Select Page

ใบไม้เปลี่ยนสีมันดีต่อใจ #1 : คารุอิซาว่า-กุนมะ-คามิโกจิ

Sponsor Review

สำหรับฤดูกาลแห่งใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่น คนไทยส่วนใหญ่น่าจะเลือกเดินทางไปในเดือนพฤศจิกายนหรือต้นธันวาคม เพราะเป็นช่วงที่เมืองใหญ่อย่างโตเกียว, เกียวโต หรือโอซาก้ากำลังสวยพอดีและการเดินทางก็ไม่ยากนักเพราะรถสาธารณะสามารถเข้าถึงได้เป็นส่วนใหญ่ … แต่สำหรับผมชอบแนวธรรมชาติมากเป็นพิเศษ จึงมองหาแหล่งชมใบไม้เปลี่ยนสีตามภูเขามากกว่าในวัดหรือศาลเจ้าที่ส่วนใหญ่จะมีคนเยอะมากในช่วงเทศกาลแบบนี้

ปลายเดือนตุลาคมระหว่งวันที่ 22-29 ถูกเลือกเป็นช่วงเวลาเดินทาง เพราะติดวันหยุดนักขัตฤกษ์ช่วยประหยัดวันลาคนทำงานประจำอย่างผม … และเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับชมใบไม้เปลี่ยนสีสำหรับเทือกเขาหลายแห่งของญี่ปุ่น โดยหลักๆ คือภูมิภาคโทโฮคุซึ่งอยู่ตอนบนของเกาะฮอนชู แต่เนื่องจากผมเคยไปมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี 2557 การเดินทางไปชมใบไม้เปลี่ยนสีครั้งนี้จึงเลือกบริเวณใกล้ๆ กับ Japan Alps แทน  โดยช่วงแรกของทริปซึ่งจะเล่าให้ฟังในรีวิวนี้  ผมปักหลักพักอยู่ที่เมืองคารุอิซาว่า (Karuizawa) แล้วเช่ารถขับเที่ยวบริเวณข้างเคียง  งานนี้มีทั้งหลงทาง,ผิดหวังและโคตรสมหวัง ติดตามกันได้เลยครับ 🙂

cover-japan-autumn1

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

เหมือนหลายๆ ทริปต่างประเทศที่ผ่านมาครับ การเดินทางของผมเริ่มจากภูเก็ต ต้องมาต่อเครื่องที่สุวรรณภูมิ  ความยากอย่างหนึ่งก็คือถ้าต้องเดินทางออกจากไทย flight เช้า  ผมต้องเดินทางมาจากภูเก็ตล่วงหน้าหนึ่งวัน เพราะถ้าเลือกออกเดินทางจากภูเก็ตเช้าตรู่แล้วต่อเครื่องเลยมันสุ่มเสี่ยงต่อการตกเครื่องกรณีมี delay ของ  flight แรก … ในเมื่อมาถึงก่อนก็มีโจทย์ต่อมาคือต้องหาที่พักครับ จะนั่งรถ taxi เข้าไปพักในเมืองแล้วกลับมานอนเช้าก็เสียเวลา ดีไม่ดีเหนื่อยพอกับมาจากภูเก็ต  เคยลองใช้บริการห้องพักประเภทตู้นอนในสนามบินแต่นอนไม่ค่อยหลับเพราะได้ยินเสียงประกาศในสนามบินทั้งคืน  เคยลองที่พักห่างสนามบินไปหน่อยก็เจอปัญหาคล้ายกันคือได้ยินเสียงรถตลอด … งานนี้เลยลองนอนที่โรงแรมในสนามบินซะเลย  ซึ่งทีแรกก็หวั่นๆ ว่าจะได้ยินเสียงเครื่องบินขึ้นลงตลอดคืน … ที่ไหนได้  การเข้าพักที่ Novotel Suvarnabhumi Airport สะดวกสบายมากๆ  ห้องพักกว้างขวางและเงียบดีพักผ่อนเต็มอิ่มเลย แม้ราคาจะสูงกว่าที่พักขนาดเล็กใกล้สนามบิน แต่ถ้าเทียบกับมาตรฐานและการบริการที่ได้รับแล้วถือว่าคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไปเลย  สำหรับรีวิว Novotel Suvarnabhumi Airport แบบเต็มๆ ผมทำไว้ต่างหาก ลองเข้าไปดูรายละเอียดตาม link ได้เลยครับ 

