Select Page

เที่ยว “ไต้หวัน” – 4 วันรอบไทเป #ไม่หวั่นแม้วันฝนตก

Media Fam Trip สนับสนุนโดย Taiwan Love & Fun | การท่องเที่ยวไต้หวัน
จากประเทศที่เคยอยู่นอก wish list  การเดินทางของผม  แต่เมื่อได้ไปสัมผัส “ไต้หวัน” ครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว  ผ่านไปเพียง 3 เดือน ผมก็ได้กลับไปเยือน “ไต้หวัน” อีกครั้งด้วยรูปแบบการเดินทางที่แตกต่างจากรอบก่อน เพราะครั้งนี้มีคนท้องถิ่นนำเที่ยวไปชิมไปชมจุดต่างๆ รอบๆ ไทเป มีทั้งแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังและสถานที่อันซีนสำหรับคนไทย …  และนี่คือบันทึกการเดินทาง 4 วันที่แม้แต่ฝนก็หยุดเราไม่ได้

 

ก่อนเดินทาง

การเดินทางไปเที่ยวไต้หวันเดี๋ยวนี้ง่ายขึ้นมากหลังจากทางการไต้หวันมีนโยบายยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่อยู่ไต้หวันไม่เกิน 30 วัน (แน่นอนล่ะว่าผมได้สิทธิ์นั้น เพราะถ้าไปเกิน 30 วัน กลับมาคงว่างงานแน่)  … การเดินทางครั้งนี้ผมได้รับการเชิญชวนจากทีมงาน Taiwan Love & Fun ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนการท่องเที่ยวประเทศไต้หวัน … เมื่อมีคนชวนมีเหรอที่ “นายมด” จะปฏิเสธ อิอิ

เนื่องจากทาง Taiwan Love & Fun จัดการเรื่องโปรแกรมท่องเที่ยวให้ ผมจึงไม่ต้องทำการบ้านเหมือนทริปปกติ มีเพียงหาข้อมูลนิดหน่อยแล้วบอกทางเจ้าถิ่นว่าสนใจแหล่งท่องเที่ยวจุดไหนเป็นพิเศษ  ที่เหลือก็เป็นการเตรียมของจำเป็นให้พร้อมสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

Pocket WIFI : แน่นอนว่าขาดไม่ได้เลยสำหรับอุปกรณ์ตัวนี้  ทั้งนี้ผมเลือกใช้ Pocket WIFI แบบ ​4G  ไม่จำกัด data (ราคาราว 120 บาทต่อวัน) โดยจองผ่านเวป  KKDay.com ตาม link นี้ครับ https://goo.gl/mgb2zR   ทั้งนี้สามารถไปรับและคืนเครื่องที่สนามบินได้เลยสะดวกมากๆ เพราะออกจาก arrival hall เดินเลี้ยวขวามานิดเดียวก็จะเจอกับเคาท์เตอร์ผู้ให้บริการเลยครับ

KKday.com

(สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจตั๋วรถไฟ, รถเช่าแบบเหมารายวัน รวมถึงทัวร์ต่างๆ ในไต้หวันและญี่ปุ่นสามารถจองผ่านเวปนี้ได้เช่นกัน ราคาส่วนใหญ่จะถูกกว่าซื้อที่เคาท์เตอร์ และสามารถใช้โค้ด HSR10  เพื่อลดราคาได้อีกด้วย)

อีกอย่างที่ขาดไม่ได้สำหรับการไปเที่ยวต่างประเทศของผมคือการทำประกันภัยสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวบินล่าช้า, เอกสารและทรัพย์สินสูญหาย, ความเสียหายที่เกิดกับคอมพิวเตอร์ notebook (ผมพก Macbook pro ไปทำงานด้วยทุกทริป), การเจ็บป่วยระหว่างเดินทางและอีกสารพัดเรื่องไม่คาดฝันที่อาจทำให้ทริปของเราหมดสนุก  การมีประกันภัยสำหรับเดินทางท่องเที่ยวจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้มาก ด้วยการจ่ายค่าประกันเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความคุ้มครองที่ได้รับ … แต่เนื่องจากปีนี้ผมมีแผนจะเดินทางไปยุโรปถึงสองครั้ง ผมจึงตัดสินใจเลือกประกันแบบรายปีแทน  เพราะยังไงก็ต้องทำประกันเพื่อขอ Schengen VISA ทั้งสอง 2 รอบอยู่แล้ว  การทำแบบรายปีจึงประหยัดกว่า … ทั้งนี้ผมเลือกทำประกันกับ MSIG แผน Easy 2 ที่ครอบคลุมความต้องการข้างต้นและยังรวม ความเสียหายส่วนแรกสำหรับรถเช่าอีก 20,000 บาท ซึ่งนับว่ามีประโยชน์มาก เพราะการไปยุโรปทั้งสองครั้งในปีนี้ผมจะเช่ารถขับ และประกันภัยแบบมาตรฐานที่มาพร้อมกับรถเช่าจะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้  … สำหรับการซื้อประกันกับทาง MSIG นั้นไม่ยุ่งยากเลยครับ สามารถซื้อผ่านระบบ Online ได้เลยและทาง MSIG ยังได้รับการรับรองจากประเทศในกลุ่ม Schengen อีกด้วย  ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมกันได้ที่ website ของ MSIG ครับ ช่วงนี้มีโปรโมชั่นด้วยลองไปดูกันได้เลย

