Select Page

ทริปสามฤดู : เฉินตู-หวงหลง-จิ่วจ้ายโกว

ก่อนอื่นขอเกริ่นที่มาของชื่อทริปก่อนนะครับ  ที่เรียกว่าทริปนี้เป็นทริปสามฤดูก็เพราะแต่ละวันของการท่องเที่ยวนั้นบรรยากาศแตกต่างกันไป  มีทั้งฝน, หิมะ และใบไม้เปลี่ยนสี ทริปนี้จึงเสมือนได้เที่ยวครบบรรยากาศของสามฤดูได้แก่  ฤดูฝน, ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว  ขาดก็แต่ฤดูร้อนล่ะครับเพราะอากาศมันหนาวเย็นซะเหลือเกิ้น .. สำหรับทริปจีนครั้งนี้นี้มีจุดหมายหลักคือ “จิ่วจ้ายโกว” ครับ   แต่ก็มีแหล่งท่องเที่ยวรองที่สวยงามไม่น้อยได้แก่ “หวงหลง”  และปิดท้ายโปรแกรมกันด้วยการชมความน่ารักของเจ้าแพนด้าน้อย ณ ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า เมืองเฉินตู

ถ้าพูดถึง “จิ่วจ้ายโกว” เชื่อว่าหลายๆ คนรู้จักกันดี  และชื่อนี้ก็อยู่ใน wish list อันดับต้น ๆ ที่ผมอยากไปมานานแล้ว  พยายามหาข้อมูล  ซื้อหนังสือมาอ่าน รวมถึงศึกษาจากทาง Internet เพื่อวางแผนเดินทางไปยังดินแดนที่หลายคนเรียกว่าอุทยานสวรรค์แห่งนี้ให้ได้สักครั้ง  … เดิมทีผมอยากจะเดินทางไปด้วยตัวเอง  แต่เนื่องจากภาระงานประจำเยอะจนไม่มีเวลาเตรียมมากนัก  และเมื่อศึกษาแล้วหากมีเวลาจำกัดและพูดภาษาจีนไม่ได้จะควบคุมเรื่องเวลาการท่องเที่ยวยากมาก  จึงตัดสินใจซื้อทัวร์เป็นครั้งแรกหลังจากที่ผ่านมาจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศด้วยตัวเองมาตลอด  งานนี้จึงไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องการกำหนดแผนการเดินทาง จองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรมและอื่น ๆ อีกมากมายเหมือนเคย  แต่โยนภาระนี้ไปให้บริษัททัวร์ อิอิ … ดังนั้นรีวิวรอบนี้จึงแปลกหน่อยตรงที่จะไม่ลงรายละเอียดเรื่องราวการเตรียมตัวการเดินทาง,อาหารและที่พักมากนักเพราะไม่ได้เลือกเอง แต่ถูกบังคับเอ้ย ถูกคัดสรรค์แล้วจากบริษัท ฯ ทัวร์  (ซึ่งส่วนใหญ่โปรแกรมก็คล้าย ๆ กับทัวร์จีนทั่วไป) ก็แน่นอนว่ามีทั้งถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง  ทั้งนี้ผมจะรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับทัวร์ เพื่อเป็นข้อมูลให้เพื่อน ๆ ไว้ตอนหลังสุดก็แล้วกันนะครับ  เอาเป็นว่าเนื้อหลักว่าด้วยเรื่องแหล่งท่องเที่ยวล้วน ๆ

อย่างไรก็ตามขอเกริ่นเล็กน้อยว่าทัวร์ที่ผมเลือกใช้บริการนั้นต่างกับทัวร์จีนจิ่วจ้ายโกวทั่วไปตรงที่ราคาสูงกว่า เอ้า! ไหงงั้นล่ะ จะโม้ว่ามีตังค์เยอะว่างั้นเถอะ???  ม่ายช่ายครับ  ระดับ 9MOT แล้วไปเที่ยวไหนต้องคุ้มจริง ๆ ถ้าไม่มีเหตุผลก็คงไม่ยอมจ่ายแพงกว่าแน่นอน อิอิ… แต่ที่เลือกทัวร์ของ Travel Pro ก็เพราะเป็นทัวร์ที่เข้า “จิ่วจ้ายโกว” ซึ่งเป็น highlight ของทริป 2 รอบ  ไม่ใช่รอบเช้ากะรอบบ่ายนะ  แต่เข้า 2 วันเพื่อให้สามารถเก็บรายละเอียดได้มากที่สุด  จะเขียนว่าเก็บหมดก็ไม่ใช่นะครับเพราะพื้นที่อุทยานมันกว้างใหญ่มหาศาล  ถ้าจะเก็บรายละเอียดคงต้องใช้เวลาสักอาทิตย์เป็นอย่างน้อย   นอกจากนี้หัวหน้าทัวร์ยังเป็นช่างภาพมืออาชีพ  ซึ่งแน่นอนว่ารู้ใจช่างภาพอย่างผมดีและสามารถบอกได้ว่ามุมไหนสวย มุมไหนไม่ควรพลาดและควรไปถึงเวลาไหน  ซึ่งเป็นจุดที่ผมให้ความสำคัญมัก ๆ  กับทุกทริป … อีกประการหนึ่งคือทัวร์นี้ไม่แวะร้านช็อปปิ้งที่เป็นข้อบังคับของรัฐบาลจีน  ซึ่งคงต้องชดเชยด้วยการจ่ายเงินเพิ่มจำนวนหนึ่งให้กับทางรัฐบาลจีน (อันนี้ผมเดาเอานะ) … เกริ่นมายาวแล้ว  ไว้ผมค่อยสรุปเรื่องทัวร์ให้ในตอนท้ายดีกว่า ตอนนี้ได้เวลาเที่ยวแล้วครับ  ไปกันเลย

หวงหลง

อย่างที่เกริ่นไปแล้วครับว่า  รีวิวรอบนี้ไม่เน้นรายละเอียดและวิธีการเดินทางทางนะครับ เจาะไปที่แหล่งท่องเที่ยวกันเลย  จะได้ไม่เสียเวลาทั้งคนเขียนและคนอ่าน อิอิ …

หวงหลงเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่อยู่ไม่ไกลจาก “จิ่วจ้ายโกว”  ที่ว่าไม่ไกลก็เพราะเทียบกับระยะทางทั้งหมดจากเมืองเฉินตูซึ่งเป็นจุดที่เรานั่งเครื่องมาลงนั่นเอง  แต่ถ้านับระยะทางก็เป็นร้อยกิโลเหมือนกัน

เส้นทางช่วงสุดท้ายสู่หวงหลงนั้นต้องผ่านพื้นที่ซึ่งมีความสูงมากกว่า 3000 ม.จากระดับน้ำทะเล  ช่วงที่ผมไป (ปลายเดือน ต.ค) มีหิมะปกคลุมยอดเขาด้วย ทำให้วิวสองข้างทางนั้นสวยงามจนอดไม่ได้ที่จะต้องหยิบกล้องออกมาถ่ายภาพ  ถ้าใครเคยขับรถเส้นทาง Arthur pass ที่ New Zealand ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงจะเห็นได้เลยว่าบรรยากาศคล้ายกันมาก … และแน่นอนคนขับรถแวะที่จุดแวะพักริมทางเป็นช่วงสั้น ๆ เพื่อให้เราได้เก็บภาพกัน  ซึ่งจุดที่เราแวะเป็นหนึ่งในสองจุดใหญ่ ๆ ที่นักท่องเที่ยวมักจะแวะกัน

เรามาถึง “หวงหลง” ในช่วงเวลาที่แดดกำลังดีมาก ๆ ฟ้าก็ใส  ผมไม่รอช้าค่อย ๆ เดินผ่านสะพานไม้ที่ทางอุทยานทำเป็นเส้นทางเดินไว้ให้  ซึ่งค่อย ๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยมีศาลาแวะพักและห้องน้ำเป็นระยะ ๆ

ความสวยงามของหวงหลงนั้นเกิดจากแอ่งน้ำหินปูนสีสะอาดตา  วางเรียงลดหลั่นลงมาตามไหลเขา  ในแอ่งจะมีน้ำใสทั้งสีฟ้า สีเขียว  สวยงามมาก  ยิ่งประกอบกับต้นไม้รายรอบที่กำลังเปลี่ยนสีเป็นเหลืองและส้มแล้ว  ยิ่งทำให้ “หวงหลง” สวยงามยิ่งขึ้นไปอีก

เสียดายที่คณะของเรามาถึงหวงหลงช่วงเที่ยงแล้ว ทำให้ไม่สามารถขึ้นไปเก็บภาพ ณ จุดสูงสุดซึ่งเป็น highlight ได้ทัน  แต่ก็เพียงพอสำหรับเก็บภาพสวย ๆ มากมายจากอุทยานแห่งนี้

เราออกเดินทางจากหวงหลงไปยังจิ่วจ้ายโกวช่วงเย็นแล้ว  ช่วงแรกจะต้องย้อนกลับเส้นทางเดิมซึ่งผ่านภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ  ซึ่งแสงยามเย็นก็สวยงามไปอีกแบบจนอดไม่ได้ที่จะต้องหยิบกล้องออกมาเก็บภาพอีกครั้งจนกระทั่งแสงค่อย ๆ หมดไปจึงพักเอาแรงจนถึงที่พักซึ่งตั้งอยู่ใกล้ทางเข้าอุทยานจิ่วจ้ายโกวตอนค่ำ ๆ … คืนนั้นเป็นคืนที่ต้องนอนลุ้นตลอดว่าอากาศเช้าวันรุ่งขึ้นจะเป็นอย่างไร  ขอให้ฟ้าใสเถอะเพี้ยง !

จิ่วจ้ายโกว

คณะของเรามาถึงทางเข้าอุทยาน จิ่วจ้ายโกวตั้งแต่เช้า  และจอดรถไว้บริเวณลานจอดรถที่ทางอุทยานจัดเตรียมไว้ให้  อากาศช่วงเช้ายังมีเมฆหมอกปกคลุมอยู่พอควร คงเป็นเพราะที่นี่อยู่ท่ามกลางหุบเขาสูงที่ชุ่มชื้นนั่นเอง  จากที่นี่จะต้องเดินผ่านเส้นทางที่ขนาบไปด้วยร้านขายของที่ระลึกสักประมาณ 100 เมตร  จากนั้นเดินเรียบลำธารอีกเล็กน้อยก็ถึงปากทางเข้าซึ่งคราคร่ำไปด้วยผู้คน  ส่วนใหญ่เป็นคนจีนและชาวเอเชีย  พบฝรั่งน้อยมาก  คงเป็นเพราะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือไม่ก็สู้กลิ่นห้องน้ำจีนไม่ไหว หุหุ

หลังจากซื้อบัตรเข้าชมอุทยานแล้วก็ต้องต่อคิวเล็กน้อย  แต่พอเข้าไปได้นี่สิ  ต้องเบียดเสียดแย่งกันขึ้นรถอุทยาน  เพราะคนมากมายเหลือเกิน และระบบจัดการคิวยังไม่ดีพอ  ทำให้แต่ละกรุ๊ปต่างแย่งกันขึ้นรถ  โชคดีที่ของเราเป็นกรุ๊ปขนาดกลางแค่ 16 คน  และวางแผนกันมาไว้ก่อนแล้วจึงสามารถขึ้นรถคันเดียวกันได้โดยไม่มีใครตกหล่น อิอิ

อันที่จริงผมได้รับคำแนะนำว่าควรเลือกที่นั่งฝั่งซ้ายเพราะจะเห็นวิวชัดในเส้นทางช่วงแรก  แต่พอเจอสถานการณ์จริงแค่มีที่ให้ยืนก็ OK แว้ว หุหุ

