Select Page

รีวิวขับรถเที่ยวสวิส-อิตาลีช่วงใบไม้เปลี่ยนสีด้วยตัวเอง … 9 วันเต็มกับงบไม่ถึง 6 หมื่นบาท (สรุปข้อมูลของทริป)

ที่มาและแผนการเดินทาง
สำหรับผมแล้วสวิตเซอร์แลนด์คืออันดับต้นๆ ในดวงใจมาตลอด (คือหลายใจชอบประเทศอื่นด้วย แต่ไม่เคยลืมสวิสฯ อิอิ) เมื่อมีตั๋วโปรยุโรปราคาดีของ Qatar airways ออกมาในราคา 2 หมื่นบาทมีทอน แถมบินออกจากภูเก็ตบ้านผมด้วยก็เลยมือลั่นกดจองไปแบบไม่ต้องคิดมาก ทริปนี้ผมเดินทางไป-กลับจากมิลานของอิตาลีเพราะค่าตั๋วถูกกว่าแล้วขับเข้าไปเที่ยวสวิสฯ ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก โดยช่วงเวลาการเดินทางอยู่ระหว่าง 21-31 ตุลาคม 2560 ซึ่งตรงกับฤดูใบไม้เปลี่ยนสี มีเวลาเที่ยวในสวิสฯ 7 วันและอิตาลีอีก 2 วัน (ไม่รวมวันเดินทาง)

ทริปนี้เป็นความตั้งใจที่จะขับรถเที่ยวเอง เพราะอยากสัมผัสความสวยงามของสวิสฯ ให้ใกล้ชิดและมีอิสระมากขึ้นในการปรับแผนการเดินทาง ดังนั้นจึงมีการขึ้นชมยอดเขาเพียง 2 แห่งเท่านั้นเพราะผมไม่ได้ซื้อ Swiss pass ถ้าขึ้นขึ้นยอดเขาหลายแห่งค่าใช้จ่ายอาจบานปลายเนื่องจากไม่มี Swiss pass ใช้เป็นส่วนลด … ผมใช้เวลาอยู่นานในการเลือกเมืองที่จะเที่ยวและจุดที่จะใช้เป็นที่พัก เพราะทริปนี้มีครอบครัวของเพื่อนกับน้องชายที่มีเด็กไปด้วยจึงไม่ได้เปลี่ยนที่พักแทบทุกวันเหมือนครั้งก่อนๆ และสถานที่ท่องเที่ยวก็ต้องผสมผสานกันระหว่างที่ใหม่ซึ่งผมอยากไปกับแลนด์มาร์คสำคัญของสวิสฯ สำหรับคนที่ไปเที่ยวครั้งแรก … ในที่สุดแผนการเดินทางก็ออกมาตามนี้ครับ

21 ต.ค. ออกเดินทางจากภูเก็ตช่วงค่ำ แวะเปลี่ยนเครื่องที่ Doha ของ Qatar
22 ต.ค. ถึงสนามบิน Malpensa เมือง Milan ประเทศ Italy ขับรถข้ามชายแดนไปประเทศ Switzerland พักที่เมือง Zermatt
23 ต.ค. นั่งรถไฟขึ้น Gornergrat เพื่อชมยอดเขา Matterhorn … ช่วงบ่ายออกเดินทางไปพักที่เมือง Kandersteg
24 ต.ค. Day trip ไปเที่ยวเมือง Lausanne แวะเที่ยว Gruyères และชมไร่องุ่นริมทะเลสาบที่ Lavaux กลับมาพักที่ Kandersteg
25 ต.ค. ขับรถเที่ยวรอบทะเลสาบ Thun และ Brienz และขึ้นรถไฟสาย Brienzer Rothorn ริมทะเลสาบ Brienz แล้วกลับมาพักที่ Kandersteg
26 ต.ค. เที่ยว Blausee ที่เมือง Kandersteg จากนั้นขับรถไปเที่ยว Lauterbrunen … ช่วงบ่ายเดินทางไปที่พักบริเวณหุบเขา Lumnezia ใกล้เมือง Chur
27 ต.ค. Day trip เมือง St. Moritz กลับมาพัก Lumnezia
28 ต.ค. เดินทางไปยัง Lake Como ของ Italy แวะเที่ยว Valle Verzasca เมืองชายแดนของ Switzerland แล้วพักที่เมือง Menaggio ริมทะเลสาบ Como
29 ต.ค. ช่วงเช้าเที่ยว Villa del Balbianello ช่วงบ่ายไปช้อปปิ้งที่ Foxtown outlet กลับมาพัก Megaggio
30 ต.ค. เที่ยวเมือง Varenna และ Bellagio ริมทะเลสาบ Como … ช่วงเย็นกลับไปคืนรถที่สนามบิน Malpensa และเดินทางกลับภูเก็ตโดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่ Doha

