Select Page

สักครั้งในชีวิตพิชิตไอซ์แลนด์ #3 – landmark ของไอซ์แลนด์

รีวิวนี้เป็นตอนจบของทริปไอซ์แลนด์

สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านภาคก่อนหน้ารวมถึงภาคพิเศษที่รวมเรื่องน่าสนใจของไอซ์แลนด์ไว้ไปอ่านกันก่อนได้เลย

 

 

 

ที่พักของเราที่ Akureyri ของเราชื่อ Lava Apartment ตั้งอยู่ใจกลางเมืองทำเลสะดวกสบายดี  แต่ต้องแยกกันนอนเพราะห้องหนึ่งนอนได้ไม่เกิน 4 คน … โดยรวมถือว่าสะดวกสบายดี แต่เครื่องครัวมีจำกัดไม่ถึงใจนักถ้าต้องทำครัวไทย  วันนี้เลยต้องจัดเมนูแบบง่ายๆ กันไป … จองห้องพักที่ Lava Apartment แบบไม่ต้องมัดจำได้ที่นี่

ถึงวันนี้ล่วงมาเกินครึ่งทริปแล้ว หลายคนยังไม่ได้เห็นแสงเหนือ ก็เลยเริ่มเกิดอาการนอยด์จึงตกลงกันว่าคืนนี้จะขับรถออกไปนอกเมืองเพราะเขตที่เราพักฟ้าปิด … หลังจากดูพยากรณ์ประกอบแผนที่แล้วจึง ขับรถออกจากเมืองไปประมาณ 20 กว่ากม.  แต่หลังจอดรถรอดูสถานการณ์พักใหญ่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้เห็นแสงเหนือเพราะเมฆเต็มท้องฟ้า  เป็นอันว่าคืนนี้ต้องล่าถอยกลับไปนอนต่อที่โรงแรมอีกครั้ง

วันรุ่งขึ้นเราออกจากที่พักสายๆ เพราะวันนี้โปรแกรมหลวมมาก แถมอากาศไม่ดี  แวะไปถ่ายภาพที่โบสถ์ประจำเมืองพอเป็นพิธีแล้วเข้าไปนั่งดื่มกาแฟที่ร้านหนังสือใกล้ๆ โบสถ์ฆ่าเวลา … เกือบเที่ยงเราจึงออกเดินทางกันต่อ

วิวระหว่างทางซึ่งเป็นพื้นที่ริมฝั่งทะเลตอนเหนือของประเทไอซ์แลนด์

จุดท่องเที่ยววันนี้มีแห่งเดียวคือหินไดโนเสาร์  Hvitserkur ที่ต้องแยกจากทางหลักผ่านถนนลูกรังเข้าไปค่อนข้างไกล  … โชคดีที่เย็นวันนี้ฟ้าค่อนข้างเปิด ทำให้ทัศนียภาพสวยงามมาก  จะว่าไปที่นี่สวยกว่าที่ผมคิดไว้มากทีเดียว หรือเป็นเพราะอากาศดีก็ไม่รู้นะ

นอกจากหินไดโนเสาร์แล้ว แถบนี้ยังเป็นจุดชมแมวน้ำด้วยแต่เสียดายช่วงที่เราไปแมวน้ำยังไม่ออกอาละวาดจึงอดทักทายพวกมันเลย

ที่พักคืนนี้เขาเราเป็นแบบ Cottage ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ Hvammstangi แยกจากถนนสายหลักไปราว 6 กม. เป็นที่ตั้งของศูนย์ศึกษาแมวน้ำ  ในเมืองมีโรงงานผลิตผ้าที่ทำจาก wool  ดังนั้นสินค้าจำพวก wool แถบนี้จะราคาถูกกว่าจุดอื่นๆ ใน Iceland อยู่เล็กน้อย  เช่นถุงมือกันหนาว iceware ที่อื่นขาย 29xx แถบนี้ขาย 24xx ISK

