Select Page

สักครั้งในชีวิต พิชิตไอซ์แลนด์ #1

“สักครั้งในชีวิต พิชิตไอซ์แลนด์”  … คือสิ่งที่ผมฝันไว้นานแล้วกับการเดินทางไปท่องเที่ยวและถ่ายภาพในดินแดนอันได้ชื่อว่าสวรรค์แห่งซีกโลกเหนือ …​ หลักจากทนดูภาพและรีวิวจากนักเดินทางชาวไทยรุ่นบุกเบิกไปพิชิตไอซ์แลนด์มาหลายปี ในที่สุดความอดทนของผมก็หมดลง บรรจงเขียนใบลา ทำตาปริบๆ กับนาย แล้วใช้วันลาที่มีอยู่ทั้งหมดออกเดินทางไปตามล่าฝันพร้อมกับเพื่อนร่วมทางอีก 6 คน

เดิมทีผมตั้งใจว่าจะไปเที่ยวไอซ์แลนด์ช่วง Summer เพราะอยากเห็นบรรยากาศเขียวชอุ่มกับทุ่งดอกไม้ แต่เพื่อนๆ ที่จะมาร่วมทริป (หรือจะเรียกว่าหุ้นส่วนในการหารค่าทริปก็ได้) อยากไปดูแสงเหนือซึ่งไม่มีให้เห็นในช่วง หน้าร้อน  ผมเลยตัดสินใจเลือกช่วงปลายฤดูหนาวระหว่าง 25 มีนา – 7 เมษา 60 เพราะยังมีโอกาสเห็นแสงเหนือและพื้นที่บางส่วนก็เริ่มมีสีเขียวบ้างไม่โดนหิมะปกคลุมทั้งหมดเหมือนช่วงหน้าหนาว

สำหรับรีวิวนี้เป็นบรรยากาศการเดินทางในทริป  ใครยังไม่มีแผนจะไปไอซ์แลนด์ก็ชมภาพกระตุ้นต่อมเดินทางกันไปพลางๆ ก่อน   อีกส่วนคือข้อมูลเพื่อเตรียมเดินทางไม่ว่าจะเป็นที่พัก, รถเช่า, อาหารการกิน, รวมถึงงบประมาณ (ใบ้ให้ว่าแค่หลักหมื่นสำหรับ 14 วัน ) ขอยกไว้ตอนถัดๆ ไปนะครับ … ในส่วนของแผนการเดินทางผมขับรถแบบทวนเข็มเริ่มที่สนามบินเมือง Rejakvik ลงใต้แล้ววนไปตามเส้นทางถนนสายหลักจนกลับมาปิดท้ายที่ Rejakvik อีกครั้งตามภาพด้านล่างเลย

ใครอยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดตามเรื่องเที่ยวๆ และถ่ายภาพตามแบบฉบับของ “นายมด” ก็ไปโม้กันต่อได้ที่เพจ “นายมด”  ครับ รับรองว่าท่านจะโดนป้ายยา หาเรื่องไปเที่ยวไม่เว้นแต่ละวัน อิอิ

ก่อนออกเดินทางไปเที่ยวกัน ใครที่ยังสับสนว่าไอซ์แลนด์กับไอร์แลนด์คือประเทศเดียวกัน หรือนึกไม่ออกเลยว่ามีอะไรน่าสนใจในไอซ์แลนด์ อาจลองไปอ่านรีวิว Iceland ฉบับย่อที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้านี้ก็ได้ครับ

เอาล่ะได้เวลาออกเดินทางกันซะที  ไป Iceland ครั้งนี้ผมต้องนั่งเครื่องบิน 3 ต่อกันเลยทีเดียว เพราะตัวเองอยู่ภูเก็ตเลยต้องมากรุงเทพฯ ก่อน แล้วนั่งการบินไทยไป Oslo ประเทศ Norway ก่อนจะต่อ Iceland air ไปยัง Rejakvik เมืองหลวงของประเทศ Iceland … Flight ของ ​TGมาถึงสนามบินที่ Oslo แต่เช้าเลยนั่งรถไฟเข้าไปเดินเล่นในเมือง Oslo กัน (ค่าตั๋วขาละ 93 Nok ใช้เวลาราว 30 นาที)

