บ่ายวันที่ 29 เม.ย. เครื่อง Airbus 380 ของ Emirate ร่อนลงสนามบิน Munich บ่ายโมง ตามกำหนดเวลา … นับเป็นการบินที่เหน็ดเหนื่อยที่สุดเพราะต้องไป transit ที่สนามบิน Dubai ถึง 8 ชั่วโมง แต่ก็ต้องทำใจเพื่อแลกกับค่าตั๋วโปรโมชันที่ถูกเพียง 25,000 บาท หุหุ
กระเป๋าของผมกับเพื่อน ๆ มาถึงช้าเล็กน้อย จนนึกไปว่าตกหล่นอยู่แถวดูไบซะแล้ว แต่เมื่อได้มาก็สามารถออกจากสนามบินได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจที่ยุ่งยาก ทำให้ผมโล่งใจไปพอควรที่ไม่ต้องเสี่ยงกับการโดนยึดน้ำพริกสำเร็จรูปที่ตระเตรียมมามากมาย อิอิ
หลังจากออกจาก terminal แล้วก็ใช้เวลาเดินหา counter รับรถเช่าอีกเล็กน้อย โดยผมกับเพื่อนอีกคณะที่เดินทางด้วย Etihad และ TG นัดเจอกันที่นี่ เมื่อจัดการเรื่องเอกสารต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วก็รับ GPS แล้วขนสัมภาระไปขึ้นรถซึ่งจอดรถอยู่ในอาคารติด ๆ กัน … รถของพวกเรา 8 คนเป็นแบบ 9 ที่นั่ง รุ่น Benz Vito ขนาดประมาณรถตู้ย่อม ๆ กว้างขวางพอดีกับพวกเราทั้งหมดพร้อมสัมภาระ … หลังจากตกลงเรื่องที่นั่งและได้อาสาสมัคร Navigator ได้แ้ล้วเราก็ตั้งเป้าหมายแรกของวันนี้เป็นปราสาท Neuschwanstein ซึ่งอยู่ตอนใต้ของเมืองมิวนิค ติด ๆ กับชายแดนออสเตรีย
ช่วงแรกของการขับรถและยังไม่ชินกับการบอกทางของ GPS ทำให้งงกับเส้นทางและเสียเวลาไปเล็กน้อย แต่ในที่สุด GPS ก็นำไปยังเส้นางที่ต้องการ ซึ่งเป็นเส้นเลี่ยง Autobahn ในช่วงท้าย เพื่อผ่านเส้นทางสวย ๆ ตามถนนสาย Romantic Road ของเยรมัน (ช่วงแรกใช้สาย E45 ตามด้วยสาย 17) ซึ่งทางถนนสาย 17 จะผ่านเมืองเล็ก ๆ ซึ่งใกล้ทะเลสาบและทุ่งหญ้า ทำให้การขับรถรู้สึกผ่อนคลายลงไปมาก หลังจากที่เครียดเล็กน้อยกับการหาทางออกจาก Autobahn ในช่วงแรก เสียดายที่อยู่ในตำแหน่งคนขับจึงไม่สามารถถ่ายภาพได้อย่างที่อยากทำ แต่สุดท้ายก็หาที่โล่ง ๆ จอดรถเพื่อถ่ายภาพจนได้ นับเป็นภาพชุดแรก ๆ ของทริปนี้ เสียดายที่ดอกไม้บริเวณนี้ยังบานไม่เต็มที่นัก
ช่วงท้ายก่อนถึงเมือง Schwangau ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทนอยชวานสไตน์และที่พักของเราคืนนี้ ดอกไม้สีเหลืองทองในทุ่งหญ้ากำลังบานอย่างเต็มที่สวยงามมาก เสียดายเหลือเกินที่ทางแคบไม่เหมาะักับการจอดรถทำให้ไ่ม่ได้เก็บภาพมาฝาก
