บทความในหมวด : บันทึกการเดินทาง

Snorkeling Day @ หมู่เกาะสุรินทร์

หลังจากที่ย้ายที่ทำงานใหม่ผมก็แทบจะไม่ว่าง update blog แห่งนี้เลย  เพราะพอถึงบ้านปั๊ปก็อยากจะล้มตัวนอนทันที  ไม่ได้นั่งทำงานต่อตอนกลางคืนเหมือนเมื่อก่อนเนื่องจากเพลียจากการเดินทางในแต่ละวัน  ต้องขออำภัยญาติมิตรที่แวะเข้ามาแล้วม่ายเจออารายใหม่ ๆ เป็นเดือน (หาข้อแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ อิอิ) … หลังจากที่ต้องยกเลิกโปรแกรมท่องเที่ยวแบบไกล ๆ ทุกชนิดด้วยเรื่องหน้าที่การงาน ก็เลยมองหาโปรแกรมท่องเที่ยวแบบใกล้ ๆ แทนตามประสาคนชอบท่องเที่ยว ถ่ายภาพ และแล้วสวรรค์ก็มีตา  เมื่อ  Tour Phuket เจ้าประจำโทรมาบอกว่ามี trip เด็ด ๆ ไปดำดูปะการังน้ำตื้นแบบ one day trip ที่หมู่เกาะสุรินทร์   คนใจง่ายอย่างผมก็เลยตกลงไปในอาทิตย์ถัดมาทันทีพร้อมชวนเพื่อนฝูงรวม 5 ชีวิตร่วมทริปนี้ด้วยกัน

เช้าวันอาทิตย์ผมออกเดินทางจากภูเก็ตตั้งแต่ 6:45 เพราะเวลานัดขึ้นเรือคือ 8:30 ครึ่งที่ท่าเรือทับละมุจังหวัดพังงา ซึ่งอยู่ห่างอีกไกลโขทีเดียว  (ปกติจะต้องไปขึ้นที่ท่าเรือน้ำเค็มซึ่งไกลกว่านี้ แต่วันนี้ที่ท่าเรือดังกล่าวมีการประท้วงจึงใช้ที่นี่แทน)   ทีแรกว่าจะแวะทานขนมจีนเจ้าอร่อยกันที่โคกกลอยซึ่งเป็นทางผ่าน  แต่ปรากฎว่าร้านปิด  จึงเปลี่ยนจุดหมายไปเป็นขนมจีน (อีกเช่นกัน) ที่ท้ายเหมือน  แต่ก็ปิดอีก  (สงสัยจะเป็นวันขนมจีนแห่งชาติ)  ในเมื่อร้านปิดหมดก็เลยต้องไปฝากท้องกันที่ 7 eleven สาขาท่าเรือทับละมุซึ่งอยู่ติด ๆ กับบริษัททัวร์ที่เราจะเดินทางกันในวันนี้พอดี

ก่อนออกเดินทางเจ้าหน้าที่ของทางบริษัทก็เรียกประชุม เอ้ย! เรียกรวมกลุ่มเพื่ออธิบายแผนการเดินทาง รวมถึงความปลอดภัยในการเดินทาง  และที่ผมชอบมากก็คืออธิบายเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม และรณรงค์ไม่ให้อาหารปลาหรือจับปลา (นีโม) เพราะเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ในท้องทะเล

เมื่อ brief เสร็จแล้วก็ได้เวลาเดินทางกันซะที  ทีแรกผมก็นึกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่เดินนำหน้าผมกำลังจะไปสิมิลัน  ที่ไหนได้ทั้งหมด (น่าจะราวเกือบ 40 คน)  ล้วนเป็นเพื่อนร่วมทางของผมในวันนี้เดินทางสู่หมู่เกาะสุรินทร์กับเจ้า speed boat ลำเบ้อเริ่ม 3 เครื่องยนต์  ซึ่งน่าจะวิ่งเร็วมากทีเดียว

 หมู่เกาะรินทร์

หลังจากที่ทุกคนขึ้นเรือเรียบร้อยก็มีการแจกเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นให้กับทุกคน  และสามารถหยิบเองเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา  จากนั้นก็มีการอธิบายเรื่องความปลอดภัยขณะอยู่บนเรือ  ซึ่งก็ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้างเพราะเสียงเรือค่อนข้างดัง  แต่ก็ไม่เป็นห่วงมากนักเพราะได้มีการอธิบายรอบหนึ่งแล้วก่อนขึ้นเรือ  ทั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่ทั้งคนไทยและฝรั่งคอยเข้ามาพูดคุยด้วยเป็นระยะ  ดังนั้นถ้าใคร พูด-ทาย-ม่าย-ค่อย-ทาหนัด ก็ไม่ต้องห่วงครับเพราะมีเจ้าหน้าที่เป็นฝรั่งตัวเป็น ๆ ด้วย …

การเดินทางบนเรือ speed boat แม้ว่าจะเป็นลำใหญ่และความเร็วสูง แต่เนื่องจากระยะทางไกลมาก  จึงต้องใช้เวลาเดินทางราว 1:45 ชม. (วันที่อากาศไม่ดี ลมแรงอาจใช้เวลามากกว่านี้อีก โอ๊วแม่เจ้า) ดังนั้นขอแนะนำว่าเพื่อน ๆ ที่จะมาทริปนี้น่าจะหากิจกรรมฆ่าเวลาติดตัวมาด้วย  อย่างผมเองก็นั่งฟัง ipod เพลินไปเลย  ในขณะที่หลาย ๆ คนเลือกที่จะงีบเอาแรงหลังจากต้องตื่นแต่เช้า