วันนี้เป็นวันแรกจากสองวันที่เราจะเข้าชม อุทยานจิ่วจ้ายโกว  ทั้งนี้เส้นทางท่องเที่ยวในอุทยานเป็นเหมือนรูปตัว Y โดยจุดเชื่อมตรงกลางของตัว Y จะเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและเป็นศูนย์อาหารเพียงแห่งเดียวของอุทยานอันกว้างใหญ่ ..วันนี้หัวหน้าทัวร์วางแผนให้เราเที่ยวในเส้นทางด้านขวาของตัว Y ก่อน  โดยนั่งรถไปถึงจุดท่องเที่ยวสูงสุดแล้ว ค่อย ๆ นั่งรถย้อนลงมาเรื่อย ๆ

ผมยืนชมบรรยากาศริมทางไปด้วยความตื่นเต้น  เพราะรถวิ่งผ่านธารน้ำใส  ที่มีใบไม้กำลังเปลี่ยนสีแซมอยู่สองริมฝั่ง  เป็นภาพที่สวยงามมาก ๆ  เสียดายที่เราไม่สามารถหยุดถ่ายภาพได้ดั่งใจเพราะเป็นการใช้รถสาธารณ และมีจุดสวยงามที่เป็น highlight อีกมากมาย  ผมจึงได้แต่เพียงเก็บภาพอันงดงามเหล่านี้ไว้ในความทรงจำ

รถค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้น  ภูเขาในอุทยานถูกแต่งแต้มด้วยสีเหลืองปนส้มของใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี   ซึ่งนี่เป็นเหตุผลหลักที่ผมยอมมาจิ่วจ้ายโกวในฤดูกาลที่มีนักท่องเที่ยวเยอะและค่าใช้จ่ายสูงแบบนี้  จะว่าไปแล้วมันคุ้มค่ามากครับ เพราะมันสวววววยมากกกกกกก

ป่าดึกดำบรรพ์ และทะเลสาบหญ้า

รถใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงจึงมาถึงจุดท่องเที่ยวสูงสุดของเส้นทางท่องเที่ยวด้านขวามือ  ซึ่งจุดนี้เรียกว่าป่าดึกดำบรรพ์  โดยมีเส้นทางสั้น ๆ ให้เดินชมป่าสนที่อยู่ท่ามกลางหุบเขาของสูงชันของจิ่ว ฯ  ในมุมมองของนักท่องเที่ยวอย่างผม  ที่นี่ยังไม่น่าสนใจมากนัก  หากมีเวลาน้อยสามารถตัดที่นี่ออกจาโปรแกรมได้ครับ

เราใช้เวลาที่นี่กันสั้น ๆ แล้วจึงนั่งรถต่อลงมายัง ทะเลสาบหญ้าซึ่งอยู่ห่างลงไปไม่มากนัก  ผมมาถึงที่นี่ก็สาย ๆ แล้วแต่แดดก็ยังไม่สามารถส่องถึงน้ำในทะเลสาบ  ทำให้ภาพไม่สดใสเท่าที่ควร  แต่น้ำที่นี่ก็ใสจนเห็นพื้นทะเลสาบเบื้องล่าง   ด้านทิศใต้ของทะเลสาบจะมีทุ่งหญ้าปกคลุม  ซึ่งเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบนี้นั่นเอง

ทะเลสาบแพนด้า

จุดถัดมาที่เรานั่งรถลงมาแล้วแวะคือทะเลสาบแพนด้า  ทะเลสาบที่นี่เป็นฟ้าครามสวยงามมาก  และช่วงที่มาถึงฟ้าเปิดเต็มที่  แดดก็กำลังได้มุมพอดี  ทำให้สีสันของต้นไม้สะท้อนลงบนทะเลสาบสวยงามจับใจ  … ผมเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางเดินริมทะเลสาบถ่ายภาพสลับ VDO ไปเรื่อย ๆ  โดยมีฉากหน้าเป็นใบไม้สีเหลืองที่กำลังเปลี่ยนสี  มี background เป็นทะเลสาบและภูเขาหลากสีสลับกับยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ … สวยจบบรรยายไม่ถูกเลยครับ  ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งจุดที่พลาดไม่ได้ถ้าคุณมาเที่ยวจิ่วจ้ายโกว

ทะเลสาบนกยูง

หลังจากทะเลสาบแพนด้า  จุดต่อไปที่เราจะแวะคือทะเลสาบนกยูง   ซึ่งเดิมเราคิดกันว่าอาจจะใช้วิธีเดินเท้าลงเขาไปเรื่อย ๆ จากทะเลาสาบแพนด้า  แต่เนื่องจากได้เวลาทานข้าวแล้ว  กลัวคณะจะหน้ามืดตาลายไปเสียก่อน  ไกด์จึงนำคณะนั่งรถบัสของอุทยานลงไปแทน  ทำให้พลาดโอกาสถ่ายภาพทะเลสาบนกยูงจากมุมสูงแบบจะ ๆ  ได้แต่เพียงการถ่ายภาพหน้าต่างของรถแทน

ทันทีที่มาถึงทะเลสาบนกยูงเราก็พบกับฝูงคนจำนวนมาก  เพราะนี่เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่สวยที่สุดของจิ่วจ้ายโกว  แต่ด้วยวิธีการจัดการของอุทยาน ทำให้ไม่มีผู้คนเดินท่องเที่ยวออกนอกเส้นทางที่จัดไว้  ทำให้เรายังมีมุมถ่ายภาพแบบไม่ติดฝูงชนได้แบบสบาย ๆ  … ทางหัวหน้าทัวร์แนะนำว่าให้พวกเราเดินไปยังลานกว้างตอนท้าย ๆ ของเส้นทางเดินชมทะเลสาบแล้วค่อย ๆ เดินย้อนกลับมาถ่ายภาพ  แต่ความสวยงามของวิวเบื้องหน้าทำให้อดไม่ได้ที่จะกดชัตเตอร์ไปตลอดทาง  น้ำสีฟ้าสดใสกับภูเขาเบื้องหลังที่สลับไปด้วยสีเหลือง,ส้ม,แดง,เขียว  มันสวยจนบรรยายไม่ถูกจริง ๆ ครับ