Novotel Suvarnabhumi Airport

dsc_9860

เช้าวันเดินทาง หลังจากอิ่มจากอาหารเช้าที่โรงแรมแล้ว เราก็ใช้บริการรถ shuttle bus ไปลงที่ประตูทางเข้าใกล้กับเคาท์เตอร์สายการบิน  Hong Kong airlines ที่เราใช้บริการสำหรับทริปนี้  โดยเราจะไปเปลี่ยนเครื่องที่  Hong Kong ก่อนจะมุ่งหน้าต่อไปยังสนามบินนาริตะของญี่ปุ่น

dsc_9897

เนื่องจากเราพักในสนามบิน  ทำให้การมาถึงเคาน์เตอร์ check in เร็วกลายเป็นเรื่องที่ไม่เหนื่อยเกินไป งานนี้เลยถูกอกถูกใจสาวๆ ที่ได้เวลาช็อปปิ้งของใน duty free เพิ่มขึ้น (แอบเอาใจก่อน เพราะเดี๋ยวจะพาไปเข้าป่า อิอิ) … ช็อปเสร็จก็มารอขึ้นเครื่องครับ

dsc_9899

การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังฮ่องกงนั้นใกล้มากครับ  แค่สองชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว  ใน flight นี้มีผู้โดยสารแน่นเครื่องเลย … สำหรับผมนี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสใช้บริการสายการบิน Hong Kong airlines ลองมาดูดีกว่าว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

dsc_9906

dsc_9907

ขั้นตอนการสาธิตเรื่องความปลอดภัยของ Hong Kong airlines ใช้เป็นภาพยนต์การ์ตูนนะครับน่ารักดี  เหมือนจะไม่เคยเห็นเจ้าไหนทำนะ  ดูได้จาก LCD ประจำที่นั่งเลย

dsc_9914

โชคดีมากครับที่วันนี้อากาศแจ่มใส (หลังจากที่พายุไต้ฝุ่นเพิ่งผ่านไปไม่กี่ชม.) ผมก็เลยได้ enjoy กับวิวริมหน้าต่างไปพร้อมๆ กับอาหารมื้อเช้า (อีกรอบบนเครื่อง 555)  ซึ่งของผมเป็นข้าวแกงเขียวหวานไก่ อันที่จริงผมรู้สึกรสชาติออกไปทางพะแนง อร่อยถูกปากดีครับ

dsc_9921

dsc_9931

ระหว่างเครื่องกำลังลดระดับลงสู่สนามบิน Hong Kong เป็นอีกช่วงสนุกสำหรับผม เพราะเกาะฮ่องกงมองจาก top view นี่สวยจริงๆ ครับ  เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงแต่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก  เห็นเขื่อนบนยอดเขาแล้วอดทึ่งกับการจัดการของเขาไม่ได้  ขนาดของเกาะไม่ต่างจากภูเก็ตบ้านผม แต่ผังเมืองต่างกันราวฟ้ากับเหว คิดแล้วเศร้าแพร็บบบ 

dsc_9958

dsc_9960

dsc_9962

สนามบินฮ่องกงเป็นอีกตัวอย่างที่ผมชอบในเรื่องการบริหารพื้นที่  เพราะนำระบบการขนส่งลงไปไว้ใต้ดิน ทำให้พื้นที่ผิวดินสามารถใช้เป็นถนนสำหรับวิ่งของเครื่องบินได้ นอกจากนี้ยังทำให้ทัศนวิสัยดีด้วย ส่วนบริเวณ hall ตรงเกตเข้าเครื่องก็โปร่งดีครับ

dsc_9964

dsc_9972

Flight จากฮ่องกงไปยังนาริตะของผมเป็นช่วงบ่ายๆ ครับ ระยะเวลาการบินราว 4 ชั่วโมง นานกว่าจากเมืองไทยไปฮ่องกงเล็กน้อย  ซึ่งตอนเครื่องขึ้นได้เห็นภาพสะพานใหม่ที่เชื่อมฮ่องกงกับมาเก๊าด้วย ต้องบอกว่ามันยิ่งใหญ่จนตะลึงเลย  ตัวสะพานทอดยาวสุดลูกหูลูกตากว่า 50 กม. ดูจากสายตาแล้วน่าจะเสร็จเร็วๆ นี้แน่นอน ไม่รู้ว่านี่จะเป็นอีกสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่หรือเปล่า

dsc_9986

บินได้สักครู่ก็ได้ชมแสงสุดท้ายของวันจากบนฟ้า เป็นอะไรที่ชอบมากๆ เลย

dsc_0009

dsc_0014

เครื่องของเราลงที่สนามบินนาริตะตามกำหนดเวลา … หลังจากผ่านขั้นตอนรับกระเป๋าและตรวจคนเข้าเมืองแล้วก็ออกไปรอรถ Shuttle bus ของโรงแรม Narita Gateway Hotel ที่เราจองไว้ … โดยตามแผนแล้วพรุ่งนี้เช้าเราจะกลับมาที่สนามบินอีกครั้งเพื่อแลกตั๋ว ​JR ที่ซื้อจากเมืองไทยเป็น JR East Pass โซน Nagano, Niigata ซึ่งสามารถใช้ได้ 5 วันแบบไม่ต้องต่อเนื่องภายในกรอบเวลา 15 วัน