จุดแรกที่ตั้งใจแวะวันนี้คือโบสถ์ท่ามกลางทุ่งหญ้าใกล้ปราสาทนอย ฯ ที่มี background เป็นเทือกเขา Alps และปราสาท ฯ แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเล็กน้อยที่ตัวโบสถ์อยู่ในระหว่างการปรับปรุง (เช่นเดียวกับตัวปราสาท) เสียบรรยากาศไปเยอะเลย แต่พวกเราก็ไม่วายถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนานกับวิวสวย ๆ โดยรอบ
หลังจากถ่ายภาพกันพอหอมปากหอมคอก็เข้าที่พักซึ่งอยู่ห่างไปไม่กี่นาทีชื่อ Haus Luna … เมื่อเก็บของเรียบร้อยแล้วก็ตกลงกันว่ามื้อแรกของทริปขอเป็นอาหารในเมือง Fussen ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำของเมือง Schwangau นี่เอง … เราขับรถกันไปไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงและได้ที่จอดรถเหมาะ ๆ ใกล้ ๆ กับจัตุรัสกลางเมือง ใช้เวลาเล็กน้อยในการตามหาร้านอาหารที่ได้รับคำแนะนำมาจาก Pantip.com ชื่อ Gasthof Krone ที่มีหุ่นเหล้กอัศวินอยู่หน้าร้าน ซึ่งก็ไม่ิผิดหวังครับ อาหารรสชาติดี ราคาไม่แพงมาก พวกเราก็สั่งกันมาหลายอย่าง ผลัดกันชิม ส่วนเครื่องก็ต้องลองเบียร์เยอรมันครับ แต่ด้วยความที่ปกติไม่ได้เป็นคนกินเบียร์ก็เลยแยกไม่ออกว่ามันอร่อยหรือไม่อร่อย อิอิ เอาเป็นว่าบรรยากาศพาไปทำให้รู้สึกว่ามันกลมกล่อมนุ่มลิ้นกว่ากินแถว ๆ บ้าน หุหุ
แม้ว่าจะเลยทุ่มไปแล้ว แต่บรรยากาศยังเหมือน 5 โมงเย็นบ้านเรา ก็เลยถือโอกาสเดินเล่นในเมืองน่ารัก ๆ แห่งนี้กัน ที่นี่มีนักท่องเที่ยวพอสมควร ไม่หนาตาแต่ก็ไม่ได้เงียบเหงา ผู้คนใช้เวลาช่วงเย็นนั่งจิบเบียร์กันเกือบเต็มร้านในเมือง … แต่ด้วยความที่อ่อนเพลียจากการเดินทางหลายชั่วโมง กอรปกับการขับรถอีกกว่า 3 ชม. ทำให้พวกเราตัดสินใจกลับไปพักผ่อนกันก่อนสำหรับวันนี้
หลังจากหลับแบบปิดสวิทช์ไปกว่า 6 ชั่วโมง ผมก็ตื่นออกมาถ่ายภาพบรรยากาศตอนเช้าใกล้ ๆ ที่พัก ตามมาด้วยอาหารเช้าแบบง่าย ๆ มาม่าร้อน ๆ กับกาแฟ ที่ระเบียงบ้าน นั่งกินไปชมวิวไป ลมเย็น ๆโชยมาพัดเป็นระยะ ช่างมีความสุขซะเหลือเกิน
เสร็จภาระกิจอาหารเช้ากันแล้วก็เดินทางกันไปที่ปราสาท โดยตั้งใจว่าจะเข้าปราสาทเร็วที่สุดเพื่อเลี่ยงนักท่องเที่ยว และทำเวลาเพื่อจะไปจุดอื่น ๆ ต่อไป … ผมเลือกที่จอดรถด้านในสุดใกล้ทะเลสาบ Alpsee ซึ่งน้ำใส มีเงาของเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะทอดตัวลงมาบนทะสาบประดุจกระจกเงาสวยมัก ๆ จนอดไม่ได้ที่จะเก็บภาพกันตรงจุดนี้หลายภาพ
แม้ว่าเราจะทำเวลากันมากแล้วแต่การที่จะเ้ข้าสองปราสาทคือ Neuschwanstein กับ Hohenschwangau ให้เสร็จทันเวลาเที่ยงนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เราจึงเลือกที่จะเ้ข้าปราสาทนอย ฯ เพียงแห่งเดียว โดยถ่ายภาพที่ระลึกของปราสาท Hohenschwangau จากภาพนอกและมุมบนระหว่างทางไปปราสาทนอย ฯ แทน