หลังจากถ่ายภาพจนจุใจที่ทะเลาสาบนกยูง  คณะของเรานั่งรถกลับลงมาทานข้าวเที่ยงที่ศูนย์อาหาร  ซึ่งเป็นแบบบุฟเฟ่ รสชาติพอประทังชีวิตได้ หุหุ

น้ำตกธารไข่มุก

หลังจากมื้อเที่ยงที่ค่อนข้าง late แล้วเราก็นั่งรถย้อนกลับขึ้นไปยังเส้นทางท่องเที่ยวด้านขวามือของรูปตัว Y  โดยแวะที่น้ำตกธารไข่มุก  ซึ่งต้อนรับเราด้วยธารน้ำใสที่ไหลไต่ระดับลงตามแนวเขาหินปูนสวยงามมาก ๆ  และเมื่อเดินตามเส้นทางที่จัดไว้ให้  ก็จะนำมามาพบกับหน้าผาน้ำตกที่มีขนาดใหญ่กว่าและสูงชันกว่า  น้ำที่ไหลไหลผ่านโขดหินปูนความกว้างกว่า 100 เมตรดูแล้วยิ่งใหญ่มาก  จนผมกดชัตเตอร์แบบไม่ยั้งเลยทีเดียว

เลยจากจุดชมผาน้ำตกแล้ว  ยังคงมีทางเดินเรียบธารน้ำ  และมีมุมถ่ายภาพสวย ๆ อีกมาก  เพราะน้ำใสเป็นสีฟ้าสลับเขียว เมื่อกระทบโขดหินจะปรากฏฟองสีขาวประดุจไข่มุกสมชื่อจริง ๆ

ทะเลสาบกระจก

เรานั่งรถต่อจากน้ำตกธารไข่มุกมาลงที่ทะเลาสาบกระจก  ซึ่งแสงแดดเริ่มจะคล้อยไปหลังเขาแล้ว  ทำให้ภาพที่ได้ไม่สดใสเท่าที่ควร  และเส้นทางเดินถ่ายภาพจากจุดจอดรถค่อนข้างสั้น  ทำให้ผมไม่สามารถเก็บภาพเงาสะท้อนของทะลาสบกระจกได้อย่างที่ต้องการ  จึงเก็บบรรยากาศสวย ๆ ของใบเมเปิ้ลที่กำลังเปลี่ยนสีและค่อย ๆ ปลิวลงสู่พื้นแทน หุหุ

น้ำตกนูรื่อหลาง

จากทะเลสาบกระจก  นั่งรถไม่นานก็กลับมาถึงศูนย์บริการนั่งท่องเที่ยว (ศูนย์อาหาร)  เราลงรถกันที่นี่และเดินลัดเลาะไปตามถนนเพื่อไปยังนำตกนูรื่อหลาง  ที่เรามองเห็นระหว่างการเดินทางในช่วงเช้า … น้ำตกนูรื่อหลางเป็นอีกหนึ่งน้ำตกขนาดใหญ่และสวยงามของจิ่วจ้ายโกว  เป็นน้ำตกที่เกิดจากการไหล่ลงมาจากทะเลสาบตอนบนผ่านหน้าผาหินปูนอันงดงาม  เสียดายที่วันนั้นลมค่อนข้างแรงและพัดเอาละอองน้ำเข้าหน้าเลนส์ทำให้ถ่ายภาพยากมากต้องใช้ผ้าเช็ดเลนส์ตลอด แต่สวยงามขนาดนี้กล้องพังก็ยอมฟะ หุหุ (ถ้าพังจริงคงนั่งร้องไห้เป็นแน่ )  …

ทะเลสาบแรด

โปรแกรมจิ่วจ้ายโกวสำหรับวันนี้เราปิดท้ายกันที่ทะเลาสาบแรด  ซึ่งสวยงามเช่นเดียวกัน  เพียงแต่ช่วงที่เรามาถึงค่อนข้างเย็นแล้ว  แสงจึงไม่อำนวยกับการถ่ายภาพมากนักแต่ก็เรียกเสียงชัตเตอร์จากคณะของเราไม่น้อยไปกว่าทะเลสาบอื่นเช่นกัน

คืนนั้นผมหลับสบายทั้งคืนหลังจากโหลดภาพจาก memory card ลงยัง portable storage ที่เตรียมไป …  เพื่อ clear memory card พร้อมรับภาพสวย ๆ ของวันรุ่งขึ้นที่กำลังจะมาถึง

วันที่สองในจิ่วจ้ายโกว

เช้าวันที่สองของจิ่วจ้ายโกวยังคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวและดูเหมือนจะเยอะกว่าวันก่อนหน้าซะด้วย   พวกเราต้องเบียดเสียดกับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเพื่อต่อคิว (ไม่แน่ใจว่าเรียกคิวดีไหม :() ขึ้นรถอุทยาน  โชคดีที่ไกด์เราพูดจีนได้จึงสามารถขอเจ้าหน้าที่ขึ้นรถคันเล็กได้เต็มคันพอดี  นับว่าโชคดีโดยแท้ที่เสมือนได้เราเหมา  เพราะปกติราคารถเหมาที่นี่แพงมาก ๆ

ช่วงแรกเรายังคงผ่านเส้นทางเดิม (ขาของตัว Y)  แต่วิววันนี้ดูจะต่างไปจากเมื่อวานมาก  เพราะวันนี้ฟ้าไม่เปิด แต่ใช่ว่าจะไม่สวย  เพราะบรรยากาศแบบนี้จะมีสายหลอกสีขาวคลอเคลียไปกับภูเขา ทำให้ธารน้ำและทะเลสาบดูชุ่มชื่นไปอีกแบบ  โดยเฉพาะที่ทะเลสาบแรดซึ่งเราแวะเมื่อวานตอนเย็นรวมถึงทะเลสาบเสือที่อยู่ติด  ๆ กัน  วันนี้น้ำดูนิ่งสนิทและเงาสะท้อนของใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีน้ำสวยงามจับใจ  ดังนั้นถ้าใครไปจิ่วจ้ายโกวแล้วอากาศไม่ดีก็ไม่ต้องเสียใจนะครับ  เพราะคุณอาจจะได้เจออีกหนึ่งบรรยากาศที่งดงามไม่แพ้กัน