dsc_0023

เรารอรถที่ป้ายหมายเลข 26 โดยรถจะมาทุกๆ 30 นาทีโดยประมาณ  มีบริการตั้งแต่เช้าจนถึงราว 5 ทุ่ม (แล้วแต่ว่าเป็น terminal  ไหน)  ซึ่งจากสนามบินไปยังโรงแรม Narita Gateway ก็ใช้เวลาราว  15 นาทีเท่านั้น นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีเลยครับสำหรับคนที่มองหาที่พักใกล้สนามบินเพื่อเดินทางใน flight เช้าหรือมาถึงตอนดึกไม่สามารถแลก JR Pass ได้ทัน  ที่สำคัญราคาห้องพักของ Narita Gateway ก็ถือว่าไม่แพงนะครับ  ผมได้ทำรีวิวไว้แล้ว ลองไปอ่านกันได้เลย 

dsc_0028

หลังจากมื้อเช้าแล้ว เราก็ขึ้นรถ shuttle bus ตามรอบที่จองไว้ตั้งแต่ตอน check in เพื่อเดินทางกลับไปยังสนามบินนาริตะ … เมื่อมาถึงอาคารผู้โดยสาร เห็นคิวยาวๆ ก็รู้เลยว่านี่แหละคือแถวที่เราต้องไปต่อเพื่อแลก JR Pass

หลังจากแลกบัตรเบ่ง JR Pass เรียบร้อย เราก็เดินทางด้วย Narita Express (NEX) เข้าสู่โตเกียว  จากนั้นจึงต่อ Shinkansen ไปยังเมืองที่พักของเราสำหรับ 3 คืนแรกที่คารุอิซาว่า (Karuizawa)  วันนี้สรุปว่าได้ใช้ JR Pass คุ้มแล้ว อิอิ

ที่ผมเลือก Karuizawa เป็นเมืองที่พัก และเป็น hub สำหรับเดินทางเพราะอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว สามารถใช้ JR pass เดินทางด้วย Shinkansen มาถึงที่นี่โดยใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น  ที่นี่มี Outlet ขนาดใหญ่ที่ใครมาก็ต้องชอบเพราะมีของให้เลือกซื้อเยอะ ทั้ง Inter และ Local brand ที่สำคัญ Outlet ที่ชื่อ Karuizawa Prince Shopping Plaza แห่งนี้อยู่ติดสถานีรถไฟ JR เลย … เรียกได้ว่าลงรถไฟปุ๊บก็เริ่มช็อปกันได้เลยไม่ต้องเสียเวลา … สำหรับแหล่งท่องเที่ยวภายในเมืองนอกจาก Outlet และถนนสวยๆ แล้วก็ยังมี Kumoba pond ซึ่งเป็นบึงสาธารณะที่จะตระการตาไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางไปชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและออนเซ็นตามเมืองใกล้เคียงอย่าง Gunma, Nagano ได้อย่างสะดวกอีกด้วย

บรรยากาศที่สถานี JR Karuizawa … ด้านซ้ายมือคือ Outlet ที่ชื่อ Karuizawa Prince Shopping Plaza  

dsc_0484

อีกอย่างที่สำคัญมากคือ โรงแรม Karuizawa Prince Hotel West ที่เราเลือกพักนั้นบรรยากาศดีมาก  ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนสนและเมเปิ้ล แถมห้องกว้างขวางราคาประหยัดกว่าที่พักระดับเดียวกันในโตเกียว  บรรยากาศนี่บอกได้เลยว่าเป็นโรงแรมในฝันจริงๆ  ที่สำคัญอยู่ติดกับ Outlet นี่แหละเพราะเป็นเจ้าของเดียวกัน งานนี้เลยพักยาว 3 คืนเลย 

ที่สุดแห่งความสะดวกคือทาง Prince Hotel มีห้องรรับรองลูกค้าอยู่บริเวณทางเข้า outlet เลย  สามารถฝากกระเป๋าระหว่างเดิน shopping ใน outlet ได้   นอกจากนี้รถ shuttle ที่วิ่งบริการระหว่างโรงแรมกับ outlet ก็อยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตรเอง  งานนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักช็อปจริงๆ

ห้องรับรองลูกค้า อยู่ตรงทางเข้า outlet เลยจ้า … สุดแสนจะสะดวกสบาย

dsc_0053

dsc_0056

ท่าขึ้น Shuttle bus อยู่ห่างจากห้องรับรองของ Prince Hotel นิดเดียว

dsc_0481

แต่ภาระกิจเราครั้งนี้ต้องมาตามล่าใบไม้แดงนี่นา … ว่าแล้วก็ฝากกระเป๋าไว้แล้วเดินไปฝั่งตรงข้ามเพื่อหาเช่าจักรยานปั่นชมเมืองคารุอิซาว่าสักหน่อย  โดยจุดหมายอยู่ที่  Kumoba pond ซึ่งเป็นบึงสาธารณะชื่อดังของคารุอิซาว่า

