บทความในหมวด : พังงา

Snorkeling Day @ หมู่เกาะสุรินทร์

หลังจากที่ย้ายที่ทำงานใหม่ผมก็แทบจะไม่ว่าง update blog แห่งนี้เลย  เพราะพอถึงบ้านปั๊ปก็อยากจะล้มตัวนอนทันที  ไม่ได้นั่งทำงานต่อตอนกลางคืนเหมือนเมื่อก่อนเนื่องจากเพลียจากการเดินทางในแต่ละวัน  ต้องขออำภัยญาติมิตรที่แวะเข้ามาแล้วม่ายเจออารายใหม่ ๆ เป็นเดือน (หาข้อแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ อิอิ) … หลังจากที่ต้องยกเลิกโปรแกรมท่องเที่ยวแบบไกล ๆ ทุกชนิดด้วยเรื่องหน้าที่การงาน ก็เลยมองหาโปรแกรมท่องเที่ยวแบบใกล้ ๆ แทนตามประสาคนชอบท่องเที่ยว ถ่ายภาพ และแล้วสวรรค์ก็มีตา  เมื่อ  Tour Phuket เจ้าประจำโทรมาบอกว่ามี trip เด็ด ๆ ไปดำดูปะการังน้ำตื้นแบบ one day trip ที่หมู่เกาะสุรินทร์   คนใจง่ายอย่างผมก็เลยตกลงไปในอาทิตย์ถัดมาทันทีพร้อมชวนเพื่อนฝูงรวม 5 ชีวิตร่วมทริปนี้ด้วยกัน

เช้าวันอาทิตย์ผมออกเดินทางจากภูเก็ตตั้งแต่ 6:45 เพราะเวลานัดขึ้นเรือคือ 8:30 ครึ่งที่ท่าเรือทับละมุจังหวัดพังงา ซึ่งอยู่ห่างอีกไกลโขทีเดียว  (ปกติจะต้องไปขึ้นที่ท่าเรือน้ำเค็มซึ่งไกลกว่านี้ แต่วันนี้ที่ท่าเรือดังกล่าวมีการประท้วงจึงใช้ที่นี่แทน)   ทีแรกว่าจะแวะทานขนมจีนเจ้าอร่อยกันที่โคกกลอยซึ่งเป็นทางผ่าน  แต่ปรากฎว่าร้านปิด  จึงเปลี่ยนจุดหมายไปเป็นขนมจีน (อีกเช่นกัน) ที่ท้ายเหมือน  แต่ก็ปิดอีก  (สงสัยจะเป็นวันขนมจีนแห่งชาติ)  ในเมื่อร้านปิดหมดก็เลยต้องไปฝากท้องกันที่ 7 eleven สาขาท่าเรือทับละมุซึ่งอยู่ติด ๆ กับบริษัททัวร์ที่เราจะเดินทางกันในวันนี้พอดี

ก่อนออกเดินทางเจ้าหน้าที่ของทางบริษัทก็เรียกประชุม เอ้ย! เรียกรวมกลุ่มเพื่ออธิบายแผนการเดินทาง รวมถึงความปลอดภัยในการเดินทาง  และที่ผมชอบมากก็คืออธิบายเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม และรณรงค์ไม่ให้อาหารปลาหรือจับปลา (นีโม) เพราะเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ในท้องทะเล

เมื่อ brief เสร็จแล้วก็ได้เวลาเดินทางกันซะที  ทีแรกผมก็นึกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่เดินนำหน้าผมกำลังจะไปสิมิลัน  ที่ไหนได้ทั้งหมด (น่าจะราวเกือบ 40 คน)  ล้วนเป็นเพื่อนร่วมทางของผมในวันนี้เดินทางสู่หมู่เกาะสุรินทร์กับเจ้า speed boat ลำเบ้อเริ่ม 3 เครื่องยนต์  ซึ่งน่าจะวิ่งเร็วมากทีเดียว

 หมู่เกาะรินทร์

หลังจากที่ทุกคนขึ้นเรือเรียบร้อยก็มีการแจกเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นให้กับทุกคน  และสามารถหยิบเองเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา  จากนั้นก็มีการอธิบายเรื่องความปลอดภัยขณะอยู่บนเรือ  ซึ่งก็ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้างเพราะเสียงเรือค่อนข้างดัง  แต่ก็ไม่เป็นห่วงมากนักเพราะได้มีการอธิบายรอบหนึ่งแล้วก่อนขึ้นเรือ  ทั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่ทั้งคนไทยและฝรั่งคอยเข้ามาพูดคุยด้วยเป็นระยะ  ดังนั้นถ้าใคร พูด-ทาย-ม่าย-ค่อย-ทาหนัด ก็ไม่ต้องห่วงครับเพราะมีเจ้าหน้าที่เป็นฝรั่งตัวเป็น ๆ ด้วย …

การเดินทางบนเรือ speed boat แม้ว่าจะเป็นลำใหญ่และความเร็วสูง แต่เนื่องจากระยะทางไกลมาก  จึงต้องใช้เวลาเดินทางราว 1:45 ชม. (วันที่อากาศไม่ดี ลมแรงอาจใช้เวลามากกว่านี้อีก โอ๊วแม่เจ้า) ดังนั้นขอแนะนำว่าเพื่อน ๆ ที่จะมาทริปนี้น่าจะหากิจกรรมฆ่าเวลาติดตัวมาด้วย  อย่างผมเองก็นั่งฟัง ipod เพลินไปเลย  ในขณะที่หลาย ๆ คนเลือกที่จะงีบเอาแรงหลังจากต้องตื่นแต่เช้า