ค่าใช้จ่ายต่อคนโดยประมาณ

  • ตั๋วเครื่องบิน 19,420 (ภูเก็ต-มิลาน-ภูเก็ต)
  • วีซ่า 3,300
  • ค่าอาหาร ตกคนละ 6,000 บาทโดยประมาณ รวมที่เตรียมไปจากเมืองไทย, วัตถุดิบที่โน่น, บางมื้อที่ทานตามร้านอาหาร, ของทานเล่นบนรถ และชากาแฟตลอดทริป
  • ที่พัก 8 คืน เฉลี่ยต่อคน 10,615 บาท
  • รถเช่า 9 วัน เฉลี่ยต่อคน 8,800 บาท
  • น้ำมันรถ 9 วัน เฉลี่ยต่อคน 1,130 บาท (ดีเซลราคาลิตรละ 1.5-1.6 CHF ในสวิสฯ และ 1.6-1.7 Euro ในอิตาลี)
  • ค่าทางด่วน, ที่จอดรถ, ค่ารถไฟขึ้นเขา 2 แห่ง (Gornergrat & Brienzer Rothorn) และค่ารถไฟจากเมืองที่จอดรถไปยัง Zermatt ประมาณคนละ 6,500 บาท
    รวมค่าใช้จ่ายต่อคนทั้งหมดโดยประมาณ 55,585 บาท

การเตรียมตัว

วีซ่า
เนื่องจากทริปนี้ผมพักในประเทศสวิตเซอร์แลนด์มากที่สุดจึงต้องยื่นขอวีซ่าจากสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ผ่านตัวแทน TLS contact ซึ่งผมได้ทำรีวิวแล้วไปอ่านกันได้ตาม link ต่อไปนี้ครับ http://www.9mot.com/2017/09/shengen-visa-tls-contact-switzerland/

ที่พัก
การเดินทางครั้งนี้ไปกัน 3 ครอบครัวมีผู้ใหญ่ 6 คนและเด็ก 2 คนจึงเลือกหาที่พักแบบอพาร์ทเม้นต์ที่มีครัวสำหรับทำอาหารทานกันเอง เพราะอย่างที่รู้กันว่าราคาอาหารตามร้านในยุโรปนั้นแพงเอาการโดยเฉพาะสวิสฯ การทำอาหารทานกันเองเป็นบางมื้อจึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล ดังนั้นที่พักประเภทอพาร์ทเม้นต์จึงตอบโจทย์เพราะมีทั้งครัวและบริเวณสำหรับทานอาหาร นอกจากนี้ส่วนใหญ่จะมีห้องนั่งเล่นด้วย เราสามารถเลือกหาที่พักทำเลดีราคาประหยัดในยุโรปได้ไม่ยาก ทั้งนี้ผมเคยเขียนรีวิวไว้แล้วลองไปอ่านกันดูนะครับ (http://www.9mot.com/2017/11/how-to-book-great-apartment-in-europe/) และอย่าลืมดูรีวิววิธีการจองห้องพักกับ booking.com ให้ได้เครดิตเงินคืน 1000 บาทตาม link นี้ด้วย
http://www.9mot.com/2017/08/tell-a-friend-program-booking-com/