การเดินทางขึ้นปราสาทนอยฯ นั้นจะเดินขึ้น, นั่งรถม้า หรือนั่งรถบัสก็ได้ ซึ่งคณะของเราเลือกที่จะขึ้นรสบัสเพราะสะดวกและทำเวลาได้ดีที่สุด … จากจุดจอดรถด้านบนใช้เวลาเดินผ่านทิวสนและจุดชมวิวสวย ๆ ประมาณ 10 นาทีก็ถึงปราสาทนอย ฯ ซึ่งเรามาถึงก่อนเวลาเล็กน้อยจึงมีเวลาถ่ายภาพด้านหน้าตัวปราสาทและพื้นที่ด้านในได้พอสมควร
เมื่อถึงตัวปราสาทก็เห็นได้ชัดว่าตัวปราสาทด้านตะวันออกกำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุง ซึ่งผมก็ทราบข่าวนี้มาแล้วจาก pantip.com ทำให้พอที่จะทำใจได้ และก็ืถือว่าโชคดีเพราะด้านนี้จะมองเห็นไม่ชัดจากจุดชมวิวหลัก ก็นับว่าเป็นความโชคดีครับ
การเที่ยวชมปราสาทด้านในต้องรอคิว ซึ่งรอบของเรามีผู้บรรยายภาษาอังกฤษ ที่ผมฟังแบบรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง โดยเฉพาะชื่อตระกูลต่าง ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย คงเหมือนเอาฝรั่งมานั่งฟังประวัติพระเนรศวรนั่นแหละ อิอิ ห้องต่าง ๆ ของปรสาทนอย ฯ ไม่ได้วิจิตร หรูหราอลังการมากนัก แต่ก็เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และแฝงไปด้วยความตั้งใจของผู้สร้าง แม้ว่าปราสาทแห่งนี้ไม่เคยสร้างเสร็จสมบูรณ์ก็ตาม
ในปราสาทห้ามถ่ายภาพ จึงไม่มีภาพมาให้เพื่อน ๆ ได้ชมกัน แต่ถ้ามีโอากาสได้ไปแล้วก็ไม่ควรพลาดที่จะเข้าไปเยี่ยมชมนะครับ
พระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งบาวาเรียมีพระประสงค์ให้จัดสร้างเพื่อเป็นที่ประทับอย่างสันโดษ ห่างจากผู้คนและเพื่ออุทิศให้แก่กวี ริชาร์ด วากเนอร์ ผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างให้เป็นไปตามบทประพันธ์เรื่อง อัศวินหงษ์ (Swan Knight Lohengrin) ดังนั้นปราสาทแห่งนี้จึงได้รับการตกแต่งตามเรื่องร่าวในบทประพันธ์ดังกล่าว ปราสาทแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย คริสเตียน แยงค์ (Christian Jank) ซึ่งเป็นนักออกแบบทางการละคร มากกว่าที่จะเป็นสถาปนิก ทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยี่ยมชมปราสาทแห่งนี้ถึงปีละ 1.3ล้านคน โดยมากถึงวันละ 6,000 คนในช่วงฤดูร้อน
Credit : Wiki