หลังจากแล่นท่ามกลางทะเลที่ค่อนข้างราบเรียบมาได้พักใหญ่  เราก็มาถึงเกาะสุรินทร์ใต้ (หนึ่งในสองเกาะใหญ่ของหมู่เกาะสุรินทร์)   ซึ่งจุดนี้เป็นจุดแรกที่เรือจะลอยลำให้พวกเราได้ลงไป snorkeling กัน   โดยอ่าวแห่งนี้ชื่อ “อ่าวผักกาด”   อันเนื่องมาจากปะการังบริเวณนี้มีลักษณะที่คล้ายผักกาดนั่นเอง .. ผมรอให้เหล่านักท่องเที่ยวทยอยกันลงน้ำเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับถ่ายภาพในมุมต่าง ๆ ได้สะดวก แต่ก็ดูเหมือนแสงจะไม่ค่อยอำนวยเพราะท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆ  ทำให้ถ่ายภาพได้ไม่สดใสเท่าที่ควร  ทั้ง ๆ ที่ความจริงสีน้ำทะเลของเกาะสุรินทร์ก็สวยงามไม่แพ้เกาะอื่น ๆ ในทะเลอันดามัน  ในที่สุดผมก็ต้องลงน้ำเพราะหามุมถ่ายภาพที่ถูกใจไม่ได้ และกลัวว่าอยู่บนเรือจะเมาเรือเสียเปล่า ๆ เพราะใกล้ ๆ ฝั่งคลื่นค่อนข้างแรงทำให้เรือโคลงไปมาพอสมควร

ผมดื่มด่ำกับความงามของปะการังน้ำตื้นของอ่าวผักกาดอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง  เสียดายจริง ๆ ที่ไม่สามารถเก็บภาพมาฝากเพื่อน ๆ ได้เพราะกล้องของผมไม่มี housing  .. ครั้นจะเอาใส่ถุงพลาสติกใสมัดหนังยางพลาสติกลงไปก็กะไรอยู่เพราะคงได้แค่ 2-3 ภาพหลังจากนั้นก็ต้อง bye bye เจ้า d90 ตัวนี้ไปตลอดกาล … ตอนดูปะการังเห็นคนใช้กล้อง compact ใส่ housing แล้วแสนจะอิจฉาอยากได้บ้าง หุหุ เพราะบรรยากาศใต้น้ำที่นี่สวยงามสมกับเป็นจุดดูปะการังน้ำตื้นที่สวยที่สุดจุดหนึ่งของเมืองไทยเลยทีเดียว

ได้เวเลาขึ้นเรือก็เกือบจะเที่ยงแล้ว เรือจึงนำเราเข้าสู่เกาะสุรินทร์เหนือซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ และแน่นอนมีร้านอาหารซึ่งกำลังรอเหล่านักท่องเที่ยวที่กำลังหิวโซอย่างพวกเราอยู่เช่นกัน อิอิ … ก่อนเรือจะถึงหาด  ผมได้มีโอกาสถ่ายภาพน้ำทะเลใส ๆ ของหมู่เกาะสุรินทร์  หลังจากที่ท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปิดมากขึ้นเรื่อย ๆ นับว่าโชคดีมากทีเดียวที่ได้มีโอกาสแบบนี้แม้ว่าจะยังมีเมฆอยู่บ้างก็ตาม

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์  

หลังจากเรือจอดให้พวกเราขึ้นฝั่งแล้ว  ผมไม่รอช้ารีบเก็บภาพในขณะที่แสงแดดยังคงมีอยู่  ซึ่งหาดด้านตะวันออกที่เรือจอดนี้ก็มีมุมให้ถ่ายภาพหลายมุมทีเดียว …

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ถ่ายภาพได้สักพักก็ได้เวลาเติมพลังกับอาหารเที่ยงที่ห้องอาหารของอุทยาน  ซึ่งกว้างขวางเพียงพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวได้มากมาย  อาหารที่บริษัททัวร์จัดให้ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว  มีอาหารอยู่ 4 อย่างและผลไม้สดรสชาติอร่อยทุกอย่างครับ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ผมทานอาหารเสร็จก่อนใคร ๆ เพราะตั้งใจจะหามุมถ่ายภาพสวย ๆ ให้เต็มที่   … ผมเลือกเดินขึ้นมุมสูงซึ่งเป็นบ้านพักของอุทยานเพราะกะว่าภาพท้องทะเลจากมุมสูงจะให้สีของน้ำที่สวยกว่าเพราะแสงสะท้อนในน้ำจะน้อย  แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะต้นไม้ที่ร่มรื่นของเกาะแห่งนี้บดบังทัศนียภาพจนทำให้ไม่เหมาะกับการถ่ายภาพ  จึงต้องเดินลงไปทางอ่าวฝั่งด้านหลังอุทยาน  และก็ไม่ผิดหวังครับ  เพราะที่นี่มุมของแสงกำลังสวยพอดี  ผมจึงเก็บภาพมาฝากหลายภาพเลยครับ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ชายหาดด้านหลังนี้มีเต้นท์กางอยู่ริมทะเลหลายเต้นท์ทีเดียว เรียกได้ว่าบรรยากาศสุดยอดจริง ๆ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

และที่ขาดไม่ได้ก็คือถ่ายภาพบุคคลกันอย่างสนุกสนานกับน้ำทะเลใส ๆ และฟ้าสีครามเข้ม

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ก่อนขึ้นเรือผมกลับมาถ่ายภาพใกล้ ๆ ที่เรือจอดอีกครั้ง เห็นกลุ่มเด็ก ๆ ชาวมอร์แกนกำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานจึงบันทึกภาพไว้ เห็นแล้วไม่แปลกใจเลยที่เขาเหล่านี้ว่ายน้ำดำน้ำเก่งทุกคนเพราะอยู่กับทะเลมาตั้งแต่เด็กแบบนี้นี่เอง

