บทความในหมวด : พังงา

มุมสงบที่ “สามช่อง”

หลังจากที่คันไม้คันมือมาตลอดหลายเดือน เพราะไม่มีเวลาได้ถ่ายภาพแบบจริง ๆ จัง ๆ เอาซะเลย  วันหยุดหลังจากพาคุณพ่อไปทานอาหารมื้อพิเศษเนื่องในวันพ่อแล้ว  ผมจึงถือโอกาสขับรถไปจังหวัดใกล้ ๆ กับเพื่อน ๆ อีก 3 คนเพื่อหามุมสงบ ๆ ถ่ายภาพให้หนำใจ

จะว่าไปแล้วสถานที่แห่งนี้ผมเคยเฉียด ๆ เข้าไป  แต่ว่าเป็นการไปทานอาหารทะเลสด ๆ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง  มิใช่เป็นการตั้งใจไปถ่ายภาพเหมือนครั้งนี้   … เหตุผลที่ได้หมายปองที่นี่ก็เพราะได้เห็นภาพจาก Multiply ของคุณแอ๊ว ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจอยากไปถ่ายภาพที่นี่บ้าง  เพราะดูแล้วสงบ เยือกเย็น ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยได้ถ่ายภาพสถานที่ท่องเที่ยวแนว ๆ นี้มากนัก  อีกอย่างบรรดาเพื่อน ๆ ของผมที่สดแสนจะหลงไหลกับ yoga คงจะสนุกสนานกับการ post ท่าต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูสงบแบบนี้แน่ ๆ .. นี่จึงเป็นที่มาของการเดินทางไปเยือน “สามช่อง” ของผมในครั้งนี้

วันอาทิตย์ที่ 6 ธ.ค. ผมขับรถฝ่าสายฝนที่ตกหนักมาก ๆ ไปตระเวนรับเพื่อนๆ เพื่อมุ่งหน้าไปยังอำเภอกะโสมซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนสนิทที่เมื่อก่อนเคยร่วม trip ท่องเที่ยวด้วยกันทุกปี  แต่บัดนี้เธอได้กลายเป็นคุณแม่ไปเสียแล้ว โอ้อนิจจา เลยอดเที่ยวแบบพวกเราเลย อิอิ .. แต่เธอก็ยังเป็นที่คิดถึงของพวกเราเพราะบ้านของเธอนั้นอยู่ใกล้กับสามช่องพอดี  แถมมีห้องหับระดับห้าดาวให้พวกเรานอนตีพุงกันอย่างสบายใจกันตลอดคืน

เราไปถึงที่พักก็ค่ำมากแล้ว  โชคยังพอเข้าข้างอยู่บ้างที่จังหวัดพังงาฝนไม่ตกเหมือนกับภูเก็ต  แต่บนท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยเมฆหนาทึบ  ทำให้ผมจิตใจหดหู่เล็กน้อยเพราะคิดว่าคงหมดโอกาสได้ถ่ายภาพงาม ๆ แน่ในวันรุ่งขึ้น

ตีห้าตรงเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น และหลังจากที่ทำธุระส่วนตัวกันเรียบร้อยเราก็เดินทางออกจากที่พักมุ่งสู่ “สามช่อง”   ซึ่งจุดที่เราจะไปเรียกว่า “สามช่องใต้”  โดยที่นี่เป็นชุมชนชาวประมงที่มีสะพานปลายื่นลงไปในทะเล  โดยมีเรือหางยาวจอดสงบนิ่งอยู่หลายลำ

บรรยากาศเช้านี้ก็ไม่ต่างจากที่ผมจินตนาการไว้มากนัก  ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆ  แต่โชคดีที่ฝนไม่ตก และสีสันแบบนี้ก็ดูจะเหมาะกับ concept สงบ ๆ แบบที่ผมนึกเอาไว้   โดยไม่รีรอผมรีบนำกล้องออกมาประกอบขาตั้ง  กดชัตเตอร์ไปเรื่อยๆ  ในขณะที่สาว ๆ นางแบบโยคะนอนพักผ่อนรอให้สว่างมากกว่านี้… ผมเลือกใช้ชัตเตอร์สปีดประมาณ 5-10 วินาที  โดยที่รูรับแสงประมาณ f/8  เพื่อเก็บบรรยากาศของแสงยามเช้าอันงดงาม  … จุดเด่นอย่างหนึ่งของที่นี่สำหรับช่างภาพอย่างผมคือเรือที่จอดลอยลำ และไม้หลักปักขี้เลนที่ปักอยู่ประปรายทำให้องค์ประกอบของภาพดูสมบูรณ์และมีเรื่องราวมากยิ่งขึ้น  อีกทั้งมีคลื่นเล็ก ๆ ทำให้ภาพของน้ำที่เกิดจากการเปิดรับแสงนาน ๆ ดูนุ่มนวลชวนฝันมาก ๆ