สนามบิน Oslo ตกแต่งด้วยโครงไม้สนสวยงามทีเดียว

ไปถึงก็ไม่ได้เดินไปไหนไกลครับ วนๆ เวียนๆ อยู่แถวหน้า Central station (Oslo S) นั่นแหละ … บรรยากาศที่นี่ไม่ถึงกับพลุกพล่าน ออกจะติดเงียบด้วยซ้ำถ้าเทียบว่านี่คือเมืองหลวงของประเทศ

ราวเที่ยงก็กลับมายังสนามบินเพื่อต่อ Flight ของ Iceland air ซึ่งไป ถึง Iceland ช่วงเย็น  ทั้งนี้กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองนั้นทำเรียบร้อยตั้งแต่อยู่ Oslo แล้วครับ การ บินมา Iceland ก็เหมือนบินภายในประเทศเลยไม่ต้องผ่านต.ม.อีกแล้ว …

แนะนำให้นั่งทางฝั่งขวา จะมีโอกาสเห็นวิวของทางตะวันออกและด้านใต้ของ Iceland

มาถึงก็ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเจอกับบริษัทรถเช่าที่มารอรับไปเอารถที่สำนักงานซึ่งอยู่ห่างสนามบินออกไปราว 10 นาที … รถที่เช่าเป็นแบบ mini VAN 9 ที่นั่ง Hyundai Starex สภาพค่อนข้างเก่าครับ  แต่พื้นที่ใช้สอยถือว่าพอดีสำหรับกลุ่มของเราที่มากัน 7 คนพร้อมกระเป๋าเดินทางขนาดกลาง-ใหญ่คนละใบ

หลังจากรับรถก็มุ่งหน้าสู่ที่พักคืนแรกที่เมือง Selfoss ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 2 ชั่วโมงเศษ … วิวสองข้างทางเป็นลานกว้างสลับเนินเขาที่ส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ สภาพอากาศวันนี้ลมแรงมาก อากาศหนาวพอสมควรเลย  แม้ฟ้าจะปิดแต่วิวริมทางก็ทำให้ตื่นเต้นไม่น้อยเลย

ที่พักคืนแรกเป็นอพาทร์เม้นต์ 3 ห้องนอน  เจ้าของบ้านใจดีเคยมาเที่ยวเมืองไทยด้วย ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ระหว่างเส้นทางลงไปด้านใต้ของไอซ์แลนด์ …หลังอาหารมื้อค่ำที่ทำกินกันเอง ผมเดินออกมาดูสภาพอากาศแล้วไม่มีวี่แววว่าฟ้าจะเปิดจึงกลับเข้าไปนอน

ถ่ายภาพบ้านพักคืนแรกไว้เป็นที่ระลึกก่อนออกเดินทางวันรุ่งขึ้น ชั้นล่างปล่อยให้เช่า ชั้นบนเจ้าของบ้านอาศัยอยู่ครับ  … จองที่พักนี้ใน booking.com

เช้าวันต่อมาอากาศยังไม่ดีขึ้น ทั้งลมทั้งฝนมาพร้อมกัน  … เรามีแผนเดินทางไปยังเมือง Vik ซึ่งอยู่ทางใต้สุดของ Iceland โดยแวะเที่ยวน้ำตกชื่อดัง Seljalandsfoss และ Skógafoss ที่อยู่ระหว่างทาง

จากที่พักขับรถราวชั่วโมงนึงก็มาถึง Seljalandsfoss ที่มองเห็นแต่ไกล … อันที่จริงมุมถ่ายภาพจากถนนก็สวยงามอยู่ไม่น้อย แต่พอเปิดประตูก็เจอลมกับฝนถล่มจนต้องล่าถอยหนีเข้ารถเพราะทั้งหนาวทั้งเปียกจนถ่ายภาพแทบไม่ได้ …​ ถึงตอนนี้รู้เลยว่าทำไมประกันรถเช่าของ Iceland จึงไม่รวมความเสียหายของประตูรถที่เกิดจากลม

