมท่ามกลางต้นซากุระเขียวขจี  และใช้เวลาถ่ายภาพกับแสงสวย ๆ ยามเช้ากันพักหนึ่งบริเวณลานกางเต้นท์  หลังจากนั้นจึงขับรถต่อขึ้นไปยังเรือนรับรองเพื่อชมวิวในมุมที่สูงขึ้น  ที่เรือนรับรองแห่งนี้มีซากุระ 2 ต้นที่ยังคงพอมีดอกเหลือให้ถ่ายภาพได้   แม้ว่าจะมีดอกไม่มากนักแต่ผมก็ถ่ายไปหลายรูปเพื่อชดเชยความผิดหวังในใจ  
แม้จะไม่ได้วิวสวย ๆ ของดอกซากุระแต่ที่หน้าเรือนรับรองมีมุมถ่ายภาพสวย ๆ หลายมุมทีเดียว  อีกทั้งหุบเขาเบื้องล่างยังเป็นฉากหลังที่เยี่ยมยอดสำหรับการถ่ายภาพอีกด้วย   ผมจึงสนุกกับการถ่ายภาพเพื่อนๆ ในกลุ่มจนลืมความผิดหวังไปได้ชั่วขณะ …

บรรยากาศด้านหน้าเรือนพักรับรองแขก VIP ที่ยังคงมีซากุระหลงเหลืออยู่เล็กน้อย

 khun-mae-ya-06.jpg

khun-mae-ya-07.jpg

หลังจากใช้เวลาถ่ายภาพกันพักใหญ่ผมขับรถย้อนกลับมาที่บ้านพักเจ้าหน้าที่เพื่อขอบคุณที่อนุญาตให้เราใช้บ้านพักและมอบของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ จากแดนใต้  พร้อมขออนุญาตไว้ล่วงหน้าว่าเราคงต้องรบกวนอีกเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้เห็นดอยสีชมพูตามที่เคยฝันไว้



เก็บตกเมืองปาย

 —————————————————————————————————————————————————- 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความ 9 ตอนของทริป เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย
1. อรุณสวัสดิ์เชียงใหม่ – ไหว้พระวัดพระสิงห์
2. จากแม่ริม ถึงห้วยน้ำดัง
3.
เส้นทางรับน้องที่ ขุนแม่ยะ กับซากุระที่หายไป
4.
เก็บตกเมืองปาย
5.
ป่าสนวัดจันทร์ คำปลอบใจจากธรรมชาติ
6.
แม่ตะมาน รางวัลสำหรับนักเดินทางที่ไม่ยอมถอยหลัง
7.
“แม่สลอง” เมืองบนดอย
8.
“ดอยตุง” หุบเขาแห่งดอกไม้
9. ดอกเสี้ยวบานที่ภูชี้ฟ้า กับ ทิวลิปที่ผาหม่น

หลังจากปีที่แล้วได้เยือนเมืองปายแต่ไม่มีเวลาเที่ยวมากนัก  ปีนี้พอมีเวลาเหลือก็เลยถือโอกาสกลับไปเก็บตกสถานที่ต่าง ๆ ที่ไปมาแล้วและยังไม่เคยไปอีกครั้ง  เพื่อที่จะได้มีเรื่องมาโม้เพื่อน ๆ ได้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น  ถ้าใครยังไม่เคยอ่านบทความเก่าก็สามารถคลิ๊กที่นี่เพื่ออ่านบทความเก่า “ปาย เมืองในกระแสที่รอคุณไปพิสูจน์” ได้ครับ  ส่วนปีนี้มีอะไรเพิ่มเติมไปดูกันเลยครับ

หลังจากผ่านเส้นทางอันแสนโหดร้ายของขุนแม่ยะแล้ว  ผมเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าสู่เมืองปาย  เมืองเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาน้อยใหญ่  วิถีชีวิตและอาคารบ้านเรือนถูกปรับแต่งให้ถูกใจคนเมืองจนหลายคนหลงใหลจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ระยะทางจากปากทางขุนแม่ยะถึงเมืองปายนั้นไม่ถึง 30 กม. แต่ก็ต้องใช้เวลาขับราว 30 นาทีเพราะเส้นทางที่ค่อนข้างลาดชันและเต็มไปด้วยโค้งหักศอกมากมายหลายโค้ง   สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่เราแวะถ่ายภาพกันก็คือสะพานประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกที่ตั้งอยู่เคียงข้างสะพานใหม่  ซึ่งหลายคนเคยบอกผมว่าน่าจะมีการบูรณใหม่ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์  แต่ผมกลับมองเห็นตรงข้ามว่าปล่อยไว้อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะจุดขายและเสน่ห์ของสะพานแห่งนี้คือไม้เก่า ๆ และเหล็กสีด้าน ๆ ที่หลุดลอกมากกว่าความสมบูรณ์เรียบร้อย  เพียงแต่น่าจะหากิจกรรมหรือสร้างเรื่องราวให้กับสะพานได้มากกว่านี้  เพื่อให้เป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยวนั่นเอง