มาชมภาพบรรยากาศกันเลยดีกว่าครับ

ส่วนภาพนี้ก็เป็นภาพการ post ท่าโยคะของบรรดาสาว ๆ ซึ่งมีเยอะมากแต่เอามาให้ชมพอเป็นน้ำจิ้มกันหนึ่งภาพครับ

แม้ว่าอากาศจะไม่ดีสมใจ เพราะเกือบเก้าโมงแล้วยังไม่เห็นพระอาทิตย์และแสงอุ่น ๆ ยามเช้าเลย โปรแกรมถ่ายภาพ candid ของวิถีชีวิตชาวบ้านแถวนั้นก็เลยเป็นอันต้องยกเลิกไป เอาไว้มีโอกาสจะกลับมาแก้ตัวอีกทีคร้าบ



วัน(ไม่)หยุดสุดสัปดาห์ ที่สองแพรก

ช่วงวันหยุด (ของชาวบ้านชาวช่อง) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา  ผมและเพื่อน ๆ ชาวสุโขสปา เดินทางไปทำกิจกรรม team building กันที่พังงาริเวอร์ลอจ์ด ตำบลสองแพรก จังหวัดพังงา  ซึ่งการทำกิจกรรมครั้งนี้ก็เพื่อเตรียมงานสำหรับโครงการสุโขสปารีสอร์ท ที่กำลังจะเปิดต้นเดือนสิงหาคมนี้แล้ว…และเนื่องจากเป็นวันหยุด จะบังคับให้เหล่าผู้บริหารคนเก่งไฟแรงทั้งหลายช่วยกันออกไอเดียดี ๆ ที่ office ในวันหยุดก็เกรงว่าสมองจะไม่แล่น  ก็เลยจัดกิจกรรมนี้เพื่อให้ตายใจคิดว่าพาไปเที่ยวในวันหยุด  ที่ไหนได้โดนเค้นไอเดียกันหน้าดำคร่ำเครียด อิอิ แต่ก็ไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาบางส่วนให้ได้ทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกันเพื่อให้สมกับชื่อ team building … วันนี้ก็เลยมีภาพมาฝาก  เพื่อชดเชยที่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ update blog (ก็เพราะนั่งเตรียมงานหน้าดำคร่ำเครียดนี่แหละ อิอิ)

ภาพแรกเป็นภาพตัวเมืองพังงาในวันหยุด(เหล้า)เข้าพรรษาครับ  ผมล่ะชอบที่นี่จริง ๆ เรียกได้ว่าเป็นเมืองในหุบเขาก็ว่าได้เพราะมีภูเขารูปร่างหน้าตาแปลก ๆ โอบล้อมไว้  ยิ่งวันฝนตกด้วยแล้วจะมีหมอกไหลอ้อยอิ่งอยู่ตามยอดเขา สวยถูกใจช่างภาพมัก ๆ โดยภาพนี้ผมถ่ายใกล้ ๆ กับร้านดวง  ร้านอาหารแนะนำใจกลางเมืองพังงา อยู่ติดกับธนาคารกรุงเทพฯ ครับ  ใครมาพังงาก็แวะมาชิมได้ครับ รับประกันความอร่อยฮับ

หลังจากที่ทานอาหารเที่ยงกันแล้วพวกเราก็ขับรถผ่านตัวเมืองพังงามาราว 8 กม. ก็จะถึงทางแยกไปกระบี่และระนอง  จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปยังเส้นทางที่ไประนอง   ราว 1 กม.ก็จะถึงปากทางเข้าน้ำตกโตนปริวรรตซึ่งอยู่ทางด้านขวามือ  ต่อจากจุดนี้ก็ขับรถบนเส้นทางราดยางอย่างดีผ่านสวนยางและป่าไม้ตรงเข้าไปเกือบ 10 กม.ก็จะถึงรีสอร์ท  โดยภาพบรรยากาศข้างทางก็จะเป็นอย่างที่เห็นในภาพต่อไปนี้ครับ  ระหว่างทางบางช่วงจะผ่านสะพานแคบ ๆ และมีจุดบริการนั่งช้างเดินป่าอยู่ด้วย  ใครที่ชอบนั่งช้างก็อุดหนุนกันได้ครับ บรรยากาศดีทีเดียว