เส้นทางปั่นจักรยานสู่บึง Kumoba ร่มรื่นสวยงาม

dsc_0235

เราปั่นจักรยานกันไปเรื่อยๆ โดยใช้ Navigator ของมือถือ  ซึ่งทริปครั้งนี้เลือกบริการ Pocket WIFI จากทาง WIFI Bank  ซึ่งสัญญาณก็ไม่แตกต่างจากญี่ห้ออื่นหรอกครับเพราะใช้ network เดียวกัน  ตัวเครื่องหรือการใช้งานต่างๆ ก็คล้ายกัน แต่ยอมรับว่าเจ้านี้ติดต่อสะดวกและให้ความช่วยเหลือเวลามีคำถามรวดเร็วมากครับ  กะว่าไปยุโรปรอบหน้าจะลองเช่าไปใช้ที่โน่นดูเพราะมี Pocket WIFI แบบที่ใช้ในยุโรปด้วย

วกกลับมาที่การปั่นจักรยานชมเมืองของเรา … เมืองคารุอิซาว่าถือเป็นเมืองใหม่ บ้านเรือนสวยเรียบร้อยสะอาดตาและค่อนข้างแตกต่างจากบ้านทั่วไปของชาวญี่ปุ่น จะว่าไปอารมณ์เหมือนบ้านทางยุโรปด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะที่นี่เป็นเมืองตากอากาศนั่นเอง การตกแต่งประดับประดาของบ้านเรือนและร้านรวงจึงดูน่ารักเป็นพิเศษ …

dsc_0351

ยิ่งปั่นจักรยานเข้าไปใกล้ ​Kumoba pond เราก็เริ่มเห็นบ้านตากอากาศหลังใหญ่ของเศรษฐีญี่ปุ่นมากขึ้น  บ้านเหล่านี้จะอยู่ท่ามกลางสวนสนและเมเปิ้ล  ซึ่งหากใบไม้เปลี่ยนสีพร้อมกันหมดเป็นภาพที่สวยงามมากจริงๆ … แต่ปีนี้ดูเหมือนการเปลี่ยนสีของใบไม้ที่คารุอิซาว่าจะมาช้ากว่าปกติมาก ปลายเดือนตุลาที่ปกติแล้วใบไม้จะเปลี่ยนสีเต็มเมือง ปีนี้กลับมีเพียงบางต้นเท่านั้นที่อวดสีสันสวยงาม

dsc_0246


เราเดินทางกันไปจนถึงบึง
Kumoba ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย  และก็เป็นไปตามที่คาด ใบเมเปิ้ลรอบๆ บึงยังเปลี่ยนสีไม่มากนักเหมือนๆ กับในเขตเมืองนั่นเอง  แต่บรรยากาศที่นี่ก็ยังถือว่าสวยงามน่าประทับใจอยู่ดี … ผมใช้เวลาพักใหญ่เดินเก็บภาพใบไม้เปลี่ยนสีรอบบึง 

dsc_0112

dsc_0164

dsc_0116

dsc_0149

จากนั้นจึงปั่นจักรยานกลับไปคืน โดยแวะถ่ายภาพบรรยากาศของเมือง Karuizawa เป็นระยะ

 dsc_0296

ช่วงเย็นผม check in เข้าห้องพักซึ่งเป็นแบบ Cottage ที่ Karuizawa Prince Hotel West … ลักษณะห้องเป็นเรือนไม้ (ไม่อยากใช้คำว่ากระท่อม เพราะขนาดไม่ได้เล็กเหมือนกระท่อมปลายนาบ้านเรา) ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนสนและเมเปิ้ลบรรยากาศดี ภายในประดับด้วยไม้สนทำให้ดูอบอุ่นน่าพักผ่อน  นอกจากสองห้องนอน แล้วยังมีห้องนั่งเล่นพร้อมโต๊ะสำหรับสังสรรค์ด้วย  เหมาะกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนที่เดินทางร่วมกันจริงๆ … เห็นหลังใหญ่ครบเครื่องแบบนี้ ราคาเมื่อหารออกมาต่อห้องแล้วประหยัดกว่าห้องพักเดี่ยวแคบๆ ในโตเกียวอีก  ผมคิดว่าการใช้เมือง Karuizawa เป็นศูนย์กลางในการท่องเที่ยว แล้วพักที่ Karuizawa Prince Hotel West เป็นตัวเลือกที่ดีและคุ้มค่ามากเลย  สำหรับรีวิวแบบละเอียดผมได้ทำไว้แล้วที่นี่ครับ

dsc_0408

dsc_0414

ค่ำวันนั้นเราเดินช็อปปิ้งกันเต็มที่แบบไม่ต้องห่วงเรื่องเวลา  เพราะที่พักอยู่ติด outlet และรถ shuttle ก็มีบริการไปจนถึงช่วงเวลาปิดทำการของ outlet เลย