จากถนนใหญ่ขับรถเข้าไปนิดเดียวก็ถึงที่จอดรถของน้ำตก Seljalandsfoss แผนที่วางไว้ว่าจะบรรจงถ่ายภาพน้ำตกให้เป็นสายสวยงาม หามุมหลบคนและการเดินไปถ่ายภาพที่ Gljúfrabúi อีกน้ำตกใกล้กัน เป็นอันต้องพับไป  แค่เช็ดละอองน้ำฝนก็แทบจะไม่ทันแล้ว  งานนี้เลยต้องทำใจครับ ได้ภาพมาเท่านี้เอง

ริมทางมีน้ำตกเล็กน้ำตกน้อยอีกหลายแห่งให้แวะถ่ายภาพ

ขนาดฝนตกฟ้าครึ้ม วิวยังสวยจนอดไม่ได้ที่จะแวะถ่ายภาพหลายครั้ง

จากนั้น ขับรถต่อไปอีกไม่ไกลก็ถึงอีกน้ำตกใหญ่ริมทาง Skógafoss ซึ่งผมชอบน้ำตกแห่งนี้มาก สูงและใหญ่กว่า แต่ก็อีกนั่นแหละลมกับฝนคืออุปสรรคสำคัญของการถ่ายภาพ จนผมไม่เดินเข้าไปใกล้ตัวน้ำตกด้วยซ้ำ

เราแวะทานข้าวเที่ยงกันที่ร้านอาหารใกล้น้ำตกครับ  สลัดบ้าง, เบอร์เกอร์บ้างแซนวิซบ้าง คนละจาน ค่าอาหารปาเข้าไป 5 พันกว่าบาทไทย  ทำเอาเราต้องลงมติว่าคงต้องทำอาหารทานกันเองเป็นหลักแล้ว ไม่งั้นงบประมาณบานตะไทแน่ๆ

แต่ละจานก็ประมาณนี้ครับ 5-6 ร้อยบาท … แพงหูฉี่เลย

ช่วงเย็นเราเดินทางมาถึงเมือง VIK โดยแวะชมวิวที่จุดชมวิวใกล้ Dyrhólaey Arch ตอนไปถึงฟ้ายังปิด พอ 5 โมงเย็นฟ้าก็เปิดให้ตามพยากรณ์อากาศ แต่ลมยังไม่ลดความแรง แถมหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ ไม่สามารถยืนนิ่งๆ ได้เลยทีเดียว  ขาตั้งผมก็ถูกพัดเกือบปลิวตกหน้าผาก็ที่นี่แหละ ยังดีไม่ได้ติดกล้องอยู่ไม่งั้นน้ำตาตกแน่ๆ

ก่อนพระอาทิตย์ลับของฟ้า เราเดินทางไปยังตัวเมือง VIK และลงไปถ่ายภาพที่ชายหาดดำด้านหน้าเมือง … ก่อนเดินทางมาที่นี่แอบคิดในใจว่าหาดทรายสีดำมันสวยตรงไหน แต่พอได้เจอของจริงกลับชอบมาก ไม่รู้สึกสกปรกเหมือนที่จินตนาการไว้แต่กลับรู้สึกว่าสวยเหมือนของประดับมีราคามากกว่า

แม้รองเท้าจะกันน้ำ แต่เจอคลื่นจังๆ น้ำอาจเข้าจากด้านบนได้ และเพื่อไม่ให้รองเท้าเลอะเลยใช้อุปกรณ์พิเศษช่วย ราคาแค่สามร้อยกว่าบาทพับได้ด้วยทำให้ประหยัดที่ในกระเป๋าเดินทาง ดีกว่าใช้รองเท้าบูทยางที่หนักและเปลืองพื้นที่ … สนใจก็สั่งได้ที่ร้าน SunnyBunny ครับ