สำหรับเสื้อผ้ารอบนี้แตกต่างจากรอบก่อนเพราะพยากรณ์อากาศบอกว่ามีฝนตกทุกวัน อุณหภูมิไม่เกิน 15  องศา  ดังนั้นจึงจัดชุดกันหนาวไปพอประมาณ โดยเน้นแบบที่กันน้ำได้ระดับนึง  … นอกจากนี้ผมก็ไม่ลืมที่จะเตรียม Easy card ที่ซื้อไว้ตั้งแต่ไปไต้หวันคราวที่แล้วติดตัวไปด้วย เผื่อใช้เดินทางและซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ใน convenience store  …​เอาล่ะเตรียมตัวพร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเลย

สำหรับทริปนี้ผมเดินทางด้วย ​China airlines ซึ่งถือเป็นครั้งแรกเลยสำหรับการใช้บริการสายการบินนี้ของผม  เที่ยวบินเป็นช่วงเช้าไปถึงไต้หวันเกือบบ่ายโมงก็ถือว่าเวลาดีทีเดียวเพราะพอจะมีเวลาเที่ยวอีกครึ่งวัน … สำหรับที่นั่งของ China airline ก็ถือว่าสะดวกสบายพอสมควรครับ ไม่ได้กว้างมาก แต่ก็ไม่แคบจนอึดอัด  อาหารรสชาติถูกปาก พนักงานบริการดีทีเดียว ยิ้มแย้มและคอยดูแลตลอดเที่ยวบินจนถึงจุดหมายที่สถามบินในเมืองเถาหยวน …

มารอบนี้ผมจัดการกรอกแบบฟอร์มเข้าเมืองผ่านระบบ online มาล่วงหน้าจึงสามารถยื่นพาสปอร์ตกับเจ้าหน้าที่ได้เลย ไม่ต้องกรอกเอกสารแล้ว  แต่คิวก็ยังยาวเหมือนครั้งก่อน  ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะผ่านไปรับกระเป๋าได้   (สามารถกรอกแบบฟอร์มเข้าเมืองผ่านทางออนไลน์ได้ที่นี่ครับ https://oa1.immigration.gov.tw/nia_acard/acardAddAction.action)

หลังจากรับกระเป๋าและพบกับทีมงานของ Taiwan Love & Fun แล้ว  ผมก็เดินไปรับ Pocket Wifi ที่จองผ่านทาง KKday ไว้  ซึ่งวิธีการรับก็ไม่ยุ่งยากอะไร เอา voucher ที่ได้มาแสดงให้กับพนักงานประจำบูธดู  จากนั้นก็เซ็นต์เอกสารและใช้บัตรเครดิตประกันความเสียหายไว้ก็ได้เครื่องออกมาใช้งานแล้ว

อันนี้เป็นเคาน์เตอร์รับ pocket wifi ที่ผมจองไว้จาก link ด้านบน

อย่างที่เกริ่นไปล่วงหน้า มาไต้หวันรอบนี้มีคนท้องถิ่นนำเที่ยว โดยวันนี้มีรถมารับถึงสนามบินและนำผมมุ่งหน้าสู่จิ่วเฟิ่น (Jiufen) เมืองโบราณชื่อดังริมทะเลที่ตั้งอยู่บนไหล่เขา … จากสนามบินในเมืองเถาหยวน รถของเราขับผ่านไทเป ก่อนที่จะมุ่งขึ้นเหนือต่อไปยังจิ่วเฟิ่น …

บรรยากาศขณะกำลังเข้าสู่ไทเป ก่อนจะวิ่งต่อไปยังจิ่วเฟิ่น

ยิ่งใกล้จิ่วเฟิ่นเท่าไหร่อุณหภูมิก็ลดลงจาก 14 องศาลงไปเหลือเลขตัวเดียว แถมด้วยฝนที่โปรยปรายไม่หยุด … ที่จิ่วเฟิ่นทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยสายหมอก จนไม่สามารถมองเห็นทะเลที่อยู่เบื้องล่าง …

ผมเดินลัดเลาะตามซอยเล็กๆ มีโคมแดงประดับประดาไปทั่วให้กลิ่นอายของความเป็นจีนชัดเจน ซอยเล็กๆ เหล่านี้ขนาบด้วยร้านรวงมากมายทั้งขายของฝากและอาหารท้องถิ่น … เนื่องจากเลยเที่ยงมาพอสมควรแล้วก็เลยถือโอกาสชิมเมนูท้องถิ่นซะเลย

เมนูแรกที่ลองเป็นไอศครีมถั่วแบบโบราณ ห่อก้อนไอศครีมด้วยแป้งบางๆ คล้ายแป้งปอเปี๊ยสด โรยด้วยผงถั่วเคลือบน้ำตาล (ถั่วตัดที่ผ่านการสไลด์) โปะด้วยผักชีอีกที รสชาติก็ถือว่าเข้ากันได้ดีนะ

เมนูถัดมาคือมื้อเที่ยงของวันนั้นชื่อว่า “โร่วหยวน” เป็นแป้งกึ่งใสกึ่งขุ่นเหนียวนุ่มสอดใส้หมูแดง เสิร์ฟในถ้วยในน้ำซุบและโรยหน้าด้วยผักชี รสชาติถือว่าถูกปากคนทานยากอย่างผมนะ … นอกจากนี้ก็ยังสั่งซุปลูกชิ้นมาทานคู่กันเพราะกลัวไม่อิ่ม มี 5 สีรสชาติแต่ละแบบก็คล้ายๆ กันครับ ต่างกันนิดหน่อยที่กลิ่น