อากาศคืนนี้ยังคงเต็มไปด้วยเมฆหนา แต่ดูจากพยากรณ์ (อีกแล้ว) ห่างออกไปราว 40 กม. มีช่องที่ฟ้าปลอดโปร่งตอนตี 2 .. ด้วยความที่อยากเห็นแสงเหนือกันมากเราจึงตัดสินใจขับรถออกไปล่าแสงกัน  โดยต้องผ่านเส้นทางสายรองที่เปลี่ยวและแทบไม่มีบ้านคน   ห่างออกไปเกือบ  50 กม. ฟ้าโปร่งกว่าจุดที่พักเล็กน้อย พอมองเห็นดาวบ้างแต่กำลังแสงเหนือกลับลดลงเหลือแค่ KP1 บางจังหวะขยับเป็น KP2 แต่ก็ยังไม่สามารถมองเห็นถือถ่ายภาพได้ จึงเป็นอีกคืนที่เราต้องแห้วแบกความผิดหวังกลับที่พักอีกครั้ง

เช้าวันต่อมาเราเดินทางไปยัง Grundarfjörður หมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Kirkjufellsfoss  อีกหนึ่ง landmark ที่โด่งดังของ Iceland และเป็นการขับรถวนกลับมาทางฝั่งตะวันตกของ Iceland อีกครั้ง … โดยเราจะพักกันที่นี่ 2 คืน  เพราะผมตั้งใจจะเก็บวิวของน้ำตก Kirkjufellsfoss  กับภูเขาด้านหลังที่เป็นวิว signature ของ Iceland ให้ได้ดีที่สุด และหวังไว้มากว่าจะได้เห็นวิวนี้กับแสงเหนือ

วิวระหว่างทางไป Grundarfjörður

คืนแรกที่ Grundarfjörður ไม่ต้องหวังจะเห็นแสงเหนือเพราะฟ้าปิดสนิท  หิมะตกตลอด  เราจึงได้แค่นั่งล้อมวงพูดคุยกันอย่างสนุกสนานในบ้านพักซึ่งอยู่ห่างจาก Kirkjufellsfoss แค่ 2-3 กม.  ที่นี่เป็นอพาร์ทเม้นต์แบบ 3 ห้องนอนที่ขนาดกำลังพอเหมาะสำหรับเรา 7 คน  มีครัวพร้อมอุปกรณ์พรั่งพร้อม แถมเจ้าของบ้านยังใจดีมาก ๆ อีกด้วย

เช้ารุ่งขึ้นเราขับรถออกไปเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง  ไม่แน่ใจจะเรียกว่าโชคดีหรือเปล่าที่หิมะตกค่อนข้างหนัก แทบจะไม่เห็นวิวอะไรมากนัก แต่ก็ทำให้เราได้ฟินกับการถ่ายภาพ ท่ามกลางหิมะฟูๆ  โดยเฉพาะตอนที่ไม่มีเม็ดฝนปนลงมาด้วยเป็นอะไรที่ถูกใจเหลือเกิน

ช่วงบ่ายเราปักหลักรอแสงเย็นอยู่ในตัวหมู่บ้าน  นั่งดื่มกาแฟเล่นกีต้าร์ที่ศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยว  ก่อนค่ำระหว่างที่เหล่าแม่ครัวกำลังทำอาหารเย็น  ผมปลีกตัวออกไปถ่ายภาพที่ Kirkjufellsfoss ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าอากาศจะดีขึ้นเรื่อยๆ ก่อนแสงจะหมดผมกลับมารัรบกลุ่มเพื่อนๆ ทุกคนมาชมวิวตรงจุดนี้ด้วยกัน …