หลังจากถ่ายภาพเสร็จก็เดินทางเข้าที่พักซึ่งคืนนี้เป็น apartment 4 ห้องนอนอยู่ไม่ไกลจากชายหาด เรียกได้ว่าทำเลดีมากเลยทีเดียว  ในขณะที่กลุ่มผู้หญิงกำลังทำอาหารค่ำ ผมก็ปลีกตัวขับรถขึ้นไปถ่ายภาพที่โบสถ์ประจำเมือง Vik ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวของเมืองนี้

ขับรถขึ้นไปเก็บแสงยามค่ำที่โบสถ์ประจำเมือง

ส่วนนี่เป็นบรรยากาศยามเช้าหน้าบ้านพักครับ … จองบ้านหลังนี้บน Booking.com ได้ที่นี่ 

ตอนเช้าผมเดินออกจากที่พักซึ่งอยู่ห่างจากชายหาดแค่ 200-300 เมตรไปเก็บบรรยากาศริมหาดยามเช้าอีกครั้ง นกนางนวลบินว่อนส่งเสียงร้องไปทั่วช่วยกลบบรรยากาศเงียบเหงาของเมืองยามช้า

สายๆ หลังอาหารเช้าผม ชวนเพื่อนๆ ขึ้นไปถ่ายภาพกันที่โบสถ์ประจำเมือง  วิวกลางวันสวยงามไปอีกแบบ และวันนี้ลมไม่แรงเหมือนเมื่อวานแล้ว

จากนั้นเราเดินทางย้อนไปยังหาดทรายดำ Reynisdrangar  วิวระหว่างทางสวยจนอดไม่ได้ที่จะเก็บภาพไว้ … บรรยากาศแบบนี้สามารถเห็นได้เฉพาะก็ช่วงปลายฤดูหนาวนี่แหละครับ  ภูเขารอบตัวเหมือนคาราเมลราดไอซ์ซิ่งเลย

ที่หาด Reynisdrangar เช้าวันนี้มีคนเยอะพอสมควร  ความยิ่งใหญ่ของประติมากรรมธรรมชาติ กับแสงสวยๆ ทำให้ผมใช้เวลาถ่ายภาพอยู่ที่นานกว่าที่คิดมากเลยทีเดียว

ทะเลสาบเล็กๆ ใกล้ Reynisdrangar ที่สะท้อนภาพภูเขาจนเกิดเป็น mirror lake

เสียดายที่ช่วงบ่ายผมมีนัดต้องไปเข้าชม Ice cave ซึ่งอยู่ห่างไปกว่า 2 ชั่วโมง จึงต้องจำใจโบกมือลาเมือง Vik ไปทั้งๆ ที่อยากอยู่ให้นานกว่านี้

ระหว่างทางจาก Vik ไปยังสำนักงานของบริษัททัวร์ Ice cave ใกล้เมือง hof ทางตอนใต้ของ Iceland เป็นเส้นทางเลียบทะเลโดยอีกด้านเป็นแนวหน้าผาและภูเขาสูง  วิวริมทางนั้นเปลี่ยนไปทุกครึ่งชั่วโมงก็ว่าได้ ตั้งแต่กลุ่มก้อนหินตะปุ่มตะป่ำปกคลุมด้วยมอส, ทุ่งหญ้าสีเหลืองทอง, หน้าผากับสายน้ำตก, ภูเขาสูงกับทรายสีดำสนิท แต่พีคสุดเห็นจะเป็นการขับรถเลียบธารน้ำแข็งนี่แหละครับ อยากจะจอดรถเดินไปดูใกล้ๆ ใจจะขาดแต่เวลามันไม่อำนวย