พิเศษสำหรับผู้ติดตาม “นายมด”

ผมสรุปความคิดเห็นของที่พักแต่ละแห่งของทริปนี้ไว้ให้เป็นข้อมูลด้วยตามนี้ครับ

Residence Patricia – Zermatt (1 คืน – 13,300 บาท)

เป็นที่พักเชิงเขาในเมือง Zermatt ที่อยู่ห่างจากสถานีรถไฟไม่มากนัก แต่ต้องลากกระเป๋าข้ามสะพานและเดินขึ้นเนินไปเล็กน้อย หากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ก็อาจะเป็นภาระอยู่สักหน่อย … อย่างไรก็ตามอพาร์ทเม้นต์แห่งนี้กว้างขวางสะดวกสบายมาก มี 3 ห้องนอนและมีห้องน้ำในตัวทุกห้องซึ่งดีกว่าอพาร์ทเม้นต์ส่วนใหญ่ที่มักมีห้องน้ำน้อยกว่าห้องนอน … ครัวก็มีอุปกรณ์ให้หลากหลาย ห้องนั่งเล่นโอ่โถงและมีระเบียงชมวิวที่สามารถมองเห็นยอดเขา Matterhorn ได้

Ferienwohnung Vis a Vis – Kandersteg (3 คืน – 8,800 บาท/คืน)


เป็นที่พักทำเลเงียบสงบสวยงาม แต่หาที่ตั้งยากสักหน่อยเพราะพิกัดที่ระบุไว้ไม่ถูกต้อง (พิกัดจริงคือ ) ที่พักแห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้น 2 และ 3 ของบ้านซึ่งลำบากหน่อยในการขนกระเป๋าเดินทางขึ้นบันได … ชั้น 2 ของที่พักเป็นครัว, ห้องนั่งเล่นและพื้นที่ทานอาหาร ส่วนห้องนอน 3 ห้องอยู่บนชั้น 3 ทั้งหมด มีห้องน้ำอยู่ที่ชั้น 2 และ 3 อย่างละห้อง … ครัวมีอุปกรณ์ให้ครบครัน พื้นที่ส่วนอื่นๆ ก็กว้างขวางสะดวกสบาย สามารถเดินออกไปยังระเบียงเพื่อชมวิวโดยรอบได้จากห้องนั่งเล่น

Lumnezia – Lumnezia (2 คืน – 8,653 บาท/คืน)

เป็นที่พักตากอากาศสไตล์สวิสฯ มี 3 ห้องนอนและอีกหนึ่งห้องของเด็ก ตั้งอยู่ริมหุบเขาใกล้เมือง Chur วิวสวยบาดใจ … ครัวและห้องนั่งกว้างขวางททันสมัยสะดวกสบาย แต่ต้องแลกด้วยการต้องขนกระเป๋าจากที่จอดรถเดินขึ้นเนินราว 100 เมตรเศษๆ ไปยังตัวบ้าน … ใกล้ๆ ที่พักเป็นจุดท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของชาวสวิสฯ ซึ่งสวยงามและไม่พลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยวเหมือนกันเมืองใหญ่ๆ

Valentina Apartment – Menaggio (2 คืน – 8,760 บาท/คืน)