วันนี้เราจะเดินทางไปบนเส้นทางด้านซ้ายของรูปตัว Y โดยจุดแรกที่จะเดินทางไปคือ ทะเลสาบยาว   ซึ่งการเดินทางนั้นต้องผ่านป่าสนที่กำลังเปลี่ยนสีงดงามและไต่ระดับความสูงไปเรื่อย ๆ จนเกือบถึงตอนบนสุดของเส้นทาง  ยอดต้นสนเริ่มถูกปกคลุมไปด้วยปุยหิมะสีขาวสะอาด  จนถึงจุดชมวิวทะเลสาบยาวเราจึงได้ชมวิวกันอย่างใกล้ชิด  .. อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าวันนี้บรรยากาศต่างกับเมื่อวานมาก ๆ ยอดเขาวันนี้ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว  เพิ่มความรู้สึกเยือกเย็นเข้ากับบรรยากาศอันแสนเหน็บหนาวของที่นี่จริง ๆ

ทะเลสาบ 5 สี

เราถ่ายภาพทะเลสาบยาวกันสักพัก  ก็เดินตามเส้นทางเล็ก ๆ มุ่งสู่ทะเลสาบ 5 สี  ซึ่งระหว่างทางมีหิมะโปรยลงมาให้เราได้ตื่นเต้นกันตามประสากะเหรี่ยงจากเมืองร้อน หุหุ ถ่ายภาพไป หนาวไป สะใจดีจริง ๆ

ช่วงหลัง ๆ ก่อนถึงทะเลสาบ 5 สีก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าที่กำลังตกมามันคือฝนหรือหิมะกันแน่  หุหุ  แต่ความสวยงามของสีสันของทะเลสาบ 5 สีก็ทำให้เราลืมเรื่องเปียกปอนไปชั่วคราว  เพราะถ่ายรูปกันซะเพลินเลย  …

อันที่จริงสีน้ำของทะเลสาบ 5 สีนี่สวยมาก ๆ เป็นสีฟ้าเทอร์คอยส์ไม่ต่างจากทะเลสาบนกยูงที่เราเห็นเมื่อวาน  แต่นับยังไงก็ไม่ครบ 5 สี หุหุ  สงสัยต้องรวมสีเทา กีบสีดำของหินเข้าไปด้วย ที่จริงน่าจะเรียกทะเลาสาบมรกตอย่างที่ไกด์ของเราเรียกมากกว่า

เราเดินต่อจากทะเลสาบ 5 สีเพื่อมาขึ้นรถกลับลงไปทานอาหารเที่ยงที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว  ซึ่งใกล้ ๆ ลานจอดรถก็ยังมีมุมสวย ๆ ให้เราได้ถ่ายภาพบุคคลกันอีกหลายภาพทีเดียว

เรามาถึงศูนย์อาหารก่อนเที่ยงราวครึ่งชั่วโมงทำให้คนยังไม่เยอะนัก และอาหารก็ไม่ร่อยหรอเหมือนเมื่อวาน  ทำให้พวกเราได้โอกาสเติมพลังกันเต็มที่เพื่อเตรียมตัวเที่ยวต่อในช่วงบ่าย

ทะเลสาบเสือ, น้ำตกซู่เจิ้ง และหมู่บ้านธิเบต

บ่ายวันที่สองนี้เราจะเก็บตกเส้นทางช่วงต้น (ขาของตัว Y)  ซึ่งมีน้ำตก, ธารน้ำและทะเลสาบสวย ๆ วางตัวต่อเนื่องกัน  โดยเราเริ่มแวะกันที่ทะเลสาบเสือ  ซึ่งขณะที่เราไปถึงมีฝนปรอยหน่อย ๆ ทำให้เก็บภาพได้ไม่เยอะนัก  ก่อนที่จะค่อย ๆ เดินเก็บภาพเรียบธารน้ำมุ่งสู่น้ำตกเล็ก ๆ แต่งดงามมากอีกแห่งหนึ่งชื่อ น้ำตกซู่เจิ้ง   …

นอกจากน้ำในลำธารและน้ำตกจะใสแล้ว  สีฟ้าของน้ำสลับกับบางส่วนของลำธารที่เป็นสีเขียวจากตะไคร่น้ำตัดกับฟองสีขาวของสายน้ำช่างเป็นภาพที่สวยงามเกินบรยาย … แน่นอนว่าขาตั้งกล้องได้ถูกน้ำมาใช้เพื่อบันทึกภาพสายน้ำให้ดูพริ้วไหว คุ้มค่าต่อการแบกมากจากเมืองไทยจริง ๆ

ข้อดีอีกอย่างของบรรยากาศแบบครึ้มฟ้าครึ้มฝนกับการถ่ายภาพน้ำตกก็คือ contrast ของภาพจะไม่สูงเกินไป  เพราะในวันที่แดดจัด  ฟองสีขาวกับโขดหินหรือต้นไม้ที่อยู่ภายใต้เงาจะมี contrast สูงมากจนทำให้ภาพดูแล้วแข็งไม่นุ่มและสดใสเหมือนกับอากาศแบบนี้  แสดงว่าการที่ฝนตกในวันที่สองของการเที่ยวน้ำตกก็เป็นข้อดีเหมือนกัน (แอบคิดแบบ positive หน่อย อิอิ)

คณะของเราเดินตามเส้นทางริมลำธารสลับถ่ายภาพมาเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณหมู่บ้านธิเบตจึงขึ้นไปเยี่ยมชมหมู่บ้าน, ถ่ายภาพจากจุดชมวิว และซื้อของที่ระลึกกันเล็กน้อย ก่อนที่จะเลือกเดินเท้าสลับถ่ายภาพต่อไปตามเส้นทางริมถนนเพื่อชมทะเลสาบและน้ำตกสายเล็ก ๆ ที่วางตัวลดหลั่นลงไปตามหุบเขา