ให้ชมภาพที่ถ่ายผ่านกระจกรถกันไปยาวๆ ครับ

ทัวร์ชม Ice cave ของผมอยู่นอกเหนือแผนที่วางไว้ เพราะเดิมทีถ้ำน้ำแข็งจะสามารถเข้าชมได้ถึงราววันที่ 18 มีนาคมเท่านั้น  ส่วนหลังจากนั้นต้องดูสถานการณ์ว่าน้ำแข็งละลายมากเกินไปหรือไม่  ซึ่งผมเองก็ได้รับการยืนยันว่าสามารถเข้าถ้ำน้ำแข็งได้ในเช้าวันนั้นนั่นเอง  โดยไกด์บอกว่าคงเป็นวันสุดท้ายแล้วสำหรับฤดูกาลนี้

ค่าเข้าชมถ้ำน้ำแข็งนั้นถือว่าแพงมากราว 6 พันบาทต่อคน  … จากออฟฟิซของบริษัท เราต้องนั่งรถ 4WD คันเบ้อเริ่มไปยังตัวถ้ำที่อยู่ใต้ธารน้ำแข็งลึกเข้าไปจากถนนใหญ่พอสมควร  จะว่าไปบรรยากาศตอนนั่งรถก็adventure ดีครับ  ต้องผ่านเส้นทางทุระกันดารเขย่าลำไส้น่าดู

พอถึงปากทางเข้าถ้ำน้ำแข็ง ไกด์ก็แจกอุปกรณ์รัดรองเท้ากันลื่น พร้อมหมวกนิรภัย … และก็เป็นไปตามที่ไกด์พยายามบอกให้ทราบล่วงหน้า ในปัจจุบันมีหลายทัวร์นำเที่ยวถ้ำน้ำแข็ง ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงเยอะมาก แต่ผมก็ยังหวังว่าจะมีมุมสวยๆ สำหรับถ่ายภาพด้านใน

ถ้ำน้ำแข็งแห่งนี้ความกว้างน่าจะราว 4-5 เมตร  พอๆ กับอาคารพาณิชย์นั่นแหละครับ ความสูงไม่มากนัก  แต่ที่ทำให้ผมกับเพื่อนๆ ผิดหวังมากคือถ้ำน้ำแข็งแห่งนี้ไม่ลึกเท่าไหร่  จากปากถ้ำเข้าไปด้านในสุดน่าจะไม่เกิน 30 เมตร  และนักท่องเที่ยวทั้งหมดก็เดินวนกันอยู่ในนั้น แทบจะหามุมเลี่ยงคนไม่ได้เลย เว้นแต่จะถ่ายภาพแบบเจาะ  …​ ฮือๆ เอาเงินตรูคืนมา

จบจากโปรแกรมชมถ้ำน้ำแข็งเราขับรถย้อนเส้นทางเดิมไปเพื่อถ่ายภาพวิวใกล้ๆ Glacier แต่อากาศเย็นนี้ไม่แจ่มใสเหมือนเมื่อตอนขามาซะแล้ว

ก่อนจะเดินทางไปยังที่พักใกล้ Jökulsárlón  Glacier Lagoon  เราแวะชม Fjallsárlón Glacier Lagoon ที่อยู่ห่างจากถนนใหญ่เข้าไปไม่ไกล  จะว่าไปหากอากาศแจ่มใสวิวที่นี่คงสวยมาก แถมคนไม่เยอะด้วยเพราะส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวกันที่ Jökulsárlón

เนื่องจากฝนตกค่อนข้างหนักและเริ่มจะมืดแล้ว เราจึงตัดสินใจเดินทางไปยังที่พักเลย  โดยจะขับรถกลับมาชม Fjallsárlón Glacier Lagoon ในวันรุ่งขึ้น

ที่จริงคืนนี้มีพยากรณ์ว่าแสงเหนือจะมีกำลังแรง KP5 แต่โชคไม่ดี จุดที่เราอยู่เมฆหนาเลยหมดโอกาสที่จะเห็นแสงเหนือ  ผมตื่นออกมานั่งรอดูท้องฟ้าตั้งแต่ตี 2 ถึงตี 3 แต่ฟ้าปิดมาก จึงพลาดโอกาสเห็นแสงเหนือในคืนนั้น