ปิดท้ายด้วยของหวานที่ร้านดัง (สังเกตจากปริมาณลูกค้า) ตั้งอยู่ไม่ห่างกัน หน้าตาคล้ายบัวลอยในน้ำขิงบ้านเรา แต่รสชาติบางกว่ามากและรู้สึกว่าเนื้อแป้งจะมากไปหน่อย เลยรู้สึกไม่ถูกปากผมนัก … อันที่จริงถ้าน้ำออกรสขิงมากกว่านี้หน่อยคงดีไม่น้อยสำหรับอากาศเย็นๆ แบบนี้

อิ่มท้องแล้วก็มีเรี่ยวแรงเดินต่อขึ้นไปชมวิวด้านบนกันต่อ แต่เนื่องจากฝนยังคงไม่หยุด ลมค่อนข้างแรง หมอกก็มาแบบเต็มๆ ทำให้จุดชมวิวต่างๆ ไม่สามามองเห็นวิวด้านล่างได้เลย กลายเป็นหมู่บ้านโบราณท่ามกลางสายหมอกไปซะงั้น ยังดีที่หามุมถ่ายภาพมหาชนโรงน้ำชาเจอและเก็บภาพได้มานิดหน่อย

นอกจากโรงน้ำชาแล้วก็แวะเข้าไปชมโรงหนังเก่า บ่งบอกว่าจิ่วเฟิ่นเคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองอย่างมากมาก่อน ทั้งนี้เพราะที่นี่เคยเป็นแหล่งเหมืองทองคำ ต่อมาเมื่อทองคำค่อยๆ หมดลงกอปรกับเกิดเหตุการณ์เหมืองถล่ม เมืองนี้จึงค่อย ๆ หมดความสำคัญในด้านการทำแร่ และภายหลังจึงแปรสภาพมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวหน้าของไต้หวันอันเนื่องมาจากเอกลักษณ์ของเมืองควบคู่กับทัศนียภาพที่สวยงามนั่นเอง

อันที่จริงโปรแกรมค่ำวันนี้ผมจะต้องไปเดินที่ตลาดกลางคืน Keelung Temple Night Market ที่อยู่ไม่ไกลจากจิ่วเฟิ่น แต่เนื่องจากเปียกปอนไปหมดและฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด  จึงเปลี่ยนโปรแกรมกลับไป check in ที่โรงแรมในเมืองไทเปแทน

โรงแรมสำหรับคืนแรกของผมชื่อ Morwing Hotel  อยู่ไม่ไกลจาก Taipei Main Station เรียกว่าทำเลดีมากๆ เลยเพราะอยู่ย่านใจกลางเมือง สามารถเดินไปแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังอย่าง Ximending โดยใช้เวลาราว 15 นาทีเท่านั้น  ตัวโรงแรมถือว่าหาไม่ยาก ตั้งอยู่ชั้นบนของอาคารย่านธุรกิจ …​ที่พิเศษคือโรงแรมแห่งนี้ตกแต่งด้วยภาพฝาผนังที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในนิทาน  แต่ละห้องก็แตกต่างกันล้วนแล้วแต่น่ารักทั้งนั้น  ซึ่งสามารถสัมผัสความพิเศษนี้ได้ตั้งแต่ที่ lobby เลยเพราะใช้ภาพบนฝาผนังที่เหมือนเรากำลังนั่งอยู่ในห้องสมุดภายในปราสาทเก่าแก่ที่ไหนสักแห่ง เชื่อว่าดีไซน์แบบนี้คงถูกใจคนไทยแน่

ในส่วนของห้องพักก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นครบถ้วน แม้ว่าขนาดห้องจะไม่กว้างนัก แต่เตียงก็ใหญ่พอและนอนสบาย  ห้องน้ำก็ไม่คับแคบ  ข้อเสียก็คงจะเป็นเรื่องพื้นที่รอบเตียงที่มีจำกัด ทำให้ไม่สะดวกในการวางกระเป๋าเดินทางที่ต้องเปิดกางออก

หลังจากอาบน้ำล้างตัวแล้ว  เรามีโปรแกรมไปเดินกันที่ย่านช้อปปิ้ง Ximending ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล … พอถึง  Ximendign ก็รองท้องมื้อค่ำด้วย Ay-chung flour rice noodle ร้านดังของไต้หวัน  ซึ่งเป็นบูธเล็กๆ ในซอยย่านนี้ … ร้านนี้ไม่มีโต๊ะให้นั่งเป็นเรื่องเป็นราว มีเก้าอี้ไว้จำนวนหนึ่งให้คนที่ไม่สะดวกจะยืนนานๆ ได้นั่งทาน  … ลักษณะของหมี่จะเป็นเส้นเล็กในน้ำข้นๆ เหนียวๆ คล้ายน้ำราดหน้า  ใส่ใส้หมูและปรุงรสด้วยซอสพริก  เสิร์ฟมาในถ้วยกระดาษมีสองขนาด  ส่วนรสชาติก็ถือว่าทานไม่ยากนะ แต่อาจจะไม่ถูกปากผมนัก  ส่วนถ้าใครอยากลองก็ตามไปชิมกันได้ที่พิกัดนี้เลยครับ 25.043318, 121.507625