เมื่อมาถึงรีสอร์ทแล้วทุกคนต้องถ่ายภาพกันที่สะพานแขวนเพื่อเป็นที่ระลึก  ซึ่งทิวทัศน์จุดนี้สวยมากเนื่องจากมีลำธารน้ำใสไหลผ่าน และมี background เป็นภูเขาสีเขียวดูแล้วแสนจะสดชื่น เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดานางแบบทั้งหลายยิ่งนัก อิอิ

อีกจุดหนึ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับช่างภาพก็คือน้ำตกที่ไหลผ่านรีสอร์ท  แม้ว่าจะเป็นน้ำตกเล็ก ๆ ที่สร้างโดยฝีมือมนุษย์  แต่ก็สวยยงามเหมาะกับการถ่ายภาพมากจนอดไม่ได้ที่จะเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

เมื่อมาถึงรีสอร์ทแล้ว  อีกกิจกรรมหนึ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือ  การล่องแก่งที่จะมีสองช่วงคือช่วงสาย (ราว 11 โมง) และบ่ายสองโมง  ที่ต้องกำหนดเป็นรอบเพราะจะมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนด้านบนรีสอร์ทวันละสองครั้งเพื่อให้ปริมาณน้ำมากขึ้นจนสามารถล่องแก่งได้อย่างสะใจอย่างที่เห็นในภาพ

แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเน้นไปที่การระดมความคิดเพื่อเตรียมงาน  แต่บรรยากาศและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทางรีสอร์ทจัดก็ช่วยให้สมองเปิดโล่งพร้อมที่จะปลดปล่อยความคิดดี ๆ และรับความเห็นต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจ … หากทีมงานของคุณอยู่ในภาวะการทำงานที่เคร่งเครียด  ลองชวนกันออกไปทำกิจกรรมสนุก ๆ ดูนะครับ  ผมเชื่อว่าเวลาที่สูญเสียไปคุ้มค่าแน่กับความสุขที่ได้รับแถมยังจะช่วยให้ได้งานและไอเดียติดไม้ติดมือกลับมา office ด้วยนะ.. จะบอกให้

สำหรับรายละเอียดที่พักและข้อมูลการท่องเที่ยวดูได้จาก website ของรีสอร์ทนะครับ  ออ! เกือบลืมบอกไปเลยว่าผมไม่ได้เดินทางไปชมน้ำตกโตนปริวรรตซึ่งอยู่ห่างจากรีสอร์ทไปอีกเล็กน้อยเนื่องจากต้องทำกิจกรรมอย่างที่เล่าไว้ข้างต้น  ชื่อของทริปนี้ก็เลยเป็นชื่อทริปสองแพรก (ชื่อตำบลที่ตั้งของรีสอร์ท) แทนที่จะเป็นโตนปริวรรตครับ



ทริปนี้สีชมพู

อ่านชื่อ post แล้วไม่ต้องจินตนาการว่าเป็น trip honeymoon หรือเป็น trip แบบหวานแหววนะครับ เพราะที่จริงแล้วเป็นทริปของเหล่าพี่น้องชาวจุฬาฯ ภูเก็ตต่ะหาก  … มีผู้ร่วมทริปทั้งสิ้น 10 คน  แม้จะต่างรุ่น ต่างวัย  แต่หัวใจแห่งการท่องเที่ยวนั้นเท่ากันทู๊กกกคนจริง ๆ

จุดหมายของการเดินทางครั้งนี้อยู่ที่เกาะคอเขา  ซึ่งผมเคยเขียน review ให้เพื่อน ๆไ ด้อ่านกันไปสองครั้งแล้ว  คราวนี้ก็เลยถือโอกาสชวนพี่ ๆ น้อง ๆ ไปเที่ยวกัน  เพราะส่วนใหญ่ยังไม่เคยไป  แถมบางคนยังไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ  และเพื่อให้การเดินทางที่ต้องใช้เวลาจากภูเก็ตผ่านอำเภอท้ายเหมืองของพังงา จนเกือบถึงอำเภอตะกั่วป่าซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางเกือบ ๆ สองชั่วโมง  ผมก็เลยให้ผู้ร่วมเดินทางแบ่งเป็นทีมแข่ง rally หาตัวอักษรระหว่างทางด้วย  เพื่อไม่ให้คนขับต้องขับคนเดียวในขณะที่คนอื่นหลับอย่างสบายใจ (โดยเฉพาะรถของผมเอง อิอิ)