เป็นอพาร์ทเม้นต์ 1 ห้องนอน 2 ห้อง แต่สามารถเปิดโซฟาออกมาเป็นเตียงนอนได้ทำให้แต่ละห้องพักได้สูงสุด 4 คน ทำเลถือว่าดีมากเพราะเดินไป city center ของเมือง Menaggio ริมทะเลสาบ Como ได้โดยใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที … ด้านหน้าตึกที่พักจะมีลานจอดรถแบบไม่ต้องเสียเงิน (สังเกตุได้จากเส้นที่ตีไว้จะเป็นสีขาว หากเป็นสีฟ้าจะต้องจ่ายค่าจอด) …ที่พักแห่งนี้มีครัวเช่นกัน แต่อุปกรณ์อาจะไม่ครบถ้วนเหมือนที่อื่นๆ และพื้นที่ไม่กว้างขวางเท่าไหร่แต่ก็ไม่ถือว่าแคบและยังคุ้มค่ากับราคาเพราะที่พักริมทะเลสาบโคโม่ส่วนใหญ่จะราคาค่อนข้างสูง … ตอน check in จะต้องโทรหาเจ้าของบ้านเพื่อให้มาเปิดประตู ดังนั้น ต้องแน่ใจว่าได้เปิดโรมมิ่งโทรศัพท์ไว้หรือไม่ก็ใช้ Skype call แบบผม (ผมซื้อเครดิตไว้ 10 USD)

รถเช่า
ครั้งนี้ผมจองรถแบบ 9 ที่นั่ง Benz Vito จากเวป AutoEurope แต่ผู้ให้บริการจะเป็น Europe Car ซึ่งถือเป็นเจ้าใหญ่ของยุโรป ทั้งนี้ตามแผนเดิมผมเช่า 8 วัน แต่ภายหลังมีการปรับแผนระหว่างทริปและเช่าต่ออีก 1 วันรวมเป็น 9 วัน โดยประกันที่ผมเลือกใช้เป็นแบบ 0 exceed คล้ายประกันชั้น 1 บ้านเราและต้องจ่ายค่าคนขับเพิ่มอีก 1 คนเพราะทริปนี้มีคนขับสองคน … สำหรับบริษัทรถเช่าส่วนใหญ่ที่ผมเจอในยุโรปจะสามารถใช้ใบขับขี่แบบที่มีภาษาอังกฤษกำกับของบ้านเราโดยไม่ต้องทำใบขับขี่สากล แต่ถ้าไม่มั่นใจจะทำก็ได้ที่ขนส่งค่าใช้จ่าย 5 ร้อยบาทเศษๆ มีอายุ 1 ปีครับ ทั้งนี้ถ้ามีเด็กที่ส่วนสูงน้อยกว่า 135 c.m. จะต้องใช้ car หรือ baby seat ตามกฎหมายของทางยุโรปนะครับ … สำหรับค่าเช่าและค่าน้ำมันผมสรุปไว้ในส่วนของค่าใช้จ่ายตอนต้นของบทความแล้วนะครับ

หลังกับมาบัตรผมถูกชาร์จเกินโดย Europe car จากที่ระบุไว้ใน voucher และตกลงกันทางโทรศัพท์ (คิดภาษีเพิ่มขึ้นมาทั้งๆ ที่ใน voucher ระบุว่ารวมภาษีแล้ว) ดังนั้นเพื่อนๆ ที่จะจองกับบริษัทนี้ต้องระมัดระวังและขอเอกสารยืนยันราคาทุกครั้ง เพราะอาจโดนแบบผมก็ได้ … ตอนนี้ทางบริษัทรับปากจะคืนส่วนของค่าคนขับเพิ่มเติมแล้ว แต่ค่ารถที่จองเพิ่มอีกวันเค้าไม่ยอม เพราะไม่มีเอกสารหลักฐานเนื่องจากพูดคุยกันทางโทรศัพท์กับ call center

ประกันภัยการเดินทาง
ทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำประกันภัยการเดินทางครับ โดยเฉพาะเมื่อท่องเที่ยวด้วยตัวเองแบบผมเพราะอาจเกิดเหตุที่เราไม่คาดคิดได้มากมายตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการพลาดเที่ยวบิน,เที่ยวบินหรือกระเป๋าเดินทางล่าช้า, ความเสียหายของกระเป๋าและทรัพย์สินส่วนตัวในกระเป๋าเดินทาง รวมถึงการเจ็บไข้ได้ป่วยที่อาจเกิดค่าใช้จ่ายในต่างประเทศสูงมาก การทำประกันภัยการเดินทางจะช่วยบรรเทาหรือชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นให้กับเราได้ครับ