จบจากการชมห้องต่าง ๆ ในปราสาท ก็เป็นจุดช็อปปิ้งของที่ระลึก ซึ่งต้องใช้เวลานานพอควรกว่าจะผ่านด่านนี้ไปได้เพราะสาว ๆ ของเราเป็นนักสะสมตัวยง อิอิ … เราเดินออกมาตรงร้านค้าใกล้ปราสาทเพื่อเก็บภาพจากจุดชมวิวและฝั่งเมือง Schwangau กันอีกเล็กน้อย ซึ่งช่วงนี้น้ำในทะเลสาบใกล้เมือง Schawangau ยังไม่เต็ม เรียกว่าแห้งขอดด้วยซ้ำ คงเป็นเพราะปีนี้หน้าร้อนมาช้ากว่าทุก ๆปีนั่นเอง และจากจุดนี้ผมก็ได้เก็บภาพโบสถ์จากมุมสูงท่ามกลางทุ่งหญ้าที่เคยเจอใน internet สำเร็จ หุหุ
จากตัวปราสาทเราเดินย้อนกลับไปทางจุดลงรถ ซึ่งมีทางแยกไปยังสะพานซึ่งเป็นจุดชมวิวตัวปราสาทจากอีกด้าน ที่นี่คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว กว่าจะถ่ายภาพได้ก็ต้องเบียดกันพอสมควร แต่ก็จะได้ภาพจากอีกมุมมองที่มีฉากหลังเป็นทุ่งหญ้าของเมือง Schwangau
ถ่ายภาพกันพักใหญ่เราก็นั่งรถลงเขาเพื่อเดินทางต่อ แต่ขับรถออกจากปราสาทได้ไม่ถึง 5 นาทีก็พบกับลานหญ้ากว้างที่เต็มไปด้วยดอกไม้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ผมจึงตัดสินใจเลือกที่นี่เป็นทำเลทานอาหารเที่ยงแบบปิ๊กนิคซะเลย เรียกว่า Castle view lunch อิิอิ …
วันนี้เราจะเดินทางไปยังเืมือง Innsbruck ของประเทศออสเตรียซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก โดยเลือกใช้เส้นทางผ่านเืทือกเขา Alps และแวะตามเมืองย่อยรายทาง รวมถึงจุดชมวิวสวย ๆ ริมทางช่วงที่ผ่านทะเลสาบ Plansee ด้วย ซึ่งช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวมาพักตากอากาศกันเยอะเลยทีเดียว
จุดหมายหลักอีกแห่งหนึ่งของวันนี้คือปราสาท Linderhof ซึ่งเป็นปราสาทอีกแห่งหนึ่งที่สร้างโดย King Ludwig ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง สไตล์การตกแต่งไม่เหมือนกับปราสาทนอย ฯ แต่็ก็ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปจากฝรั่งเศสและเมืองใหญ่อื่น ๆ เช่นเดียวกัน ดูจากห้องต่าง ๆ และข้าวของเครื่องใช้แล้วเห็นได้เลยว่า King Ludwig ท่านนี้เป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวเอามาก ๆ เรียกได้ว่ามีโลกส่วนตัวอยู่กับศิลปและดนตรีที่ท่านโปรด จนเป็นที่มาของการยึดอำนาจในภายหลังเนื่องจากไม่่ค่อยได้ให้ความสนใจกับการบริหารบ้านเมือง แต่นำเงินมาใช้เพื่อสร้างและทำนุบำรุงสิ่งที่ตัวเองรักนั่นเอง
ที่นี่ก็เหมือนที่ปราสาทนอย ฯ คือไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพห้องต่าง ๆ ภายใน จึงมีเฉพาะส่วนของบรรยากาศภายนอกเท่านั้นที่นำมาฝากเพื่อน ๆ ได้