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ขึ้นเรือเดินทางกันต่อ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

หลังจากนั้นก็ได้เวลาที่เราเดินทางกันต่อ ซึ่งช่วงบ่ายนี้เรือแล่นออกมาได้ไม่ถึง 5 นาทีก็แวะให้เราดำน้ำกันตรงอ่าวที่ชื่ออ่าวช่องขาดหน้าอุทยานนั่นเอง ซึ่งผมก็ไม่พลาดที่จะลงไปชมความสวยงามเช่นเดิม หลังจากนั้นจึงเดินทางต่อไปอีกหน่อยเพื่อชมจุดดำน้ำที่สุดที่สุด นั่นก็คืออ่าวแม่ยาย ซึ่งอ่าวแห่งนี้มีดอกไม้น้ำและนีโมตัวโต ๆ ให้เห็นมากกว่าสองจุดแรก และมีปะการังสวย ๆ ที่ยังสมบูรณ์มากมาย นอกจากนี้ยังมีฝูงปลาน้อยใหญ่มากมายสวยงามสมกับที่นั่งเรือมาเป็นชั่วโมง ๆ

ผมยังคงไม่สามารถถ่ายภาพใต้น้ำได้เหมือนเดิมจึงนำภาพของน้ำสวย ๆ จากมุมมองบนเรือมาฝากแทน

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

หลังจากผ่านการดำน้ำดูปะการัง 3 จุดแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับซึ่งทุกคนแทบจะสลบไสลเพราะเพลียจากแดดและการดำน้ำ แต่ทุกคนก็ต้องตื่นก่อนจะถึงฝั่งเพราะเรือแล่นผ่านกลุ่มฝนทำให้เปียกกันคนละเล็กละน้อยพอชื่นใจ ตอนที่เรือแล่นผ่านกลุ่มฝนก็น่ากลัวเหมือนกันเพราะมันดำทะมึนไปหมด พอเรือผ่านฝนมาได้ก็ค่อยโล่งใจ หันกลับไปดูอีกที่เห็นเรือประมงกำลังมุ่งเข้าสู่กลุ่มฝนจึงบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

เรามาถึงท่าเรือกันราว 5 โมงครึ่งซึ่งบรรยากาศกำลังสวยพอดีผมจึงบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

พวกเรามาถึงฝั่งกันโดยปลอดภัย .. หลังจากนำหน้ากากดำน้ำและ fin ที่ทางทัวร์ให้บริการฟรีไปคืนแล้ว ผมก็พาเพื่อน ๆ ไปแวะทานอาหารเย็นที่ร้านบินหลาหาดท้ายเหมือง ซึ่งเป็นร้านประจำที่อาหารรสชาติถูกปากและราคาถูกมากเมื่อเทียบกับที่ภูเก็ต นับเป็นการปิดทริปดูปะการังน้ำตื้นแบบ one day trip ที่สนุกและประทับใจมากอีกทริปหนึ่ง จึงขอลาเพื่อน ๆ ด้วยภาพแสงสุดท้ายของหาดท้ายเหมืองที่อาจจะเบลอ ๆ หน่อยเพราะไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไปด้วย หุหุ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจเดินทางไปทัวร์สนุก ๆ แบบนี้ก็ติดต่อได้ที่คุณโอ๋ yoursvacation โทร 089 726 17 88 ครับผม



ทริปแคนู ตะลุยฝน

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดไปเที่ยวแบบ one day trip โดยคราวนี้เลือกไปพายแคนูที่อ่าวพังงา เพราะเห็นนักท่องเที่ยวมาภูเก็ตโดยเฉพาะฝรั่งชอบทัวร์แคนูที่อ่าวพังงามาก  ถึงขนาดเป็น things to do อันดับต้น ๆ ใน tripadvisor.com เลยทีเดียว   อีกอย่างทัวร์แคนูจะไปพายที่เกาะห้องซึ่งเป็นเกาะที่ผมอยากไปมานานแล้ว จึงตัดสินใจตีตั๋วแบบกระทันหันและแอบลุ้นนิด ๆ ว่าฝนจะตกหรือเปล่าเพราะช่วงนี้ภูเก็ตฝนตกเกือบทุกวัน

เช้าวันอาทิตย์ผมออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อเดินทางไปยังท่าเรืออ่าวปอซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผมพอสมควร  ความจริงแล้วถ้าผมพักที่โรงแรม ผมสามารถให้บริษัททัวร์มารับที่โรงแรมหรือนัดบริเวณที่รถผ่านก็ได้แต่ผมมีธุระต่อตอนเย็นจึงตัดสินใจขับรถไปแทน … จากอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร  ไปทางป่าคลอกราว 10 กม. ก็จะถึงทางแยกเข้าท่าเรืออ่าวปอ  ขับรถไปบนเส้นทางนี้อีกราว 4 กม.ก็ถึงท่าเรือ  ที่วันนี้ดูแข็งแรงมั่นคงกว่าเมื่อก่อนมาก  สามารถให้รถขนาดใหญ่วิ่งสวนกันได้เพื่อความสะดวกในการรับ-ส่งผู้โดยสาร

เมื่อมาถึงท่าเรือผมออกจะผิดหวังเล็กน้อยเพราะฟ้าหมอง เมฆเต็มไปหมดทุกทิศทุกทาง  เรียกได้ว่าไม่มีโอกาสได้เห็นฟ้าใส ๆ แน่ในวันนี้  ผมจึงถ่ายภาพที่ท่าเรือไว้เพียงไม่กี่ภาพ  แล้วรีบเข้าไปติดต่อบริษัททัวร์แคนู  ซึ่งวันนี้ผมเลือกใช้บริการของ Panwa Canoe เพราะเพื่อนที่รู้จักกันบอกว่าทัวร์นี้ใครมาก็ชมทุกคน  จึงต้องพิสูจน์กันหน่อย หุหุ