ภาพนี้แวะถ่ายที่หลัก กม. สุดท้ายก่อนข้ามสะพานสารสินออกจากภูเก็ต  โชคดีที่อากาศวันนี้ค่อนข้างดีมากทีเดียว แถมเมฆยังเป็นปุยเหมือนขนแกะ ถูกใจผมจริง ๆ

เราออกเดินทางกันสาย ๆ ก็เลยมาถึงจุดนัดพบที่ร้านยิ้ม ๆ  ร้านอาหารดังเมืองตะกั่วป่าราวเที่ยงพอดี  ปรากฎว่าทั้งสองทีมสามารถหาตัวอักษรได้ครบถ้วน (ง่ายบ้าง หลงทางบ้าง ทุลักทุเลบ้าง )  ไม่เสียชื่อชาวจุฬา ฯ  เป็นตัวอักษร BON VOYAGE ที่หมายถึง “ให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนั่นเอง”  (เป็นการอวยพรไปด้วยในตัว อิอิ) 

สำหรับรสชาติอาหารมื้อเที่ยงที่ร้านยิ้มๆ ก็ไม่ทำให้เสียชื่อคนแนะนำ  เพราะอร่อยและราคาไม่แพง (โดยเฉพาะเทียบกับที่ภูเก็ตถือว่าถูกมากทีเดียว)  พวกเราก็เลยอิ่มหมีพีมันกันทุกคน  จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังท่าเรือเพื่อข้ามไปยังเกาะคอเขาซึ่งอยู่เลยร้านไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

วันนี้ต้องรอเรือข้ามฟากนานกว่าทุกครั้งเพราะช่วงนี้เป็นช่วง Low Season มีเรือบริการเพียงลำเดียวไม่เหมือนช่วง High ที่มีเรือมาจอดคอยเราทุกครั้ง  แถมช่วงนี้น้ำมันขึ้นค่าเรือข้ามฟากก็เลยขึ้นราคาเป็นคันละ 200 บาท (รวมผู้โดยสารทั้งคัน)  แต่ก็ต้องยอมไปล่ะครับ  ไม่งั้นคงต้องว่ายน้ำข้ามไป อิอิ

ขณะนั่งเรือข้ามฟากไปยังเกาะคอเขา

เรามาถึงที่พักซึ่งได้แก่โรงแรมตะโกลารีสอร์ทราวบ่ายสอง  ซึ่งทริปนี้ผมได้ติดต่อขอราคาพิเศษ เพราะมากันหลายคนและผมเองก็บริหารสปาให้กับโรงแรมที่นี่ด้วยทำให้พี่น้องร่วมทริปทั้งหลายยิ้มหน้าบาน เพราะโรงแรมสวยกว่าที่หลายคนคิด (ผมไม่ได้บอกรายละเอียดโรงแรมมากนัก  หลาย ๆ คนก็เลยคิดว่าคงเป็นบังกะโลเล็ก ๆ ริมหาดที่ไม่ค่อยสวย เนื่องจากค่าห้องถูกมาก) 

ผมเองได้ห้องพักที่อยู่ใกล้ชายหาด  เพราะขอเครื่องเสียงสำหรับร้องคาราโอเกะไว้ด้วย  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของโรงแรมมาเซ็ตไว้ที่ห้องนี้พอดี  อุปกรณ์สำหรับเล่นคาราโอเกะอยู่กับผมทั้งหมด  ก็เลยกลายเป็นว่าห้องนี้เป็นของผมไปเลย หุหุ   

นี่แหละครับห้องพักของผม

 

ลูกสนและใบสนรอบ ๆ ที่พัก

 

 ถ่ายภาพที่บริเวณชายหาดหน้าที่พัก

 

วิญญาณนางแบบเข้าสิง หุหุ

พอตกเย็นหลังจากที่มีกิจกรรมให้พี่ ๆ น้อง ๆ ได้ยืดเส้นยืดสาย และฮากันกระจายกับเกมส์สันทนาการแล้ว  ผมก็นำทุกคนไปยังโรงแรม C&N ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักเพื่อชมพระอาทิตย์ตก    ที่เลือกที่นี่เพราะเขามีศาลาทรงไทยริมหาด และมีต้นมะพร้าวที่เอนลงไปบนหาด  ดูแล้วเก๋ดี … และก็ไม่ผิดหวังครับ  ทุกคนสนุกสนานกับการถ่ายภาพช่วงเย็นกันสุด ๆ  กอรปกับท้องฟ้าและแสงวันนี้สวยเหลือเกิน  ผมเองก็ถ่ายจนเพลิน  คนบ้าง วิวบ้าง แทบจะไม่ได้หยุดเลย เพราะนาน ๆ จะได้มีโอกาสถ่ายภาพกับแสงส้ม ๆ ยามเย็นแบบนี้