บรรยากาศในเมือง

ดึกคืนนั้นหลังมื้อค่ำเราขับรถออกไปรอชมแสงเหนือกันที่ Kirkjufellsfoss แม้ว่าค่า KP จะวิ่งไปมาระหว่าง 2-3 ก็ตาม แต่ทุกคนก็หวังว่าจะได้เห็นแสงเหนือกับตสักครั้ง… เลยเที่ยงคืนไปเล็กน้อยฟ้าเริ่มปลอดโปร่งมองเห็นดาว  ผมจึงเอากล้องออกมาถ่ายแสงดาว  และสิ่งที่ปรากฏในภาพคือแสงสีเขียวตรงเหนือยอดเขา  ผมรีบตามคนอื่นๆ ลงมาจากรถเพื่อถ่ายภาพ  ซึ่งกล้องสามารถบันทึกแสงเหนือได้ แต่หากมองด้วยตาเปล่าจะไม่เห็นเลย  ความตื่นเต้นเกิดได้แค่ไม่ถึง 20 นาทีเมฆก็เริ่มเคลื่อนเข้ามาแทนที่ฟ้าที่เคยปลอดโปร่ง ตามด้วยหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก  ทำให้เราต้องอพยพกลับไปนอนที่บ้านอีกครั้งพร้อมๆ  กับอารมณ์คาใจที่ยังไม่ได้ชมแสงเหนือแบบเต็มๆ ซะที

เช้าวันรุ่งขึ้นหิมะปกคลุมไปทั่วเมืองทำให้บรรยากาศสวยไปอีกแบบ  เราจำใจต้องโบกมือลาเมืองนี้ไป  เพื่อเดินทางไปพักแถว Golden circle ซึ่งเป็นโซนท่องเที่ยวไม่ห่างจาก Rejakvik เมืองหลวงของ Iceland

หลังจากโดนหิมะถล่มตลอดคืน ทำให้เมืองถูกคลุมไปด้วยสีขาว

เราเดินทางไปเท่ียวชมเมือง Stykkishólmur ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์เรื่อง The Secret Life of Walter Mitty … ระหว่างทางเต็มไปด้วยหิมะ

Landscape ของเมือง Stykkishólmur สวยทีเดียว

วันนี้ถือว่าเป็นวันที่อากาศดีที่สุดวันหนึ่งของทริป ฟ้าแจ่มใส แถมหิมะเพิ่งตกเมื่อคืนที่ผ่านมาเนรมิตให้วิวสองข้างทางวันนี้สวยกว่าวันก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด หันมองไปทางไหนก็ดูขาวสะอาดเหมือนอยู่อีกโลก

บรรยากาศแบบนี้แวะทานข้าวกันริมทางซะเลย

เส้นทางวันนี้ผมเลือกใช้สายรองที่ลัดเลาะไปตามอ่าวของฟยอร์ดทางฝั่งตะวันตกซึ่งทิวทัศน์สองข้างทางอลังการมาก

จากนั้นจึงขับรถตัดผ่านแนวเทือกเขาสูงที่รอบตัวเราเป็นพื้นที่ปกคลุมด้วยหิมะสุดลูกหูลูกตา  ทางค่อนข้างเปลี่ยว ไม่มีรถอยู่หน้าหรือหลังเราเลย ขับไปแบบลุ้นๆ จนมาถึงถนนสายหลักนำเราเข้าสู่อุทยานแห่งชาติ Þingvellir … อันที่จริงวิวแถบนี้สวยมากๆ ยิ่งวันนี้อากาศดีฟ้าเปิดยิ่งสวย แต่ผมอยากไปถ่ายภาพที่ Brúarfoss ซึ่งน้ำเป็นสีฟ้าสวยงาม  จังแวะถ่ายภาพเพียงไม่กี่แห่ง

เราขับรถตามโพยที่เตรียมมาอย่างดี เพราะทราบมาว่าทางเข้าน้ำตกแห่งนี้หายาก  ซึ่งก็เป็นตามนั้น ขนาดได้แผนที่ซึ่งค่อนข้างละเอียดแล้วยังหาแทบไม่เจอ   จากจุดที่พอจอดรถได้เดินไปยังตัวน้ำตกก็ไม่มีป้ายบอกแต่อย่างใด ต้องใช้การสังเกตบวกกับสัญชาติญาณเดินตามเสียงน้ำตกไปราว 500-600 เมตรก็ถึงน้ำตกแห่งนี้

Brúarfoss เป็นน้ำตกที่น้ำสีฟ้าสวยงามสมคำล่ำลือ แต่เสียดายที่ผมมาถึงช่วงเย็นมากแล้ว  และมุมถ่ายภาพย้อนแสง  หากใครจะมาผมคิดว่าช่วงสายๆ ยามเช้าน่าจะได้ภาพสวยกว่านี้