หลังจากแล่นท่ามกลางทะเลที่ค่อนข้างราบเรียบมาได้พักใหญ่  เราก็มาถึงเกาะสุรินทร์ใต้ (หนึ่งในสองเกาะใหญ่ของหมู่เกาะสุรินทร์)   ซึ่งจุดนี้เป็นจุดแรกที่เรือจะลอยลำให้พวกเราได้ลงไป snorkeling กัน   โดยอ่าวแห่งนี้ชื่อ “อ่าวผักกาด”   อันเนื่องมาจากปะการังบริเวณนี้มีลักษณะที่คล้ายผักกาดนั่นเอง .. ผมรอให้เหล่านักท่องเที่ยวทยอยกันลงน้ำเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับถ่ายภาพในมุมต่าง ๆ ได้สะดวก แต่ก็ดูเหมือนแสงจะไม่ค่อยอำนวยเพราะท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆ  ทำให้ถ่ายภาพได้ไม่สดใสเท่าที่ควร  ทั้ง ๆ ที่ความจริงสีน้ำทะเลของเกาะสุรินทร์ก็สวยงามไม่แพ้เกาะอื่น ๆ ในทะเลอันดามัน  ในที่สุดผมก็ต้องลงน้ำเพราะหามุมถ่ายภาพที่ถูกใจไม่ได้ และกลัวว่าอยู่บนเรือจะเมาเรือเสียเปล่า ๆ เพราะใกล้ ๆ ฝั่งคลื่นค่อนข้างแรงทำให้เรือโคลงไปมาพอสมควร

ผมดื่มด่ำกับความงามของปะการังน้ำตื้นของอ่าวผักกาดอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง  เสียดายจริง ๆ ที่ไม่สามารถเก็บภาพมาฝากเพื่อน ๆ ได้เพราะกล้องของผมไม่มี housing  .. ครั้นจะเอาใส่ถุงพลาสติกใสมัดหนังยางพลาสติกลงไปก็กะไรอยู่เพราะคงได้แค่ 2-3 ภาพหลังจากนั้นก็ต้อง bye bye เจ้า d90 ตัวนี้ไปตลอดกาล … ตอนดูปะการังเห็นคนใช้กล้อง compact ใส่ housing แล้วแสนจะอิจฉาอยากได้บ้าง หุหุ เพราะบรรยากาศใต้น้ำที่นี่สวยงามสมกับเป็นจุดดูปะการังน้ำตื้นที่สวยที่สุดจุดหนึ่งของเมืองไทยเลยทีเดียว

ได้เวเลาขึ้นเรือก็เกือบจะเที่ยงแล้ว เรือจึงนำเราเข้าสู่เกาะสุรินทร์เหนือซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ และแน่นอนมีร้านอาหารซึ่งกำลังรอเหล่านักท่องเที่ยวที่กำลังหิวโซอย่างพวกเราอยู่เช่นกัน อิอิ … ก่อนเรือจะถึงหาด  ผมได้มีโอกาสถ่ายภาพน้ำทะเลใส ๆ ของหมู่เกาะสุรินทร์  หลังจากที่ท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปิดมากขึ้นเรื่อย ๆ นับว่าโชคดีมากทีเดียวที่ได้มีโอกาสแบบนี้แม้ว่าจะยังมีเมฆอยู่บ้างก็ตาม

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์  

หลังจากเรือจอดให้พวกเราขึ้นฝั่งแล้ว  ผมไม่รอช้ารีบเก็บภาพในขณะที่แสงแดดยังคงมีอยู่  ซึ่งหาดด้านตะวันออกที่เรือจอดนี้ก็มีมุมให้ถ่ายภาพหลายมุมทีเดียว …

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ถ่ายภาพได้สักพักก็ได้เวลาเติมพลังกับอาหารเที่ยงที่ห้องอาหารของอุทยาน  ซึ่งกว้างขวางเพียงพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวได้มากมาย  อาหารที่บริษัททัวร์จัดให้ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว  มีอาหารอยู่ 4 อย่างและผลไม้สดรสชาติอร่อยทุกอย่างครับ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ผมทานอาหารเสร็จก่อนใคร ๆ เพราะตั้งใจจะหามุมถ่ายภาพสวย ๆ ให้เต็มที่   … ผมเลือกเดินขึ้นมุมสูงซึ่งเป็นบ้านพักของอุทยานเพราะกะว่าภาพท้องทะเลจากมุมสูงจะให้สีของน้ำที่สวยกว่าเพราะแสงสะท้อนในน้ำจะน้อย  แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะต้นไม้ที่ร่มรื่นของเกาะแห่งนี้บดบังทัศนียภาพจนทำให้ไม่เหมาะกับการถ่ายภาพ  จึงต้องเดินลงไปทางอ่าวฝั่งด้านหลังอุทยาน  และก็ไม่ผิดหวังครับ  เพราะที่นี่มุมของแสงกำลังสวยพอดี  ผมจึงเก็บภาพมาฝากหลายภาพเลยครับ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ชายหาดด้านหลังนี้มีเต้นท์กางอยู่ริมทะเลหลายเต้นท์ทีเดียว เรียกได้ว่าบรรยากาศสุดยอดจริง ๆ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

และที่ขาดไม่ได้ก็คือถ่ายภาพบุคคลกันอย่างสนุกสนานกับน้ำทะเลใส ๆ และฟ้าสีครามเข้ม

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ก่อนขึ้นเรือผมกลับมาถ่ายภาพใกล้ ๆ ที่เรือจอดอีกครั้ง เห็นกลุ่มเด็ก ๆ ชาวมอร์แกนกำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานจึงบันทึกภาพไว้ เห็นแล้วไม่แปลกใจเลยที่เขาเหล่านี้ว่ายน้ำดำน้ำเก่งทุกคนเพราะอยู่กับทะเลมาตั้งแต่เด็กแบบนี้นี่เอง

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

ขึ้นเรือเดินทางกันต่อ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

หลังจากนั้นก็ได้เวลาที่เราเดินทางกันต่อ ซึ่งช่วงบ่ายนี้เรือแล่นออกมาได้ไม่ถึง 5 นาทีก็แวะให้เราดำน้ำกันตรงอ่าวที่ชื่ออ่าวช่องขาดหน้าอุทยานนั่นเอง ซึ่งผมก็ไม่พลาดที่จะลงไปชมความสวยงามเช่นเดิม หลังจากนั้นจึงเดินทางต่อไปอีกหน่อยเพื่อชมจุดดำน้ำที่สุดที่สุด นั่นก็คืออ่าวแม่ยาย ซึ่งอ่าวแห่งนี้มีดอกไม้น้ำและนีโมตัวโต ๆ ให้เห็นมากกว่าสองจุดแรก และมีปะการังสวย ๆ ที่ยังสมบูรณ์มากมาย นอกจากนี้ยังมีฝูงปลาน้อยใหญ่มากมายสวยงามสมกับที่นั่งเรือมาเป็นชั่วโมง ๆ