ฟ้าสวยได้ใจมัก ๆ

ต้นมะพร้าวเท่ห์ ๆ หน้า C&N

เส้นสายสวย ๆ บนชายหาด

คู่รักหวานแหวว

Action มัน ๆ ยามเย็น

หลังจากหนำใจกับการถ่ายภาพช่วงเย็นแล้วก็เดินทางกลับไปยังรีสอร์ทเพื่อทานอาหารมื้อเย็นซึ่งทางโรงแรมได้จัดเตรียมโต๊ะไว้ให้พวกเราแล้ว  มื้อนี้เราให้เชฟของโรงแรมแสดงฝีมือเต็มที่  ทำอะไรก็ได้ทีเชฟอยากทำ  ซึ่งรสชาติอาหารก็ไม่ผิดหวังครับ  อิ่มอร่อยกันทุกคนทีเดียว

บรรยากาศอาหารมื้อค่ำ


 
หลังจากอาหารมื้อค่ำ  พวกเราก็ไปรวมตัวกันที่ห้องพักของผมเพื่อร้องคาราโอเกะกันอย่างเมามัน ซึ่งเพลงมีตั้งแต่สมัย สุนทราภรณ์ .. แกรนเอ็กซ์ … นิโคล… ไปจนถึง So Cool เรียกได้ว่ามีทุกยุค ทุกสมัยกินกันไม่ลงเลยทีเดียว … เกือบเที่ยงคืนทุกคนจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน ส่วนผมนอนหลับอย่างสบายใจภายใต้ผ้านวมอันอบอุ่น

เช้าวันรุ่นขึ้น พี่ ๆ น้อง ๆ กลุ่มหนึ่งตื่นแต่เช้ามาเล่นโยคะ  ในขณะที่ผมยังซุกตัวอย่างสบายภายใต้ผ้าห่ม  กว่าจะตื่นก็ปาเข้าไปแปดโมงเศษ ๆ   ซึ่งได้เวลาทานอาหารเช้าพอดี  … หลังจากทานอาหารเช้าแล้วพวกเราจึงเช็คเอาท์แล้วเดินทางต่อไปยังวัดที่อยู่ติดกับรีสอร์ทเพื่อทำบุญถวายสังฆทานและเทียนพรรษา  เรียกได้ว่าทริปนี้ทั้งสนุกและได้บุญด้วย

หลังจากอิ่มบุญแล้วก็เดินทางไปยังท่าเรือเพื่อขึ้นเรือกลับไปยังฝั่งพังงา … เนื่องจากเวลายังพอมีเหลือเราจึงขับรถกันไปช้า ๆ เพื่อทานข้าวที่ร้านซึ่งผมแนะนำ (ตามเคย) ชื่อร้านบินหลาตั้งอยู่ที่หาดท้ายเหมือง  เป็นร้านธรรมดา ๆ แต่อาหารรสชาติอร่อย ซีฟู้ดสดมาก  ที่สำคัญราคาถูก (ยิ่งกว่ายิ้ม ๆ ซะอีก)  พอเช็คบิลทำเอาหลาย ๆ คนงงไปเลยว่าทำไมมันถูกแบบนี้ (ฟะ)  กินกันเยอะมัก ๆ แต่ราคาถูกกว่าภูเก็ตครึ่งหนึ่งเห็นจะได้  (ทีนี้เข้าใจเลยว่าคนมาเที่ยวภูเก็ต ทำไมเขาบ่นกันจังว่าอาหารแพง)

เนื่องจากยังพอมีเวลาเหลือ และพวกเรายกเลิกโปรกรมล่องแก่งที่สองแพรก (เนื่องจากต้องเดินทางอ้อมค่อนข้างไกล) ก็เลยหาโปรแกรมสำรอง  ซึ่งโชคดีมากที่มีรุ่นพี่จุฬา ฯ ซึ่งมาทำสวนและสร้างบ้านอยู่ที่ทางเข้าน้ำตกลำปีใกล้ ๆ กับหาดท้ายเหมืองนี่เอง  เราจึงไม่รีรอที่จะโทรไปนัด (กึ่งบังคับ)  ขอให้พวกเราเข้าไปเที่ยวที่สวนของพี่เขา  ซึ่งแน่นอนล่ะพี่เขาไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว อิอิ 