ผมใช้ประกันภัยการเดินทางของ MSIG โดยเลือกแผน Easy 2 ที่เพิ่มการคุ้มครองค่าความเสียหายส่วนแรกของรถเช่าซึ่งเหมาะมากกับผู้ที่ขับรถเที่ยวเอง ทั้งนี้ยังครอบคลุมความเสียหายของ notebook ที่ผมมักนำติดตัวไปทุกทริป รวมถึงความคุ้มครองพื้นฐานอื่นๆ ยังไงลองศึกษารายละเอียดของแต่ละแผนได้จากโบรชัวร์ใน link นี้นะครับ https://www.msig-thai.com/msig/traveleasy_V2/plan.pdf ที่สำคัญอย่าลืมศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขให้เข้าใจก่อน ว่ากรณีไหนเคลมได้บ้างและต้องใช้หลักฐานเอกสารอะไรบ้างในการเคลม จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวภายหลัง

เบี้ยประกันเดินทางของ MSIG นั้นเริ่มต้นแค่ 190 บาทสำหรับโซนเอเชียและ 255 บาทสำหรับโซนยุโรปและอื่นๆ แต่สำรับการไปเที่ยวยุโรป ผมอยากแนะนำให้เลือกแผน Easy 1-3 นะครับเพราะจะได้รับการคุ้มครองมากกว่าตามที่ได้บอกไปแล้วข้างต้น .. ทั้งนี้การซื้อประกันของ MSIG นั้นง่ายมากทำได้ทาง online เลยที่ https://www.msig-thai.com/th/news/promotions/item/644-travel-insurance-promotion-072017 นอกจากนี้ยังมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน MSIG Assist ตลอด 24 ช.ม.ทั่วโลกด้วย

ช่วงนี้มีโปรโมชั่นแถมบัตรกำนัล Starbucks ด้วยนะคุ้มสุดๆ เลย

อาหาร
ต้องเล่าก่อนว่าผมเที่ยวยุโรปด้วยตัวเองมาหลายรอบแล้ว โดยปีแรกๆ ก็เตรียมพวกข้าวกระป๋อง อาหารปรุงสำเร็จแบบซองและปลากระป๋องไปกิน แต่ปัญหาคือข้าวมันเย็นและฝืดคอมาก อาหารซองปรุงสำเร็จก็จะชืดๆ ทานไม่อร่อย … ต่อมาก็เริ่มพัฒนาขนข้าวสารและหม้อข้าวไปจากไทย พร้อมด้วยอาหารปรุงสำเร็จ ซึ่งก็ดีขึ้นเยอะได้ทานของร้อนๆ แบบที่คุ้นเคย แต่พอเที่ยวเยอะเลยเริ่มรู้แล้วว่าข้าวสารมีขายที่ยุโรปเยอะไปหมด พวกเนื้อต่างๆ และผักสดก็หาซื้อที่โน่นง่ายไม่ต้องเตรียมไป ทริปล่าสุดนี้จึงเป็นสุดยอดแห่งวิวัฒนาการเลย 555 มาดูกันว่าเตรียมอะไรไปบ้าง

แน่นอนว่าหม้อหุงข้าวขนาดเล็กสำคัญมาก (ขนาด 1 ลิตรหุงข้าวสำหรับ 6-8 คนได้สบายๆ) เตรียมข้าวสารไปแค่ 2 กก. สำหรับวันแรกที่ไปถึงที่เหลือไปหาซื้อที่โน่น, มาม่า ปลากระป๋อง หมูหยอง หมูแผ่นของ ส.ขอนแก่น ยังคงได้รับความไว้วางใจเพราะพกง่ายทานอร่อย แถมด้วยน้ำพริกและไตปลาแห้งสูตรภูเก็ตแบบไม่ใส่สารกันบูดช่วยแก้เลี่ยนได้เป็นอย่างดี