ผมยังคงไม่สามารถถ่ายภาพใต้น้ำได้เหมือนเดิมจึงนำภาพของน้ำสวย ๆ จากมุมมองบนเรือมาฝากแทน

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

หลังจากผ่านการดำน้ำดูปะการัง 3 จุดแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับซึ่งทุกคนแทบจะสลบไสลเพราะเพลียจากแดดและการดำน้ำ แต่ทุกคนก็ต้องตื่นก่อนจะถึงฝั่งเพราะเรือแล่นผ่านกลุ่มฝนทำให้เปียกกันคนละเล็กละน้อยพอชื่นใจ ตอนที่เรือแล่นผ่านกลุ่มฝนก็น่ากลัวเหมือนกันเพราะมันดำทะมึนไปหมด พอเรือผ่านฝนมาได้ก็ค่อยโล่งใจ หันกลับไปดูอีกที่เห็นเรือประมงกำลังมุ่งเข้าสู่กลุ่มฝนจึงบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

เรามาถึงท่าเรือกันราว 5 โมงครึ่งซึ่งบรรยากาศกำลังสวยพอดีผมจึงบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

พวกเรามาถึงฝั่งกันโดยปลอดภัย .. หลังจากนำหน้ากากดำน้ำและ fin ที่ทางทัวร์ให้บริการฟรีไปคืนแล้ว ผมก็พาเพื่อน ๆ ไปแวะทานอาหารเย็นที่ร้านบินหลาหาดท้ายเหมือง ซึ่งเป็นร้านประจำที่อาหารรสชาติถูกปากและราคาถูกมากเมื่อเทียบกับที่ภูเก็ต นับเป็นการปิดทริปดูปะการังน้ำตื้นแบบ one day trip ที่สนุกและประทับใจมากอีกทริปหนึ่ง จึงขอลาเพื่อน ๆ ด้วยภาพแสงสุดท้ายของหาดท้ายเหมืองที่อาจจะเบลอ ๆ หน่อยเพราะไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไปด้วย หุหุ

Snorkeling ที่หมู่เกาะสุรินทร์

สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจเดินทางไปทัวร์สนุก ๆ แบบนี้ก็ติดต่อได้ที่คุณโอ๋ yoursvacation โทร 089 726 17 88 ครับผม



ทริปแคนู ตะลุยฝน

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดไปเที่ยวแบบ one day trip โดยคราวนี้เลือกไปพายแคนูที่อ่าวพังงา เพราะเห็นนักท่องเที่ยวมาภูเก็ตโดยเฉพาะฝรั่งชอบทัวร์แคนูที่อ่าวพังงามาก  ถึงขนาดเป็น things to do อันดับต้น ๆ ใน tripadvisor.com เลยทีเดียว   อีกอย่างทัวร์แคนูจะไปพายที่เกาะห้องซึ่งเป็นเกาะที่ผมอยากไปมานานแล้ว จึงตัดสินใจตีตั๋วแบบกระทันหันและแอบลุ้นนิด ๆ ว่าฝนจะตกหรือเปล่าเพราะช่วงนี้ภูเก็ตฝนตกเกือบทุกวัน

เช้าวันอาทิตย์ผมออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อเดินทางไปยังท่าเรืออ่าวปอซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผมพอสมควร  ความจริงแล้วถ้าผมพักที่โรงแรม ผมสามารถให้บริษัททัวร์มารับที่โรงแรมหรือนัดบริเวณที่รถผ่านก็ได้แต่ผมมีธุระต่อตอนเย็นจึงตัดสินใจขับรถไปแทน … จากอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร  ไปทางป่าคลอกราว 10 กม. ก็จะถึงทางแยกเข้าท่าเรืออ่าวปอ  ขับรถไปบนเส้นทางนี้อีกราว 4 กม.ก็ถึงท่าเรือ  ที่วันนี้ดูแข็งแรงมั่นคงกว่าเมื่อก่อนมาก  สามารถให้รถขนาดใหญ่วิ่งสวนกันได้เพื่อความสะดวกในการรับ-ส่งผู้โดยสาร

เมื่อมาถึงท่าเรือผมออกจะผิดหวังเล็กน้อยเพราะฟ้าหมอง เมฆเต็มไปหมดทุกทิศทุกทาง  เรียกได้ว่าไม่มีโอกาสได้เห็นฟ้าใส ๆ แน่ในวันนี้  ผมจึงถ่ายภาพที่ท่าเรือไว้เพียงไม่กี่ภาพ  แล้วรีบเข้าไปติดต่อบริษัททัวร์แคนู  ซึ่งวันนี้ผมเลือกใช้บริการของ Panwa Canoe เพราะเพื่อนที่รู้จักกันบอกว่าทัวร์นี้ใครมาก็ชมทุกคน  จึงต้องพิสูจน์กันหน่อย หุหุ

อากาศหมองหม่นที่ท่าเรืออ่าวปอ

canoe-Phuket1

ผมนั่งรอกรุ๊ปทัวร์ซึ่งมีทั้งญี่ปุ่น, ฝรั่ง, แขก  ซึ่งรวม ๆ แล้วหลายคนผิดจากที่ผมคาดมากเพราะช่วงนี้เป็นช่วง low season แถมฝนทำท่าจะตกด้วย  ไม่นึกว่าจะมีแขกเยอะขนาดนี้  แสดงว่าของเขาคงดีจริง อิอิ   เมื่อนักท่องเที่ยวมาจนครบแล้วหัวหน้าไกด์จึงเชิญขึ้นรถเพื่อไปลงเรือที่ปลายท่า

นั่งรถสองแถวแบบภูเก็ตไปขึ้นเรือ

canoe-Phuket1

เรือที่นำเราไปยังอ่าวพังงาวันนี้เป็นเรือแบบสองชั้น  โดยชั้นล่างเป็นที่เก็บเรือแคนู, ห้องน้ำ และห้องครัว  รวมถึงที่พักของพนักงานพายเรือ  ส่วนชั้นบนเป็นที่พักของผู้โดยสาร  ซึ่งมีโต๊ะวางอยู่ตรงกลางเพื่อวางของว่างและอาหารมื้อเที่ยง