เราใช้เวลาเดินทางกันไม่ถึง 20 นาทีก็มาถึงบ้านพี่อนุรักษ์  ซึ่งวันเสาร์อาทิตย์พี่อนุรักษ์จะเดินทางจากภูเก็ตมาพักผ่อนสูดอากาศบริสุทธิ์ที่นี่ และถือโอกาสมาเยี่ยมลูกชายที่มาทำแปลงปลูกดอกหน้าวัวที่สวนแห่งนี้   หลังจากทักทายพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ  น้องแทนและพี่อนุรักษ์ก็พาเดินชมแปลงดอกหน้าวัวสวย ๆ ซึ่งรอวันที่จะถูกตัดเพื่อส่งไปขายที่ภูเก็ต

ดอกหน้าวัวงาม ๆ

หลังจากชมแปลงดอกหน้าวัวสวย ๆ แล้ว  เราขับรถเลยเข้าไปอีกเล็กน้อยเพื่อไปเที่ยวน้ำตกลำปี  น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดของพังงา (ได้ยินมาว่าอย่างนั้น)   ซึ่งช่วงนี้น้ำเยอะเพราะเพิ่งจะผ่านช่วงฝนตกชุกมาหมาด ๆ  แถมน้ำใสแจ๋วไม่เหมือนช่วงฝนตกหนักที่น้ำจะเป็นสีโคลน  ที่น้ำตกแห่งนี้นอกจากผมจะได้ถ่ายภาพน้ำตกอันสวยงามหลายชั้นแล้ว  ยังมีต้นไม้ใบหญ้าสวย ๆ ให้ถ่ายอีกด้วย  บ่งบอกว่าที่นี่ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่มากทีเดียว

บรรยากาศชุ่มชื่นที่น้ำตกลำปี

หลังจากที่พักผ่อนกันที่น้ำตกลำปีพักใหญ่  พวกเราก็ออกเดินทางต่อเพื่อกลับภูเก็ต  ระหว่างทางก็แวะซื้อขนมบะจ่างและขนมโกซุ้ย (ขนมท้องถิ่นของชาวพังงา/ภูเก็ต)ที่ตลาดท้ายเหมือง  และไปทานกันที่ร้านเรือนไม้แก่น  เพราะยังมีเงินกองกลางเหลือพอสมควร ก็เลยถือโอกาสกินกาแฟ กับเค๊กอร่อย ๆ ที่ร้านแห่งนี้เนื่องจากเป็นร้านที่บรรยากาศดีที่สุดในระหว่างเส้นทางกลับบ้าน 

อิ่มอร่อยส่งท้ายที่เรือนไม้แก่น

หลังจากอิ่ม (อีกแล้ว) พวกเราก็ถือโอกาสอำลากันที่นี่และแยกย้ายกันมุ่งหน้ากลับสู่ภูเก็ตไปพร้อมกับความอิ่มท้อง อิ่มใจกับทริปเล็ก ๆ สีชมพูที่ผมจะต้องบันทึกสิ่งดี ๆ และความสุขที่เกิดขึ้นในสองวันนี้ไว้ในความทรงจำตลอดไป



สุดสัปดาห์กับน้ำใส ทรายขาว สายลม แสงแดด ที่เกาะละวะใหญ่

หลังจากเกริ่นเรื่องเกาะละวะใหญ่ไว้ในบทความ “หนีงานไปเกาะละวะ“ก่อนหน้านี้  วันนี้ขอเล่าเรื่องการเดินทางของผมด้วยภาพถ่ายที่เพิ่งจะโหลดลงเครื่องแบบสด ๆ ร้อน ๆ ครับ

ก่อนถึงท่าเรือคลองหินซึ่งเป็นท่าเรือสำหรับเดินทางไปเกาะละวะใหญ่  เราแวะกันที่ท่าเรือคลองเคียนซึ่งเป็นท่าเรือสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเที่ยวชมอ่าวพังงา  เป็นท่าเรือที่มีทิวทัศน์สวย  ยิ่งถ้าช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นหรือตกน่าจะโรแมนติกมากทีเดียว

lawa01.jpg

การเดินทางในครั้งนี้ใช้รถสองแถวแบบดั้งเดิมของภูเก็ต ต่อด้วยเรือหางยาวที่บรรทุกพวกเราเกือบ 20 ชีวิต (ที่แอบลุ้นแทบแย่ว่าจะพาไปถึงเกาะหรือเปล่าเพราะดูแล้วเรือน่าจะบรรทุกได้ไม่เกิน 15 คน)

lawa02.jpg

เมื่อถึงเกาะก็จะพบกับภาพสวยงามแบบนี้ครับ “น้ำใส ทรายขาว สายลม แสงแดด” WOW!!