ที่บอกว่ามีวิวัฒนาการก็เพราะปีนี้จัดเครื่องปรุงและอาหารสำเร็จยี่ห้อโลโบไปแบบชุดใหญ่เพราะเห็นว่ามีเมนูแปลกๆ ให้เลือกเยอะ … บอกตามตรงว่าทีแรกคิดว่าคงพอช่วยทำให้ไม่ต้องโหยหาอาหารไทยมากนักและต้องการประหยัดเท่านั้น แต่ผลประกอบการระหว่างทริปทำให้ต้องเอามาเล่าให้ฟังเพราะหลายเมนูมันทำง่ายกว่าที่คิดเยอะแถมอร่อยด้วย … อย่าง ข้าวมันไก่นี่ผมว่า amazing สุดทำไม่ยากแถมรสชาติยังกะสั่งจากร้านดัง, พะแนง ก็กลมกล่อม, กะเพราะก็ใช้ได้ ที่ดูจะจางๆ หน่อยมีพะโล้กับต้มยำ ซึ่งผมว่าควรปรับลดสัดส่วนของน้ำให้น้อยลงหน่อยจะได้รสเข้มข้นถึงใจ … อย่างอื่นที่เอาไปรอบนี้ยังมีเจลลี่สำหรับเด็ก, ผงสังขยาที่ทำง่ายแค่ใส่น้ำอุ่น และพวกของสำเร็จอย่าง น้ำจิ้มสุกี้, น้ำปลาหวาน ก็ล้วนถูกปากทั้งนั้น …(สารภาพว่าหลังกลับมาคุณแม่ครัวประจำทริปติดใจจนต้องสั่งน้ำจิ้มสุกี้กับแป้งสำหรับทอดของโลโบมาใช้กันเลยทีเดียว)

นอกจากอาหารแบบไทยๆ แล้วเราสามารถทำพวกแซนวิชสำหรับมื้อเช้าหรือพกไปทานเป็นมื้อเที่ยงก็ได้นะครับ ขนมปัง, ทูน่ากระป๋องและผักสดๆ หาซื้อได้ไม่ยากจากซุปเปอร์มาเก็ตเช่นกัน

แต่ไปเที่ยวทั้งทีจะทานแต่อาหารไทยมันก็ไม่ใช่นะ อย่าลืมเสาะหาอาหารท้องถิ่น ร้านเด็ดในแต่ละเมืองที่ผ่านด้วย อย่างรอบนี้ก็ไม่พลาดลิ้มลองพิซซ่าและสปาเก็ตตี้ต้นฉบับของอิตาลีและเจลาโต อร่อยๆ … ส่วนที่สวิสฯ ก็สั่งช้อคโกเลตฟองดูมาลองกัน … นอกจากนี้ผลไม้ท้องถิ่นตามฤดูกาลที่โน่นส่วนใหญ่จะราคาไม่แพง อย่างพวกองุ่น, สตรอเบอร์รี่, กีวี, มะม่วงห้ามพลาดเด็ดขาด

สำหรับโลโบสั่งได้ทาง Lobo.co.th หรือทางไลน์ @lobo นะมีส่วนลดด้วย .. ไตปลาแห้งสูตรภูเก็ตโคตรอร่อยเจ้านี้เลย แกงไตปลาแห้งแม่เพ็ก ส่วน ส.ขอนแก่นหาซื้อได้ตามห้างทั่วไปครับ

Internet และการสื่อสาร

สารภาพอีกเรื่องว่าผมเป็นโรคจิตพอตัวไม่ค่อยไว้วางใจอะไรง่ายๆ ทริปนี้เตรียมแผนที่เดินทางเสร็จสรรพด้วย Google map และตั้งใจว่าจะใช้มือถือนี่แหละนำทาง แต่ก็มิวายพก GPS ติดตัวมาด้วยเพราะกลัวว่าเกิดจุดไหนไม่มีสัญญาณมือถือ GPS จะพาให้ผมเอาตัวรอดได้