เรือลำที่โดยสารไป

canoe-Phuket1

เมื่อเรือออกไปได้สักพัก  หัวหน้าไกด์ก็อธิบายกำหนดการคร่าว ๆ ของทัวร์ในวันนี้  ซึ่งจะเริ่มจากการลงพายแคนูกันที่เกาะพนัก  ตามมาด้วยเกาะห้อง และลงไปเที่ยวเขาพิงกันรวมถึงชมเกาะตะปู   สุดท้ายจะปิดทริปด้วยการเล่นน้ำที่เกาะละวะใหญ่

หัวหน้าไกด์คนเก่ง กำลังอธิบายโปรแกรมทัวร์ประกอบแผนที่ผสมมุกตลกให้แขกได้ครื้นเครง

canoe-Phuket1

หลังจากฟังคำอธิบายเสร็จผมก็เดินไปถ่ายภาพที่หัวเรือซึ่งมีมุมให้นักท่องเที่ยวไปยืนทำท่า Jack & Rose แบบในเรื่อง tatanic แต่ก็สุดเสียดายที่วันนี้อากาศไม่ดีจริง ๆ ฟ้าจึงไม่สดใส แต่อย่างไรก็ตามรูปทรงของหมู่เกาะในอ่าวพังงาก็สวยงามจนอดไม่ได้ที่จะบันทึกภาพอันงดงามไว้

ความงามของหมู่กาะในอ่าวพังงา

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1

เรือค่อย ๆ แล่นผ่านทะเลสีเขียวเข้มของอ่าวพังงา  ผ่านเกาะเล็กเกาะน้อยจนมาถึงเกาะพนักซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณนี้  ลักษณะจะเป็นเกาะที่เต็มไปด้วยหน้าผาหินปูน  มีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์  มีชายหาดบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นชายหาดแคบ ๆ 

เกาะพนัก

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1

ไม่นานนักเราก็มาถึงเกาะพนักตรงจุดที่จะปล่อยให้เรานั่งแคนูลอดถ้ำเข้าไปเพื่อชมความงามด้านใน   แต่ผมยังไม่ทันได้ลงจากเรือฝนก็เทลงมาชนิดไม่ลืมหูลืมตา  จนผมต้องช่างใจอยู่นานว่าจะเอากล้องลงไปด้วยหรือไม่ เพราะเสี่ยงมากที่กล้องจะเปียกฝน  แต่สุดท้ายก็ยอมเสี่ยงเอากล้องใส่ถุงพลาสติกดำติดตัวไปด้วย และลงเรือท่ามกลางฝนที่กระหน่ำแบบไม่ลืมหูลืมตา

สำหรับทัวร์แคนูนี้  จะมีพนักงานที่มีความชำนาญช่วยพายเรือให้ หน้าที่ของเราก็คือนั่งชมวิวถ่ายภาพกันได้ตามสบายไม่ต้องเหนื่อยแรง  แต่ถ้าใครอยากจะพายเองก็สามารถทำได้ครับ  โดยเรือแต่ละลำจะมีแขก 2-3 คน + คนพาย 1 คน   ซึ่งอากาศแบบนี้ถ้าไม่ห่วงกล้องผมว่าก็สนุกไปอีกแบบเพราะได้เล่นน้ำฝนแถมไม่ร้อนด้วย

นั่งแคนูท่ามกลางฝนที่กำลังกระหน่ำลงมา

canoe-Phuket1

เรานั่งแคนูจากเรือมุ่งไปยังปากทางเข้าซึ่งเป็นถ้ำทีความสูงของถ้ำขึ้นกับระดับน้ำว่าอยู่ในช่วงน้ำขึ้นหรือน้ำลง  ช่วงที่ผมไปน้ำกำลังขึ้นจึงต้องมีการนอนราบกับเรือเพื่อให้ผ่านถ้ำไปได้ซึ่งก็ได้ลุ้นสนุกไปอีกแบบ  แต่ถ้าใครมาช่วงน้ำลงอาจจะต้องจอดเรือไว้ด้านหน้าแล้วเดินเข้ามาเพราะน้ำจะแห้งจนเหลือแต่พื้นทราย

ถ้ำมีความยาวไม่มากนักและก็แคบด้วย  บางช่วงเรือแคนูที่เข้าออกจึงต้องรอสวนกันเหมือนมีไฟจราจรอยู่ด้านใน  และเมื่อผ่านถ้ำออกมา  ด้านในเป็นทะเลสาบเล็ก ๆ ที่มีลักษณะของป่าโกงกางดูร่มรื่นสวยงาม  แต่ผมแทบไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพเพราะฝนยังคงเทลงมาตลอดเวลา  ต้องคอยหามุมที่มีต้นไม้หรือโขดหินช่วยกันฝนให้เพื่อให้ได้ภาพมาเพียงไม่กี่ภาพ    และเนื่องจากด้านในน้ำไม่ลึกมากนัก หลาย ๆ คนจึงเดินลงจากเรือเพื่อเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน  ส่วนผมสละสิทธิ์ครับเพราะเป็นห่วงกล้อง อิอิ

บรรยากาศภายในของเกาะพนัก

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1

เราใช้เวลาชมวิวกันราว 15-20 นาทีก็กลับไปยังเรือเพื่อมุ่งไปยังจุดหมายต่อไป … จากจุดนี้เรือแล่นอีกไม่นานนักก็ถึงเกาะห้องซึ่งมีลักษณะเป็นหน้าผาหินและมีถ้ำให้พายเข้าไปชมความงามเหมือนกัน  แต่ผมชอบวิวของที่นี่มากกว่าที่เกาะพนักเพราะมีอ่าวตรงทางเข้าที่ดูสวยงามมาก ๆ และมีมุมให้ถ่ายภาพหลากหลายกว่าที่เกาะพนัก  ซึ่งผมได้ถ่ายภาพที่นี่มากกว่าเพราะฝนเริ่มจะซาลงทำให้เอากล้องออกมาถ่ายได้มากกว่าเดิม