ที่นี่ถือเป็นที่พักเพียงไม่กี่แห่งใกล้ Glacier Lagoon ราคาไม่สูงนัก  แต่ห้องพักไม่มีอุปกรณ์ครัวเหมือนที่อื่นๆ ที่ผมจอง … จองห้องนี้กับ Booking.com ได้ที่นี่

ก่อนออกเดินทาง ในเช้าวันต่อมา นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เติมน้ำมัน และที่เด็ดคือในรัศมี  60  กม. ไม่มีปั๊มน้ำมันเลย (ผมกะว่าจะมาเติมแถว Glacier Lagoon เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยว นึกว่าจะมีปั๊มสักแห่ง ที่ไหนได้ไม่มีเลย)  หากกลับไปดู Fjallsárlón แล้วเดินทางไปยัง Hofn ซึ่งอยู่อีกด้านและเป็นเมืองที่ใกล้ที่สุดที่มีปั๊มน้ำมัน จะสุ่มเสี่ยงมากที่รถจะน้ำมันหมดกลางทาง   แต่ผมไม่อยากพลาดจุดนี้เพราะเป็นหนึ่งในจุด highlight ของทริป จึงพยายามติดต่อเจ้าหน้าที่โรงแรมและในที่สุดก็สามารถหาซื้อน้ำมันจากฟาร์มใกล้ๆ โรงแรมได้เพียงพอที่จะขับรถกลับไปชมทะเลสาบน้ำแข็งและเดินทางต่อไปยังเมือง Hofn ได้อย่างสบาย

วันนี้ฟ้ายังคงหมองหม่น มีฝนตกบ้างแต่ไม่มากนัก ทำให้ยังพอเก็บภาพก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ในทะเลสาบได้  เสียดายที่สีสันอาจจะไม่เปร่งประกายนักเพราะไม่มีแดดเลย

หลังจากถ่ายภาพฝั่งที่เป็น Lagoon แล้วก็ขับรถข้ามไปฝั่งที่เป็นชายหาดซึ่งมีน้ำแข็งมาเกยตื้นอยู่  จุดนี้จะได้สัมผัสกับน้ำแข็งอย่างใกล้ชิดเลย

จาก Glacier Lagoon เราเดินทางไปยังเมือง hofn ที่เป็นอีกหนึ่งเมืองคึกคักของไอซ์แลนด์  เราเติมน้ำมันเต็มถังแล้วหาร้านสำหรับมื้อเที่ยงวันนี้  เพราะอ่านมาว่าพลาดไม่ได้ที่จะต้องชิมเนื้อ lobster สดของที่นี่ .. หลังจากวนรถจดๆ จ้องๆ อยู่หลายร้านก็มาจอดที่ Z Bristo เพราะดูรีวิวกับราคาแล้วน่าจะคุ้มสุด

เราลองสั่งเมนู Lobster มาสองจาน  และเมนูอื่นๆ อีก 3 จานรวมเป็น 5 สำหรับพวกเรา 7 คน … ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่ารสชาติอาหารผ่านทุกจาน portion ใหญ่เพียงพอสำหรับเราทานจนอิ่ม  ในส่วนของ Lobster ประจำถิ่นของที่นี่นั้นจะไม่ใช่กุ้งมังกรตัวใหญ่เหมือนบ้านเรานะครับ  และเนื้อจะแกะมาเป็นชิ้นๆ แล้ว  จะว่าไปผมก็ไม่ได้ถึงกับประทับใจส่วนของ เนื้อ Lobster เท่าไหร่ รู้สึกว่ากุ้งแชบ๊วยบ้านเราหวานกว่า