เราปิดท้ายอุทยานจิ่วจ้ายโกวกันที่น้ำตกแจกัน  ที่เป็นธารน้ำกว้างที่ปูด้วยสีเขียวของตะไคร่น้ำ  มีกลุ่มของต้นไม้ขึ้นเป็นหย่อม ๆ  เหมือนเอาแจกันมาปักไว้ สวยงามสมชื่อ … จากที่นี่เรานั่งรถกลับไปยังปากทางเข้าอุทยาน  นับเป็นช่วงเวลาที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะได้มาชมความงามของอุทยานสวรรค์จิ่วจ้ายโกวแห่งนี้อีกครั้ง

โชว์ทิเบต

ค่ำคืนวันที่ 3 ในจิ่วจ้ายโกว  เราตีตั๋วเข้าชมโชว์ธิเบิต  โดยนั่งแถวเกือบหน้าสุด แต่ก็อยู่ด้านซ้ายสุดเหมือนกัน ทำให้มุมมองไม่ค่อยดีนักสำหรับการถ่ายภาพ  งานนี้ผมหยิบเจ้า Nikkor 50mm f/1.4 เลนส์มือหมุนอายุอานามเกือบ 30 ปีมาถ่าย  โดยใช้แสงจากเวทีล้วน ๆ ได้ภาพและวิดีโอมาเยอะเหมือนกัน  ถ้าอาศัยเฉพาะ lens kit อย่างเดียวคงเอาแสงแบบนี้ไม่อยู่แน่ ๆ เพราะผมพยายามคุม ISO ไม่ให้เกิน 800 เพื่อหลีกเลี่ยง noise นั่นเอง

ความคิดเห็นโดยรวมกับโชว์ธิเบต ผมชอบนะครับ  ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วก็ไม่ใคร่จะสนใจโชว์วัฒนธรรมเหล่านี้เท่าไหร่  แต่ต้องยอมรับว่าลีลาการร้องเพลง  คุณภาพเสียงร้อง  รวมถึงรูปแบบดนตรีของธิเบตนั้นสนุกสนานและน่าประทับใจมากจริงๆ  แม้ว่าในหลาย ๆ ช่วงพิธีกรพูดจีนทำให้เราฟังไม่รู้เรื่องก็เถอะ

เส้นทางสายหิมะสู่เฉินตู และ ศูนย์เพาะพันธุ์หมีแพนด้า

เช้าวันรุ่งขึ้นเราต้องโบกมือลาจิ่วจ้ายโกวอย่างเสียมิได้  คงเหลือไว้แต่เพียงความทรงจำดี ๆ ของความยิ่งใหญ่และสวยงามของธรรมชาติ  หากจะกล่าวว่าธรรมชาติที่ผมเคยไปเยือนมาหลายแห่งนั้นสวยงามมาก  สำหรับจิ่วจ้ายโกวคงต้องเรียกว่าวิจิตรล่ะครับ  เพราะมันเหนือกว่าคำว่าสวยงามจริง ๆ

เส้นทางวันนี้แค่จิตนาการผมก็แอบเหนื่อยแล้วล่ะ  เพราะต้องใช้เวลาราว 9 ชั่วโมงจากที่นี่ถึงเมืองเฉินตู   แต่หลังจากออกเดินทางได้ไม่ถึงชั่วโมง  ภาพวิวสองข้างทางเริ่มทำให้ผมเปลี่ยนจากการพยายามข่มตาหลับเป็นหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพอย่างไม่ละสายตาจากช่องมองภาพเลย  เพราะความหนาวเย็นที่เราเริ่มสัมผัสได้ตั้งแต่เมื่อคืน  ทำให้ขณะนี้หิมะได้โปรยปรายลงมาปกคลุมป่าสนสองข้างทาง  ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามเกินบรรยายจริง ๆ ครับ  และนี่เป็นสิ่งที่เติมเต็มให้ทริปนี้ครบรสชาติเสมือน 3 ฤดูจริง ๆ เพราะเราพบกับสีสันของใบไม้เปลี่ยนสีในวันแรกที่เข้าจิ่วจ้ายโกว, เจอฝนในวันที่สอง  และในวันนี้เราเจอหิมะแบบเต็ม ๆ  แถมคนขับรถของเราก็ใจดีหาที่จอดเหมาะ ๆ ให้เราได้ลงไปถ่ายภาพหิมะกันแบบใกล้ชิดเสียด้วย   ทำให้แต่ละคนยิ้มแก้มปริถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนาน

ตลอดทางช่วง 2-3 ชั่วโมงแรกยังคงผ่านเส้นทางที่สองข้างทางเต็มไปด้วยหิมะสลับกับทุกหญ้าและต้นไม้เปลี่ยนสี  นอกจากนี้ยังผ่านเมืองโบราณอาทิ เมืองชานชูชื่อ  เมืองสงพัน  ที่ทุกวันนี้รัฐบาลจีนเนตรมิตรตึกรามบ้านช่องใหม่  ทำให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม  ผมคาดว่าในอีก 5 ปี  เส้นทางสายนี้คงเสร็จสมบูรณ์และเมืองเหล่านี้จะกลายเป็นจุดพักสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นแน่