อากาศหมองหม่นที่ท่าเรืออ่าวปอ

canoe-Phuket1

ผมนั่งรอกรุ๊ปทัวร์ซึ่งมีทั้งญี่ปุ่น, ฝรั่ง, แขก  ซึ่งรวม ๆ แล้วหลายคนผิดจากที่ผมคาดมากเพราะช่วงนี้เป็นช่วง low season แถมฝนทำท่าจะตกด้วย  ไม่นึกว่าจะมีแขกเยอะขนาดนี้  แสดงว่าของเขาคงดีจริง อิอิ   เมื่อนักท่องเที่ยวมาจนครบแล้วหัวหน้าไกด์จึงเชิญขึ้นรถเพื่อไปลงเรือที่ปลายท่า

นั่งรถสองแถวแบบภูเก็ตไปขึ้นเรือ

canoe-Phuket1

เรือที่นำเราไปยังอ่าวพังงาวันนี้เป็นเรือแบบสองชั้น  โดยชั้นล่างเป็นที่เก็บเรือแคนู, ห้องน้ำ และห้องครัว  รวมถึงที่พักของพนักงานพายเรือ  ส่วนชั้นบนเป็นที่พักของผู้โดยสาร  ซึ่งมีโต๊ะวางอยู่ตรงกลางเพื่อวางของว่างและอาหารมื้อเที่ยง

เรือลำที่โดยสารไป

canoe-Phuket1

เมื่อเรือออกไปได้สักพัก  หัวหน้าไกด์ก็อธิบายกำหนดการคร่าว ๆ ของทัวร์ในวันนี้  ซึ่งจะเริ่มจากการลงพายแคนูกันที่เกาะพนัก  ตามมาด้วยเกาะห้อง และลงไปเที่ยวเขาพิงกันรวมถึงชมเกาะตะปู   สุดท้ายจะปิดทริปด้วยการเล่นน้ำที่เกาะละวะใหญ่

หัวหน้าไกด์คนเก่ง กำลังอธิบายโปรแกรมทัวร์ประกอบแผนที่ผสมมุกตลกให้แขกได้ครื้นเครง

canoe-Phuket1

หลังจากฟังคำอธิบายเสร็จผมก็เดินไปถ่ายภาพที่หัวเรือซึ่งมีมุมให้นักท่องเที่ยวไปยืนทำท่า Jack & Rose แบบในเรื่อง tatanic แต่ก็สุดเสียดายที่วันนี้อากาศไม่ดีจริง ๆ ฟ้าจึงไม่สดใส แต่อย่างไรก็ตามรูปทรงของหมู่เกาะในอ่าวพังงาก็สวยงามจนอดไม่ได้ที่จะบันทึกภาพอันงดงามไว้

ความงามของหมู่กาะในอ่าวพังงา

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1

เรือค่อย ๆ แล่นผ่านทะเลสีเขียวเข้มของอ่าวพังงา  ผ่านเกาะเล็กเกาะน้อยจนมาถึงเกาะพนักซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณนี้  ลักษณะจะเป็นเกาะที่เต็มไปด้วยหน้าผาหินปูน  มีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์  มีชายหาดบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นชายหาดแคบ ๆ 

เกาะพนัก

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1

ไม่นานนักเราก็มาถึงเกาะพนักตรงจุดที่จะปล่อยให้เรานั่งแคนูลอดถ้ำเข้าไปเพื่อชมความงามด้านใน   แต่ผมยังไม่ทันได้ลงจากเรือฝนก็เทลงมาชนิดไม่ลืมหูลืมตา  จนผมต้องช่างใจอยู่นานว่าจะเอากล้องลงไปด้วยหรือไม่ เพราะเสี่ยงมากที่กล้องจะเปียกฝน  แต่สุดท้ายก็ยอมเสี่ยงเอากล้องใส่ถุงพลาสติกดำติดตัวไปด้วย และลงเรือท่ามกลางฝนที่กระหน่ำแบบไม่ลืมหูลืมตา

สำหรับทัวร์แคนูนี้  จะมีพนักงานที่มีความชำนาญช่วยพายเรือให้ หน้าที่ของเราก็คือนั่งชมวิวถ่ายภาพกันได้ตามสบายไม่ต้องเหนื่อยแรง  แต่ถ้าใครอยากจะพายเองก็สามารถทำได้ครับ  โดยเรือแต่ละลำจะมีแขก 2-3 คน + คนพาย 1 คน   ซึ่งอากาศแบบนี้ถ้าไม่ห่วงกล้องผมว่าก็สนุกไปอีกแบบเพราะได้เล่นน้ำฝนแถมไม่ร้อนด้วย

นั่งแคนูท่ามกลางฝนที่กำลังกระหน่ำลงมา

canoe-Phuket1

เรานั่งแคนูจากเรือมุ่งไปยังปากทางเข้าซึ่งเป็นถ้ำทีความสูงของถ้ำขึ้นกับระดับน้ำว่าอยู่ในช่วงน้ำขึ้นหรือน้ำลง  ช่วงที่ผมไปน้ำกำลังขึ้นจึงต้องมีการนอนราบกับเรือเพื่อให้ผ่านถ้ำไปได้ซึ่งก็ได้ลุ้นสนุกไปอีกแบบ  แต่ถ้าใครมาช่วงน้ำลงอาจจะต้องจอดเรือไว้ด้านหน้าแล้วเดินเข้ามาเพราะน้ำจะแห้งจนเหลือแต่พื้นทราย