เราเดินกันต่อในย่าน  Ximending ไปจนถึงสี่แยกใกล้กับร้าน Hot Pot ชื่อดัง Mala Yuanyang Hotpot … แต่อย่างที่บอกว่ารอบนี้เรามากับคนท้องถิ่น และจะพาเราไปลองอะไรที่แตกต่าง  จึงลงไปทานที่ชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าดั้งเดิมในย่านนี้  (ชื่อจีน 萬年商業大樓 ผมอ่านไม่ออก แต่อยู่ที่พิกัด 25.043531, 121.505855)  ถ้าให้เปรียบเทียบที่นี่เหมือนมาบุญครองครับ  ด้านในแบ่งเป็นร้านเล็กๆ ขายสินค้าวัยรุ่น สินค้าแฟชั่น และมีชั้นที่เป็นร้านอาหาร  โดยผมทดลองทานเมนูนึงที่คล้ายหอยทอด  ทำจากแป้งไข่คลุกเคล้ากับหอยนางรมแล้วนำไปทอดเป็นแผ่น ทานกับซอสรสชาติดีทีเดียว  ส่วนของหวานผมลองทานวุ้นใสๆ ใส่น้ำหวาน ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างเดียวกับของหวานภูเก็ตบ้านผมที่ชื่อว่า “โอเอ๋ว” นั่นเอง  อันนี้ก็ชอบครับหวานเย็นชื่นใจดี

อิ่มจากมื้อค่ำแล้วก็เดินซื้อโน่นนี่กันเล็กน้อยก่อนที่จะกลับไปนอนเก็บแรงที่โรงแรม เพราะมีโปรแกรมออกไปหาอาหารท้องถิ่นกันตั้งแต่เช้า

6 โมงตรงเราออกเดินทางจากโรงแรมด้วย MRT ไปลงสถานี   Shandao Temple Station เพื่อไปยัง Huashan Market ซึ่งเป็นตลาดสดของคนท้องถิ่นที่นี่ … เราไม่ได้มาช้อปปิ้งที่นี่หรอกแต่มาชิมเมนูมื้อเช้าที่ชั้นสองของตลาด  เป็นอีกร้านดังอีกแห่งของไทเปนั่นคือ Fuhang Soy Milk … ที่ต้องมาเช้าก็เพราะหากมาสายอาจต้องต่อคิวรอนานมากๆ สำหรับเมนูหลักของที่นี่คือนมถั่วเหลืองตามชื่อร้านนั่นเอง  ทั้งนี้จะมีให้เลือกสองแบบคือรสเค็มกับรสหวานทานคู่กับแป้งม้วนชิ้นโตที่ผมอยากเรียกว่าปลาท่องโก๋สไตล์ไต้หวัน แต่วิธีการทำเก๋กว่าตรงเอาไปอบในโอ่งแทนที่จะทอดในน้ำมัน   นอกจากนี้ก็มีอีก 2-3  เมนูที่ผมจำชื่อไม่ได้  เป็นแป้งทอดไส้ผัก, ข้าวเหนียวสอดไส้หมู  โดยรวมใครที่ชอบพวกน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองน่าจะถูกใจเมนูนี้ครับ

หลังจากมื้อเช้าก็กลับมาเก็บของที่โรงแรม แล้วเดินทางต่อไปยังซินเป่ยโถว Xinbeitou เมืองน้ำพุร้อนที่อยู่ห่างจากไทเปไปไม่ไกล  โดยคืนนี้ผมพักที่ The Gaia Hot Spring Hotel เป็นโรงแรม 5 ดาวของเมืองนี้ … แค่เดินเข้าไป Lobby ก็ประทับใจแล้วเพราะตกแต่งอย่างสวยงามด้วย collection งานศิลปะ  ที่สวยสะดุดตา ที่ชอบมากคือโถง Lobby  สูงโปร่งที่ตกแต่งเหมือนห้องสมุดขนาดใหญ่ งานนี้ต้องขอบคุณทีมงานหนังสือ guide book ที่ชื่อ This Month in Taiwan ด้วยที่ประสานงานจัดหาที่พักแบบนี้ให้กับเรา … แต่เช้านี้เราแค่ฝากสัมภาระไว้ก่อน ค่อยกลับมา check in เข้าห้องพักในช่วงเย็น

เดิมทีโปรแกรมของวันนี้ผมจะต้องเดินทางไปเที่ยวที่อุทยาน  Shei-Pa (GuanWu) ที่อยู่ในจังหวัด Miaoli ห่างออกไปจากไทเปราว 2-3  ชั่วโมง  แต่ด้วยสภาพอากาศที่ฝนตกตลอดจึงต้องเปลี่ยนแผนเพราะอุทยาน Shei-Pa เป็นเทือกเขาสูง  หากขึ้นไปอาจเจอแต่หมอกจนมองไม่เห็นอะไร  โปรแกรมวันนี้จึงถูกเปลี่ยนเป็นอุทยานหยางหมิงซาน (Yangmingshan) ที่อยู่เขต Beitou ไม่ห่างจากที่พักของเรา … อันที่จริงหยางหมิงซานนั้นมีอาณาบริเวณกว้างทีเดียว และจุดท่องเที่ยวก็มีด้วยกันหลายแห่ง  แต่ผมขอให้ทีมงาน Taiwan Love & Fun พาไปชมไร่ดอก colla lilly ที่ตอนนี้เริ่มบานแล้ว (ผมไปช่วงปลายเดือนกุมภาฯ)

จากซินเป่ยโถว  รถค่อยๆ ไต่ระดับความสูงผ่านภูเขาที่ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่  มีบางช่วงผ่านจุดที่มีบ่อน้ำพุร้อนด้วย ดูเหมือนกำลังจะก่อสร้างอะไรสักอย่าง ไม่แน่อาจเป็นโรงแรมก็เป็นได้

ผมสังเกตเห็นต้นซากุระพันธุ์สีชมพูเข้มมีดอกบานบ้างประปราย  และอดไม่ได้ที่จะขอหยุดถ่ายภาพเป็นระยะ