ทางช่วง 3-4 ชั่วโมงหลังก่อนถึงเฉินตูนั้น  เป็นเส้นทางที่ตั้งอยู่เชิงเขา  ด้านข้างเป็นแม่น้ำ  ซึ่งตลอดทางจะยังคงเห็นสภาพความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี 2008 อยู่เป็นระยะ   แต่ต้องยอมรับว่ารัฐบาลจีนได้ทำการบูรณะและถือโอกาสจัดระเบียบเมืองอย่างดีเยี่ยม  เพราะผ่านไปเพียง 3 ปี  เส้นทางนี้เสร็จเกือบจะสมบูรณ์แล้ว  และยังคงเห็นการก่อสร้างทางด่วนคู่ขนานรวมถึงทางรถไฟที่คาดว่าอีกไม่นานก็คงเสร็จเช่นเดียวกัน  ต่อไปการเดินทางไปจิ่วจ้ายโกวคงไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว  และคงมีเวลามากขึ้นสำหรับแหล่งท่องเที่ยวหรือกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติม  คิดแล้วก็แอบอิจฉาคนจีนเหมือนกันที่สามารถเนรมิตหลายอย่างได้อย่างใจไม่ติดโน่นติดนี่เพราะขัดแข้งขัดขากันเองเหมือนบ้านเรา

เอ้า! พาออกนอกเรื่องไปจนได้  กลับเข้ามาที่เมืองเฉินตูกันดีกว่าครับ … เมืองเฉินตูนั้นมีความเจริญไม่ต่างจากรุงเทพฯ บ้านเราครับ  สภาพถนนหนทางและตึกรามบ้านช่องก็ทันสมัยไม่แพ้กัน  ต่างกันก็ตรงคนที่นี่ไม่ค่อยยอมพูดอังกฤษ  ไม่รู้พูดไม่ได้หรือไม่ยอมพูดกันแน่ หุหุ

ที่เมืองเฉินตูเรามีอีก 2 โปรแกรม  นั่นคือโชว์เปลี่ยนหน้ากากซึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม   ในความเห็นส่วนตัวแล้วโชว์นี้ไม่ได้สนุกสนานเหมือนโชว์ทิเบต  แต่เน้นไปที่การนำเสนอวัฒนธรรมอันงดงามของจีน  ส่วน highlight ก็แน่นอนว่าอยู่ที่รายการสุดท้ายนั่นคือโชว์เปลี่ยนหน้ากาก  ที่ผู้แสดงเปลี่ยนหน้ากากรวดเร็วจนผู้ชมไม่สามารถมองได้ทัน

เช้าวันก่อนกลับ  เราเดินทางไปชมความน่ารักของหมีแพนด้ากันที่ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้าเมืองเฉินตู   โชคดีที่มีแพนด้าน้อยซึ่งคงจะเพิ่งคลอดมาได้ไม่นานให้เราชมด้วย  ทำให้พวกเราได้อมยิ้มกับความน่ารักของมัน  ส่วนพี่ป้า น้าอา ของมันส่วนใหญ่จะขี้เกียจไม่ค่อยทำอะไรนอกจากนอนตีพุง  นาน ๆ ทีจึงเดินออกมากินน้ำกินไผ่ให้ได้ตื่นเต้นกัน  หุหุ

ต้องขออภัยอย่างสูงครับที่ภาพเมืองเฉินตู กับเจ้าหมีน้อยแพนด้านั้นไม่ได้นำมาลงในนี้ เพราะไฟล์เสียหายเนื่องจาก Harddisk ที่่ใช้ backup ภาพเสียแบบไม่ทันตั้งตัว 🙁 ถ้าหากกู้ไฟล์ได้ค่อยนำมาลงภายหลังนะครับ

สรุปข้อมูลทัวร์ 

อย่างที่เกริ่นไปแต่ต้นนะครับว่าเที่ยวรอบนี้ผมใช้บริการทัวร์  ซึ่งโปรแกรมส่วนใหญ่จะไม่ต่างกับทัวร์จีนจิ่วจ้ายโกวมากนัก  เพียงแต่เพิ่มการเข้าชม จิ่วจ้ายโกวเป็น 2 วัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผมเลือกทัวร์นี้  เพราะขนาดเข้าไปสองวันผมยังรู้สึกว่ามันยังเร่ง ๆ ไม่สามารถเก็บภาพได้อย่างใจ 100% เลย  ถ้าไปวันเดียวคงเสียดายเงินมากแน่ ๆ ที่อุตส่าห์เดินทางไปตั้งไกลเพื่อได้เที่ยวชมเพียง 6-7 ชั่วโมง

การไปกับทัวร์นั้น  มีข้อดีก็คือเราไม่ต้องนั่งเตรียมโปรแกรมท่องเที่ยวให้เหนื่อย  ไม่ต้องหาที่พักและร้านอาหารเอง  เพราะทางทัวร์เตรียมให้  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงแรมที่พักถือว่า OK เลยทีเดียว   ส่วนอาหารก็พยายามจัดให้ดีที่สุดที่หาได้ในเขตนั้น  แต่ช่วยไม่ได้ที่สไตล์อาหารของทิเบตไม่ถูกปากพวกเราเอาซะเลย  สารพัดน้ำพริก, หมูหยอง, หมูเค็มที่เตรียมไปเลยขายดีเป็นพิเศษ   แต่อาหารที่เฉินตูนั้นอร่อยครับ  เรียกได้ว่ายิ่งวันท้าย ๆ อาหารยิ่งอร่อย หุหุ

นอกจากนี้จุดสำคัญที่สุดของการไปทัวร์จีนคือเรื่องการสื่อสารครับ  เพราะต้องยอมรับว่าคนจีนใช้ภาษาอังกฤษได้น้อยมาก  ถ้าคุณจะไปเองก็คงเหนื่อยเหมือนกันหากเกิดปัญหาอะไรหรือต้องการความช่วยเหลือใด ๆ ก็ตาม  ขนาดคนจีนด้วยกันเองบางทียังพูดกันไม่เข้าใจเลยเพราะภาษาท้องถิ่นต่างกัน .. อย่างไรก็ตามถ้าไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา และพร้อมที่จะผจญภัยไปกับสถานการณ์ต่าง ๆ ผมคิดว่าไปเที่ยวเองก็คงสนุกไปอีกแบบครับ 🙂