lawa04.jpg

บางส่วนก็พักที่บ้านพักที่เหลือก็กางเต้นท์นอนกันริมหาดเลย ได้บรรยากาศไปคนและแบบ

lawa05.jpg

ช่วงปลายปีถึงต้นปี ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีพอดี ช่วยแต่งแต้มให้เกาะแห่งนี้มีสีสันสวยมากยิ่งขึ้น

lawa03.jpg

ผืนทรายที่มีชีวิต

 lawa12.jpg

สำหรับผู้รักการถ่ายภาพบุคคล ไม่ว่าภาพเดี่ยว ภาพหมู่ ที่นี่มีมุมสวย ๆ ให้ถ่ายจนหนำใจ

lawa06.jpg

lawa07.jpg

lawa08.jpg

lawa09.jpg

ยามเย็นหรือยามค่ำก็สวยงาม Romantic ไม่แพ้กัน

lawa10.jpg

lawa11.jpg

(** ภาพข้างต้น จัดทำขึ้นเพื่อการถ่ายภาพโดยเฉพาะ นายแบบกะนางแบบมิได้เป็นแฟนกันจริงนะ หุหุ)

ข้อมูลเพิ่มเติม
การเดินทางมาเที่ยวเกาะละวะ สามารถเดินทางจากภูเก็ตหรือพังงามาเที่ยวได้ทั้งแบบ One day trip หรือจะนอนค้างคืนก็ได้  หากเดินทางจากภูเก็ตจะเข้าทางท่าเรือคลองเคียนซึ่งปากทางเข้าอยู่ระหว่างโรงเรียนท่านุ่นและวัดท่านุ่นซึ่งห่างจากสะพานสารสินเพียงไม่ถึง 5 กิโลเมตร  และจากปากทางถึงท่าเรือคลองหินระยะทางประมาณ 30 กม.  ซึ่งต้องขึ้นเรือหางยาวเพื่อข้ามฝั่งค่าเรือประมาณ 300-500 บาทต่อเที่ยวแล้วแต่จำนวนคน  โดยการเดินทางจากท่าเรือคลองหินไปยังเกาะละวะใช้เวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น

บนเกาะมีสิ่งอำนวยความสะดวกพอสมควร  มีบ้านพัก 6 หลัง, มีพื้นที่กางเต้นท์ริมหาดมากมาย, มีบาร์, ห้องอาหาร ที่ไม่สะดวกสักหน่อยก็คือห้องน้ำเนื่องจากน้ำมีจำนวนจำกัดจึงเปิดให้ใช้บริการได้เพียงไม่กี่ห้อง  ใกล้ ๆ กับที่กางเต้นท์จะมีบ่อน้ำบาดาลให้ผู้ที่พักเต้นท์สามารถใช้อาบได้ ซึ่งน้ำก็จืดสนิทไม่กร่อยเหมือนกับบางเกาะ  แต่สำหรับผู้ที่พักในบ้านพักจะมีน้ำให้บริการเป็นช่วง ๆ (เช้า-กลางวัน-เย็น) ไฟฟ้าจะเริ่มเปิดตอนหัวค่ำจนถึง 5 ทุ่ม (ถ้าอยากให้เปิดนานกว่านี้ให้ซื้อน้ำมันไปให้เพื่อใช้เติมเครื่องปั่นไฟ)  

ชายหาดที่เหมาะกับการเล่นน้ำมากที่สุดก็คือด้านหน้าเกาะ  ตรงส่วนที่เป็นดอนทรายยื่นไปในทะเล  โดยเฉพาะช่วงน้ำขึ้นจะเหมาะกับการเล่นน้ำมาก  แต่ถ้าน้ำลงทะเลบางส่วนอาจะเป็นดินเลนและมีหินปะปนอยู่ด้วย  ซึ่งชายหาดจะเงียบสงบมากในช่วงเช้า แต่จะมีนักท่องเที่ยวมานอนอาบแดดเยอะในช่วงบ่าย 2 โมงถึง 4 โมงครึ่ง  เพราะเรือจะนำนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวอ่าวพังงามาแวะอาบแดดที่เกาะแห่งนี้  นอกจากการพักผ่อนในบรรยากาศอันสดใสสวยงามบนเกาะแล้ว ทางอุทยานมีเรือแคนูให้เช่าพายเล่นรอบเกาะด้วยสำหรับผู้ที่ต้องการออกกำลังและไม่อยากว่ายน้ำ