ความงามของเกาะห้อง

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1
 
เราใช้เวลาชมความงามและเก็บภาพที่เกาะห้องกันราว 40 นาทีก็กลับขึ้นเรือ   โดยมีอาหารเที่ยงรอเราอยู่แล้ว  ซึ่งจัดแบบบุฟเฟต์ซึ่งรสชาติอาหาร, ปริมาณ และรูปลักษณ์ถือว่าดีทีเดียวครับ  ทานได้อิ่มอร่อย  จะลำบากหน่อยก็ตรงไม่มีโต๊ะทำให้ต้องมานั่งทานที่เก้าอี้ทำให้ไม่สะดวกเท่าที่ควร  

อาหารเที่ยงของพวกเรา

canoe-Phuket1

จากเกาะห้องเรือก็มุ่งหน้าต่อไปยังเขาพิงกัน/เกาะตะปู  ซึ่งเรือจะจอดห่างจากเกาะเล็กน้อยแล้วมีเรือมาขนถ่ายผู้โดยสารไปอีกที  …  ที่นี่จะมีร้านค้าขายของที่ระลึกและอาหารท้องถิ่นมากมาย  ใครอยากซื้ออะไรก็ต่อรองกันได้ตามอัทธยาศัย  ส่วนผมก็ใช้เวลาที่มีอยู่เดินไปหามุมถ่ายภาพเกาะตะปู และเขาพิงกัน  ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็สามารถเก็บภาพได้ทุกจุดเพราะพื้นที่ไม่มากนัก

บรรยากาศที่เขาพิงกัน/เกาะตะปู (Jamesbond Island)

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1

หลังจากกลับขึ้นเรือแล้วเรือก็มุ่งหน้ากลับไปภูเก็ต  โดยเปลี่ยนแผนจากการแวะเล่นน้ำที่เกาะละวะมาเป็นเล่นน้ำที่เกาะพนักใกล้ ๆ กับจุดที่เราพายเรือแคนูจุดแรกแทนเพราะที่เกาะละวะน้ำแห้งมากจนไม่เหมาะที่จะไปเล่นน้ำ … สำหรับช่วงนี้ใครจะว่ายน้ำ, กระโดดน้ำ, พายเรือแคนูเล่น หรือจะนอนเล่นบนเรือก็แล้วแต่สะดวก   สำหรับผมก็ไม่ไปไหนครับเก็บภาพจากบนเรือไปเรื่อย ๆ ครับ

บรรยากาศที่เกาะพนักช่วง free style ที่แต่ละคนเลือกกิจกรรมได้ตามอัทธยาศัย

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1

canoe-Phuket1

หลังจากที่ทุกคนขึ้นเรือครบแล้ว เรือก็แล่นกลับไปยังเกาะภูเก็ต  โดยก่อนถึงภูเก็ตก็มีโชว์มายากลกับการแสดงของพนักงานที่สามารถเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี  ทำให้ผมเข้าใจเลยว่าทำไมนักท่องเที่ยวต่างชาติถึงชอบเมืองไทยและหลงสเน่ห์นิสัยของคนไทย  ส่วนคำตอบคืออะไรผมไม่มีภาพให้ดูและก็ไม่เฉลยให้หมดสนุกด้วย  คุณคงต้องไปค้นหากันเองด้วยการไปร่วมทริปแคนูที่อ่าวพังงากันสักครั้งนะครับ :)

สำหรับราคาค่าทัวร์ รวมรถรับส่ง (จากโรงแรม), ค่าอาหารว่างตลอดการเดินทาง, อาหารเที่ยง, ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และค่าบริการทุกอย่าง ยกเว้นการช็อปปิ้งส่วนตัวบนเขาพิงกัน อยู่ที่คนละ 1,500 บาท ซึ่งนับว่าคุ้มค่าทีเดียวครับสำหรับความสนุกสนานตลอดวัน สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจก็ลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก Yoursvacation ซึ่งให้บริการทัวร์ภูเก็ตทุกรูปแบบ ติดต่อคุณโอ๋  โทร 086-4768976, 089-7261788ครับ   แล้วพบกันใหม่นะครับ :)



กาลครั้งหนึ่งที่เกาะโหลน

ตั้งชื่อซะโบราณกาลเลย อิอิ  ความจริงผมเพิ่งจะไปเยือนเกาะโหลนมาเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านนี่เอง  แต่ที่ใช้คำนี้เพราะก่อนไปพยายามนึกภาพเกาะโหลนที่เคยไปเยือนเมื่อนานมาแล้วไม่ได้ นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกจริง… หรือว่าเราแก่แล้วหว่า หุหุ

เกาะโหลนเป็นเกาะบริวารของภูเก็ต  อยู่ทางทิศตะวันออกของอ่าวฉลอง  สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากท่าเรืออ่าวฉลอง  ใครที่เคยไปทานอาหารร้านกันเองอันเลื่องชื่อของภูเก็ตก็ต้องเห็นเกาะนี้เพราะเป็นเกาะที่อยู่ใกล้ที่สุดนั่นเอง

มองจากท่าเรืออ่าวฉลอง “เกาะโหลน” อยู่ใกล้นิดเดียว

lone9

เกาะโหลนแม้จะไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดัง  เนื่องจากชายหาดอาจจะไม่สวยงามเหมือนกับชายหาดอื่น ๆ หรือเกาะอื่น ๆ ของภูเก็ต  แต่ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้เกาะแห่งนี้มีรีสอร์ทเพียงแห่งเดียว (เท่าที่ผมทราบ) ทำให้เป็นสถานที่พักผ่อนที่สุดแสนจะสงบอย่างแท้จริง …. อยากรู้จักรีสอร์ทนี้แล้วใช่ไหม? ตามผมมาเลยครับ

จากท่าเรืออ่าวฉลอง  ผมนั่งเรือหางยาวของรีสอร์ทพร้อม ๆ กับเพื่อนร่วมเดินทางเกือบ 20 ชีวิต  ผ่านเรือใหญ่น้อยมากมายที่จอดเทียบท่าอยู่บริเวณอ่าวฉลอง และเข้าสู่เขตทะเลใหญ่ได้ไม่นานก็ถึงเกาะโหลน  ใช้เวลารวม ๆ เพียงราว 20 นาทีเท่านั้น