เราเดินทางไปถึงบริเวณไร่ที่ปลูกดอก colla Lilly กันราวเที่ยงพอดี แต่ฝนก็ยังตกไม่หยุด  จึงถึงโอกาสแวะทานข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งชื่อ Green Valley Café ซึ่งมีแปลงดอกไม้เล็กๆ อยู่หน้าร้านด้วย  ได้บรรยากาศดี

อาหารมื้อนี้เราทานเป็น set มีจานหลักเป็นข้าวราดหน้าด้วยหมูหรือไก่ คู่กาแฟ (ของ illy) หรือชาจีน และของหวานเป็น waffle

ระหว่างรอข้าวผมก็สวมบูธของทางร้านออกไปถ่ายภาพดอกลิลลี่กลางฝน  (บอกแล้วว่าสู้ไม่ถอย 555) เพราะดูสถานการณ์แล้วยังไงฝนคงตกไม่หยุดแน่

หลังทานอาหารเสร็จ เจ้าของร้านก็เอาดอกลิลลี่ช่อใหญ่มาให้กับเรา บอกว่าเป็นของที่ระลึก น่ารักจริงๆ  … เพื่อน ๆ ที่สนใจลองไปดูข้อมูลเพิ่มเติมและตำแหน่งที่ตั้งได้ที่ facebook ของทางร้าน  https://goo.gl/5ldH71  (พิกัดร้าน 25.178796, 121.540117)

อันที่จริงเราสามารถเที่ยวในเขตอุทยานหยางหมิงซานได้ทั้งวันเลยนะครับ เพราะอย่างที่บอกว่ามีจุดที่น่าสนใจหลายแห่ง แต่เนื่องด้วยสภาพอากาศวันนี้ไม่อำนวยนักเราเลยเปลี่ยนแผนไปเที่ยวตั้นสุ่ย (Tamsui) กันในช่วงบ่ายแทน  สำหรับเพื่อนๆ  ที่เป็นกรุ๊ปสัก 3-4 คนขึ้นไป ผมแนะนำให้เช่ารถพร้อมคนขับท่องเที่ยวในหยางหมิงซานจะสะดวกมากครับ ค่ารถรวมค่าน้ำมันต่อวันน่าจะราว 3,500 NTD  หารออกมาแล้วก็พอๆ กับทัวร์แบบ day trip ในบ้านเราเลย  โดยรอบนี้ผมใช้บริการของบริษัท Ferghana Horse International  สามารถติดต่อได้ที่ https://www.facebook.com/ferghanahorse168  ครับ  หรืออีกทางเลือกนึงก็สามารถจองได้ผ่านทาง KKday ซึ่งราคาใกล้เคียงกัน https://goo.gl/evppp6 (อย่าลืมใส่ Code HSR10 เพื่อรับส่วนลดด้วย)

จากหยางหมิงซานใช้ Google map นำทางไปยังตั้นสุ่ย  ซึ่งเป็นทางลัดแต่ก็ต้องใช้ถนนแคบๆ อยู่หลายช่วง น่าหวาดเสียวพอสมควร น่าเกร็งอยู่พักใหญ่ 555 … วิวของเส้นทางแถบนี้สวยงามทีเดียวครับ มีหมู่บ้านที่จำหน่ายพันธุ์ดอกไม้เลยแวะถ่ายภาพไว้ด้วย

ตั้นสุ่ยตั้งอยู่ติดทะเลทางตอนเหนือของประเทศไต้หวัน จึงเป็นชัยภูมิที่ดีด้านการค้าขายมาตั้งแต่สมัยโบราณ  เมืองนี้จึงเคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญมากของไต้หวัน และอาคารบ้านเรือนก็ได้รับอิทธิพลจากทางตะวันตกที่มาติดต่อค้าขายและตั้งสำนักงานอยู่ในเมืองนี้

ผมไปถึงตั้นสุ่ยก็แวะเที่ยวป้อมปราการโบราณที่ตัวอาคารออกแบบและตกแต่งโดยได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตก  มีความโอ่อ่าสวยงาม  จะว่าไปผมว่าที่นี่มีมุมถ่ายภาพสวยๆ เยอะมาก ลักษณะอาคารเหมาะกับการถ่ายภาพ pre-wedding หรือจะถ่ายแนว hip ก็ได้อยู่ … อีกอย่างแอบชอบห้องน้ำที่นี่ด้วย อิอิ

หลังจากนั้นผมก็นั่งรถชมเมืองตั้นสุ่ยในเขตเมืองเก่าผ่านหน้าต่างรถยนต์ เพราะฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด  ได้ภาพมาฝากนิดหน่อยครับ …

ก่อนกลับไทเปแวะถ่ายภาพริมแม่น้ำซึ่งมีวัดจีนชื่อดัง และมองเห็นสะพานแดงที่ข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำ

ออกจากตั้นสุ่ยก็มุ่งหน้ากลับโรงแรมครับ  … อย่างแรกเลยคือแช่น้ำพุร้อนในอ่างแบบส่วนตัวของห้องพัก สบายตัวสุดๆ เลย

หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย  เจ้าหน้าที่ของโรงแรมก็พาเดินชมโรงแรมและสิ่งอำนวยความสะดวก … ทำให้ทราบว่าเจ้าของโรงแรมโปรดปรานงานศิลปะ และงานหลายชิ้นที่ตั้งโชว์อยู่ในโรงแรมไม่ใช่งาน copy แต่เป็นงาน original ซึ่งทางเจ้าของสะสม บางชิ้นก็สั่งทำพิเศษ อาทิ แชนเดอร์เรียประดับคริสตัล 1314 ชิ้นที่หมายถึงนิจนิรันดร์เป็นต้น