ถ้ำมีความยาวไม่มากนักและก็แคบด้วย  บางช่วงเรือแคนูที่เข้าออกจึงต้องรอสวนกันเหมือนมีไฟจราจรอยู่ด้านใน  และเมื่อผ่านถ้ำออกมา  ด้านในเป็นทะเลสาบเล็ก ๆ ที่มีลักษณะของป่าโกงกางดูร่มรื่นสวยงาม  แต่ผมแทบไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพเพราะฝนยังคงเทลงมาตลอดเวลา  ต้องคอยหามุมที่มีต้นไม้หรือโขดหินช่วยกันฝนให้เพื่อให้ได้ภาพมาเพียงไม่กี่ภาพ    และเนื่องจากด้านในน้ำไม่ลึกมากนัก หลาย ๆ คนจึงเดินลงจากเรือเพื่อเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน  ส่วนผมสละสิทธิ์ครับเพราะเป็นห่วงกล้อง อิอิ

บรรยากาศภายในของเกาะพนัก

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1

เราใช้เวลาชมวิวกันราว 15-20 นาทีก็กลับไปยังเรือเพื่อมุ่งไปยังจุดหมายต่อไป … จากจุดนี้เรือแล่นอีกไม่นานนักก็ถึงเกาะห้องซึ่งมีลักษณะเป็นหน้าผาหินและมีถ้ำให้พายเข้าไปชมความงามเหมือนกัน  แต่ผมชอบวิวของที่นี่มากกว่าที่เกาะพนักเพราะมีอ่าวตรงทางเข้าที่ดูสวยงามมาก ๆ และมีมุมให้ถ่ายภาพหลากหลายกว่าที่เกาะพนัก  ซึ่งผมได้ถ่ายภาพที่นี่มากกว่าเพราะฝนเริ่มจะซาลงทำให้เอากล้องออกมาถ่ายได้มากกว่าเดิม

ความงามของเกาะห้อง

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1
 
เราใช้เวลาชมความงามและเก็บภาพที่เกาะห้องกันราว 40 นาทีก็กลับขึ้นเรือ   โดยมีอาหารเที่ยงรอเราอยู่แล้ว  ซึ่งจัดแบบบุฟเฟต์ซึ่งรสชาติอาหาร, ปริมาณ และรูปลักษณ์ถือว่าดีทีเดียวครับ  ทานได้อิ่มอร่อย  จะลำบากหน่อยก็ตรงไม่มีโต๊ะทำให้ต้องมานั่งทานที่เก้าอี้ทำให้ไม่สะดวกเท่าที่ควร  

อาหารเที่ยงของพวกเรา

canoe-Phuket1

จากเกาะห้องเรือก็มุ่งหน้าต่อไปยังเขาพิงกัน/เกาะตะปู  ซึ่งเรือจะจอดห่างจากเกาะเล็กน้อยแล้วมีเรือมาขนถ่ายผู้โดยสารไปอีกที  …  ที่นี่จะมีร้านค้าขายของที่ระลึกและอาหารท้องถิ่นมากมาย  ใครอยากซื้ออะไรก็ต่อรองกันได้ตามอัทธยาศัย  ส่วนผมก็ใช้เวลาที่มีอยู่เดินไปหามุมถ่ายภาพเกาะตะปู และเขาพิงกัน  ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็สามารถเก็บภาพได้ทุกจุดเพราะพื้นที่ไม่มากนัก

บรรยากาศที่เขาพิงกัน/เกาะตะปู (Jamesbond Island)

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1

หลังจากกลับขึ้นเรือแล้วเรือก็มุ่งหน้ากลับไปภูเก็ต  โดยเปลี่ยนแผนจากการแวะเล่นน้ำที่เกาะละวะมาเป็นเล่นน้ำที่เกาะพนักใกล้ ๆ กับจุดที่เราพายเรือแคนูจุดแรกแทนเพราะที่เกาะละวะน้ำแห้งมากจนไม่เหมาะที่จะไปเล่นน้ำ … สำหรับช่วงนี้ใครจะว่ายน้ำ, กระโดดน้ำ, พายเรือแคนูเล่น หรือจะนอนเล่นบนเรือก็แล้วแต่สะดวก   สำหรับผมก็ไม่ไปไหนครับเก็บภาพจากบนเรือไปเรื่อย ๆ ครับ

บรรยากาศที่เกาะพนักช่วง free style ที่แต่ละคนเลือกกิจกรรมได้ตามอัทธยาศัย

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1

หลังจากที่ทุกคนขึ้นเรือครบแล้ว เรือก็แล่นกลับไปยังเกาะภูเก็ต  โดยก่อนถึงภูเก็ตก็มีโชว์มายากลกับการแสดงของพนักงานที่สามารถเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี  ทำให้ผมเข้าใจเลยว่าทำไมนักท่องเที่ยวต่างชาติถึงชอบเมืองไทยและหลงสเน่ห์นิสัยของคนไทย  ส่วนคำตอบคืออะไรผมไม่มีภาพให้ดูและก็ไม่เฉลยให้หมดสนุกด้วย  คุณคงต้องไปค้นหากันเองด้วยการไปร่วมทริปแคนูที่อ่าวพังงากันสักครั้งนะครับ :)