Internet ก็เหมือนกัน รอบนี้จัดไปทั้ง Pocket WIFI ของ Wi-Ho จาก WiHo ประเทศไทย และซิม TravelSimWorld จาก TrueMove H เลยจะเอามาเล่าให้ฟังว่าทั้งสองตัวใช้งานต่างกันยังไงบ้าง

  • Travel Sim World ราคา 899 บาทใช้ได้ 15 วันนับจากวันที่เริ่มใช้และปริมาณข้อมูลที่ใช้ได้ 4 GB
  • Wi-Ho pocket WIFI เลือก package แบบ 1 GB ต่อวัน วันละ 680 บาท รวม 9 วัน เป็นเงิน 6,120 บาท

สำหรับซิมนั้นเหมาะจะใช้แยกเป็นคนๆ แต่ pocket WIFI สามารถแชร์กันได้สูงสุด 10 devices แบบไหนคุ้มกว่าอาจต้องลองคำนวณดูเพราะขึ้นกับจำนวนคนที่จะใช้และจำนวนวันด้วยครับ

ในเรื่องของสัญญาณผมพบว่าแทบไม่ต่างกัน ใช้ได้ดีมากใน Switzerland ทั้งคู่ ส่วนใน Italy นั้นทั้งสองอย่างก็เจอปัญหาเดียวกันคือจะช้ากว่า Swiss และสัญญาณไม่ครอบคลุม (แม้แต่ WIFI ของที่พักยังช้าเลย) น่าจะเป็นปัญหาของประเทศนี้นะในความเห็นของผม ทั้งนี้ผมเที่ยวอิตาลีเฉพาะโซน Lake como นะ แต่จุดอื่นๆ อาจจะสัญญาณดีก็ได้

ทีนี้มาว่ากันด้วยเรื่องความสะดวกในการใช้งานบ้าง

  • TravelSimWorld ใช้ได้ทั่วโลก ดังนั้นเปิดใช้ได้ตั้งแต่ผมแวะต่อเครื่องที่โดฮาเลย ส่วน WiHo เป็น package ใช้ในยุโรปจึงใช้ได้เมื่อถึงยุโรปแล้ว
  • TravelSimeWorld เป็นซิมมือถือ จึงต้องเปลี่ยนเอาซิมเดิมออกในกรณีที่มือถือใช้ได้แค่ซิมเดียว ทำให้คนที่ต้องการใช้เบอร์เดิมเพื่อรับสายหรือรับ message ไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ app บางตัวอย่างไลน์อาจมีปัญหาข้อมูล chat หายได้ แต่ถ้าเครื่องรองรับสองซิมปัญหานี้ก็เบาบางลง ส่วน WiHo ไม่มีปัญหานี้
  • ถ้าแยกใช้ TravelSimWorld คนละซิม เวลาไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีสัญญาณ internet ในขณะที่ Pocket WIFI WiHo ต้องอยู่ใกล้ๆ กันตลอดจึงจะใช้ internet ได้ทุกคน
  • ถ้าใช้ TravelSimWorld แชร์ดาต้ากัน ทำให้ต้องใช้แบตเตอรี่มือถือมากกว่าปกติ ต้องคอยชาร์จอยู่เรื่อยๆ

อันนี้เป็นข้อสังเกตจากการใช้งานของผมตลอด 9 วัน อันที่จริงก็อยากซื้อซิมท้องถิ่นมาลองเทียบดูเหมือนกันแต่มาคิดดูอีกที เดี๋ยวนี้บ้านเรามีซิมสำหรับใช้ในต่างประเทศครบทุกค่ายใหญ่แล้ว แถมราคาถูกกว่าแต่ก่อนมาก ผมจึงคิดว่าถ้าคิดจะใช้ซิมจริงๆ ก็ซื้อมาจากเมืองไทยดีกว่า