Lobby ที่เป็นห้องสมุดในตัว แขกสามารถหยิบยืมไปอ่านในห้องได้ มีหนังสือหลากหลาย ชั้นล่างเป็นหนังสือสำหรับเด็ก

ห้องสปา บรรยากาศแบบเซ็น  ผ่อนคลายมาก

ห้องอาบน้ำแร่รวม (แยก หญิง/ชาย) เจ๋งตรงมีเครื่องทำหิมะเทียมด้วย ได้บรรยากาศสุดๆ เลย

นอกจากบริการบ่ออาบน้ำพุร้อนสำหรับแขกที่พักในโรงแรมแล้ว ที่นี่ยังมีส่วนห้องอาบน้ำพุร้อนส่วนตัวสำหรับแขกที่ไม่ได้พักในโรงแรม ค่าใช้บริการราว 2800 NTD ต่อห้องซึ่งใช้บริการได้สองคน  รวม amenities อย่างดีในห้องและเครื่องดื่มต่างๆ  นับว่าไม่แพงเลยสำหรับบริการแบบหรูหราอย่างนี้

นอกจากนี้ก็ยังมีฟิตเนส และสระว่ายน้ำที่ปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะอีกด้วย

ชมส่วนอื่นของโรงแรมไปแล้วมาดูห้องพักบ้างดีกว่า  … นี่ห้องพักของผมครับ ชอบมาาาาาก

จะเห็นได้ว่าห้องพักยังใหม่ ตกแต่งสวยงามมากสมกับเป็นโรงแรม 5 ดาว … ของใช้ภายในห้อง ก็ล้วนแล้วแต่เกรดดีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องทำกาแฟ Nesspresso  เซ็ตเครื่องอาบน้ำของ  Hermes รวมถึงฟรี minibar และช่องชมภาพยนต์ที่รวมอยู่ในค่าห้องเป็นต้น

เสียดายที่ปลั๊กไฟในห้องน้อยไปหน่อย และส่วนใหญ่รับเฉพาะหัวแบบแบนทำให้ชาร์จอุปกรณ์ที่ขนมามากมายของผมไม่ค่อยพอ และดูเหมือนการออกแบบไฟส่องสว่างในห้องพักเน้นเพื่อการพักผ่อนทำให้ไม่สว่างนัก เวลาเปิดคอมพิวเตอร์ทำงานจะรู้สึกไม่ค่อยสบายตา (คงมีนักท่องเที่ยวแบบผมไม่กี่คนหรอกที่มาเปิดคอมพ์ทำงานที่ Hot Spring Resort แบบนี้ อิอิ)

มื้อค่ำวันนี้เราทานกันที่ห้องอาหารของโรงแรม … อาหารเป็นแนวจีนประยุกต์รสชาติอร่อยถูกปากทุกจาน  ไม่ว่าจะเป็นไก่กับซอสพริก, ปลาหมึกยัดไส้ผักดอง, ผมออกจะแปลกใจด้วยซ้ำที่ราคาในห้องอาหาร 5 ดาวแบบนี้จานละ 3xx NT เป็นส่วนใหญ่  มีเพียงเมนูหัวปลาในน้ำซุปสูตรพิเศษเท่านั้นที่ราคาพันต้นๆ (แต่ก็จานใหญ่มาก)   ที่ประทับใจสุดๆ คือเมนูของหวานปิดท้ายที่ผมนึกว่าเค้าเอาเห็ดหอมมายัดไส้ถั่ว  ที่จริงทำจากแป้ง แต่ก็เหมือนของจริงมากๆ … ทั้งนี้การดีไซน์เมนูและหน้าตาอาหารได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ มาจากคอนเซ็ปหลักและชื่อโรงแรมที่หมายถึงพื้นดินหรือพื้นโลกนั่นเอง

เช้าวันรุ่งขึ้นพยากรณ์อากาศแจ้งว่ายังคงมีฝนตกต่อเนื่อง  ผมเลยต้องพับแผนไปอุทยาน Shei-Pa อีกครั้ง  แต่จะให้ยอมถอยและนอนอยู่กับห้องนั้นไม่มีทาง  ไหนๆ ก็ต้องเจอฝนอยู่แล้วก็เลยเลือกไปน้ำตกให้มันชุ่มฉ่ำซะเลย … โดยน้ำตกที่ไปวันนี้ชื่อว่า ซือเฟิ่น (Shifen) ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านซึ่งมีชื่อเดียวกันในเขต New Taipei อยู่ห่างจากไทเปไม่ไกลนัก

ก่อนออกเดินทางก็ทานอาหารเช้ากันก่อน  ที่  The Gaia Hot Spring Hotel เสิร์ฟอาหารแบบกึ่ง buffet คือเลือกอาหารจานหลักจากเมนูเสริมด้วยบุฟเฟ่ต์   ทั้งนี้ไลน์บุฟเฟ่ต์ไม่ได้อลังการเหมือนเหล่าซิตี้โฮเต็ลแต่คุณภาพอาหารนั้นสมกับเป็นโรงแรมห้าดาวครับ

หลังมื้อเช้าผมเดินทางด้วยรถของทีมงาน Taiwan Love & Fun มุ่งหน้าสู่ซือเฟิ่น (Shifen) ซึ่งใช้ราวหนึ่งชั่วโมงก็ถึง  เป็นอีกเมืองที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์มาก ๆ  จะว่าไปก็น่าอิจฉาคนไต้หวันนะครับที่มีแหล่งโอโซนอยู่ใกล้เมืองแค่นิดเดียว