สำหรับค่าขึ้นเกาะ (ค่าบำรุงสถานที่), ค่าที่พักและค่าอาหารควรตกลงเรื่องรายละเอียดให้เรียบร้อยก่อนขึ้นเกาะ เพื่อให้ทราบค่าใช้จ่ายที่แน่นอนก่อนออกเดินทางครับ



หนีงานไปเกาะละวะ

“เกาะละวะ” ชื่อนี้อาจคุ้นหูนักท่องเที่ยวหลายคนในฐานะเกาะแห่งหนึ่งของจังหวัดชุมพร  แต่เกาะละวะ ที่ผมจะเล่าให้ฟังวันนี้เป็นเกาะเล็กๆ ของจังหวัดพังงา  ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของท่านุ่น (จุดที่เชื่อมต่อกับเกาะภูเก็ตนั่นเอง)  ที่ได้มาเยือนเกาะแห่งนี้ก็เพราะทางบริษัท ฯกำลังมองหาที่จัดกิจกรรม team building ให้กับเหล่าผู้บริหารที่ทำงานใน office มาทั้งปี  ต้องเปลี่ยนที่ทรมานบ้างจะได้ไม่เบื่อ อิอิ .. ผมกับทีมงานอีก 3 คนก็เลยเสียสละให้คนอื่นอิจฉาเล่นมา survey สถานที่ก่อนที่จะเดินทางกันมาทั้งทีมสุดสัปดาห์นี้ .. ไปดูกันดีกว่าว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจบ้าง

มองจากฝั่งของพังงาบริเวณท่าเรือจะเห็นเกาะละวะอยู่ไม่ไกล  ชายหาดเต็มไปด้วยหินและต้นโกงกางเป็นระยะ มองไปด้านทิศตะวันออกจะเห็นภูเขาหินปูนอันเป็นเอกลักษณ์ของอ่าวพังงาอยู่ไม่ไกล (ท่าเรือนี้ชื่อท่าเรือคลองหิน-ขับจากภูเก็ตข้ามสะพานสารสินมาไม่กี่กิโลจะเห็นทางเข้าอยู่ทางขวามือข้างวัดป่าท่านุ่น  ระยะทางจากปากทางถึงท่าเรือประมาณ 30 กม.)

koh-la-wa01.jpg

koh-la-wa02.jpg

koh-la-wa03.jpg

koh-la-wa04.jpg

ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงเกาะละวะ  ซึ่งช่วงเที่ยงถึงบ่ายของทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวที่มากับโปรแกรมทัวร์อ่าวพังงา จะขึ้นมาพักผ่อนบนเกาะแห่งนี้ บ้างก็อาบแดด บ้างก็พายเรือแคนู  แม้ชายหาดจะไม่ขาวละเอียดเหมือนหลาย ๆ เกาะ แต่ก็สามารถเล่นน้ำได้อย่างดีโดยเฉพาะเวลาน้ำขึ้นเต็มที่

koh-la-wa05.jpg

koh-la-wa06.jpg

koh-la-wa07.jpg

เนื่องจากเกาะแห่งนี้เป็นเกาะเล็ก ๆ  จึงสามารถเดินรอบเกาะได้ในช่วงที่น้ำลง  ซึ่งรอบเกาะจะมีแนวโขดหินสลับกับชายหาด  หากต้องการหนีผู้คนสามารถเดินวนรอบเกาะไปเล่นน้ำด้านหลังได้ เพราะจะปลอดผู้คนและสามารถเล่นน้ำได้เช่นกัน

koh-la-wa11.jpg

koh-la-wa12.jpg

koh-la-wa13.jpg

นอกจากนี้ก็มีภาพห้องพักที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกพอสมควร และพื้นที่ทำกิจกรรมมาให้ชมกันครับ

koh-la-wa08.jpg

koh-la-wa09.jpg

koh-la-wa10.jpg

สำหรับรายละเอียดเรื่องที่พักและข้อมูลอื่น ๆ จะไว้เล่าให้ฟังหลังจากเดินทางไปพักจริง ๆ สุดสัปดาห์นี้นะครับ  วันนี้ขอตัวพักผ่อนก่อนครับเพราะโดนแดดเผามาทั้งวัน :)



WordPress Themes