พูดจริงๆ  Outlet ที่นี่เดินได้ทั้งวันไม่มีเบื่อครับ

dsc_0398

เช้าวันรุ่งขึ้น  เราตื่นมาเก็บภาพบรรยากาศรอบๆ ที่พักอีกครั้งด้วยความสดชื่น … อากาศวันนี้เย็นกำลังสบาย ท้องฟ้าปลอดโปร่งชวนให้ถ่ายภาพกันจนเพลิน โปรแกรมวันนี้จึงเริ่ม late กว่าที่กำหนดไว้พอสมควร

ตื่นมาเจอบรรยากาศแบบนี้ใครจะอดใจไหว

dsc_0440

dsc_0446

มื้อเช้าวันแรกที่ Karuizawa Prince Hotel West เป็นที่ถูกอกถูกใจของทุกคนเพราะอาหารหลากหลายและวัตถุดิบดีมาก เล่นเอาเช้าวันนั้นท้องตึงกันเลยทีเดียว 

dsc_1237

จากโรงแรมเราเดินไปหน้าสถานีรถไฟเพื่อรับรถที่ศูนย์รถเช่าของ Nissan ซึ่งก็หาไม่ยากครับ  อยู่ห่างจากสถานีรถไฟแค่ 1-2 นาทีเท่านั้น … รถที่เช่ารอบนี้เป็นแบบ Nissan Wing Road ภายในกว้างขวาง  นั่งกัน 5 คนสบายๆ และมีที่วางสัมภาระด้านหลังกว้างทีเดียว  คะเนคร่าวๆ คงจะวางกระเป๋าเดินทาง 24 นิ้วได้ราว 4-5 ใบ  ดังนั้นถ้าใครหารถเช่าที่ราคากลางๆ และมีพื้นที่เก็บกระเป๋า รถรุ่นนี้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีเลย  สำหรับค่าเช่าตกวันละ 7722 เยน หรือราว 2625 บาทโดยจองผ่าน toocoo (https://www2.tocoo.jp/en) ครับ … อ้อ จองผ่านเวปนี้จะมีค่าบริการอีกวันละ 810 เยนนะครับ  แต่รวมๆ แล้วก็ยังถูกกว่าจองตรงกับทางเวปบริษัทรถเอง

แผนการเดินทางของเราเริ่มช้ากว่าที่ตั้งไว้ราวชั่วโมงเศษๆ โดยจุดหมายแรกของวันนี้คือสะพาน Megane-bashi  (พิกัด 36.35805, 138.69827) ที่อยู่ห่างออกไปจากเมือง Karuizawa ไม่มากนัก  ใช้เวลาขับรถวนเวียนไปตามไหล่เขาสักพักก็ถึงที่จอดรถของสะพาน Megane ตั้งอยู่ริมทางเห็นได้ชัดเจน  จากที่นี่เดินเลียบถนนไปอีกราว 5 นาทีจะเห็นสะพานอิฐตั้งตระหง่านอยู่ริมทาง  …

dsc_0488

dsc_0490

dsc_0492

dsc_0495

น่าเสียดายที่ใบไม้ ณ จุดนี้เพิ่งเริ่มจะเปลี่ยนสี  เราจึงได้เพียงเก็บภาพสะพานพาดผ่านระหว่างภูเขาสีเขียวสดใสแทน ถ้าเรามาหลังจากนี้สัก 2-3  สัปดาห์คงอยู่ท่ามกลางภูเขาสีเหลืองทองเป็นแน่ 

dsc_0498

dsc_0500

เดินขึ้นไปชมด้านบนสะพาน วิวสวยใช่เล่น

dsc_0553

dsc_0512

dsc_0555

ใช้เวลาอยู่ที่นี่พักใหญ่ก็เดินกลับครับ

จุดหมายถัดไปของเราคือ Fukiwar Falls ในจังหวัด Gunma (พิกัด 36.70191, 139.20687)  ซึ่งเราใช้ทางด่วนเพื่อให้เดินทางรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้เพราะเมื่อ GPS บอกให้ลงจากทางด่วนปรากฎว่าทางออกนั้นอนุญาตให้เฉพาะรถที่มี ETC card (บัตรตัดเงินค่าทางด่วน) เท่านั้นที่สามารถใช้ได้  เราจึงต้องขับต่อไปอีกไกลกว่าจะลงจากทางด่วนได้  ทำให้เสียเวลาไปอย่างมาก