น้ำตกซือเฟิ่น  ถือเป็นน้ำตกขนาดใหญ่จนได้รับสมญญาว่าไนแองการ่าแห่งไต้หวัน … จากที่จอดรถใกล้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว  เดินลัดเลาะไปตามแม่น้ำบนเส้นทางที่ทำไว้อย่างดี  ใช้เวลาราว 15 นาทีก็ถึงตัวน้ำตกแล้ว  แต่สำหรับผมมัวแวะถ่ายภาพอยู่หลายจุดกว่าจะถึงก็ปาเข้าไปเกือบชั่วโมง 555

ระหว่างทางเดินไปน้ำตก มีมุมให้ถ่ายภาพเยอะมาก

ที่ตัวน้ำตกซือเฟิ่นวันนี้น้ำแรงมาก คงเป็นเพราะฝนที่ตกติดต่อกันหลายวันนั่นเอง  จุดเด่นของน้ำตกแห่งนี้นอกจากความใหญ่โตของน้ำตกและธรรมชาติรายรอบแล้ว น้ำยังเป็นสีเขียวมรกตสวยงามมาก  ในช่วงฤดูที่น้ำไม่แรงเกินไปจะเห็นเป็นสายน้ำไหลผ่านแก่งหินตรงหน้าผา  แต่ยามน้ำแรงแบบนี้ปริมาณน้ำนั้นมากมายจนเกือบมองไม่เห็นแก่งหินเลยทีเดียว เลยดูยิ่งใหญ่แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามแทน … จุดชมน้ำตกซือเฟิ่นน้ำทำไว้อย่างดีและปลอดภัย  สามารถชมน้ำตกได้จากหลายมุม  นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องถือร่มไปถ่ายภาพไปคงได้รูปสวยๆ เยอะกว่านี้แน่นอน

ออกจากน้ำตกเราเดินทางต่อไปอีกเล็กน้อยเพื่อเที่ยวหมู่บ้านซือเฟิ่น  ซึ่งเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ … ที่นี่มีกิจกรรมการปล่อยโคมลอย  (Sky lantern) บนรางรถไฟที่วิ่งผ่านกลางหมู่บ้าน  โดยโคมจะตกแต่งด้วยกระดาษหลากสี  ผู้ปล่อยโคมสามารถเขียนคำอธิษฐานลงบนโคม โดยแต่ละสีของกระดาษแทนเรื่องที่จะขอแตกต่างกัน อาทิ สีแดงหมายถึงโชค สีชมพูหมายถึงความรัก หรือสีเขียวหมายถึงสุขภาพเป็นต้น  ทั้งนี้เราสามารถเลือกโคมไฟแบบผสมสีเพื่อขอหลายๆ เรื่องก็ได้   โดยโคมที่ยิ่งลอยสูงนั้นหมายถึงยิ่งมีโอกาสที่คำอธิษฐานจะเป็นจริงมากขึ้น

กิจกรรมนี้นับว่าได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากทีเดียว   ไม่ใช่เฉพาะชาวจีนเท่านั้น ผมเห็นคำขอที่ถูกเขียนมีทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีด้วย

ผมถือโอกาสทานมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารริมรางรถไฟ  โดยเลือกเมนูเป็นเสี่ยวหลงเปา  ราคา 120 NTD ต่อเข่งครับ รสชาติอร่อยดีทีเดียว

จากหมู่บ้านผมเดินมาอีกนิดหน่อยเพื่อชมสะพานแขวนซึ่งเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวของเมืองนี้ก่อนที่จะเดินทางกลับไปยังไทเป

สำหรับเพื่อนๆ ที่จะเดินทางมาที่นี่ หากจะให้สะดวกก็เช่ารถเหมือนกับที่แนะนำไว้ข้างต้น หรืออาจนั่งรถไฟสายผิงซี (Pingxi) มาลงที่สถานี Shifen ก็ได้เช่นกัน  จากสถานีจะเดินไปน้ำตกก็ได้แต่ไกลพอสมควร  จึงแนะนำให้เช่ารถแท็กซี่ไปเพราะระยะทางนิดเดียวค่ารถแท็กซี่คงไม่เยอะครับ

ก่อนกลับเข้าที่พักเราแวะไปเดินเที่ยวกันที่ ​ MITSUI OUTLET PARK LINKOU ซึ่งอยู่ในเขต New Taipei  เป็น Outlet ในร่มมีแบรนด์ต่างๆ ขนสินค้ามาลดราคามากพอสมควร  ข้อดีคือไม่ต้องกลัวเปียกฝนเพราะร้านทั้งหมดอยู่ในตัวอาคาร  วันที่ผมไปคนค่อนข้างเยอะทีเดียว  แอบแปลกใจที่ไม่ค่อยเห็นคนไทย อาจเป็นเพราะ Outlet แห่งนี้ค่อนข้างจะห่างจากสถานีรถไฟก็เป็นได้

ออกจาก outlet ผ่านหน้า Starbucks ที่อยู่ใกล้ๆ อดไม่ได้ที่จะลงไปเก็บภาพ เพราะกำลังบานสวยงามเลย

คืนนี้เราย้ายที่พักกันอีกครั้งไปยังอีกหนึ่งโรงแรม 5 ดาวดั้งเดิมของไต้หวันที่ชื่อ The Sherwood Taipei ตั้งอยู่ย่านการค้าของเมือง  …. ความน่าสนใจของโรงแรมนี้อยู่ตรงที่งานจิตรกรรมประดับผนัง ซึ่งสื่อถึงการผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันตกและตะวันออก และบ่งบอกถึงค่านิยมของโรงแรมที่ปลูกฝังให้พนักงานรักในงานบริการ จึงไม่แปลกที่โรงแรมแห่งนี้ได้มีโอกาสต้อนรับบุคคลสำคัญระดับโลกมากมายในห้วงเวลาหลายปีที่เปิดให้บริการมา