สำหรับราคาค่าทัวร์ รวมรถรับส่ง (จากโรงแรม), ค่าอาหารว่างตลอดการเดินทาง, อาหารเที่ยง, ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และค่าบริการทุกอย่าง ยกเว้นการช็อปปิ้งส่วนตัวบนเขาพิงกัน อยู่ที่คนละ 1,500 บาท ซึ่งนับว่าคุ้มค่าทีเดียวครับสำหรับความสนุกสนานตลอดวัน สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจก็ลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก Yoursvacation ซึ่งให้บริการทัวร์ภูเก็ตทุกรูปแบบ ติดต่อคุณโอ๋  โทร 086-4768976, 089-7261788ครับ   แล้วพบกันใหม่นะครับ :)



เกาะคอเขา : Khokhao Island Beach Resort & Spa

หลังจากห่างหายการ update blog ไปนานอันเนื่องจากภาระกิจเต็มไม้เต็มมือ  ตามมาด้วยโรคภัย “อีสุกอีใส” ที่มาเป็นเอาตอนอายุปูนนี้  ก็เลยทำให้ต้องว่างเว้นการเขียนมาเสียนาน  วันนี้ได้ฤกษ์ดีแม้ว่ายังไม่หายดีก็ตาม แต่คิดว่าคนอ่านคงไม่ติดหรอก อิอิ

วันนี้จะเล่าถึงรีสอร์ทแห่งหนึ่งบนเกาะคอเขา ซึ่งอยู่ที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ไม่ห่างกันมากนักจากเขาหลักที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักดี   เกาะคอเขาแห่งนี้ผมเคยเขียนลง blog มา 2-3 ครั้งแล้ว  เนื่องจากมีเหตุให้ต้องไปเยือนเกาะแห่งนี้อยู่เรื่อย ๆ   และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เจ้าของรีสอร์ท Khokhao Island Beach Resort & Spa ไว้วางใจให้ผมถ่ายภาพของ Resort ให้   ด้วยความใจง่ายของผมก็เลยไม่อิออด  เดินทางไปเกาะแห่งนี้เพื่อเก็บภาพบรรยากาศในรีสอร์ทและถือโอกาสไปพักผ่อนพร้อม ๆ กัน

ผมใช้เวลาขับรถราว 2 ชม. จากภูเก็ตก็ถืงท่าเรือตรงบริเวณบ้านน้ำเค็ม   รอเรือเฟอร์รี่ออกจากท่าอีกราว 15 นาทีและเรือใช้เวลาอีก 10 นาทีก็สามารถพาผมกับรถคู่ใจที่บรรทุกอุปกรณ์ถ่ายภาพชุดใหญ่ขึ้นสู่เกาะคอเขา … จากท่าเรือผมขับรถบนเส้นทางที่คุ้นเคยดีไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงโรงแรม … ยังไม่ทันได้พักก็ทราบว่าต้องเริ่มลงมือถ่ายภาพเลยเพราะแขกรอที่จะเข้าห้องอยู่ … โอ้โห  สุดยอดเลยเพราะที่ภูเก็ตนี่ห้องว่างเป็นทิวแถวแต่ที่เกาะคอเขาแห่งนี้ที่พักเกือบเต็ม   คงเป็นเพราะแขกที่มาจะพักกันยาว ๆ (ราว 15 วัน หรือมากกว่า)  แถมเป็นแขกประจำที่มาเกือบทุกปีด้วย  เพราะที่นี่บรรยากาศเหมาะกับการพักผ่อนมากเนื่องจากห่างไกลจากแสงสี และชายหาดก็ private เพราะมีโรงแรมเพียงไม่กี่แห่งบนเกาะแห่งนี้

เขียนมายืดยาวแล้ว  มาชมภาพทั่วไปของรีสอร์ทแห่งนี้ดีกว่าครับ

การถ่ายภาพครั้งนี้มีอุปสรรคพอสมควร  เพราะช่วงบ่ายของทั้งสองวันที่ผมไปฝนตกหนัก  ทำให้มีช่วงเวลาเก็บบรรยากาศฟ้าสวย ๆ น้อยมาก  กะจะไปแก้มืออีกรอบช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาแต่ก็ต้องมานอนซมเพราะพิษไข้เล่นงาน  .. ไว้มีโอกาสไปรอบหน้าจะนำภาพมาฝากใหม่นะครับ

ผมให้ข้อมูลรีสอร์ทไว้เล็กน้อยนะครับ สำหรับท่านที่สนใจมาพักที่นี่  Khokhao Island Beach Resort & Spa หรือที่เรียกว่า The KIB ตั้งอยู่บนเกาะคอเขา  ห่างจากท่าเรือราว 3-4 กม. (ผมกะเอานะครับ)   รีสอร์ทมีห้องให้บริการ 5 แบบ   มีทั้งแบบที่เป็น access pool, sea view, garden view   จุดเด่นเป็นตัวห้องที่กว้างขวาง  ห้องน้ำได้บรรยกาศของธรรมชาติดีมาก (ยกเว้นเฟสใหม่ที่เป็นตึก)    มีห้องอาหาร, บาร์และสปาอยู่ติดหาด  บรรยากาศดีมากทีเดียวครับทั้งกลางวันและยามเย็น  พนักงานที่นี่อัทธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส รวมถึงอาหารก็รสชาติถูกปากคนไทยครับ  สำหรับข้อมูลที่มากกว่านี้ลองไปดูที่ website ของทาง resort นะครับ http://www.khokhaoislandbeach.com/



มุมสงบที่ “สามช่อง”

หลังจากที่คันไม้คันมือมาตลอดหลายเดือน เพราะไม่มีเวลาได้ถ่ายภาพแบบจริง ๆ จัง ๆ เอาซะเลย  วันหยุดหลังจากพาคุณพ่อไปทานอาหารมื้อพิเศษเนื่องในวันพ่อแล้ว  ผมจึงถือโอกาสขับรถไปจังหวัดใกล้ ๆ กับเพื่อน ๆ อีก 3 คนเพื่อหามุมสงบ ๆ ถ่ายภาพให้หนำใจ