แวะพักระหว่างทาง

dsc_0585

dsc_0582

กว่าจะเดินทางถึงน้ำตกก็บ่ายแก่ๆ แล้ว  พระอาทิตย์เริ่มลับลงหลังเขา แม้จะเวลาเพิ่งจะ 4 โมงเศษแต่บรรยากาศดูเหมือน 6 โมงเย็นบ้านเรา  …

dsc_0587

ที่น้ำตก Fukiware ใบไม้ก็ยังไม่เปลี่ยนสีสักเท่าไหร่ แถมแดดไม่มีเลยไม่ค่อยได้ภาพสวยอย่างใจนัก

dsc_0593

dsc_0624

dsc_0641

dsc_0649

dsc_0670

dsc_0666

 dsc_0708

อันที่จริงวันนี้มีโปรแกรมต้องขึ้นกระเช้าและแวะ  Onsen ชื่อดังสองแห่งในจังหวัดกุนมะ  สำหรับการถ่ายภาพลืมไปได้เลยเพราะต้องขับรถไปอีกราวหนึ่งชั่วโมงซึ่งแสงคงไม่เหลือแล้ว  แต่เพื่อนอยากแช่น้ำพุร้อน  ก็เลยขับต่อไปยัง  Takaragawa Onsen  (พิกัด 36.84788, 139.04776) ท่ามกลางความมืดของเส้นทาง เพราะ Onsen แห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาของเมืองกุนมะ … แต่แล้วก็ต้องผิดหวังซ้ำเมื่อพบว่า Onsen หมดเวลาให้บริการแล้ว ทำให้เราต้องขับรถกลับ Karuizawa แบบเสียมิได้

วันรุ่งขึ้นเราพยายามรักษาเวลามากขึ้น  โดยวันนี้ย้ายมาทานที่ห้องอาหารญี่ปุ่นของ Karuizawa Prince Hotel West  ซึ่งอาหารเช้าเป็นแบบ set menu ทั้งนี้ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าห้องอาหาร buffet มีอาหารหลากหลายกว่า 

dsc_0738

dsc_0742

อากาศวันนี้หนาวกว่าเมื่อวานมากจนเกิดน้ำค้างแข็งบนยอดหญ้าใกล้ๆ ที่พักของเรา  ฟ้าช่วงเช้าใส แต่พยากรณ์บอกว่าช่วงบ่ายฝนจะตก … ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้พยากรณ์แม่นยำเลย เพราะวันนี้เราจะเดินทางไปยัง Kamikochi (คามิโกจิ)  หนึ่งในไฮไลต์ของทริปนี้สำหรับผม

ช่วงเช้าวันนี้อากาศดีทีเดียว

dsc_0764

dsc_0798

วันนี้เรายังคงใช้รถเช่าเช่นเดิม  ผมป้อนชื่อของจุดขึ้นรถบัสเพื่อเข้าชม Kamikochi ที่ชื่อ Sawando เข้าไปใน GPS … ปรากฎชื่อ Sawando Station ขึ้นมา ไม่รอช้าตั้งเป็นจุดหมายของการเดินทาง  ซึ่งใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงเศษ  โดยเดินทางผ่านภูเขาและเมือง Matsumoto ไปทางฝั่งที่เป็น Japan Alps (คามิโกจิไม่อนุญาตให้นำรถส่วนตัวขึ้นไป ต้องใช้รถบัสหรือแท็กซี่ท้องถิ่นเท่านั้น โดยรถยนต์ส่วนบุคคลสามารถจอดรถแล้วเปลี่ยนขึ้นรถบัสได้ที่ Sawando bus stop )

เส้นทางที่เราเลือกนั้นเป็นทางสายปกติไม่ใช่ทางด่วน  ระยะทางนั้นใกล้กว่าไปด้วยทางด่วนมาก แต่เสียเวลากับการต้องติดไฟแดงตามหมู่บ้านเล็กๆ พอสมควร  อย่างไรก็ตามวิวสองข้างทางนั้นสวยกว่าวิ่งบนทางด่วนแน่นอน …

dsc_0802

dsc_0830

dsc_0821

ยิ่งใกล้จุดหมายฟ้ายิ่งครึ้ม แต่ก็เริ่มเห็นใบไม้เปลี่ยนสีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความหวังที่ผมจะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีแบบพีคที่คามิโกจิแจ่มชัดขึ้นมา

dsc_0867

dsc_0874

dsc_0878

ผ่านเมือง Matsumoto มาได้สักพัก  ​GPS บอกระยะทางที่เหลืออีกไม่กี่กิโลเมตร ผมเริ่มเอะใจว่าทำไมเรากำลังวิ่งผ่านเมืองใหญ่  ทั้งๆ ที่เส้นทางซึ่งผมศึกษามานั้นอยู่ในหุบเขา แทบไม่มีเมืองใหญ่เลย  ผมรีบเปิดมือถือเพื่อดูเส้นทางอีกครั้ง …​ แทบจะเป็นลม  เรามากันผิดทาง  จุดหมายที่ผมป้อน Sawando station กับ Sawando bus stop นั้นเป็นคนละที่กัน  ที่ถูกต้องห่างไปราว 60 กม. แต่ต้องใช้เวลาเดินทางข้ามภูเขาจากจุดนี้ไปกว่า 2 ชั่วโมง!