เมือง Hofn เป็นเมืองท่าที่สามารถมองเห็น Glacier ได้จากตัวเมือง  ดูยิ่งใหญ่มาก

อันที่จริงใกล้ๆ  Hofn มีจุดท่องเที่ยวที่ชื่อ Vesturhorn … ซึ่งผมขับรถเขาไปแล้วแต่อากาศไม่ดีเอามากๆ  จึงเปลี่ยนใจเดินทางต่อไปยังที่พักของเราคืนนี้

ทางเข้า Vesturhorn ถนนยังเป็นลูกรังอยู่ เสียดายที่วันนั้นฟ้าปิดมาก ผมจึงไม่ได้ลงไปถ่ายภาพ

 

สำหรับตอนแรกขอจบไว้ที่ Hofn ก่อนนะครับ  หลังจากนี้จะเป็นเส้นทางที่เริ่มเข้าสู่ฟยอร์ดทางฝั่งตะวันออก … คอยชมได้ในรีวิวตอนต่อไปครับ

 

สักครั้งในชีวิตพิชิตไอซ์แลนด์ #3 – landmark ของไอซ์แลนด์

ตอนจบของทริปไอซ์แลนด์กับการตามหาแสงเหนือและสัญลักษณ์แห่งไอซ์แลนด์บนเส้นทางตอนเหนือและตะวันตกของประเทศ กับดินแดนที่สวยเหมือนสวรรค์เมื่อยามหิมะปกคลุม

read more

สักครั้งในชีวิตพิชิตไอซ์แลนด์ #2

พร้อมแล้วมาเริ่มเดินทางกันต่อเลยครับ … หลังจากชมธารน้ำแข็งและน้ำแข็งที่ไหลลงทะเลแล้ว เราเดินทางเข้าสู่ฝั่งตะวันออกของไอซ์แลนด์ซึ่งมีลักษณะเป็นฟยอร์ด  โดยเราเดินทางถึงที่พัก ณ เมือง Djúpivogur ซึ่งเป็นเมืองท่าสุดแสนสงบริมถนนสายหลักที่น่าอาศัยมาก  บ้านพักของเราเป็นอพาทเม้นต์ 4 ห้องนอนพร้อมครัวตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือ  มองเห็นวิวชัดเจนจากหน้าต่างห้องนอน … ข้าวของเครื่องใช้ก็มีให้พร้อมสรรพ คืนนี้ก็เลยจัดอาหารกันแบบเต็มพิกัดเลย

read more

Iceland ฉบับย่อ

จะว่าไปมีหลายคนยังสับสนนึกว่า Iceland คือ Ireland ต้องทำความเข้าใจใหม่ว่ามันคนละประเทศกัน  ​เพราะ Ireland นั้นอยู่ใกล้อังกฤษ  ส่วน Iceland นั้นเป็นเกาะอยู่เหนือขึ้นไปใกล้กับ Green land  ทั้งนี้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของ Iceland เกือบทั้งหมดเป็นแนวธรรมชาติ  ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก, ภูเขา, ชายฝั่งทะเล, ทะเลสาบ, บ่อน้ำพุร้อน, ทุ่งหญ้า, ธารน้ำแข็ง รวมถึงภูมิประเทศแปลกตาอีกหลากหลายรูปแบบที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ  นอกจากนี้ยังมีสัตว์ต่างๆ ที่น่ารักน่าชังอาทิ ม้าท้องถิ่นขนยาวตัวขนาดย่อมซึ่งเป็นมิตรมากๆ, นกนาๆ ชนิดไม่ว่าจะเป็นที่เห็นได้ทั่วไปอย่างนกนางนวล หรือนกหน้าตาน่ารักอย่างนกพัฟฟิน และ แมวน้ำ, ปลาวาฬ

read more

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

มีทริปใหม่ๆ อยากให้บอก ... กรอก e-mail ไว้เลยคร้าบ

มีรีวิวใหม่เมื่อไหร่ ไม่พลาดแน่ครับ

Pin It on Pinterest

Share This

ช่วยแชร์บทความนี้ด้วยนะ

หากเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนคุณด้วยนะครับ ... #นายมด