ที่จริงผมชอบบรรยากาศแถบนี้มากเลย มีต้นหญ้าสีทอง มีต้นไม้ ดูมีชีวิตชีวากว่าจุดอื่นๆ ของไอซ์แลนด์

หลังชมน้ำตกเราขับรถย้อนกลับไปยังที่พักซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก  เป็นบ้านทั้งหลังมี 3 ห้องนอน แต่พื้นที่ใช้สอยเยอะมากและสะดวกสบายจริงๆ   อุปกรณ์เครื่องครัวก็พรั่งพร้อม สาวๆ ในกรุ๊ปเลยได้ทำเมนูกันแบบจัดหนักอีกมื้อเพื่อเคลียร์ของให้มากที่สุดเพราะเกือบกำลังจะจบทริปแล้ว … สนใจจองอพาร์ทเม้นต์หลังนี้ click ที่นี่เลยครับ

คืนนี้พยากรณ์ว่าฟ้าปลอดโปร่งในเขตที่เราพัก แต่ค่า KP ของแสงเหนือกลับต่ำเตี้ยแค่ 1-2 ผมรอดูแสงจนดึกและตื่นมาอีกทีตอนหัวรุ่งแต่ก็ไม่มีวี่แววจะเห็นแสงเหนือ และถือเป็นการยอมรับในโชคชะตาว่าทริปนี้เราคงไม่ได้เจอแสงเหนืออีกแล้วเนื่องจากพยากรณ์อากาศของวันอื่นๆ หลังจากนี้ฟ้าปิดเกือบทั้งประเทศจากอิทธิพลของลมพายุ

โปรแกรมวันนี้เราไปเที่ยว Geysir หรือน้ำพุร้อนที่แรงดันสูง และจะพุ่งขึ้นสู่ฟ้าเป็นระยะ  …​เนื่องจากฝนตกหนักและลมแรงมาก  อีกอย่างผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับ ​Geysir มากนักจึงถ่ายภาพที่บ่อต้นๆ เท่านั้นไม่ได้ลุยเข้าไปถ่ายที่บ่อใหญ่เพราะกลัวกล้องจะพังซะก่อน … เมื่อไม่มีอะไรทำก็เลยมานั่งดื่มกาแฟร้อนๆ กันในศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแทน

โปรแกรมเที่ยวน้ำตก Gullfoss ถูกยกเลิกไปเพราะฝนตกหนัก เราขับรถกลับเข้าไปยัง Rejakvik มุ่งตรงไปยังโบสถ์ประจำเมือง ซึ่งเป็นจุดถ่ายภาพเดียวที่ผมคิดออก … ฝนยังตกหนักและตกไม่หยุดซะด้วย จึงมีแค่ผมกับพี่อีกคนลงไปถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกคนละไม่กี่ช็อตเท่านั้น

จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังที่พักซึ่งอยู่ใกล้สนามบินชื่อ Línuhús … แม้ว่าผมจองที่นี่เพียงเพราะทำเลดีอยู่ไม่ไกลสนามบินและไม่ห่างจาก blue lagoon แต่กลับประทับใจที่นี่มาก  เป็นบ้านที่อยู่ในทำเลเงียบสงบ ในบ้านตกแต่งสวยงามสะดวกสบาย เจ้าของบ้านก็น่ารักจัดเตรียมไข่ไก่จากฟาร์มเล็กๆ หลังบ้านมาเตรียมไว้ให้เราด้วย ..​ใครหาที่พักทำเลใกล้สนามบิน Reykjavik แนะนำเลยครับ  สามารถจองแบบไม่ต้องมัดจำล่วงหน้าได้ที่นี่

แม้จะค่ำแล้วแต่เราตกลงใจกันว่าจะไปแช่น้ำร้อนกันอีกครั้งที่ Blue Lagoon ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล   ผมรู้สึกเหนื่อยและไม่มีอารมณ์จะถ่ายภาพแล้วและไม่อยากพะวงกับทรัพย์สิน จึงไม่ได้นำกล้องไปด้วย