จะว่าไปแล้วสถานที่แห่งนี้ผมเคยเฉียด ๆ เข้าไป  แต่ว่าเป็นการไปทานอาหารทะเลสด ๆ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง  มิใช่เป็นการตั้งใจไปถ่ายภาพเหมือนครั้งนี้   … เหตุผลที่ได้หมายปองที่นี่ก็เพราะได้เห็นภาพจาก Multiply ของคุณแอ๊ว ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจอยากไปถ่ายภาพที่นี่บ้าง  เพราะดูแล้วสงบ เยือกเย็น ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยได้ถ่ายภาพสถานที่ท่องเที่ยวแนว ๆ นี้มากนัก  อีกอย่างบรรดาเพื่อน ๆ ของผมที่สดแสนจะหลงไหลกับ yoga คงจะสนุกสนานกับการ post ท่าต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูสงบแบบนี้แน่ ๆ .. นี่จึงเป็นที่มาของการเดินทางไปเยือน “สามช่อง” ของผมในครั้งนี้

วันอาทิตย์ที่ 6 ธ.ค. ผมขับรถฝ่าสายฝนที่ตกหนักมาก ๆ ไปตระเวนรับเพื่อนๆ เพื่อมุ่งหน้าไปยังอำเภอกะโสมซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนสนิทที่เมื่อก่อนเคยร่วม trip ท่องเที่ยวด้วยกันทุกปี  แต่บัดนี้เธอได้กลายเป็นคุณแม่ไปเสียแล้ว โอ้อนิจจา เลยอดเที่ยวแบบพวกเราเลย อิอิ .. แต่เธอก็ยังเป็นที่คิดถึงของพวกเราเพราะบ้านของเธอนั้นอยู่ใกล้กับสามช่องพอดี  แถมมีห้องหับระดับห้าดาวให้พวกเรานอนตีพุงกันอย่างสบายใจกันตลอดคืน

เราไปถึงที่พักก็ค่ำมากแล้ว  โชคยังพอเข้าข้างอยู่บ้างที่จังหวัดพังงาฝนไม่ตกเหมือนกับภูเก็ต  แต่บนท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยเมฆหนาทึบ  ทำให้ผมจิตใจหดหู่เล็กน้อยเพราะคิดว่าคงหมดโอกาสได้ถ่ายภาพงาม ๆ แน่ในวันรุ่งขึ้น

ตีห้าตรงเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น และหลังจากที่ทำธุระส่วนตัวกันเรียบร้อยเราก็เดินทางออกจากที่พักมุ่งสู่ “สามช่อง”   ซึ่งจุดที่เราจะไปเรียกว่า “สามช่องใต้”  โดยที่นี่เป็นชุมชนชาวประมงที่มีสะพานปลายื่นลงไปในทะเล  โดยมีเรือหางยาวจอดสงบนิ่งอยู่หลายลำ

บรรยากาศเช้านี้ก็ไม่ต่างจากที่ผมจินตนาการไว้มากนัก  ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆ  แต่โชคดีที่ฝนไม่ตก และสีสันแบบนี้ก็ดูจะเหมาะกับ concept สงบ ๆ แบบที่ผมนึกเอาไว้   โดยไม่รีรอผมรีบนำกล้องออกมาประกอบขาตั้ง  กดชัตเตอร์ไปเรื่อยๆ  ในขณะที่สาว ๆ นางแบบโยคะนอนพักผ่อนรอให้สว่างมากกว่านี้… ผมเลือกใช้ชัตเตอร์สปีดประมาณ 5-10 วินาที  โดยที่รูรับแสงประมาณ f/8  เพื่อเก็บบรรยากาศของแสงยามเช้าอันงดงาม  … จุดเด่นอย่างหนึ่งของที่นี่สำหรับช่างภาพอย่างผมคือเรือที่จอดลอยลำ และไม้หลักปักขี้เลนที่ปักอยู่ประปรายทำให้องค์ประกอบของภาพดูสมบูรณ์และมีเรื่องราวมากยิ่งขึ้น  อีกทั้งมีคลื่นเล็ก ๆ ทำให้ภาพของน้ำที่เกิดจากการเปิดรับแสงนาน ๆ ดูนุ่มนวลชวนฝันมาก ๆ

มาชมภาพบรรยากาศกันเลยดีกว่าครับ

ส่วนภาพนี้ก็เป็นภาพการ post ท่าโยคะของบรรดาสาว ๆ ซึ่งมีเยอะมากแต่เอามาให้ชมพอเป็นน้ำจิ้มกันหนึ่งภาพครับ

แม้ว่าอากาศจะไม่ดีสมใจ เพราะเกือบเก้าโมงแล้วยังไม่เห็นพระอาทิตย์และแสงอุ่น ๆ ยามเช้าเลย โปรแกรมถ่ายภาพ candid ของวิถีชีวิตชาวบ้านแถวนั้นก็เลยเป็นอันต้องยกเลิกไป เอาไว้มีโอกาสจะกลับมาแก้ตัวอีกทีคร้าบ