ไม่มีทางเลือก เรามุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่ Google map แนะนำเพราะใกล้ที่สุดแล้ว … เส้นทางนี้ตัดผ่านภูเขาสลับซับซ้อนที่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีอย่างสวยงามมากๆ แต่เราหยุดรถถ่ายภาพได้แค่จุดสองจุดเท่านั้นเนื่องจากเสียเวลาไปมากแล้ว …

dsc_0899

dsc_0908

มาถึงจุดที่ขึ้นรถบัสก็ราวบ่ายโมงเศษ ช้ากว่าแผนการราว ชม.  เราหาร้านอาหารอยู่พักนึงก็เจอร้านหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ร้านที่เปิดทำการในวันนี้ … หลังจากสั่งอาหารเที่ยงแล้วก็ปรึกษากันว่าหากนั่งรถบัสคงเสียเวลาแน่เพราะต้องรอรอบรถอีก .. ผมเห็นว่าเจ้าของร้านบะหมี่ที่เราทานสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีเลยให้เธอช่วยคุยกับคนขับแท็กซี่ว่าเราต้องการเหมารถทั้งขาไปและขากลับ  แต่อยากให้จอดเพื่อถ่ายภาพตามจุดที่สำคัญด้วย … อาจเป็นเพราะวันนี้ไม่ใช่วันหยุด คนเที่ยวน้อย คนขับแท็กซี่ก็เลยตกลง ​โดยคิดราคาเท่ากับการเดินทางไปกลับโดยไม่ชาร์จค่าที่ต้องหยุดรถและรอเรา … จะว่าไปการเดินทางแบบนี้นอกจากจะสะดวกรวดเร็วกว่าบัสแล้ว ยังประหยัดกว่าด้วย เพราะถ้านั่งรถบัสจะต้องเสียค่ารถเที่ยวละ 1000 Yen ต่อคน  พวกเราไปกัน 5 คนต้องจ่ายค่าตั๋วรถบัส 5000 Yen ต่อเที่ยวในขณะที่นั่งรถแท็กซี่จ่ายราคาเหมาเที่ยวละ 4200 Yen เท่านั้น

บรรยากาศที่ Sawandoใกล้ทางขึ้นคามิโกจิสวยงามจับใจ … นักท่องเที่ยวสามารถฝากรถเพื่อเปลี่ยนขึ้นบัสหรือแท็กซี่ได้ที่บริเวณนี้

dsc_0991

dsc_0992

dsc_0990

dsc_0998

dsc_0996

เราทานอาหารเที่ยงเสร็จก็จัดแจงฝากรถไว้กับร้านที่เราทานอาหาร  โดยค่าจอดรถจะอยู่ที่ 600 Yen เท่ากับร้านอื่นๆ แถบนั้น

รถแท็กซี่ค่อยๆ นำเราผ่านเส้นทางที่โอบล้อมด้วยภูเขา  สองข้างทางใบไม้กำลังเปลี่ยนสีเต็มที่  เส้นทางนี้เลียบลำธารและมีน้ำตกไหลลงสู่ธารน้ำเป็นระยะสวยงามมาก ๆ  เสียดายที่ฝนตกและการถ่ายภาพจาก taxi ไม่ค่อยสะดวกนัก  … คนขับก็เหมือนจะรู้ใจหยุดให้เราถ่ายภาพตรงจุดที่มีไหล่ทางให้พอจอดได้  แต่เนื่องจากฝนหนาเม็ดเราจึงทำได้เพียงเก็บภาพไว้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

dsc_1028

dsc_1027

dsc_1023 

ขับมาไม่นานก็ถึงจุดที่เป็นทางขึ้นคามิโกจิ  ซึ่งจากจุดนี้ไปจะอนุญาตให้เฉพาะรถบัส,  taxi และรถในพื้นที่เท่านั้นที่สามารถขึ้นไปได้ … รถค่อยๆ ขับผ่านถนนสายแคบๆ สลับอุโมงค์  มีสองข้างทางเป็นธรรมชาติที่สวยสุดบรรยาย และแน่นอนใบไม้กำลังเปลี่ยนสีได้ที่พอดี

รถ taxi จอดให้เราได้ลงถ่ายภาพอีกครั้งที่ Taisho Pond ซึ่งเป็นบึงขนาดใหญ่  รายล้อมด้วยต้นสนสีเหลืองทอง มีฉากหลังเป็นภูเขาสูงที่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีเช่นกัน

dsc_1046

dsc_1078

dsc_1075

ถ่ายภาพสักพักรถก็นำเราเดินทางต่อ  ซึ่งผมกับเพื่อนคนหนึ่งเลือกลงที่ Teikoku bus stop เพื่อเดินถ่ายภาพเลียบแม่น้ำ Azusa ไปจนถึงสะพาน Kappa (Kappabashi)  ส่วนผู้หญิงกับเด็กให้รถ taxi ไปส่งที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เนื่องจากฝนตกตลอดเกรงว่าจะไม่สบายกัน 