ทีนี้มาว่ากันด้วยเรื่องข้อเสียของการเดินทางไปกับทัวร์บ้าง  ซึ่งเป็นมุมมองของคนชอบถ่ายภาพที่วางแผนและท่องเที่ยวด้วยตัวเองมาตลอดอย่างผมนะครับ  สิ่งแรกเลยคือเราต้องระมัดระวังเรื่องการใช้ชีวิตและทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น  เพราะเป็นเพื่อนใหม่ทั้งหมด  โชคดีของผมมากที่คณะที่เดินทางไปด้วยกันนั้นน่ารักทุกคน  มีการแบ่งปันกันตลอด มิตรภาพค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละเล็กละน้อย จนสามารถคุยกันได้อย่างถูกคอชนิดไม่มีกำแพงเรื่องอายุ … แต่แน่นอนว่าเราก็ยังไม่สามารถทำตามที่ต้องการได้เต็มที่  เช่นบางครั้งอยากหยุดถ่ายภาพ หรืออยากจะถ่ายภาพบางจุดให้นานขึ้นก็ไม่ค่อยกล้าจะบอกหัวหน้าทัวร์เพราะเกรงใจเพื่อนร่วมเดินทาง บางจุดที่เรามองในฐานะช่างภาพว่าสวย แต่คนอื่นอาจมองไม่เห็นและไม่เข้าใจ  ว่ามันจะถ่ายอะไรของมันฟะ อิอิ … บางทีก็แอบเผลอลืมตัวไป อย่างเช่น เปิดหน้าต่างเพื่อถ่ายภาพข้างทางขณะนั่งรถในจิ่วจ้ายโกว  โดยลืมคิดไปว่าเพื่อนร่วมคณะทนความหนาวที่พัดผ่านช่องกระจกเข้ามาในรถได้ไม่เท่ากับเรา  ก็แอบรู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน หุหุ

สำหรับเรื่องค่าใช้จ่าย คงต้องแล้วแต่ทัวร์ล่ะครับ  แน่นอนว่าบางทัวร์ทำราคาได้ถูกกว่าเพราะรับคนต่อกรุ๊ปมากกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความล่าช้า ความยุ่งยากที่อาจจะมากขึ้น  บางทัวร์แวะร้านขายของด้วยก็จะยิ่งทำให้เสียเวลาเที่ยวเข้าไปอีก  อันนี้ก็นานาจิตตังครับซึ่งคงต้องแล้วแต่โชคด้วยว่าจะเจอหัวหน้าทัวร์แบบไหน, ไกด์คนไหน และเพื่อนร่วมทริปอย่างไร

ปิดท้ายกันด้วยความคิดเห็นต่อเมืองจีนแบบตรงไปตรงมา … ธรรมชาติสวยงามมากครับ  ไม่แพ้แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติชื่อดังระดับโลกอื่น ๆ เลย แต่สิ่งที่คุณต้องเตรียมตัวและทำใจคือ ห้องน้ำระหว่างทางและเขตชานเมืองที่ยังคงเป็นแบบดั้งเดิมไม่มีการดูแลรักษาความสะอาด  และแน่นนอนว่าบางที่ไม่มีประตูห้องน้ำสำหรับธุระหนักด้วยซ้ำ แต่เก็บตังค์ 1 หยวน หุหุ,  การสื่อสารซึ่งค่อนข้างยากเพราะถนนหนทางบางครั้งก็ไม่มีภาษาอังกฤษกำกับ  ผู้คนในเมืองจีนโดยเฉพาะนอกเขตเมืองใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้จึงเป็นอุปสรรคในการขอความช่วยเหลือเป็นอย่างยิ่ง,  อาหารที่เฉินตูอร่อยครับ แต่พอขึ้นเหนือปั๊ปซ้ำซากและน่าเบื่อเป็นที่ซู้ด  กาแฟสดไม่มีเลยในเขตนอกเขตเมือง  มีแต่ instant coffee ที่ชงแบบจาง ๆ ขาย :(,  การซื้อขายของที่ไม่ค่อยซินเซียเท่าไหร่  ได้แต่ทำใจ  ผมซื้อผลไม้โดนโกงเห็น ๆ แต่จะบ่นก็ลำบากเพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง  ของฝากก็ต้องต่อราคาเยอะหน่อยเพราะบอกผ่านกันหลายเท่าตัว (แล้วแต่ชนิดสินค้า)  เอาเป็นว่าซื้อของนี่ต้องระแวงตลอดว่าซื้อแพงไปป่าวว้า  ซึ่งคงรวมไปถึงการซื้อทัวร์ท่องเที่ยวและที่พักด้วยในกรณีที่คุณเดินทางไปเอง … แต่ข้อสังเกตุรบกวนใจที่ผมเขียนมานี่ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความสุขที่คุณจะได้รับจากธรรมชาติของที่นี่  ดังนั้นถ้าให้ฟันธงว่าน่าไปเที่ยวเมืองจีนไหม  บอกได้เลยว่าต้องไปสักครั้งในชีวิต 9MOT confirm!

ข้อมูลบริษัททัวร์ : Travel Pro โทร 081-830-0751

Website : http:// www.travelprothai.com

Facebook : http://www.facebook.com/TravelProThai


2 Comments

  1. Autumporn Pradabpong

    ไปแล้วประทับใจมาก อยากไปอีก ไกด์น่ารักนิสัยดี เป็นห่วงลูกทัวร์ตลอดการเดินทาง และก็โชคดีที่เจอลูกทัวร์นิสัยดีและน่ารักทุกคนเลยค่ะ โอกาสหน้าไม่พลาดแน่นอนไม่ว่าจะไปเมืองไหนของจีนต้องเป็นเทรเวลโปรแน่นอนค่ะ

  2. hl4150cdn review

    น่าไปมั่กมากกกกกกอ่าาา 🙂

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

มีทริปใหม่ๆ อยากให้บอก ... กรอก e-mail ไว้เลยคร้าบ

มีรีวิวใหม่เมื่อไหร่ ไม่พลาดแน่ครับ

Pin It on Pinterest

Share This

ช่วยแชร์บทความนี้ด้วยนะ

หากเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนคุณด้วยนะครับ ... #นายมด