ห้องพักที่นี่แตกต่างจากโรงแรมในตัวเมืองไทเปทุกแห่งที่ผมเคยพักมา เพราะกว้างขวางมาก  แม้ดีไซน์จะไม่ได้ทันสมัยนักเพราะโรงแรมสร้างมานานแล้ว แต่ชดเชยด้วยความสะดวกสบายแลมาตรฐานการบริการ … ถ้าไม่ติดขัดเรื่องงบประมาณ ผมว่าราคาคืนละ 5,xxx NTD ก็สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับจากโรงแรม 5 ดาว

สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรม

อีกเรื่องที่ประทับใจมากจนต้องมาเล่าคืออาหารมื้อค่ำที่โรงแรมครับ  ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากหัวหน้าเชฟที่เคยรับรองบุคคลสำคัญมาแล้วมากมาย  โดยเมนูวันนี้เป็นแบบฟิวชั่นที่ปรับรสชาติให้เข้ากับลิ้นคนไทย ซึ่งแต่ละจานถูกเสิร์ฟอย่างพิถีพิถัน และรสชาติต้องบอกว่าอร่อยล้ำจริงๆ

เสียดายที่ไม่ทราบราคาครับ เพราะดูเหมือนจะเป็นเมนูที่จัดทำให้เป็นพิเศษเพื่อต้อนรับเราเลย … แต่ถ้าอยากมีมื้อพิเศษสักมื้อนึงในไต้หวัน ผมรับประกันว่าไม่ผิดหวังกับที่นี่แน่นอน

เช้าวันรุ่งขึ้นผมต้องเดินทางกลับ  flight เที่ยงๆ  พอมีเวลาเหลือเล็กน้อย จึงไปสำรวจสถานี MRT ใหม่ที่อยู่ติดกับ HSR เถาหวาน  ซึ่งทำให้การเดินทางจากสนามบินเถาหยวนเข้าสู่ไทเปนั้นสะดวกขึ้นมาก

ที่เลือกมาตรงสถานี MRT ใกล้สถานีรถไฟความเร็วสูงก็เพราะติดกันกับตัวสถานีเป็น Outlet อีกแห่งนั่นเอง … Outlet แห่งนี้คือ Gloria Outlets มี  Brand ต่างๆ ให้เลือกเยอะพอสมควร  แต่เนื่องจากไม่ได้เป็นแบบ indoor เลยอาจจะลำบากสักนิดในช่วงวันฝนตกและอากาศหนาวแบบนี้

ออกจาก Outlet ก็ได้เวลาไปสนามบิน  ซึ่งก็ไม่ลืมที่จะนำ pocket wifi ไปคืนที่ฝั่งขาเข้าที่อยู่คนละฝั่งในอาคารเดียวกัน … ขากลับของผมวันนี้ยังคงเป็น ​China air เหมือนกับขามา และเครื่องจอดที่ Gate 7 ซึ่งร้านขายพายสับปะรดที่ผมซื้อรอบที่แล้วอยู่หน้า Gate นี้พอดี … รอบนี้นอกจากพายสับปะรดกับขนมเปี้ยใส้เผือกแล้วก็ลองซื้อพายไส้มะม่วงมาลองด้วยอีกอย่างเพราะชิมแล้วอร่อยดี …

ทริปไต้หวันของผมครั้งนี้แม้จะต้องเจอฝนตลอดทริป  แต่ก็ทำให้ผมได้สัมผัสกับอีกความเป็นไต้หวัน นั่นคือธรรมชาติที่อยู่ใกล้เมือง  อากาศถือว่าเย็นสบายต่างจากรอบที่แล้วซึ่งร้อนไม่แพ้เมืองไทย  … หลายคนอาจบ่นว่าไปไต้หวันต้องเสี่ยงกับการเจอฝน แต่ทริปนี้ทำให้รู้ฝนไม่ได้เป็นอุปสรรคใหญ่โตอะไร ขอแค่มีความยืดหยุ่นและไม่ยึดติดกับอะไรเดิมๆ แล้วจะค้นพบว่า “ไต้หวัน” ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมายให้ค้นหา มีเรื่องราวอีกหลายอย่างที่รอให้เราไปสัมผัสเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ … และทั้งหมดนี้คือบันทึกการท่องเที่ยวไต้หวันครั้งที่สองของ “นายมด” ครับ

ป.ล. ผมกลับจากไต้หวันครั้งนี้ไม่ได้เดินทางต่อกลับบ้านที่ภูเก็ตเหมือนทุกครั้ง  เพราะมีภารกิจทำวีซ่าไปไอซ์แลนด์วันรุ่งขึ้น จึงต้องหาที่พักแถวๆ สุขุมวิทใกล้กับบริษัทที่รับยื่นเอกสารวีซ่า … ซึ่งโชคดีมากที่ได้มีโอกาสพักที่ Well Hotel Bangkok โรงแรมใจกลางเมืองในคอนเซ็ป trendy wellness ซึ่งนอกจากห้องพักจะใหม่กิ๊กสวยเก๋แล้ว ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพด้วย เอาภาพมาโชว์เป็นน้ำจิ้มไว้ 2 ภาพ ส่วนรีวิวนั้นผมทำแยกไว้แล้วไปชมกันได้ตาม link นี้เลยครับ

ขอขอบคุณผู้สนับสนุนการเดินทาง

 


Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Pin It on Pinterest

Share This

ช่วยแชร์บทความนี้ด้วยนะ

หากเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนคุณด้วยนะครับ ... #นายมด