เมื่อชมห้องต่าง ๆ เสร็จแล้วก็เดินขึ้นไปชมถ้ำใต้ดีและเรือหอย ซึ่งตั้งอยู่บนเนินหลังปราสาท เรียกเหงื่อท่ามกลางอากาศหนาวจากนักท่องเที่ยววัยกลางคนอย่างเราได้ไม่น้อย หุหุ
วังลินเดอร์ฮอฟ (อังกฤษ: Linderhof) ตั้งอยู่ใกล้เมืองโอเบอร์อัมเมอร์เกาทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นบาวาเรีย เป็นวังที่เล็กที่สุดที่สร้างโดยพระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งบาวาเรีย
ก่อนที่จะสร้างลินเดอร์ฮอฟพระเจ้าลุดวิกทรงรู้จักบริเวณนั้นดีจากการเดินทางไปล่าสัตว์ในบริเวณเทือกเขาบาวาเรียแอลป์กับพระบิดาพระเจ้าแม็กซิมิลเลียนที่ 2 แห่งบาวาเรียเมื่อยังทรงพระเยาว์ เมื่อขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1869 ลุดวิกไดัรับ “ตำหนักเคอนิกเฮาเชน” (Königshäuschen) เมื่อเริ่มแรกก็ทรงขยายตำหนักเดิมแต่ต่อมาก็ทรงสั่งให้ย้ายตำหนักเคอนิกเฮาเชนไปตั้งในบริเวณอื่น และบนสิ่งก่อสร้างรูปตัว “U” ที่ยังเหลืออยู่ทรงเพิ่มห้องสามห้องและบันได ด้านหน้าตกแต่งที่เคยเป็นไม้ก็ทรงสั่งให้หุ้มด้วยหิน ตัวสิ่งก่อสร้างเป็นแบบโรโคโค
ถึงแม้ว่าวังลินเดอร์ฮอฟจะเป็นวังที่เล็กกว่าพระราชวังแวร์ซายส์แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นวังที่สร้างเลียนแบบพระราชวังของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสผู้เป็นวีระบุรษและแรงบันดาลใจของลุดวิก การก่อสร้างต่างๆ เช่นบันได ก็เป็นการสร้างย่อส่วนของบันไดทูต (Ambassador’s staircase) ที่แวร์ซายส์ ซึ่งต่อมาไปสร้างเต็มสัดส่วนที่วังแฮเร็นเคียมเซ ภายในวังจะมีสัญลักษณ์พระอาทิตย์ที่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อยู่ทั่วไป ซึ่งเหมาะกับความคิดของลุดวิกที่ว่าอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินเป็นอำนาจโดยตรงจากพระเจ้า แต่ตามความเป็นจริงแล้วความคิดเช่นนั้นเป็นความคิดที่ล้าสมัยไปแล้วในคริสต์ศตวรรษที่ 19
ห้องบรรทมเป็นห้องที่สำคัญที่สุดในระบอบกษัตริย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงรับการถวายราชการหนแรกและหนสุดท้ายของวันหนึ่งๆ ภายในห้องบรรทม ห้องบรรทมที่ลินเดอร์ฮอฟก็เป็นการเลียนแบบห้องบรรทมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในวัง หันไปทางทิศเหนือซึ่งทรงกลับสัญลักษณ์ของแวร์ซายส์ที่ทรงเห็นพระองค์ว่าเป็น “พระราชาแห่งราตรี” (Night-King)