เราเดินเท้าจาก bus stop ไปยังสะพาน Tashiro ที่ทอดข้ามแม่น้ำ Azusa … ตั้งแต่จุดนี้เราเดินเลียบแม่น้ำถ่ายภาพไปเรื่อยๆ … ใจจริงอยากใช้เวลากับที่นี่นานๆ เพราะทิวทัศน์ยิ่งใหญ่สวยงามเกินบรรยาย  แม้ฝนจะตกจนเป็นอุปสรรคใหญ่กับการถ่ายภาพ แต่นาทีนั้นอดใจไม่ไหวจริงๆ ที่จะต้องเอากล้องออกมาถ่ายภาพพร้อมๆ กับบันทึกความรู้สึก ณ ตอนนั้นไว้ในความทรงจำ

dsc_1091

dsc_1106

dsc_1122

dsc_1129

dsc_1138

dsc_1152

dsc_1156

dsc_1173

เราเดินกันแบบเร็วๆ ลัดเลาะตามทางริมแม่น้ำไปเรื่อยๆ จนถึงสะพาน Kappa ซึ่งเป็นหนึ่งใน landmark ของ Kamikochi  เนื่องจากฝนตกหมอกหนา  ทำให้ไม่สามารถมองเห็นยอดเขาที่เป็นไฮไลต์ได้ชัดเจนนัก  อย่างไรก็ตาม Kamikochi ก็สวยงามจนผมสัญญากับตัวเองเลยว่าต้องกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งให้ได้

dsc_1193

dsc_1209

dsc_1178

เรากลับมาถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวใกล้ๆ กับสะพาน Kappa ตามเวลาที่นัดกับ taxi ไว้ … จากนั้นก็เดินทางลงไปที่จอดรถและถือโอกาสถ่ายภาพหมู่ไว้เป็นที่ระลึกสำหรับความทรงจำดีๆ ที่ Kamikochi

dsc_1221

อันที่จริงวันนี้เรามีแผนจะเดินทางไปยัง Hirayu onsen ที่อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก  แต่เนื่องจากเสียเวลาไปมากจากการหลงทาง เราจึงจำใจต้องตัดออกจากโปรแกรม แล้วมุ่งหน้ากลับที่พักในเมือง Karuizawa …. สำหรับเส้นทางขากลับผมเลือกใช้ทางด่วนเพราะค่ำแล้ว หากใช้เส้นทางเดิมมีหวังต้องขับท่ามกลางความมืดกัน 4-5 ชั่วโมงแน่ๆ ทั้งช้าและอันตราย … ส่วนการใช้ทางด่วนทำให้เราทำเวลาได้ดี และสามารถนำรถไปคืนได้ทัน 2 ทุ่มตามเป้าหมายเดิมที่วางไว้

ทริปวันนี้แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ผิดหวังเลยกับสิ่งที่ได้เจอ  ทำให้คืนนี้เป็นอีกคืนที่นอนหลับฝันดีในกระท่อมไม้อุ่นๆ ของ Karuizawa Prince Hotel West

เช้าวันรุ่งขึ้นเราทานอาหารเช้ากันที่ห้องอาหาร Buffet อีกครั้ง  โดยหลังทานอาหารเสร็จได้มีโอกาสชมห้องพักแบบอื่นๆ ของ Karuizawa Prince Hotel West รวมถึงอีก 2 โรงแรมในเครือ ​Prince ที่อยู่บริเวณเดียวกัน จึงนำภาพมาฝากด้วยครับ …

dsc_1279

dsc_1253

dsc_1271

หลังจาก check out  แล้ววันนี้ผมกับครอบครัวของเพื่อนจะแยกกันเที่ยว โดยผมจะไปนิกโก้ (Nikko) ส่วนเพื่อนไปโตเกียว (Tokyo) โดยมีนัดเจอกันอีกครั้งที่โตเกียวในอีกสองวันถัดไป … สำหรับตอนแรกของรีวิวใบไม้เปลี่ยนสีมันดีต่อใจขอจบเพียงเท่านี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้ากับใบไม้เปลี่ยนสีแบบพีคๆ ที่นิกโก้ครับ

 


2 Comments

  1. Tee

    ขอบคุณสำหรับภาพสวยๆ และข้อมูลซึ่งมีประโยชน์มากครับ ผมสนใจจะไป kamikochi เหมือนกัน ไม่ทราบว่าที่จอดรถ Sawando bus stop อยู่ตรงไหนหรือครับ ผมหาใน google map ไม่เจอเลย

  2. นายมด

    #นายมด : พิกัดสำหรับจอดรถและขึ้นบัสตามนี้เลยครับ 36.1639069,137.6542389

    ขอบคุณสำหรับภาพสวยๆ และข้อมูลซึ่งมีประโยชน์มากครับ ผมสนใจจะไป kamikochi เหมือนกัน ไม่ทราบว่าที่จอดรถ Sawando bus stop อยู่ตรงไหนหรือครับ ผมหาใน google map ไม่เจอเลย