นอกจาก Internet แล้วผมอยากแนะนำให้ download app ชื่อ Skype สำหรับใช้โทรศัพท์ในต่างประเทศด้วยเพราะค่าโทรถูกกว่าโรมมิ่งมาก ทั้งนี้ซื้อ credit ไว้สัก 10 USD ก็สามารถโทรได้เยอะแล้วล่ะครับ โดยเฉพาะคนที่จองที่พักประเภทอพาร์ทเม้นต์แบบผมถือว่าจำเป็นเลยทีเดียวเพราะบางทีต้องโทรให้เจ้าของบ้านมาเปิดประตูให้ หรือไม่ก็ไว้โทรถามเวลาหาที่พักไม่เจอครับ

เสื้อผ้าและเครื่องกันหนาว
เนื่องจากรู้ตัวล่วงหน้าว่าต้องไปเจอหิมะแน่ๆ ก็เลยจัดเครื่องกันหนาวไปพร้อมทั้ง Jacket และลองจอน … โดยลองจอนที่ใช้เป็นของ Uniqlo กับ Mark & Spencer ส่วน Jacket เอาไปหลายตัวทั้งของ Zara, Jaspal และ CC-OO มีตัวเดียวที่เป็นขนเป็ดกันหนาวโดยเฉพาะ ที่เหลือออกแนวแฟชั่นหน่อยผมใส่วันหลังๆ ที่อากาศไม่หนาวมากนัก … นอกจากนี้ก็มีรองเท้าบู๊ทที่กันน้ำได้ของ Keen รุ่น TARGHEE II MID ที่ใช้คู่เดียวตลอดทริปครับ … ถุงมือที่ผมใช้จะเป็นแบบไม่หุ้มนิ้วแต่จะมีส่วนที่ยื่นออกมาคลุมและพับมาด้านหลังซึ่งสะดวกกับการถ่ายภาพครับ อันนี้ผมซื้อตอนทริปไอซ์แลนด์เมื่อต้นปี ใช้งานได้ดีทีเดียว … ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือหมวกไหมพรมช่วยกันลมที่หู เป็นของ CC-OO แต่เสียดายมากที่ทำหายในวันท้ายๆ ของทริปเลยต้องซื้อใหม่ที่ Outlet

กล้อง
ทริปนี้ยังคงใช้กล้องเก่าตัวเก่ง Nikon D750 พร้อมเลนส์ประจำกาย 3 ตัวคือ Nikon 14-24 f2.8, Nikon 24-70 f2.8 และ 70-200 f4 ครับ โดยใช้มากที่สุดก็คือเจ้า 24-70 ครับน่าจะเกิน 80% ของภาพทั้งหมดเลยทีเดียว เพราะในสถานการณ์จริงมันไม่สะดวกนักที่ต้องเปลี่ยนเลนส์บ่อย ๆ เรียกอีกอย่างว่าขี้เกียจ … นอกจากกลอ้งแล้วก็มีเจ้า Go pro 4 อีกตัวเอาไว้สำหรับถ่าย VDO ครับ

สำหรับรีวิวรายละเอียดของแต่ละที่คอยติดตามตอนต่อๆ ไปนะครับ

ตอนนี้ผมรวมภาพของที่ท่องเที่ยวทุกจุดไว้ในรีวิวบน pantip ไปดูกันพลางๆ ระหว่างรอรีวิวบน blog นายมด นะครับ 🙂

https://pantip.com/topic/37131349

 


1 Comment

  1. Kayoon thamnimitchok

    Beautiful trip

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

มีทริปใหม่ๆ อยากให้บอก ... กรอก e-mail ไว้เลยคร้าบ

มีรีวิวใหม่เมื่อไหร่ ไม่พลาดแน่ครับ

Pin It on Pinterest

Share This

ช่วยแชร์บทความนี้ด้วยนะ

หากเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนคุณด้วยนะครับ ... #นายมด