ที่ตั้งของปราสาทอยู่ไม่ไกลจากวัดเอ็ททาลซึ่งทำให้เห็นอีกแง่หนึ่ง เพราะทรงเห็นลักษณะสถาปัตยกรรมของวัดว่าควรเป็นที่เก็บรักษาถ้วยศักดิ์สิทธิ์ (Holy grail) ซึ่งเป็นการเชื่อมพระราชวังบาโรกกับพระราชวัง “ยุคกลาง” เช่น นอยชวานชไตน์เป็นความคิดที่เข้ารูปเข้ารอยกับโอเปร่าของริชาร์ด วากเนอร์ที่ลุดวิกทรงโปรด
Credit : Wiki
ออกจาก Linderhof ผมแวะเมืองเล็ก ๆ อย่าง Oberammergau และ Mittenwald เพื่อชมบรรยากาศในเมือง เสียดายที่เวลา late กว่าที่คิดไว้ จึงไม่ได้ถ่ายภาพเมือง Mittenwald ซึ่งผมมีความเห็นส่วนตัวว่าสวยกว่า Oberammergau หากเพื่อน ๆ ต้องเลือก ผมแนะนำ Mittenwald ดีกว่าครับ สีสันและรูปแบบของเมืองสวยกว่าพอสมควรครับ
เรามาถึงเมือง Innsbruck ที่พักของเราคืนนี้ก็ค่ำ ๆ แล้วแต่ก็ยังพอมีแสงอยู่เพราะกว่าจะมืดก็เกือบสี่ทุ่ม เนื่องจากโรงแรมนี้ไม่มีที่จอดรถให้จึงต้องจอดในที่จอดรถสาธารณใต้ดิน ใกล้ ๆ โรงแรม ซึ่งผมหาข้อมูลไว้ล่วงหน้าแล้ว … เมื่อง Innsbruck จะเป็นอย่างไร อ่านต่อตอนต่อไปนะครับ
ขอบคุณมากที่ลงภาพสวยๆให้ได้ชม กรุณาลงตอนตอ่ไปเร็วๆหน่อย(ส.วใจรอ้นคะ่). พี่หมอรัตน์
เป็นความฝันที่จะได้ไปสักครั้ง ถ้ารบกวนขอทริปมาศึกษาจะได้มั้ยคะ
ตามมาจากพันทิปค่าา ภาพสวยมาก ๆ เห็นแล้วอยากจะไปซะตอนนี้ อิอิ
แล้วจะตามอ่านตอนต่อไปนะคะ ^^
9MOT-ตอบไปทาง mail แล้วนะครับ
9MOT-อยากได้ข้อมูลตัวไหนบอกได้นะครับ
คุณมดน่าจะทำหนังสือ ท่องเที่ยวได้นะ. ได้เที่ยว ได้ถ่ายรูป. ได้งานด้วย อิ อิ. เราพลอยได้ตามรอย 555
ขอข้อมูลทริป 3 ประเทศ มาศึกษาได้ไหมค่ะ จะจัดกลุ่มเพื่อนไปกันตามรอยคุณมดค่ะ เห็นรูปของนายมดที่ไร อยากไปเที่ยวด้วยจัง
ขอบคุณค่ะ
อยากทราบว่าถ้่ไม่นอนที่ innsbruck แต่นอนที่ mittenwald จะดีมั๊ยค่ะ ดูแล้วเมืองสวยน่าเดินเล่น
แล้วการขับรถเที่ยว มันยากมั๊ยค่ะ สำหรับคนไม่เคยไปเที่ยว ตปท ด้วยตัวเองเลย สามารถศึกษารายละเอียดจากที่ไหน ว่าวิ่งเส้นไหน จุดจอดรถ ราคาที่จอดรถ
…กลัวไปหมด แต่อยากไป
ขอบคุณคะ่
ผมอยากทราบว่าตอนไปเช่ารถขับ ใบขับขี่สากลบ้านเราใช่ที่ เยอรมันได้ไหมครับ กำลังจะไปพอดีขอข้อมูลหน่อยครับ
9MOT-ตอนผมเช่ารถเขาขอดูใบขับขี่ธรรมบ้านเรานี่แหละครับ (smart card) ไม่ได้ขอใบขับขี่สากลด้วยซ้ำ แต่ผมทำใบขับขี่สากลไปด้วยกันเหนียว
อยากทราบว่า ตอนถ่ายรูปปราสาท นอยส์ ระยะไกล.จากสะพาน ใช้ lens ขนาดไหนครับ
เพื่อนบางคนบอกว่า ขนาด zoom แล้วยังได้รูปเล็กนิดเดียว
ผมกะจะไปเดือน มิย. 56 ขี้เกียดแบกเลนส์ 200 mm ไปครับ มันเป็นภาระมาก
ผมใช้ Nokon D600 24-85 mm พอไหวไหมครับ. ขอบคุณครับ