pai-01.jpg

หลังจากถ่ายภาพกันที่สะพานแล้ว  ขับรถเลยไปอีกหน่อยก็ถึงร้านกาแฟริมทางชื่อดัง “Coffee in Love” ที่ตกแต่งสถานที่ได้อย่างโดดเด่นลงตัว  สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวแทบทุกกลุ่มให้แวะถ่ายภาพซึ่งแน่นอนว่าบางส่วนก็อุดหนุนกาแฟด้วยเช่นกัน  นับเป็นแผน marketing ที่ดีมากทีเดียว   จะว่าไปแล้วผมชอบรสชาติกาแฟ (เย็น)ของที่นี่มากกว่าอีกร้านในตัวเมืองด้วยซ้ำ  แต่ก็ไม่อยากเชียร์มากไปเพราะของแบบนี้แล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคล   แต่ที่สามารถการันตีได้ก็คือที่นี่มีมุมถ่ายภาพเก๋ ๆ หลายมุมทีเดียว  เป็นที่ถูกอกถูกใจเหล่านางแบบ (จำเป็น) และช่างกล้องอย่างผมมัก ๆ  ถ้าใครมาปายก็อย่าลืมแวะที่นี่นะครับ เดี๋ยวจะถูกหาว่ามาไม่ถึงเมืองปาย 

pai-03.jpg

pai-02.jpg

pai-04.jpg

ออกจากร้าน Coffee in love แล้วผมขับรถผ่านตัวเมืองปายไปเล็กน้อยเพื่อไปไหว้พระที่วัดน้ำฮู  ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่ออุ่นเมือง โดยมีลักษณะพิเศษคือจะมีน้ำไหลซึมออกมาจากพระเศียรตลอด  และทางวัดได้จัดเตรียมรับน้ำที่เชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้นำกลับไปดื่มเพื่อเป็นศิริมงคล  นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งเจดีย์ที่เล่ากันว่าเป็นที่บรรจุพระอัฐิของพระพี่นางสุพรรณกัลยาซึ่งสร้างโดยสมเด็จพระเนรศวรมหาราชอีกด้วย

pai-05.jpg

หลังจากอิ่มบุญกับการไหว้พระแล้ว  พวกเราก็มองหาที่อิ่มท้องกันทันที  ออกจากประตูวัดเห็นป้ายร้านอาหารจีนยูนานจึงไม่รอช้าที่จะขับรถตามป้ายเพื่อไปยังหมู่บ้านสันติชนซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านอาหารทันที   ที่หมู่บ้านสันติชนนี้นอกจากเป็นที่ตั้งของร้านอาหารแล้วยังมีร้านขายของที่สร้างด้วยดิน (เหมือนกับหมู่บ้านรักไทยใกล้ปางอุ๋ง)  ซึ่งแอบสืบทราบมาว่าทุกร้านเป็นของเจ้าของคนเดียวกัน  เพราะฉะนั้นเรื่องราคานั้นก็คงต้องใช้ความสามารถส่วนบุคคลในการต่อรองครับ  

pai-06.jpg

pai-07.jpg

pai-08.jpg

ระหว่างทานอาหารผมก็ถือโอกาสชาร์จแบตเตอร์รี่ไปพลาง ๆ เพราะเมื่อคืนที่ผ่านมาไม่มีไฟฟ้าใช้  สำหรับเมนูอาหารจีนที่นี่ก็จะเหมือนที่อื่น ๆ แถบนี้ครับ  มีเมนูเด่นคือขาหมู-หมั่นโถยูนาน และผัดยอดถั่วลันเตา  แต่ในเรื่องของรสชาตินั้นไม่ค่อยถูกปากผมมากนัก  เพื่อน ๆ ก็เห็นพ้องต้องกันว่าที่หมู่บ้านรักไทย (ใกล้ปางอุ๋ง)อร่อยกว่า … ใกล้ ๆ กับร้านอาหารจะมีรีสอร์ทที่ตัวบ้านทำจากดินเพื่อดูน่ารักสวยงามดี  นอกจากนี้ยังมาศาลากลางน้ำอีกด้วย  ผมกับเพื่อน ๆ ก็เลยไปถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนานเสมือนว่าเราเป็นแขกของที่นั่นเลยทีเดียว  สำหรับผู้ต้องการความโผนที่นี่มีชิงช้า (ที่ใช้คนหมุน) ให้คุณได้เล่นกันด้วย  ซึ่งสามารเรียกเสียงกรี๊ดจากผู้เสี่ยงเข้าไปเล่นได้อย่างต่อเนื่อง  แต่สำหรับผมขอบายครับ  กลัวใจเสาะเป็นลมกลางอากาศจะอายสาว ๆ หุหุ

เมื่ออิ่มหนำสำราญตาม concept การท่องเที่ยวครั้งนี้แล้วเราก็อำลายหมู่บ้านสันติชนตรงเข้าไปยังถนนคนเดิน  เพื่อส่ง post card ไปถากถางเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้มาผจญความลำบากด้วยกันใน trip นี้  และซื้อของติดไม้ติดมือกันมาคนละนิดหน่อยจากร้านที่คุณก็รู้ว่าร้านอะไร (แล้วจะรู้ไม๊เนี่ย)   มาเมืองปายทั้งทีก็อดไม่ได้ที่จะเก็บภาพของร้านรวงที่ตกแต่งเอาใจนักท่องเที่ยวอย่างผมด้วยสีสันสะดุดตา  ใครชอบมุมไหนก็เลือกเอาได้ตามใจครับ มีคนหรือไม่มีคนก็สวยได้ทุ๊กมุมจริง ๆ

pai-09.jpg

pai-11.jpg

เมื่อได้เวลาบ่ายแก่ ๆ เราก็อำลาเมืองปาย  พร้อมกับเสบียงที่ตลาดสด+ของกินจุกจิกจาก seven eleven มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป “ป่าสนวัดจันทร์”



WordPress Themes