Blue Lagoon นั้นสวยงามสมคำล่ำลือ  แต่ค่าใช้บริการแพงกว่าบ่อน้ำพุร้อนที่ Myvatn Nature Baths เยอะพอสมควร แถมไม่จองมาล่วงหน้ายังโดน surcharge อีกหลายตังค์เลย … แต่ข้อดีของที่นี่คือสามารถลงบ่อน้ำร้อนได้โดยไม่ต้องเดินฝ่าความหนาวออกไปเพราะสามารถลงบ่อจากภายในอาคารได้เลย

กลับมาจากบ่อน้ำร้อน  เราทำอาหารมื้อใหญ่กันในบ้านพักที่ทุกคนลงความเห็นว่าน่ารักที่สุดในทริป  เจ้าของบ้านประดับตกแต่งอย่างดี ดูมีชีวิตชีวาอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านตัวเอง เสียดายที่เรามีเวลาเพียงสั้นๆ  แต่ก็ถือว่าสร้างความประทับใจก่อนปิดทริปให้เราทุกคน

วันรุ่งขึ้นเราขับรถไปคืนที่สนามบินจากนั้นจึงต่อเครื่องไปลง Oslo โดยเราค้างกันที่ Oslo  1 คืนก่อนจะบินกลับกรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้น  … เนื่องจากแต่ละคนเหนื่อยล้ากับการท่องเที่ยวตลอด 13 วันที่ผ่านมา  เราจึงแค่เดินเล่นอยู่ในเขตใจกลาง Oslo เท่านั้น

ทริปนี้ปิดลงที่ Oslo … และเป็นอีกทริปที่เหนื่อยล้าพอสมควร เพราะมีหลายคืนที่ต้องอดหลับอดนอน กอรปกับสภาพอากาศที่แย่ซะหลายวัน  ที่สำคัญแสงเหนือที่หวังว่าจะได้เห็นก็มาแบบคาใจ … อย่างไรก็ตามผมยืนยันได้ว่าไอซ์แลนด์เป็นดินแดนพิเศษที่คุ้มค่าต่อการมาเยือนมากๆ ยิ่งในวันที่อากาศดีความสวยของที่นี่จะทำให้เราเพลินจนไม่อยากกลับบ้านกันเลยทีเดียว

สรุปค่าใช้จ่าย

ทริปนี้หมดเงินเฉลี่ยต่อคน 79,724 บาท แยกเป็นประเภทดังนี้

  • ตั๋วเครื่องบิน
    • ตั๋วเครื่องบินรวม 29,039 บาท
    • ตั๋วเครื่องบินไปกลับ ภูเก็ต-กรุงเทพฯ      2,165 บาท
    • ตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพฯ-ออสโล (TG)         19,950 บาท
    • ตั๋วเครื่องบินไปกลับ ออสโล-เรคยาวิค (Iceland air)  6,924 บาท
  • ค่าทำวีซ่าพร้อมค่าจัดส่ง  3,370 บาท
  • รถเช่า 7,169 บาท/คน (หารกัน 7 คน)
    • ค่าเช่ารถ 9 ที่นั่ง Hyundai Starex 12 วัน 49,945 บาท เฉลี่ยคนละ 7,135 บาท
    • ซื้อประกันเพิ่มเติม (ความเสียหายที่เกิดกับกระจก, ยาง) 3,382 บาท เฉลี่ยคนละ 484 บาท
  • ค่าน้ำมันรถ  17,104 บาท  เฉลี่ยคนละ 2,443 บาท
  • ค่าอาหาร 60,126 บาท เฉลี่ยคนละ 8,590 บาท
  • ทัวร์ Ice cave คนละ 5,918 บาท
  • ค่าเข้า Myvatn Nature Bath คนละ 1,183 บาท
  • ค่าเข้า Blue Lagoon คนละ 2,148 บาท
  • ค่ารถไฟไป-กลับ สนามบินออสโล-เมืองออสโล 2 ครั้ง  1,540 บาท
  • ค่าที่พัก 13 คืน (ใน Iceland 12 คืนและ Oslo 1 คืน) เฉลี่ยคนละ 18,324 บาท