เมื่อเรือมาถึงพนักงานของบ้านไม้คอทเทจ (Baan Mai Cottages & Restaurant ) ก็มายืนยิ้มต้อนรับเราอยู่แล้ว  พวกเราค่อย ๆ ลำเลียงสัมภาระไปยังบ้านพักซึ่งเป็นบังกะโลขนาดย่อม ตั้งอยู่ริมหาด   และมีกลุ่มหนึ่งซึ่งได้พักบ้านเรือนไทยหลังใหญ่ซึ่งมีสามห้องนอน  ซึ่งกว้างขวางน่าอยู่มาก ๆ  แต่อยู่บนเนินถัดจากบ้านพักริมหาดไปเล็กน้อย

บรรยากาศที่บ้านไม้คอทเทจแห่งนี้ร่มรื่นไปด้วยไม้ท้องถิ่นและไม้สวนที่ปลูกเพิ่มเติม  ริมหาดจะมีต้นไม้ที่ผูกเปลและชิงช้าไว้สำหรับนั่งพักผ่อนเป็นระยะ  ทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันที่ทีเห็น … พนักงานที่แสนน่ารักและอัทธยาศัยดีของที่นี่เล่าให้เราฟังว่าในช่วงหน้าแล้งดอกว่านสี่ทิศจะออกดอกบานสะพรั่งสวยงามมาก   แต่พวกเรามาในหน้าฝนจึงเห็นเพียงใบของว่านชนิดนี้เขียวชอุ่มสร้างบรรยาศที่สดชื่นไปอีกแบบ

มาชมบรรยากาศภายในรีสอร์ทกันดีกว่า

แม้ว่าจะเป็นเกาะแต่สิ่งอำนวยความสะดวกของที่นี่ก็มีครบครัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร, สระว่ายน้ำสวย ๆ, น้ำจืด, ไฟฟ้า  เรียกได้ว่าสะดวกพอ ๆ กับพักบนฝั่งเลยทีเดียว

จุดเด่นของที่นี่อีกอย่างก็คือเราสามารถหาซื้อของทะเลสด ๆ มาทำบาบีคิวทานได้  เพราะตอนเช้าชาวเรือที่ออกไปหาปู หาปลาจะกลับเข้าฝั่งพร้อมกับสัตว์ทะเลสด ๆ ให้คุณเลือกได้อย่างจุใจ  หรือจะร่วมกิจกรรมไปออกเรือหาปลาก็สามารถติดต่อได้เช่นเดียวกัน

น่าเสียดายที่การเดินทางของผมในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อทำงานให้กับบริษัท ฯ ไม่ใช่เป็นการมาเที่ยวพักผ่อนซะทีเดียว   จึงไม่มีโอกาสได้ซึมซับบรรยากาศและหาข้อมูลการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่  แต่ก็ไม่ลืมที่จะเก็บภาพสวย ๆ ของที่นี่มาฝากเพื่อน ๆ หวังว่าเพื่อน ๆ คงได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับที่แห่งนี้บ้างไม่มากก็น้อย … “เกาะโหลน”



บทสรุปส่งท้าย : Trip New Zealand

ตอนที่แล้ว : สำรวจ Christchurch

บทความทั้ง 12 ตอน
ก่อนเดินทาง : วันเดินทาง : Lake Tekapo/MT. Cook :
Arrow Town/Queenstown : Milford Sound : Teanau :
Wanaka/Fox Glacier : Lake Matheson/Franz Josef Glacier :
Pancake Rock/Arthur Pass : Christchurch : บทสรุป

- – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - -

 เราอำลา Christchurh  โดยเที่ยวบินของ Emirate ในบ่ายวันรุ่งขึ้น   แต่ก็ไปถึงสนามบินกันตั้งแต่ก่อนเที่ยงเพื่อจัดการเรื่องคืนรถและได้มีเวลาให้ขาช๊อปของเราสั่งลา New Zealand กันแบบที่กระเป๋าไม่เหลือที่ว่าง

Trip New Zealand ครั้งนี้นับเป็นทริปที่ผมประทับใจมากอีกครั้งหนึ่ง  เพราะตลอด 10 วันเต็ม ๆ ของการท่องเที่ยวนั้นแทบจะลืมภาระงานทั้งหมดจริง ๆ  เรียกได้ว่าปิดสวิทย์ชาร์จไฟครั้งใหญ่ก็ว่าได้  ทั้งนี้ก็เพราะธรรมชาติที่สวยงามมากของที่นี่  เพื่อนร่วมเดินทางที่ดี  อีกทั้งคนนิวซีแลนด์ก็เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมากนั่นเอง  

ผมถือโอกาสให้ข้อมูลการเดินทางใน Trip นี้คร่าว ๆ เพื่อเป็น idea สำหรับเพื่อน ๆ ที่วางแผนจะไปเที่ยวเกาะใต้   ทั้งนี้ข้อมูลนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาลท่องเที่ยวและแผนการท่องเที่ยวของเพื่อน ๆ นะครับ   หากเพื่อน ๆ มีเวลามากกว่านี้น่าจะสามารถเก็บรายละเอียดได้มากกว่าผม  เพราะยังมีอีกหลายเมืองสวย ๆ ที่ผมและคณะไม่สามารถเดินทางไปได้ภายใต้ช่วงเวลาที่จำกัดเพียง 11 วัน

 ค่าใช้จ่ายโดยรวม

ในเรื่องการค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางรอบนี้ (ค่าตั๋ว+VISA+ภาษีสนามบิน+อาหารทุกมื้อ+ค่าที่พัก+ค่าเดินทาง) ไม่รวมตั๋วเดินทางไป-กลับ ภูเก็ต-กรุงเทพฯ และไม่รวมค่า shopping ส่วนตัวอยู่ที่ 59,500 บาท เรียกได้ว่าไม่แพงเลยสำหรับ Trip ที่สุดแสนประทับใจครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรานำอาหารแห้งไปทำกันเองโดยซื้อเฉพาะของสดซึ่งที่ New Zealand มีให้เลือกมากมายในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป

การเดินทาง

การเดินทางในทริปพวกเราใช้รถ Toyota Previa ซึ่งมี 8 ที่นั่ง แต่พวกเรานั่งกัน 6-7 คน และยังมีที่ว่างพอสำหรับกระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก/กลางสำหรับทุกคน สำหรับค่าเช่ารถลองหาดูจาก internet นะครับเพราะ rate ราคานั้นต่างกันไปแล้วแต่บริษัทและฤดูกาลท่องเที่ยว

สำหรับแผนการเดินทางเพื่อน ๆ สามารถดูได้จากบทความแต่ละตอนที่ผมเขียน ประกอบกับแผนที่ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถดูได้ที่นี่ ทั้งนี้ผมไม่ขอกล่าวรายละเอียดในเรื่องของระยะทาง และเวลาเพราะ link ที่ทำผมไว้ให้สามารถคำนวณระยะทางและเวลาได้อย่างแม่นยำอยู่แล้ว เพื่อน ๆ สามารถปรับแผนการท่องเที่ยวได้ตามที่ตัวเองต้องการ แต่ต้องระลึกอยู่เสมอว่าการขับรถที่ New Zealand นั้นไม่สามารถทำเวลาได้เหมือนบ้านเรา เพราะการวิ่งนอกเมืองถูกจำกัดความเร็วที่ 100 กม./ชั่วโมงเท่านั้น แต่สำหรับช่างภาพต้องไม่ลืมที่จะเผื่อเวลาแวะถ่ายภาพเยอะ ๆ เพราะที่นี่เป็นดินแดนแห่งการเขมือบ memory กล้องอย่างแท้จริง

ที่พัก

ที่พักเราเลือกแบบ Motel แบบที่มี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ มีครัวและห้องรับแขก โดยสมาชิก 1-2 คนจะนอนที่ห้องรับแขก ซึ่งโซฟาสามารถปรับเป็นเตียงได้ ราคาต่อห้อง (สำหรับ 5-6 คน) อยู่ที่ประมาณ 200-250 $ ขึ้นอยู่กับเมืองและ Location

อาหาร

ในทริปนี้พวกเราเลือกทานอาหารที่ร้านอาหารเพียงมื้อเดียวในวันที่เราเดินทางมาถึง ที่เหลือทำกันเองอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ของแห้งที่พวกเราเตรียมเป็นแบบบรรจุซองสำเร็จ ประกอบด้วยข้าวสาร น้ำปลา ซีอิ๊ว ผงปรุงรสต่าง ๆ (ยี่ห้อ lobo) น้ำพริกกุ้งเสียบและไตปลาแห้งจากภูเก็ต ทั้งนี้รวมถึงถุงพลาสติก, ช้อน, จานพลาสติก และที่สำคัญคือหม้อหุงข้าวไฟฟ้า โดยพี่ตะวันหัวหน้าทัวร์ของเราได้ฝากหม้อหุงข้าวไฟฟ้าไว้ที่โรงแรม Bush Inn ที่ Christchurch และยินดีให้เพื่อน ๆที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวยืมใช้ได้ โดยไม่คิดตังค์ ขอให้บอกเจ้าของ Motel ว่าเป็นเพื่อนของ Mr. Varong ครับ แต่ยืมแล้วก็ช่วยคืนด้วยนะครับเพราะพี่ตะวันและเพื่อน ๆ คงต้องกลับไปเยือน New Zealand อีกในไม่ช้านี้ “”"

Shopping และของฝาก

ของใช้ที่น่าซื้อของ New Zealand คือเสื้อผ้ากันหนาวที่มีให้เลือกมากมาย ตั้งแต่แบบราคาไม่สูง (ตัวละ 15-20 $) ไปจนกระทั่งผลิตภัณฑ์จาก Wool ที่ราคา 150$ ขึ้นไป สามารถหาซื้อได้ตามเมืองใหญ่ เช่น Queenstown, Christchurch, Graymount, Te Anau และเท่าที่สังเกตราคาในเมืองใหญ่สุดอย่าง Christchurch ก็ไม่ได้ถูกกว่าเมืองที่เล็กลงไปอย่าง Queentown หรือ Graymount

Wine : ที่นี่มี Wine ดี ๆ ราคาถูกให้เลือกมากมาย สำหรับคอ wine คงจะถูกอกถูกใจเพราะสามารถซื้อ wine ที่เมืองไทยขายขวดละ 3,000 – 4,000 บาทได้ในราคาไม่ถึงพัน

อาหารเสริม อาทิ Vitamin C, E และอีกมากมาย รวมถึงยาบำรุงต่าง ๆ ที่ฐานการผลิตอยู่ใน Zone นี้ ราคาถูกกว่าบ้านเรามาก ที่ผมซื้อมาจะเป็นของ Black More ครับ

ครีมต่าง ๆ ที่เป็นผลิตภัฑณ์จากแกะ ที่นี่ก็ราคาถูกเมื่อเทียบกับบ้านเราเนื่องจากเป็นแหล่งผลิตนั่นเอง สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายของฝากตามเมืองใหญ่ ๆ ครับ

Chocolate : มีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ แต่ที่อร่อยและอยากแนะนำให้ซื้อคือ Cadbury และ whitaker โดยเฉพาะที่สอดใส้ Giwi สามารถหาซื้อได้ตาม Discount Store เช่น Count Down หรือ New World ซึ่งถ้าเป็นช่วง Promotion ราคาจะถูกมากเพียง 3-5 $ ต่อกล่องเท่านั้น

ของฝาก : ของฝากที่ราคาไม่สูง 1-3 $ ต่อชิ้น หาซื้อได้ที่ Christchurch เป็นร้านขาย Souvenir อยู่ใกล้กับจัตุรัส ซึ่งจะสารพัดของฝากในราคาไม่แพง ผมเข้าไปร้านนี้เจอแต่คนไทยเต็มไปหมด คาดว่าคงได้รับการแนะนำต่อ ๆ กันมานั่นเอง หลังจากลองสืบราคาดูก็พบว่าส่วนใหญ่จะถูกกว่าร้านอื่นจริง ๆ