วัน(ไม่)หยุดสุดสัปดาห์ ที่สองแพรก

ช่วงวันหยุด (ของชาวบ้านชาวช่อง) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา  ผมและเพื่อน ๆ ชาวสุโขสปา เดินทางไปทำกิจกรรม team building กันที่พังงาริเวอร์ลอจ์ด ตำบลสองแพรก จังหวัดพังงา  ซึ่งการทำกิจกรรมครั้งนี้ก็เพื่อเตรียมงานสำหรับโครงการสุโขสปารีสอร์ท ที่กำลังจะเปิดต้นเดือนสิงหาคมนี้แล้ว…และเนื่องจากเป็นวันหยุด จะบังคับให้เหล่าผู้บริหารคนเก่งไฟแรงทั้งหลายช่วยกันออกไอเดียดี ๆ ที่ office ในวันหยุดก็เกรงว่าสมองจะไม่แล่น  ก็เลยจัดกิจกรรมนี้เพื่อให้ตายใจคิดว่าพาไปเที่ยวในวันหยุด  ที่ไหนได้โดนเค้นไอเดียกันหน้าดำคร่ำเครียด อิอิ แต่ก็ไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาบางส่วนให้ได้ทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกันเพื่อให้สมกับชื่อ team building … วันนี้ก็เลยมีภาพมาฝาก  เพื่อชดเชยที่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ update blog (ก็เพราะนั่งเตรียมงานหน้าดำคร่ำเครียดนี่แหละ อิอิ)

ภาพแรกเป็นภาพตัวเมืองพังงาในวันหยุด(เหล้า)เข้าพรรษาครับ  ผมล่ะชอบที่นี่จริง ๆ เรียกได้ว่าเป็นเมืองในหุบเขาก็ว่าได้เพราะมีภูเขารูปร่างหน้าตาแปลก ๆ โอบล้อมไว้  ยิ่งวันฝนตกด้วยแล้วจะมีหมอกไหลอ้อยอิ่งอยู่ตามยอดเขา สวยถูกใจช่างภาพมัก ๆ โดยภาพนี้ผมถ่ายใกล้ ๆ กับร้านดวง  ร้านอาหารแนะนำใจกลางเมืองพังงา อยู่ติดกับธนาคารกรุงเทพฯ ครับ  ใครมาพังงาก็แวะมาชิมได้ครับ รับประกันความอร่อยฮับ

หลังจากที่ทานอาหารเที่ยงกันแล้วพวกเราก็ขับรถผ่านตัวเมืองพังงามาราว 8 กม. ก็จะถึงทางแยกไปกระบี่และระนอง  จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปยังเส้นทางที่ไประนอง   ราว 1 กม.ก็จะถึงปากทางเข้าน้ำตกโตนปริวรรตซึ่งอยู่ทางด้านขวามือ  ต่อจากจุดนี้ก็ขับรถบนเส้นทางราดยางอย่างดีผ่านสวนยางและป่าไม้ตรงเข้าไปเกือบ 10 กม.ก็จะถึงรีสอร์ท  โดยภาพบรรยากาศข้างทางก็จะเป็นอย่างที่เห็นในภาพต่อไปนี้ครับ  ระหว่างทางบางช่วงจะผ่านสะพานแคบ ๆ และมีจุดบริการนั่งช้างเดินป่าอยู่ด้วย  ใครที่ชอบนั่งช้างก็อุดหนุนกันได้ครับ บรรยากาศดีทีเดียว

เมื่อมาถึงรีสอร์ทแล้วทุกคนต้องถ่ายภาพกันที่สะพานแขวนเพื่อเป็นที่ระลึก  ซึ่งทิวทัศน์จุดนี้สวยมากเนื่องจากมีลำธารน้ำใสไหลผ่าน และมี background เป็นภูเขาสีเขียวดูแล้วแสนจะสดชื่น เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดานางแบบทั้งหลายยิ่งนัก อิอิ

อีกจุดหนึ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับช่างภาพก็คือน้ำตกที่ไหลผ่านรีสอร์ท  แม้ว่าจะเป็นน้ำตกเล็ก ๆ ที่สร้างโดยฝีมือมนุษย์  แต่ก็สวยยงามเหมาะกับการถ่ายภาพมากจนอดไม่ได้ที่จะเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

เมื่อมาถึงรีสอร์ทแล้ว  อีกกิจกรรมหนึ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือ  การล่องแก่งที่จะมีสองช่วงคือช่วงสาย (ราว 11 โมง) และบ่ายสองโมง  ที่ต้องกำหนดเป็นรอบเพราะจะมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนด้านบนรีสอร์ทวันละสองครั้งเพื่อให้ปริมาณน้ำมากขึ้นจนสามารถล่องแก่งได้อย่างสะใจอย่างที่เห็นในภาพ

แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเน้นไปที่การระดมความคิดเพื่อเตรียมงาน  แต่บรรยากาศและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทางรีสอร์ทจัดก็ช่วยให้สมองเปิดโล่งพร้อมที่จะปลดปล่อยความคิดดี ๆ และรับความเห็นต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจ … หากทีมงานของคุณอยู่ในภาวะการทำงานที่เคร่งเครียด  ลองชวนกันออกไปทำกิจกรรมสนุก ๆ ดูนะครับ  ผมเชื่อว่าเวลาที่สูญเสียไปคุ้มค่าแน่กับความสุขที่ได้รับแถมยังจะช่วยให้ได้งานและไอเดียติดไม้ติดมือกลับมา office ด้วยนะ.. จะบอกให้

สำหรับรายละเอียดที่พักและข้อมูลการท่องเที่ยวดูได้จาก website ของรีสอร์ทนะครับ  ออ! เกือบลืมบอกไปเลยว่าผมไม่ได้เดินทางไปชมน้ำตกโตนปริวรรตซึ่งอยู่ห่างจากรีสอร์ทไปอีกเล็กน้อยเนื่องจากต้องทำกิจกรรมอย่างที่เล่าไว้ข้างต้น  ชื่อของทริปนี้ก็เลยเป็นชื่อทริปสองแพรก (ชื่อตำบลที่ตั้งของรีสอร์ท) แทนที่จะเป็นโตนปริวรรตครับ



WordPress Themes