ทั้งนี้ไม่รวมค่าประกันเดินทางซึ่งผมทำไว้แบบรายปีก่อนหน้านี้  โดยทั่วไปสำหรับการเดินทาง 14 วันน่าจะราว 1,xxx บาท  และค่า pocket WIFI ที่เช่าไปวันละ 600 กว่าบาทเฉลี่ยต่อคนก็ราวพันต้นๆ สำหรับทั้งทริป

 

 

 

รีวิวอื่นของในทริปนี้

สักครั้งในชีวิตพิชิตไอซ์แลนด์ #2

พร้อมแล้วมาเริ่มเดินทางกันต่อเลยครับ … หลังจากชมธารน้ำแข็งและน้ำแข็งที่ไหลลงทะเลแล้ว เราเดินทางเข้าสู่ฝั่งตะวันออกของไอซ์แลนด์ซึ่งมีลักษณะเป็นฟยอร์ด  โดยเราเดินทางถึงที่พัก ณ เมือง Djúpivogur ซึ่งเป็นเมืองท่าสุดแสนสงบริมถนนสายหลักที่น่าอาศัยมาก  บ้านพักของเราเป็นอพาทเม้นต์ 4 ห้องนอนพร้อมครัวตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือ  มองเห็นวิวชัดเจนจากหน้าต่างห้องนอน … ข้าวของเครื่องใช้ก็มีให้พร้อมสรรพ คืนนี้ก็เลยจัดอาหารกันแบบเต็มพิกัดเลย

read more

สักครั้งในชีวิต พิชิตไอซ์แลนด์ #1

“สักครั้งในชีวิต พิชิตไอซ์แลนด์” … คือสิ่งที่ผมฝันไว้นานแล้วกับการเดินทางไปท่องเที่ยวและถ่ายภาพในดินแดนอันได้ชื่อว่าสวรรค์แห่งซีกโลกเหนือ …​ หลักจากทนดูภาพและรีวิวจากนักเดินทางชาวไทยรุ่นบุกเบิกไปพิชิตไอซ์แลนด์มาหลายปี ในที่สุดความอดทนของผมก็หมดลง บรรจงเขียนใบลา ทำตาปริบๆ กับนาย แล้วใช้วันลาที่มีอยู่ทั้งหมดออกเดินทางไปตามล่าฝันพร้อมกับเพื่อนร่วมทางอีก 6 คน

read more

Iceland ฉบับย่อ

จะว่าไปมีหลายคนยังสับสนนึกว่า Iceland คือ Ireland ต้องทำความเข้าใจใหม่ว่ามันคนละประเทศกัน  ​เพราะ Ireland นั้นอยู่ใกล้อังกฤษ  ส่วน Iceland นั้นเป็นเกาะอยู่เหนือขึ้นไปใกล้กับ Green land  ทั้งนี้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของ Iceland เกือบทั้งหมดเป็นแนวธรรมชาติ  ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก, ภูเขา, ชายฝั่งทะเล, ทะเลสาบ, บ่อน้ำพุร้อน, ทุ่งหญ้า, ธารน้ำแข็ง รวมถึงภูมิประเทศแปลกตาอีกหลากหลายรูปแบบที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ  นอกจากนี้ยังมีสัตว์ต่างๆ ที่น่ารักน่าชังอาทิ ม้าท้องถิ่นขนยาวตัวขนาดย่อมซึ่งเป็นมิตรมากๆ, นกนาๆ ชนิดไม่ว่าจะเป็นที่เห็นได้ทั่วไปอย่างนกนางนวล หรือนกหน้าตาน่ารักอย่างนกพัฟฟิน และ แมวน้ำ, ปลาวาฬ

read more

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

มีทริปใหม่ๆ อยากให้บอก ... กรอก e-mail ไว้เลยคร้าบ

มีรีวิวใหม่เมื่อไหร่ ไม่พลาดแน่ครับ

Pin It on Pinterest

Share This

ช่วยแชร์บทความนี้ด้วยนะ

หากเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนคุณด้วยนะครับ ... #นายมด