สำหรับช่างภาพ

ก่อนไปควรตรวจสอบสภาพของกล้องให้พร้อมใช้งาน เลนส์ทุกประเภทรับรองว่าได้ใช้งานอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะ Wide อย่าลืมที่ชาร์จแบตเตอร์รี่ พร้อมเตรียมปลั๊กหรือ adaptor สำหรับใช้ที่ New Zealand ได้ รวมถึง Memory แบบเต็มพิกัดเพราะราคาของ Memory ที่โน่นแพงกว่าบ้านเรามาก และสถานที่ท่องเที่ยวหลาย ๆ แห่งโดยเฉพาะที่ไม่ใช่เมืองใหญ่ไม่มี Memory ขาย แต่กลับมีฟิล์มขาย ผมละงงจริง ๆ

ที่สำคัญอีกอย่างคือศึกษาให้ดีว่าแต่ละที่นั้นควรไปถึงเมื่อใดแสงจึงจะเหมาะกับการถ่ายภาพ เพราะบางทีประมาณบ่าย 3 โมงหรือ 4 โมง พระอาทิตย์ก็จะโดนภูเขาบังทำให้แสงไม่ปิ๊งเท่าที่ควร และสำหรับฤดูใบไม้ร่วงจะสว่างประมาณ 7 โมงครึ่งและเริ่มค่ำตั้งแต่ 5 โมงครึ่ง ทำให้มีเวลาในการถ่ายภาพจำกัดกว่าบ้านเราพอสมควร

 พบกันใหม่ทริปหน้าครับ

bye bye Christchurch



สะพายกล้องท่อง New Zealand #10 : สำรวจ Christchurch

ตอนที่แล้ว :  Surprise Pancake Rock และเส้นทางแห่งความทรงจำที่ Arthur’s pass

บทความทั้ง 12 ตอน
ก่อนเดินทาง : วันเดินทาง : Lake Tekapo/MT. Cook :
Arrow Town/Queenstown : Milford Sound : Teanau :
Wanaka/Fox Glacier : Lake Matheson/Franz Josef Glacier :
Pancake Rock/Arthur Pass : Christchurch : บทสรุป

- – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - -

เช้าวันนี้เป็นอีกวันที่ฟ้าใส  และก็เป็นโชคดีที่เราจะเยี่ยมชม Botanic Garden ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง Christchurch กันในวันนี้   โดยเราจอดรถกันที่ YMCA ตรงข้าม Botanic Garden เพื่อประหยัดค่าจอดรถ (ยอมเสี่ยงหน่อยเพราะถ้าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอาจโดนล็อคล้อได้)

ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีทั่ว Christchurch

christchurch-01

หัวหน้าทัวร์ของเราให้เวลาที่ Botanic Garden  1 ชั่วโมงเต็ม  ซึ่งผมก็ใช้เวลาเก็บภาพต้นไม้รูปทรงแปลกตา  รวมถึงบรรยากาศใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีแบบที่ชอบได้อย่างจุใจ  ทั้งนี้สวนแห่งนี้มีจุดเด่นที่ต้นไม้ใหญ่ที่หลากหลาย  แต่ดอกไม้นั้นสวยสู้ดอยตุงบ้านเราไม่ได้  อาจเป็นเพราะนี่ไม่ใช่ฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนก็เป็นไปได้

 ต้นไม้และดอกไม้สวย ๆ ใน Botanic Garden

botanic-01

botanic-01

botanic-01

botanic-01

botanic-01

ดอกไม้ก็มีเหมือนกันแต่ไม่สวยเท่าบ้านเรา

botanic-01

เมื่อได้เวลานัดพวกเราก็นัดหมายเวลาพบกันอีกครั้งในช่วงเย็น  และแยกย้ายกันเดินตามแต่ความชอบของแต่ละคน  ทั้งนี้ผมแวะไปชม Art Center ซึ่งมีมุมถ่ายภาพสวย ๆ หลายมุม และถือโอกาสชมผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของชาว New Zealand ด้วย  นอกจากนี้ด้านหลังยังมีจุดขายอาหาร  ซึ่งมีร้านอาหารไทยอยู่ 2-3 ร้าน  แสดงว่าอาหารไทยคงถูกปากคนที่นี่เหมือนกัน (แต่ผมไม่ได้ชิมว่ามันเพี้ยนไปจากบ้านเราแค่ไหน)    เลยจุดนี้ไปเล็กน้อยมีการเปิดซุ้มขายของซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามีทุกวันหรือไม่  หรือมีเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น   โดยของที่ขายก็มีตั้งแต่เสื้อผ้า, เครื่องประดับและของที่ระลึกที่ดูมีดีไซน์เก๋ ๆ แต่ราคาก็สูงเอาการเหมือนกัน

บรรยากาศบริเวณ Art Center

botanic-01

botanic-01

botanic-01

เลยจากจุดนี้ไปก็เริ่มเข้าสู่เขตสำหรับนัก Shopping  ที่เรียกว่า Cathedral Square ซึ่งที่นี่มีร้านค้าขายเสื้อผ้า, เครื่องประดับและของที่ระลึกเช่นเดียวกับเมืองใหญ่ทั่ว ๆ ไป   นอกจากนี้ยังมีจุดถ่ายภาพที่สำคัญได้แก่ กรวยเงิน Chalice และจัตุรัส Cathedral, รถราง รวมถึงบรรยากาศของสวนต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Avon ซึ่งสวยงามไปด้วยต้นไหม้น้อยใหญ่ที่บางต้นกำลังเปลี่ยนสีอย่างงดงาม

สำรวจเมือง Christchurch

botanic-01

botanic-01

botanic-01

botanic-01

botanic-01

botanic-01

กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ได้เวลานัดแล้วผมจึงต้องกลับไปยัง YMCA ซึ่งเป็นจุดนัดพบ  จากนั้นจึงขับรถกลับไปแวะซื้อของที่ห้าง Count Down ใกล้ที่พัก  โดยวันนี้หัวหน้าคณะทุ่มงบเต็มทื่ซื้อหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์  , ปลาแซลมอล, รวมถึง wine ขาวและ wine แดง  เพื่อฉลองปิดทริปของพวกเรากันอย่างสนุกสนานสมกับเป็นทริปในฝันของผมที่จะไม่มีวันลืมเลือนตลอดไป

- – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – -

ตอนต่อไป :  บทสรุปส่งท้าย



WordPress Themes